บทที่ 37 เอวของเขาดูแข็งแรงดีนี่ (รีไรต์)
หลังจากที่ลู่ชิงซุ่นตะโกนใส่เพื่อนบ้านข้างบ้านแล้ว เขาก็ตะโกนเข้าไปในบ้านว่า “แกมันเป็นไอ้ขยะ! แม้แต่เมียที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แกยังยังควบคุมไม่ได้”
“มันเป็นตัวสร้างปัญหา!”
“วันนี้แกต้องหย่ากับมันให้ได้!”
ลู่ชิงซุ่นไม่ได้อยากเปลี่ยนเมียเลยแม้แต่น้อย เมียเขาปากจัดก็จริง แต่เธอกลับว่านอนสอนง่าย พ่อแม่ของเขาก็พึ่งพอใจมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเมิ่งว่านถัง เมียของเขาจะหย่ากับเขาได้ยังไง
“เมิ่งว่านถัง นังสารเลว ออกมาเดี๋ยวนี้! โอ๊ย...”
ลู่ชิงซุ่นพูดไม่ทันจบ เขาก็ถูกท่อนไม้ฟาดเข้าที่หัว
“ไอ้...”
พูดไม่ทันจบ ลู่ชิงซุ่นก็เปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน พลางหันไปยิ้มประจบประแจงเฟิงอวี้เหม่ย “อวี้เหม่ย ฉันมารับเธอกลับบ้าน”
เฟิงอวี้เหม่ยมองหน้าลู่ชิงซุ่น พลางขบคิดว่าตัวเองตาบอดมาตลอด
ในตอนแรก เฟิงอวี้เหม่ยคิดว่าผู้ชายคนนี้นิสัยดี ยอมตามใจเธอทุกอย่าง พ่อแม่สามีก็ซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง ถ้าแต่งงานไปอยู่ครอบครัวแบบนี้ ตัวเองจะไม่ถูกกลั่นแกล้งแน่นอน
แต่สุดท้าย เธอกลับถูกพวกเขาหลอกใช้ราวกับเป็นคนโง่
“เมียจ๋า ลูกชายของเราอยู่ที่ไหน? รีบอุ้มลูกแล้วกลับบ้านกับฉันเถอะ”
ลู่ชิงซุ่นก้าวเข้าข้างหน้าจะมาคว้ามือของเฟิงอวี้เหม่ย เฟิงอวี้เหม่ยตกใจสะดุ้งโหยง รีบสะบัดมือของเขาออกอย่างแรง ลู่ชิงซุ่นสีหน้าเย็นชาลงในทันใด จ้องหน้าเฟิงอวี้เหม่ยด้วยสายตาเยือกเย็น
เฟิงอวี้เหม่ยสบตากับสายตาเย็นชาคู่นั้น ถึงกับตัวแข็งทื่อด้วยความกลัว
ลู่ชิงซุ่นยื่นมือออกไปลูบหน้าเธอเบาๆ พร้อมกับยิ้มอย่างน่าขนลุก เขาจับมือเย็นเฉียบของเฟิงอวี้เหมย “ถ้าเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกก็ดีแล้ว เธอดูสิ แต่งงานมานานขนาดนี้ เธอก็ว่านอนสอนง่ายมาตลอด ฉันไม่เคยแตะต้องเธอเลยสักนิดเดียวเลย ใช่ไหม?”
“ใช่บ้านแกสิ!”
เมิ่งว่านถังวิ่งออกมาจากในบ้าน เตะก้นของลู่ชิงซุ่นอย่างแรงหนึ่งที ลู่ชิงซุ่นไม่ทันตั้งตัวจึงล้มหน้าคะมำ
“แกอยากตายหรือไง!”
ลู่ชิงซุ่นหันมาเห็นเมิ่งว่านถัง ขณะลุกขึ้น เขาคว้าพลั่วเหล็กที่อยู่ข้าง ๆ คิดจะตีเมิ่งว่านถัง
เฟิงอวี้เหม่ยตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
“อย่านะ!”
เธอร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวและพุ่งเข้าไปห้ามลู่ชิงซุ่น
“นังสารเลว ไปให้พ้น”
ลู่ชิงซุ่นผลักเฟิงอวี้เหม่ยออกอย่างแรง เฟิงอวี้เหม่ยล้มลงบนพื้น หัวเข่ากระแทกเข้ากับก้อนหินไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ในทันที ได้แต่มองดูลู่ชิงซุ่นที่กำลังคลั่งและจะเอาพลั่วฟาดเมิ่งว่านถัง
“แกกล้าเตะฉันเหรอ!”
ลู่ชิงซุ่นไม่เคยเสียหน้าขนาดนี้มาก่อนตลอดชีวิต โทสะพลุ่งพล่าน เขายกพลั่วขึ้นเตรียมจะฟาดไปที่หน้าของเมิ่งว่านถัง
เมิ่งว่านถังหลับตาลงด้วยความกลัว ทั้งยังยกแขนขึ้นป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ
แต่ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เธอลืมตาขึ้น ก็พบว่ามีคนยืนบังเธออยู่ มือของเขาจับพลั่วไว้แน่น และเตะเข้าที่ท้องของลู่ชิงซุ่นอย่างแรง
ลู่ชิงเหยี่ยพละกำลังมาก เขาเตะลู่ชิงซุ่นกระเด็นไปไกลสามเมตร
“น้องสะใภ้สาม ช่วยไปตามหัวหน้าหมู่บ้านที บอกให้พวกเขามาที่บ้านเก่าหลังสวนด้วย”
ลู่ชิงเหยี่ยเอ่ยปาก เฟิงอวี้เหม่ยจึงได้สติ เดินกะโพลกกะเผลกออกไป ตอนที่เดินผ่านลู่ชิงซุ่น จึงตั้งใจเดินเลี่ยงเขาเป็นพิเศษ
ลู่ชิงซุ่นถูกลู่ชิงเหยี่ยเตะจนลุกไม่ขึ้นเป็นเวลานาน เมื่อเห็นเฟิงอวี้เหม่ยจากไป เก็รู้สึกขี้ขลาดและอยากจะวิ่งหนี พยายามลุกขึ้นยืนอย่างเจ็บปวด เมื่อเห็นว่าลู่ชิงเหยี่ยไม่ได้เข้ามา จึงรีบวิ่งออกไปอย่างเร่งรีบ
ลู่ชิงเหยี่ยไม่ได้คิดจะไล่ตาม
เขาไม่ค่อยชอบลู่ชิงซุ่นมาตั้งแต่เด็ก ลู่ชิงซุ่นถูกพ่อแม่ตามใจจนเสียคน เขาอยากได้อะไรก็ต้องได้ พอได้มาแล้วก็ไม่อยากเล่นของสิ่งนั้นอีก เป้าหมายของเขาคือแย่งของสิ่งนั้นมาแล้วทำลายทิ้งเท่านั้น
เขาคิดว่าเด็กยังเล็ก พอโตขึ้นก็คงจะดีขึ้นเอง ใครจะไปรู้ว่าเมื่อโตขึ้น ธาตุแท้ของเขากลับเป็นแบบนี้
“เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
เมิ่งว่านถังได้สติ กังวลเรื่องเอวของลู่ชิงเหยี่ย จึงรีบเข้าไปประคองเขา
“คุณออกมาทำไม? ตอนนี้เอวของคุณต้องแปะแผ่นประคบเท่านั้น แล้วก็ดื่มยาต้มไปเรื่อย ๆ เพื่อบำรุงร่างกาย ไม่อย่างนั้นในอนาคตจะต้องเป็นโรคเรื้อรังแน่”
เมิ่งว่านถังพยุงเขาเดินเข้าไปในบ้าน ไม่รู้ทำไมหัวใจเธอถึงได้เต้นแรงขึ้นมา พลางขบคิดว่าเป็นตัวเองตกใจ
“ถ้าฉันไม่ออกมา เธอก็คงยืนนิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้นให้เขาทำร้ายสินะ? เมิ่งว่านถัง เธอวิ่งหนีไม่เป็นรึไง?” ลู่ชิงเหยี่ยเอ่ยปากดุเมิ่งว่านถัง ทันทีที่เขาพูด ก็ทำเอาเมิ่งว่านถังถึงกับมึนงง
แต่เป็นเพราะเขาเข้ามาช่วยชีวิตเธอไว้ เมิ่งว่านถังจึงยอมรับฟังคำดุด่าอย่างว่าง่าย
หลังจากที่เข้าไปในบ้านแล้วให้ลู่ชิงเหยี่ยนอนลงแล้ว เมิ่งว่านถังจึงพูดอย่างช้า ๆ ว่า “ฉันวิ่งหนีเป็นนะ แต่ตอนนั้นสถานการณ์มันกะทันหันเกินไป ฉันก็ไม่ได้คิดว่าลู่ชิงซุ่นจะไม่เป็นลูกผู้ชายขนาดนั้น แถมยังลงมือทำร้ายผู้หญิง”
แถมยังถือพลั่วเหล็กมาอีก
แค่ฟาดทีเดียวก็อาจพิการได้เลย
ลู่ชิงเหยี่ยมองเมิ่งว่านถังที่ดูเหมือนจะไม่ยอมรับฟังอะไรเลย จึงบีบขมับอย่างปวดหัว “ต่อไปอย่าไปทะเลาะกับผู้ชายแบบนั้นอีก เธอสู้เขาไม่ได้หรอก”
“ก็ต้องดูสถานการณ์ด้วยนะ ถึงฉันจะวิ่งหนีก็อาจจะวิ่งไม่เร็วกว่าเขาก็ได้”
เมิ่งว่านถังเริ่มครุ่นคิด ความสามารถเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการต่อสู้ของเธอ เมื่อเทียบกับพวกผู้ชายที่แข็งแกร่งดั่งเสือก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
เธอควรจะฝึกวิ่งดีไหม?
ลู่ชิงเหยี่ย อยากรู้ว่าในหัวของเธอคิดอะไรอยู่ “เมิ่งว่านถัง เธอเป็นคนหุนหันพลันแล่นหรือไง?”
“ฉันนึกว่าคุณจะพูดว่า ‘เมิ่งว่านถัง เธอยังอยากให้มีครั้งต่อไปอีกรึไง?’ ซะอีก” เมิ่งว่านถังตกใจจริง ๆ แต่ตอนนี้เธอจงใจพูดแบบนี้เพื่อคลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจ
เธอยังรู้สึกอยากรู้อยากเห็นว่าลู่ชิงเหยี่ยต้องการทำอะไร “วันนี้ยังต้องไปทำงาน ทำไมคุณถึงให้น้องสะใภ้สามไปเรียกหัวหน้าหมู่บ้านล่ะ?”
ลู่ชิงเหยี่ยชำเลืองมองภรรยา “เธออยากแยกบ้านไม่ใช่หรือไง?”
“เดี๋ยวก่อนนะ”
เมิ่งว่านถังคิดว่าเขาคงจะไม่สนใจเรื่องนี้ การยอมให้เธออาละวาดก็ถือว่าเป็นขีดจำกัดของเขาแล้ว ไม่คิดว่าเขาจะเห็นด้วยกับเรื่องแยกบ้านอีก
นี่มันน่าตกใจจริง ๆ
“คุณเห็นด้วยกับการแยกล้านจริง ๆ เหรอ?” ใบหน้าของเมิ่งว่านถังเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“น่าประหลาดใจงั้นเหรอ?”
“ประหลาดใจสิ”
เมิ่งว่านถังยิ้มบาง
ลู่ชิงเหยี่ยเพิ่งขยับตัวเมื่อครู่ ก็รู้สึกเจ็บที่เอวเล็กน้อย ชายหนุ่มอดนิ่วหน้าไม่ได้ และบังเอิญกับที่เมิ่งว่านถังเห็นเข้าพอดี เมิ่งว่านถังเดินเข้าไปนั่งคุกเข่าบนเตียงแล้วพูดว่า “พลิกตัวสิ ฉันจะนวดเอวให้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวคุณอาจจะลงจากเตียงไปช่วยฉันไม่ได้นะ”
เธอตั้งใจพูดแบบนี้เพื่อไม่ให้เขารู้สึกเขินอาย
ริมฝีปากบางลู่ชิงเหยี่ยเม้มเข้าหากันเ็กน้อย หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยอมพลิกตัวแต่โดยดี
“คุณต้องถลกเสื้อขึ้นด้วยนะ”
“อืม”
ลู่ชิงเหยี่ยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
เขาถลกชายเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นเผยให้เห็นเอวครึ่งท่อน
ปลายนิ้วเมิ่งว่านถังร้อนผ่าว เธอท่องคาถาสงบจิตใจในใจ นั่งลงบนสะโพกของเขาแล้วเริ่มนวดเอวให้ ถึงแม้จะไม่ได้นั่งลงไปเต็ม ๆ แต่ท่าทางแบบนี้ก็ชวนให้อับอายไม่น้อย
เมิ่งว่านถังอดคิดไม่ได้ว่าสะโพกนี่ช่างผายนัก กล้ามเนื้อสะโพกก็ช่างพัฒนาได้รูปร่างดีจริง ๆ
ไม่รู้ว่าเอวของเขามีกำลังแค่ไหน
แม้ว่าตอนนี้จะใช้การไม่ได้แล้ว แต่ก่อนที่มันจะใช้การไม่ได้ก็คงจะแข็งแกร่งไม่น้อย
เมิ่งว่านถังผลักความทรงจำที่ทำให้ใบหน้าและปลายหูแดงก่ำออกไป ไม่กล้ามองแม้แต่แวบเดียว
“เดี๋ยวนะ ฉันจะไปเอาน้ำมันดอกคำฝอย”
เมิ่งว่านถังพูดพลางลุกขึ้น เปิดตู้แล้วหยิบน้ำมันดอกคำฝอยออกมา เทลงบนฝ่ามือเล็กน้อย แล้วกลับมานั่งคร่อมบนตัวเขาอีกครั้ง พลางนวดเอวให้เขาด้วยมือทั้งสองข้าง
หลังจากที่นวดไปได้สักพัก ต้นขาก็เริ่มเมื่อย
เธอพลาดนั่งลงไปโดยไม่ตั้งใจ จากนั้นร่างกายก็แข็งทื่อขึ้นมาทันที
เมิ่งว่านถังอยากจะลุกขึ้น แต่การนั่งทับบนต้นขาแบบนี้ ถึงจะดูไม่เหมาะสม แต่ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
“ฉันนวดเอวให้คุณเสร็จแล้ว ถ้าทำร่วมกับการฝังเข็มผลลัพธ์ก็น่าจะดีขึ้นอีกมาก น่าเสียดายที่เข็มแบบนั้นหายาก ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหน”
เมิ่งว่านถังเริ่มชวนลู่ชิงเหยี่ยคุย เพื่อหลีกเลี่ยงความคิดฟุ้งซ่าน
เธอไม่รู้ว่าตัวเองไปกดโดนตรงไหน ลู่ชิงเหยี่ยถึงได้ส่งเสียงครางต่ำออกมาจากลำคอ
โชคไม่ดีที่เฟิงอวี้เหม่ยวิ่งเข้ามาจากด้านนอกพอดี “พี่สะใภ้รอง ฉันเรียกคนมาแล้ว คุณ... ขอโทษค่ะ ฉันมารบกวนแล้ว พวกคุณทำต่อเถอะ”