ระหว่างามหาเอเชียบูรพาทหารไทยจำนวนหนึ่งเคลื่อนพลเข้าสู่รัฐฉาน เพื่อยึดครองเมืองเชียงตุงและสถาปนาสหรัฐไทยเดิม่เวลาเดียวกันทหารญี่ปุ่นบุกโจมตีพม่าอย่างหนักอังกฤษต้องถอนกำลังจากรัฐฉานไปเสริมทัพด้านอื่น เหลือเพียงกองพล 93ของจอมพลเจียงไคเช็คเป็ผู้ดูแล สมรภูมิเชียงตุงจึงเป็การรบระหว่างทหารไทยกับทหารจีน
เช้าตรู่วันที่ 14มกราคม 2486 กองทัพพายัพเปิดฉากการบุกครั้งใหญ่พวกเขาสามารถขับไล่ศัตรูทั้งหมดกลับไปยังมณฑลยูนานธงชัยเฉลิมพลถูกโบกสะบัดเหนือสมรภูมิ พร้อมเสียงโห่ร้องจากเหล่าทหารกล้าสยามประเทศ
วันนั้นมีการปะทะกันหนักหน่วงเป็ประวัติการณ์ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตจำนวนมากมาย เมื่อกรมทหารราบที่สิบสี่เคลื่อนพลเข้าประชิดชายแดนทุกที่ที่กำลังพลเดินผ่านมีแต่ร่างไร้ิญญาเหล่าผู้กล้า
วันนั้นเองร้อยโทมนัสแห่งกองพันทหารม้าที่หนึ่งนำกำลังพลบุกโจมตีข้าศึกจากด้านข้าง ทำให้ทหารกองพล 93 ถูกตัดขาดจากกัน เกิดช่องว่างขนาดใหญ่จนพ่ายแพ้ในที่สุด มนัสกับทหารในหน่วยคือผู้ยุติาแต่ต้องสูญเสียอย่างหนักเป็สิ่งแลกเปลี่ยนราคาแพงรวมทั้งพลัดหลงมาถึงชายแดนประเทศจีน ในสภาพอ่อนเพลียไร้กำลังและาเ็ทุกราย
เช้าวันรุ่งขึ้นเสบียงรวมทั้งน้ำดื่มใกล้หมดมนัสกับจ่าสะอาดพากันออกไปหาของกิน ก่อนกลับเข้ามาพร้อมกวางโชคร้ายหนึ่งตัว เมื่อทุกคนอิ่มท้องนายทหารหนุ่มสั่งเคลื่อนพลทันทีกว่าจะเดินเท้ามาถึงค่ายทหารพายัพในเมืองยอง ก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงเย็นสิ้นแสงตะวันหน่วยรบเดนตายพากันรอดตายและได้รับข่าวดี การรบระหว่างทหารไทยกับทหารจีนสิ้นสุดแล้วเชียงตุงถูกผนวกเป็ส่วนหนึ่งของประเทศ จะไม่มีใครเสียชีวิตเพราะเื่บ้าๆ พวกนี้อีก
หมวดหนุ่มจากกรุงเทพดีอกดีใจได้ไม่นานวันถัดมาเขาเริ่มป่วยหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ เริ่มจากตื่นเช้ามีอาการหน้ามืดบ่อยครั้งต่อด้วยมือไม้อ่อนแรงทำจานข้าวหล่นพื้น ครั้นถึง่บ่ายเขาแทบไม่มีแรงพยุงร่างกายเอาแต่นอนซมบนแคร่ไม้ไผ่กระทั่งหมดวัน สุดยอดวีระบุรุษผู้พิชิตกองพลที่ 93 ทำได้เพียงหายใจเข้าหายใจออกกับนอนกระพริบตา
สามวันผ่านไปหลังมีอาการประหลาดมนัสตื่นขึ้นมาด้วยความหวังอันน้อยนิด สุดท้ายสิ่งที่แอบคาดหวังเป็เพียงความว่างเปล่าร่างกายตัวเองย่ำแย่กว่าเมื่อวันก่อนด้วยซ้ำ หนุ่มวัยยี่สิบสี่กลุ้มใจมากขึ้นพร้อมกับเริ่มฟุ้งซ่านในใจคิดถึงเื่ความตายโดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าตัวเองต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียงนอนแคบๆ สู้ตกนรกอเวจีไปพบลูกน้องไม่ดีกว่าหรือ
บ้านที่กรุงเทพ…แม่และคนในครอบครัว สิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในหัวสมองอีกต่อไป
เพราะอาการป่วยทำให้มนัสได้ที่พักส่วนตัวกระท่อมไม้ผุพังตั้งอยู่ไม่ไกลจากส้วมสนาม ร่มเย็นทั้งวันเพราะมีไม้ใหญ่บดบังแสงแดดอาจไม่ดีที่สุดแต่เหมาะสมที่สุดกับโรคประหลาด โรคที่หมอทุกคนในเชียงตุงพากันส่ายหัวและเนื่องมาจากไม่มีใครรู้เขาเป็โรคอะไร ท่านแม่ทัพใหญ่จำเป็ต้องสั่งกักบริเวณ โดยมีแค่เพียงลูกน้องคนสนิททำหน้าที่รับใช้
“ผมเอาอาหารเช้ามาให้ของอร่อยๆ ทั้งนั้นเลย”
ระหว่างที่คนป่วยกำลังนอนก่ายหน้าผากมีผู้ชายผิวคล้ำรูปร่างตันอายุประมาณสี่สิบกว่า เดินเข้ามาในกระท่อมหลังน้อยตามลำพังพร้อมปิ่นโตใส่ข้าวต้มกุ๊ย ผักกาดดอง และเต้าหู้ยี้ เมื่อคนป่วยมองเห็นของกินพาลฉุนเฉียวทันที
“ผมไม่กิน!”
“หมวดอย่าคิดมากสิอีกไม่กี่วันก็หายขาดแล้วเชื่อผม ข้าวต้มกำลังร้อนๆ กินสักหน่อยเถอะ”
“ผมไม่หายหรอกจ่า…ผมกำลังจะตาย”
“อย่าเพิ่งรีบตายมีเมียสองคนก่อนหมวดจะได้รู้ว่านรกมีจริง”
จ่าสะอาดเป็เพียงคนเดียวที่เข้าออกกระท่อมเพื่อทำหน้าที่ดูแลมนัสด้วยความเต็มใจ ทั้งที่ตัวเองไม่ค่อยแข็งแรงจนทุกคนดูออก แกบอกแต่ว่าไม่เป็อะไรแค่โรคคนแก่ก่อนทำหน้าที่ด้วยความแข็งขันราวกับหนุ่มน้อย
สิ่งที่ทำให้คนป่วยหงุดหงิดไม่ใช่อาหารหรือคนดูแลถัดจากกระท่อมเพียงยี่สิบเมตรมีทหารเวรสองนาย ได้รับคำสั่งให้จับตามองที่นี่ตลอดเวลาหากมีอะไรเกิดขึ้นรีบวิ่งมารายงานทันที มนัสเองก็เป็ทหารเข้าใจสถานการณ์ดีถ้าเป็ตัวเองคงออกคำสั่งเหมือนท่านแม่ทัพ โชคร้ายตัวเองไม่ใช่ท่านแม่ทัพแต่เป็คนป่วยทำให้ตัวเองอารมณ์เสียกลายเป็คนขี้หงุดหงิด
หลังแผงฤทธิ์เดชระบายอารมณ์เพียงเล็กน้อยเนื่องจากร่างกายไม่มีเรี่ยวแรงแหกปากโวยวาย แล้วคนป่วยก็ลุกขึ้นมากินอาหารน่าเบื่อหน่ายโดยนำเต้าหู้ยี้มาขยี้บนข้าวต้มสีขาวขุ่น บรรจงตักเข้าปากโดยไม่ให้เลอะแคร่ไม้ไผ่ แม้เป็งานง่ายๆแต่กลับรู้สึกว่าเหนื่อยมาก การกินอาหารใช้เวลายาวนานยี่สิบนาที ร้อยโทหนุ่มยังไม่อิ่มท้องแต่หมดความพยายามแล้ว
“อิ่มแล้วเหรอครับเพิ่งกินได้หน่อยเดียวเอง” คนดูแลมีสีหน้าฉงนสงสัย
“ผมไม่ไหวแล้วคุณเอาไปให้คนอื่นเถอะ”
“เอ…เอายังไงดี” จ่าร่างตันทำท่าครุ่นคิดก่อนพูดต่อ“เดี๋ยวผมช่วยป้อนให้หมวดดีกว่า”
“ฆ่าผมเถอะ” คนบนเตียงทำหน้าหงิกมาก
“ไม่กินก็ไม่กิน…แต่ถ้าหมวดแย่กว่านี้ผมต้องป้อนนะ”
ผู้ชายผิวคล้ำเดินส่ายอาดๆมาเก็บปิ่นโต ทั้งอาหารและข้าวต้มพร่องไปเพียงครึ่งเดียว ที่เหลือเดี๋ยวตัวเองแอบจัดการภายหลังแม้เป็อาหารง่ายๆ แต่ใช่จะหากันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะใน่เวลาที่ยังสับสนอลหม่านจริงอยู่ว่าเราชนะได้ดินแดนแล้ว แต่ที่เชียงตุงไม่มีอาหารดีๆรวมทั้งหยูกยา จ่าสิบเอกวัยกลางคนแอบคิดในใจตัวเอง
‘ทหารส่วนใหญ่ตายเพราะเจ็บป่วยไม่ใช่ะุปืนแต่หมวดกำลังจะตายด้วยโรคประหลาด’
ร่างกายหมวดอ่อนแอกว่าเมื่อวานกินข้าวต้มครึ่งชามยังเหนื่อยหายใจเสียงดัง ยังไงต้องตามหมอมาดูอาการอีกครั้ง เขาจะไม่ยอมให้หมวดเป็อะไรเด็ดขาดเมื่อตัวเองเก็บปิ่นโตใส่เถาเสร็จเรียบร้อย คนป่วยบนแคร่เริ่มชวนคุยครั้งแรกของวัน
“ถ้าได้กลับบ้านคุณอยากทำอะไร”
“ผมเหรอ…ผมคงเมาแอ๋สักสามสี่วันก่อน ฟื้นขึ้นมาค่อยไปวัดทำบุญให้พวกเด็กๆแล้วหมวดล่ะครับอยากทำอะไร”
“ผมนอนคิดมาตลอดสองคืนแต่ยังคิดไม่ออกสักอย่าง”
“มันต้องมีบ้างสิครับ” คนพูดเผลอลูบคางสากๆ “ผู้หญิงไงหมวด…คนที่ชื่อเดือนดาวอะไรสักอย่าง”
“คุณหญิงดุจดาว”
“ใช่…คนนั้นแหละ หมวดต้องกลับไปบอกรักเธอ บอกความในใจทุกอย่างกับเธอ”
“อย่าเลย…เราอยู่ห่างกันเกินไป”
มนัสกำลังเปิดเผยความรู้สึกผ่านสีหน้าความรู้สึกแสนว่างเปล่าของคนใกล้ตาย ความรู้สึกที่เขาอยากบอกใครสักคน เพราะาทำให้เขาสนิทกับลูกน้องคนนี้สนิทกันลึกซึ้งชนิดตายแทนกันได้เลย จ่าสะอาดมักได้ยินชื่อคุณหญิงดุจดาวเวลาที่เขาพร่ำเพ้อกลางพายุโหมกระหน่ำ หรือยามค่ำคืนระหว่างเฝ้ามองเหล่าศัตรูเขามักพูดชื่อเธอแบบลอยๆ โดยไม่ตั้งใจ
เธอคือความหวังในยามอ้างว้างเธอคือดวงดาวส่องสว่างกลางนรกภูมิ ทุกครั้งที่ตนเองรู้สึกท้อแท้หรือหวาดหวั่น ใบหน้าขาวเนียนใสที่เคยเห็นรอยยิ้มหวานหยดที่เคยได้รับ คำพูดให้กำลังใจที่เคยได้ยินทุกสิ่งทุกอย่างช่วยให้เขาอยากมีชีวิตต่อ ทำให้เขาดิ้นรนไขว่คว้าหาทางกลับบ้าน เขาจะตายอย่างไร้ค่าที่นี่ไม่ได้…เขาต้องกลับไปพบหน้าเธอที่กรุงเทพ
ทุกคืนก่อนนอนเขาจะคิดถึงคุณหญิงดุจดาวรุ่งเช้าวันใหม่เขาเริ่มคิดถึงใบหน้าเธออีกครั้ง
เขาทำแบบนี้ทุกวันในสนามรบจนกระทั่งย้อนกลับไปเมื่อห้าวันที่แล้ว จดหมายจากเมืองไทยซึ่งเดินทางล่าช้าเป็พิเศษบัดนี้อยู่ในมือเ้าของก่อนวันทำศึกครั้งใหญ่ นี่คือจดหมายจากแม่เขียนถึงลูกชายเนื้อหาใจความมีเื่มากมายจากพระนคร และสิ่งที่เขาจำติดตามีด้วยกันสองเื่หนึ่ง…ตัวเองมีคู่หมั้นแล้ว สอง….คุณหญิงดุจดาวกำลังจะแต่งงาน
เื่แรกเขารู้มานานพอสมควรที่พอทำได้คือถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ ก่อน ถ้ากลางปีได้กลับบ้านในฐานะวีรบุรุษ บางทีอาจได้ทำตามความ้าของหัวใจส่วนเื่ที่สองคือมหาวิบัติที่แท้จริง คุณหญิงดุจดาวคนที่เขารักกำลังจะแต่งงาน
ไม่เคยระแคะระคายเื่นี้สักนิดพอทราบข่าวใมากแทบคุมสติไม่ไหว การแต่งงานของคุณหญิงเป็ข่าวใหญ่ทั่วกรุงเทพแม่กับน้องสาวซึ่งหนีน้ำท่วมใหญ่มาอยู่บ้านลุงยังพลอยได้ข่าวสำคัญจากว่าที่คู่หมั้นของตัวเอง
เมื่อไม่มีความหวังในการหล่อเลี้ยงชีวิตคนท้อแท้คิดถึงความตายอย่างออกนอกหน้า การกระทำของมนัสส่งผลมายังลูกน้องคนสนิทจ่าสะอาดผ่านเื่พวกนี้มามากจึงพอดูออก ผู้หมวดอาจเป็คนเก่งกล้าในสนามรบแต่ในสนามรักเขาก็มันแค่เด็กอมมือ ที่หมวดมีอาการทรุดหนักภายในสามวันส่วนหนึ่งเป็เพราะสภาพจิตใจย่ำแย่เหลือเกิน
“ผมไปตามหมอเดี๋ยวกลับมาหมวดห้ามหลับนะครับ”
คนบนแคร่พยักหน้าเบาๆเป็คำตอบ คนถือปิ่นโตส่งยิ้มจืดสนิทก่อนเดินจากมา เนื่องจากวันนี้สภาพอากาศร้อนเป็พิเศษระหว่างเดินผ่านต้นตะเคียนทองสองต้นขึ้นคู่กัน จ่าสะอาดเกิดเป็ลมหน้ามืดกะทันหันจำเป็ต้องหยุดพักบนซากขอนไม้ริมทาง หนุ่มใหญ่วัยดึกจ้องมองมาที่กระท่อมไม้ผุพังพร้อมถอนหายใจเสียงดังใบหน้าแสดงความหนักใจ มีอยู่เื่หนึ่งที่เขาไม่กล้าบอกผู้เป็เ้านายสภาพหมวดมนัสในตอนนี้ทำให้ตัวเองพูดไม่ออก
วันที่สามหลังการเจ็บป่วยกำลังจะพ้นผ่านแม้ทำปากดีบอกว่าฆ่ากันให้ตายไปเลย สุดท้ายมนัสก็ยอมให้จ่าสะอาดป้อนอาหารมือขวาที่เคยแข็งแกร่งมีกล้ามเป็มัดๆ เคยช่วยทหารของตัวเองมาแล้วนับไม่ถ้วน นาทีนี้แค่ตักข้าวต้มใส่ปากยังทำไม่ได้ต้องมีคนคอยป้อนข้าวป้อนน้ำราวกับเด็กน้อย นี่คือเื่น่าอับอายยิ่งกว่าพ่ายแพ้ทหารจีน
มนัสสุดเจ็บใจแต่มันคือความเปลี่ยนแปลงแม้ไม่อยากยอมรับแต่จำเป็ต้องยอมรับ เขายอมรับว่าตัวเองยังไม่อยากตาย เขามีเื่ต้องทำต้องแก้ไขอีกมากมายทั้งเื่หน้าที่การงานหรือเื่ครอบครัว ฉะนั้นตัวเองต้องกลับมาแข็งแรงเหมือนเก่าต้องกินอาหารและดื่มน้ำให้เพียงพอ ในเมื่อตัวเองทำไม่ได้จำต้องพึ่งพาคนอื่นไม่ใช่เื่ใหญ่โตแค่เจ็บใจมากก็เท่านั้น
เมื่อมีครั้งแรกครั้งต่อไปไม่ใช่เื่ยากถึงมื้อเย็นมนัสรอให้จ่าสะอาดป้อนอาหาร ทว่าเ้าตัวกลับโยนภาระให้พลทหารปลายแถวอ้างว่ามีธุระด่วนต้องรีบจัดการให้เสร็จ นายทหารหนุ่มแค่นยิ้มให้โดยไม่คิดมาก คืนนี้มีงานเฉลิมฉลองชัยชนะทั่วทั้งเชียงตุงให้ลูกน้องมาคอยดูแลคนป่วยใกล้ตายก็กระไร ฉะนั้นแล้วถึงใครป้อนอาหารก็มีค่าเท่ากัน
กินอาหารเสร็จคนป่วยขอตัวเข้านอนเพราะไม่อยากเป็ภาระให้คนอื่นวุ่นวาย ความมืดแผ่เข้าปกคลุมทั่วทั้งกระท่อมทรุดโทรมมีเพียงแสงไฟจากตะเกียงดวงน้อยกับเทียนไข ส่องแสงสีเหลืองนวลบนโต๊ะเก่าๆ ติดประตูชายหนุ่มบนแค่ไม้ไผ่นอนหลับตาหายใจเข้าออกความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างเกิดขึ้นในใจ ทุกวินาทีที่พ้นผ่านมนัสรู้สึกเหงาเหลือเกิน
พอไม่มีจ่าสะอาดอยู่ด้วยเหมือนคืนก่อนคนป่วยสั่งให้ทหารจุดเทียนไขทิ้งไว้ก่อนไป ตอนนี้ใกล้หมดเล่มจำเป็ต้องเปลี่ยนเล่มใหม่มนัสพยายามดันร่างตัวเองลุกขึ้นจากแคร่ เดินได้เพียงสามสี่ก้าวขาขวาเตะโดนบางอย่างเข้า
“เฮ้ย! อะไรวะ”
นายทหารหนุ่มอุทานเสียงดังด้วยความใแล้วพลันสะดุ้งโหยงเมื่อรู้ว่าสิ่งนั้นคือร่างมนุษย์!
---------------------------------------
ปล.คนอกหักมักชอบพร่ำเพ้อเป็พิเศษ ไรท์ขอฝากมนัสไว้ในอ้อมกอดทุกคน ผู้ชายคนนี้จะได้เผชิญเื่ราวมากมายในอนาคต