บทที่ 33 ถูกใส่ร้าย
อวิ๋นอินอินหันศีรษะกลับมา ก็เห็นนางกำนัลที่ยืนอยู่ข้างธารน้ำร้องตะโกนอย่างตื่นตระหนกชี้มือไปในน้ำ นางถือกล่องอาหารค่อย ๆ เดินเข้าใกล้ ในตอนที่เห็นเด็กผู้ชายตัวน้อยคนนั้นตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ อวิ๋นอินอินก็โยนกล่องอาหารทิ้ง รีบวิ่งไปที่ข้างธารน้ำอย่างรวดเร็ว
ภายใต้สายตาตกใจของทุกคน เด็กสาวกระโดดลงไปในน้ำดังตูม
ใช้แขนรัดตัวเด็กชายที่กำลังดิ้นรนไว้ ออกแรงว่ายเข้าหาริมฝั่ง รอจนขึ้นฝั่งแล้ว นางกำนัลบนฝั่งจึงรีบรับตัวเด็กชายไป แต่กลับไม่มีใครสนใจอวิ๋นอินอินที่เหนื่อยล้าเลย
“องค์ชายห้า องค์ชายห้าพระองค์ทรงฟื้นเถิดเพคะ องค์ชายห้า”
นางกำนัลเรียกอยู่หลายครั้ง อวิ๋นหมิงจิ่นก็ไม่มีการตอบสนอง
“น้องห้า น้องห้าเจ้าเป็นอะไรไป? น้องห้าเจ้าฟื้นสิ…”
นับตั้งแต่อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวมาถึง อวิ๋นอินอินก็เริ่มงุนงงแล้ว ตอนนี้เห็นอีกฝ่ายกอดคนตะโกนเรียกว่าน้องห้า นางยิ่งสับสนไปใหญ่
เด็กคนนี้เป็นลูกของสนมเหมยหรอกหรือ?
อวิ๋นอินอินลุกขึ้น เตรียมถือโอกาสที่สถานการณ์วุ่นวายแอบจากไปอย่างเงียบเชียบ แต่นางคิดไม่ถึงว่าจะถูกอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวที่ตาแหลมเห็นเข้า หลังมอบอวิ๋นหมิงจิ่นให้นางกำนัลดูแล นางก็ลุกขึ้นไล่ตามอวิ๋นอินอินไป
พร้อมตะโกนเสียงดังว่า “อวิ๋นอินอินเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้ เจ้าฆ่าคนแล้ว ยังคิดจะจากไปหน้าตาเฉยอีกหรือ?”
“เจ้าป่วยหรืออวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว?” หลังได้ยินเสียงตะโกนของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว อวิ๋นอินอินก็โมโหจนขำออกมา รู้ว่าจะไปก็ไปไม่ได้ จึงหันศีรษะกลับโต้แย้งกับอีกฝ่าย “ข้าเพียงเดินผ่านมา และได้ยินว่ามีคนตกลงไปในลำธาร จึงได้ปรารถนาดีลงน้ำไปช่วย”
“ช่วย? เจ้าผลักน้องห้าลงไปชัด ๆ ยังจะกล้าหน้าไม่อายมาพูดว่าช่วยอีก”
อวิ๋นอินอินกัดฟันแน่น ข้าผลัก? ผู้ใดกันที่เห็นเช่นนั้น?
“ข้ากับน้องแปดเห็นทุกอย่าง”
ยามนี้ อวิ๋นสีหมิ่นเดินออกมา ชี้ไปที่ศาลาพักร้อนที่อยู่เบื้องหน้า พร้อมกล่าวเย้ยหยันว่า “อวิ๋นอินอิน เจ้าคงคิดไม่ถึงกระมัง ในตอนที่เจ้าผลักองค์ชายห้านั้น ข้ากับน้องแปดกำลังดื่มชาอยู่พอดี จึงเผอิญได้เห็นเจ้าถือโอกาสที่รอบ ๆ ไม่มีคน ผลักองค์ชายห้าลงธารน้ำพอดี”
“ทำร้ายคนแล้วเจ้ายังกล้าหนีอีก”
อวิ๋นเหยาเหยาเดินเข้ามาสมทบ เข้าร่วมกระบวนการกลับขาวเป็นดำนี้
“ผายลมอันใดของพวกเจ้า” อวิ๋นอินอินชี้ไปที่พวกอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว ด่าออกไปสองสามคำ จากนั้นหมุนกาย มองไปยังนางกำนัลสองสามคนก่อนนั้น “หรือว่าพวกเจ้าเองก็เห็นข้าผลักองค์ชายห้า?”
นางกำนัลพวกนั้นพากันก้มหน้าลง ซึ่งถือเป็นการยอมรับโดยปริยาย
อวิ๋นอินอินมองดูคนที่กลับขาวเป็นดำพวกนี้ ก็โมโหตัวเองที่ไม่มีกล้องมาถ่ายทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไว้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ในเวลาเดียวกัน ก็รู้ว่าอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวได้คว้าโอกาสจะใส่ร้ายตนแล้ว
“ใครเข้ามาจับอวิ๋นอินอินมัดเสีย และพาตัวไป”
หลังอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวออกคำสั่ง จากนั้นมีองครักษ์เข้ามาสองนาย อวิ๋นอินอินที่ตัวผอมเล็กไม่มีกำลังจะต่อต้าน นางเพียงดิ้นรนอยู่สองสามครั้งก็ถูกองครักษ์มัดสองมือไว้ด้านหลัง
“ปล่อยข้า อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว เจ้าบอกว่าข้าจงใจฆ่าคน แต่คนพวกนั้นล้วนเป็นคนของเจ้า ไม่อาจใช้เป็นพยานได้ ดังนั้นเจ้าไม่มีสิทธิ์มามัดข้า”
“อวิ๋นอินอินข้าไม่มีสิทธิ์มัดเจ้า แต่บัดนี้ ข้าจะส่งเจ้าไปยังเบื้องหน้าของผู้ที่มีสิทธิ์มัดเจ้า” อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวมองอวิ๋นอินอินที่ยังคงดิ้นรนสุดชีวิตอย่างเยาะเย้ย “และข้าจะถือโอกาสเตือนเจ้าอีกครั้งหนึ่ง คนผู้นั้นไม่เพียงมีคุณสมบัติจะมัดเจ้า แต่ยังมีคุณสมบัติจะฆ่าเจ้าด้วย”
ไม่ให้เวลาอวิ๋นอินอินได้ถามเพิ่ม อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวและพวกอวิ๋นสีหมิ่นนำทางองครักษ์สองคนที่กุมตัวอวิ๋นอินอินเดินไปอย่าเอิกเกริก
อวิ๋นอินอินเม้มปากแน่น มองดูสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งเดินผ่านก็ยิ่งสง่างามน่าเกรงขาม ในใจก็เดาได้แล้วว่าอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวจะพาตนไปที่ใด
เพียงแต่นางไม่รู้ว่า เขาจะยินดีเชื่อตนสักครั้งหรือไม่
ในพระราชตำหนักเฉียนคุน อวิ๋นตี้มองสนมเหมยและอวิ๋นพิ่นถิงที่กำลังร้องห่มร้องไห้ ฟังการร้องเรียนของพวกนาง สีหน้ายิ่งมืดมน
“ฝ่าบาท องค์หญิงรองคุมตัวองค์หญิงเก้ามาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้พวกนางเข้ามา” อวิ๋นตี้มีสีหน้าพิโรธ “ให้ข้าดูองค์หญิงเก้าผู้ร้ายกาจคนนี้ดี ๆ สักครา!”
ยามที่อวิ๋นอินอินถูกกดให้คุกเข่าลงในตำหนักนั้น ก็เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นเสด็จพ่อคนนั้น พ่อที่ไม่เคยสนใจเจ้าของร่างเดิมมาก่อน เขาสวมเสื้อคลุมลายปักมังกรสีเหลือง ทั้งสูงศักดิ์ทั้งน่าเกรงขาม แต่ที่ทำให้ใจของอวิ๋นอินอินเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาก็คือ
สายตาที่เขามองนาง ทั้งเคียดแค้นถึงขนาดนั้น รังเกียจถึงขนาดนั้น
พ่อคนหนึ่ง ต่อให้ไม่รักลูกของตัวเอง ก็ไม่มีทางที่จะมีสายตาแบบนี้
“เสด็จพ่อ อวิ๋นอินอินนางผลักน้องห้าลงลำธาร นางต้องการสังหารน้องห้าเพคะ”
ทันทีที่เข้ามาในพระตำหนักเฉียนคุณ อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวก็ร้องตะโกนเสียงดัง จากนั้นวิ่งไปที่ข้างกายของสนมเหมย สามแม่ลูกกอดคอกันร้องไห้ขึ้นมา
อวิ๋นอินอินยิ้มหยัน หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้นางได้เห็นอาการขององค์ชายห้าผู้นั้น และรู้ว่าเขาแค่สำลักน้ำเป็นลมไปเท่านั้น ตอนนี้นางคงคิดว่าเขาจมน้ำตายไปเสียแล้ว
“อวิ๋นอินอิน เหตุใดเจ้าจึงต้องสังหารน้องห้าของเจ้า?”
เมื่อต้องเผชิญกับการเค้นถามของอวิ๋นตี้ อวิ๋นอินอินส่งเสียงหัวเราะอย่างขมขื่นออกมา เขาตัดสินอย่างมั่นใจแล้วว่านางเป็นฆาตกร ช่างเป็นพ่อที่ดีเหลือเกิน
ในเวลานี้ อวิ๋นอินอินรู้สึกโชคดีที่ตนเองไม่ใช่องค์หญิงเก้าที่แท้จริง ไม่อย่างนั้น จะเสียใจ จะผิดหวังถึงขนาดไหนกันนะ
เมื่อเห็นว่าอวิ๋นอินอินไม่ตอบ อวิ๋นตี้ยิ่งกริ้วโกรธ เพิ่มความดังของเสียง ตะคอกอย่างมีโทสะว่า “ข้าถามเจ้านะ!”
“ข้ามิได้ต้องการสังหารองค์ชายห้าเพคะ” อวิ๋นอินอินเอ่ยปาก
“มีคนมากมายเห็นกับตา เจ้ายังมาแก้ตัวอีกหรือ อวิ๋นอินอิน เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะประหารเจ้าเสียเดี๋ยวนี้!”
ในตอนแรก อวิ๋นอินอินยังพอจะกอดความหวังเส้นบาง ๆ เอาไว้อยู่บ้าง แต่ตอนนี้ ความหวังสายสุดท้ายนี้ก็ขาดสะบั้นลง นางเงยหน้าขึ้น มองไปยังอวิ๋นตี้ที่นัยย์ตาเต็มไปด้วยความโกรธอย่างไร้ความหวาดกลัว ดวงตาแน่วแน่ กล่าวทีละคำ ทีละประโยคด้วยเสียงทรงพลังว่า “ข้าไม่ได้ผลักองค์ชายห้าลงน้ำเพคะ ในตอนที่ข้าไปถึงที่นั่น องค์ชายห้าก็ตกน้ำไปแล้ว และเป็นข้าที่กระโดดลงธารน้ำไปช่วยเขาต่างหาก”
อวิ๋นตี้หรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อเบิกขึ้นอีกครั้ง ในนั้นก็เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
“ต่อหน้าพยานจำนวนมากเช่นนี้ เจ้ายังสามารถโป้ปดมดเท็จโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนสี อวิ๋นอินอิน เจ้าไม่เสียทีที่เป็นบุตรสาวที่ดีที่พระมเหสีคลอดออกมาจริง ๆ” อวิ๋นตี้ตรัสจบ ก็โบกมือ “ใครเข้ามาลากองค์หญิงเก้าออกไป ลงทัณฑ์ด้วยการโบย เมื่อใดที่นางเปลี่ยนคำพูด ยอมรับผิดแล้ว เมื่อนั้นค่อยหยุดมือ”
อวิ๋นอินอินพลันลุกขึ้นยืน ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้าง มองไปยังอวิ๋นตี้ด้วยความเคียดแค้นและไม่ยินยอม
“ข้าช่วยคนหรือสังหารคน เพียงถามองค์ชายห้าก็เป็นที่ประจักษ์แล้ว เสด็จพ่อ ข้าก็เป็นบุตรของพระองค์เช่นกัน พระองค์ก็ทรงทนรอไม่ไหว ประสงค์จะให้ข้าตายมากถึงเพียงนี้เชียวหรือเพคะ?”
ทว่าคำที่ตอบกลับอวิ๋นอินอิน กลับมีเพียงเสียงหัวเราะหยันของอวิ๋นตี้เท่านั้น
นางถูกองครักษ์ลากออกไปนอกพระตำหนักใหญ่ นอนคว่ำอยู่บนพื้นอย่างทุลักทุเล อวิ๋นอินอินก็ยังไม่อาจเข้าใจว่าการหัวเราะเย้ยหยันของอวิ๋นตี้นั้นมีความหมายว่าอย่างไร
“อ๊า…”
ไม้โบยที่ทั้งหนาและหนัก ตีลงบนก้นของอวิ๋นอินอินอย่างแรง เด็กสาวร้องเสียงดัง เจ็บร้าวไปถึงปอดและหัวใจ เหงื่อเย็นเยียบไหลอกกมา
ไม้ที่สอง ไม้ที่สาม ตามมาติด ๆ
ขันทีน้อยที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดเมื่อเห็นเช่นนั้นก็แอบวิ่งออกไป มุ่งไปยังตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง
และเพียงครู่เดียว อาต้าก็พุ่งเข้าไปในศาลาสวนสน
“นายท่าน องค์หญิงเก้าทรงเกิดเรื่องแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”