หลังจากปรับตัวในการใช้ชีวิตในจวนตระกูลเจิ้งได้แล้ว เจิ้งเย่วซินจึงได้รู้ว่าการเกิดมาเพื่อเสพสุขเพียงอย่างเดียวเป็เช่นไร ไม่ต้องนอนดึกตื่นเช้าแล้วรีบไปกองถ่าย ไม่ต้องคอยเอาอกเอาใจและคอยมองสีหน้าของผู้อื่นเพื่อให้ได้งาน และที่สำคัญไม่ต้องคอยกังวลและคอยวางแผนค่าใช้จ่ายให้ตัวเองและคนข้างกายอีกต่อไป
เมื่อคิดถึงคนข้างกายจิตในที่เคยอุ่นร้อนก็พลันเย็นเฉียบในทันที ภาพในคืนนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่เคยลืม ไม่รู้ว่าตอนนี้ร่างกายของเธอในภพนั้นจะเป็อย่างไรบ้าง เธอตายแล้วหรือยัง หรือแค่เพียงหมดสติไปเฉยๆ หากตายแล้วซูิเจ๋อกับฉางเหมยจะรู้สึกผิดที่ทำแบบนี้กับเธอบ้างหรือไม่
“คุณหนูเ้าคะ เหตุใดจึงยังไม่นอนอีก” ปี้เถาสาวใช้ข้างกายของเจิ้งเย่วซินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลใจ ั้แ่คุณหนูหายจากอาการล้มป่วย กิริยาท่าทางของคุณหนูก็เปลี่ยนไป ทั้งเงียบขรึมไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา มีอาการหลงๆลืมจนให้คนรอบข้างใจหายใจคว่ำอยู่บ้าง และยามนี้ยังมีท่าทางเศร้าโศกเสียใจจนน่าประหลาดใจนั้นอีก
“ข้านอนไม่หลับ” เจิ้งเย่วซินเอ่ยออกมาแล้วจึงได้หันไปมองปี้เถา สาวใช้ผู้นี้มีอายุได้เพียงสิบเจ็ดสิบแปดปี แต่คำพูดคำจาและการกระทำกลับทั้งรอบคอบและสุขุมจนเกินอายุ นั่นจึงทำให้นางได้รับความไว้วางใจจากเฉิงเยียนให้มาคอยปรนนิบัติข้างกายเจิ้งเย่วซิน
“ปี้เถา อีกไม่นานข้าก็จะต้องออกเรือนแล้ว อีกทั้งยังเป็การแต่งเข้าราชวงศ์อีกด้วย มีเื่ใดที่ข้าต้องระมัดระวังหรือไม่” เมื่อเจิ้งเย่วซินถามเช่นนี้ปี้เถาจึงได้ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ที่แท้คุณหนูของนางก็วิตกกังวลเกี่ยวกับเื่การแต่งงานจนนอนไม่หลับนี่เอง
“คุณหนูไม่ต้องกังวลนะเ้าคะ ฮูหยินเชิญหมัวมัวจากในวังมาสอนกิริยามายาทให้กับคุณหนูแล้ว อีกไม่กี่วันข้างหน้านางก็คงจะมาถึง ได้ยินว่านางเคยเป็นางข้าหลวงข้างกายของไทเฮาในรัชกาลก่อนด้วยนะเ้าคะ หลังจากไทเฮาสิ้นพระชนม์แล้วนางก็เก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักเสียนเย่ว หากไม่เพราะฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเฉิงไปเชิญนางด้วยตนเองนางก็คงไม่มาเ้าค่ะ บ่าวเคยได้ยินมาว่าก่อนเฉิงฮองเฮาเข้าวังก็เป็หมัวมัวผู้นี้แหละเ้าค่ะที่เป็คนสอนกิริยามารยาทและวิถีชาววังให้แก่พระนาง” ปี้เถาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ส่วนเจิ้งเย่วซินได้แต่แอบคิดอยู่ในใจว่าที่แท้การเกิดเป็คุณหนูตระกูลใหญ่ก็ไม่ได้สุขสบายไปทั้งหมดอย่างที่นางเคยเข้าใจ แต่เมื่อคิดได้ว่าการได้เรียนรู้กฏระเบียบและข้อควรระวังเอาไว้บ้าง ชีวิตในภายภาคหน้าของนางก็คงจะไม่ย่ำแย่นัก นางจึงไม่คิดจะปฏิเสธเื่การเรียนในครั้งนี้
หลังจากนั้นไม่กี่วันชุยหมัวมัวก็มาถึง เจิ้งเย่วซินจึงได้เรียนรู้มารยาทและข้อควรระวังของผู้คนในวังอย่างละเอียด ในใจก็ได้แต่แอบคิดว่านี่ข้ากำลังจะแต่งเข้าไปเป็พระชายาของอ๋องหรือกำลังจะแต่งเข้าไปเป็ฮองเฮาของผู้อื่นกันแน่ ทุกวันนี้เจิงเย่วซินซึมซับคำพูดและการกระทำของคนที่นี่จนแม้แต่ในความคิดก็ล้วนมีแต่คำพูดของคนในยุคนี้อยู่เต็มหัว ทำให้เจิ้งเย่วซินต้องอดชื่นชมตนเองอยู่ในใจมิได้ สมแล้วกับที่เคยได้รับฉายานางร้ายมืออาชีพ ในตอนนี้จิติญญาของเธอได้สวมรอยเป็คุณหนูใหญ่จวนราชครูผู้มีนามว่า เจิ้งเย่วซิน อย่างเต็มรูปแบบแล้ว
“สอนเหล่าคุณหนูจากตระกูลใหญ่มาก็หลายคน แต่ไม่มีผู้ใดที่จะสามารถเรียนรู้และทำได้ดีเทียบเท่ากับคุณหนูใหญ่เจิ้งเลยสักคนเดียว สมแล้วที่เป็หลานสาวของเฉิงฮองเฮา คุณหนูสามารถทำได้ดีเกือบเทียบเท่ากับเฉิงฮองเฮาในกาลก่อนเลยทีเดียว” ชุยหมัวมัวเอ่ยชื่นชมเจิ้งเย่วซินออกมาด้วยสีหน้าชื่นชม สร้างความปลื้มใจให้กับเฉิงเยียนเป็อย่างมาก
“หมัวมัวกล่าวชมข้าเกินไปแล้วเ้าค่ะ ข้าหรือกล้าเทียบเคียงกับเสด็จป้าฮองเฮา ที่ข้าทำได้ดีและสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วเช่นนี้เป็เพราะความใส่ใจของหมัวมัวต่างหาก เื่นี้จึงต้องขอบคุณหมัวมัวเป็อย่างมากที่สอนข้าด้วยความอดทน ขอบคุณนะเ้าคะ” เจิ้งเย่วซินเอ่ยพลางคารวะด้วยท่าทางแช่มช้อย เรียกรอยยิ้มชื่นชมจากชุยหมัวมัวได้อีกครั้ง
“ทั้งงดงามและรู้จักถ่อมตัว เื่กิริยามารยาทข้าคงไม่มีสิ่งใดจะสอนให้แก่คุณหนูแล้ว เหลือเพียงแต่เคล็ดลับเล็กๆน้อยที่เหล่าสนมนางในต้องเรียนรู้เพียงเท่านั้น ไม่ทราบว่าคุณหนูสนใจจะเรียนรู้เื่พวกนี้หรือไม่” ชุยหมัวมัวเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม เจิ้งเย่วซินที่มักจะได้รับบทพระสนมนางในของซีรีย์ยุคโบราณอยู่บ่อยครั้งเมื่อได้ยินคำพูดของชุยหมัวมัวแล้วก็พลันหูผึ่งในทันที บทที่ส่วนใหญ่เจิ้งเย่วซินมักจะได้รับก็คือนางร้ายที่มีความสามารถในการยั่วยวน และมักมีแผนการเล็กๆน้อยๆเพื่อแสดงถึงการเป็ตัวร้ายอยู่เสมอ เมื่อได้ฟังคำพูดของชุยหมัวมัวในหัวของเจิ้งซินเย่วก็จินตนาการไปถึงบทบาทที่ตนเคยได้รับ พระสนมและนางในมักจะมีเื่ราวลับๆให้ผู้คนต้องศึกษา ทั้งมารยาและเล่ห์กลพวกนางนั้นล้วนมีลูกเล่นมากมายที่ผู้คนส่วนใหญ่มีกจะไม่รู้ คิดถึงเื่ที่ตนเคยโดนซูิเจ๋อหักหลังและนอกใจแล้ว เจิ้งเย่วซินก็รีบหันไปเอ่ยกับชุยหมัวมัวด้วยดวงตาวาววับในทันที
“ย่อมต้องอยากเรียนรู้สิเ้าคะ ทุกเื่ที่สามารถนำไปใช้ได้ข้าล้วนยินดีเรียนรู้เ้าค่ะ” เจิ้งเย่วซินเอ่ยด้วยสีหน้ากระตือรือร้นจนทำให้ชุยหมัวมัวอดประหลาดใจไม่ได้ นางไม่เคยได้พบกับคุณหนูคนไหนที่มีความสนใจและไฝ่เรียนรู้ถึงขั้นนี้มาก่อนเลย ในใจก็ได้แต่แอบคิดว่า เอาเถิดหากนางอยากเรียนข้าก็จะสอนทุกอย่างที่นางอยากรู้ก็แล้วกัน
นอกจากเจิงเย่วซินจะได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมต่างๆภายในวังจากชุยหมัวมัวแล้ว นางยังได้ฟังเื่เล่าแต่เก่าก่อนที่คนในวังมักนำมาเล่าต่อๆกันอย่างมากมาย ถึงแม้ว่าฟังดูแล้วจะไม่มีประโยชน์เท่าใดนัก แต่ก็ช่วยให้นางเข้าใจแิและการวางตัวของคนในยุคนี้ได้เป็อย่างดี