หลังจากนั้นอีกกว่าเจ็ดวัน
อาการประหวั่นพรั่นพรึงถึงจะค่อย ๆ สงบลง
ผ่านความเป็ความตายมาได้แบบสติแทบจะตั้งรับไม่ไหว ในที่สุดก็เวลาที่ผันผ่านก็ทำใจให้เชื่อได้เสียที ตอนนี้เื่มหัศจรรย์เช่นการกลับมาเกิดใหม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเองแล้วจริง ๆ เกิดใหม่ที่หมายถึงมีชีวิตอีกครั้งในร่างใหม่ของผู้อื่น ไม่ได้เกิดใหม่ในร่างเดิม แม้แต่ร่างกายนี้ก็ใหม่เสียจนวันแรกขยับได้เพียงดวงตา กล้ามเนื้อลีบติดกระดูก ทำเอาสติเกือบจะหลุดไปอีกครา
ทุกอย่างรอบตัวดูน่าใเสียจนถ้าใช้คำว่าน่าใอาจจะเบาเกินไป ในความทรงจำ่ก่อนหน้านี้ ทั้งพลังก่อกำเนิดบริสุทธิ์และการโคจรลมปราณที่ดูเหมือนจะเป็เื่จริงเช่นนั้น หากแต่เมื่อตื่นขึ้นมาทุกอย่างกลับกลายราวกับเป็ฝันแค่ตื่นหนึ่ง ไม่สิ เรียกว่าเป็ฝันที่ไม่กล้าฝัน เพราะในความเป็จริง ร่างกายของ “มู่หรงเจี้ยนหนิง” คือ เด็กสาวที่นอนเป็ผัก ติดเตียงมาถึงสิบเอ็ดปีเต็ม!
ไม่ต้องค้นความทรงจำถอยหลังไปยาวนานนัก ชื่อนี้อาจไม่ได้ถูกกล่าวถึงอย่างมีความสำคัญหรือถูกเอ่ยถึงจนจำขึ้นใจ เพียงแต่โชคชะตาที่สวนทางกับชาติกำเนิดของบุตรสาวสายตรงตระกูลมู่หรงผู้นี้ กลับติดอยู่ในใจ ราวกับคนที่ทุกข์ใจเช่นเดียวกันจึงเห็นอกเห็นใจกันมากเสียหน่อย ได้ยินเื่ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนั้นแล้วจึงจะสามารถเปรียบเทียบกับตัวเองแล้วรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง
รายงานจากหน่วยข่าวกรองและเื่ราวเล่าขานที่เดินทางมาพร้อมคณะละครร้อง จากตระกูลมู่หรงแห่งดินแดนชางฉือ (苍土界) ถึงดินแดนโหมวเทียน เื่เล่าขานกล่าวถึงโศกนาฏกรรมในวันที่พายุหลงฤดู ฟ้ากรีดร้องราวกับต้องสาป พร้อมกับเสียงกรีดร้องสับสนจนฟังไม่ได้ศัพท์ ฉินซื่อได้ให้กำเนิดบุตรสาวผู้หนึ่งแต่ทารกแรกเกิดกลับไม่หายใจ มารดาก็คลอดยากเ็ปจากการคลอดถึงสามวันสามคืน ภายหลังยังตกเือาการสาหัสส่งผลกระทบจนร่างกายเสียงหายไม่อาจมีบุตรได้อีก
สืบทราบกันในภายหลังได้ความว่าเพราะมารดาได้รับพิษไร้สีไร้กลิ่นมาเป็ระยะเวลาหนึ่ง จึงเกือบทำให้กลายเป็หนึ่งศพสองชีวิต แต่อาจจะเพราะคนไม่ถึงที่คือโชคชะตากำหนดให้วันนั้นเป็วันดี ยามที่จวนตระกูลมู่หรงบันไดทุกขั้นล้วนเต็มไปด้วยความกดดัน นักพรตเร่ร่อนท่านหนึ่งกลับฝ่าความวุ่นวายเดินมาขอบริจาคอาหาร นักพรตเร่ร่อน หรือขอทาน ยามนั้นไม่อาจแยกแยะ แต่เขากลับวิ่งฝ่าเหล่าบ่าวไพร่ที่เหงื่อเย็นไหลเต็มตัว เข้าห้องคลอดทำการยื้อชีวิตทารกหญิงผู้นั้นออกมาจากมือเหยียนหวังอย่างไร้มารยาท แต่ถึงกระนั้นแล้วการยื้อก็คือแค่ยื้อ ต่อให้กลับมามีลมหายใจ แต่ทารกหญิงก็ไม่เคยลืมตาขึ้นมาเลยสักครั้ง
ตระกูลมู่หรงที่ยิ่งใหญ่ กลับมีเื่ตลกที่คล้ายจะสำคัญแต่ก็ไม่สำคัญนี้ขึ้นมา สำหรับตระกูลใหญ่และทรงอำนาจ เื่การเลี้ยงหนึ่งชีวิตก็ไม่ใช่ว่าจะมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง เลี้ยงบ่าวไพร่ในจวนหลายร้อยชีวิต เลี้ยงนักรบเดนตายหลายหมื่นชีวิตเพื่อใช้งานในวันเดียวก็ไม่ใช่เื่แปลก สิ่งที่เกิดขึ้นในตระกูลมู่หรงนี้จึงดูราวกับเล็กน้อยและไม่น่าพูดถึง อย่างไรก็เพียงสละเตียงดีหน่อยให้สักหลัง สละฟูกชั้นดีให้สักผืน หากไม่ใช่เพราะว่า ...ชะตาทารกผู้นี้ไม่ดี
บุตรสาวสายตรงคนเดียวของตระกูลมู่หรง ผู้ที่ควรเป็ดั่งไข่มุกในมือของบิดามารดาและพี่ชาย ดันเกิดในวันเดือนปีเดียวกันกับ ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่า “องค์หญิงชวิ่นเฟิง” ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของวายุที่ในที่สุดก็ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ตามคำทำนายของอวี้เหยียนเซิ่งเจ่อจากหอโองการ์เมื่อร้อยปีก่อน
เื่ราวกับมีอยู่ว่าใน่เวลาซึ่งทารกหญิงจากตระกูลสูงศักดิ์ผู้หนึ่งถูกดึงกลับมาจากมือของเหยียนหวัง แต่อีกฟากหนึ่งของดินแดนซางฉือ ที่พักซอมซ่อแห่งหนึ่งในเขตอาศัยของผู้ยากไร้ ภายในกระท่อมมีหญิงชายคู่หนึ่งใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ ปะชุนเสียจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ แม้กระทั่งหมอตำแยก็ยังไม่มีเงินตำลึงไปจ้างวาน ทำได้เพียงรับน้ำใจจากหญิงหม้ายในละแวกบ้านที่เคยมีบุตรแล้วให้มาช่วยทำคลอด
ตระกูลต่ำศักดิ์ เชิดหน้าชูตาไม่ได้ แต่่เวลาที่ทารกหญิงผู้นั้นลืมตาดูโลก สถานการณ์ของกระท่อมแห่งนั้นก็เปลี่ยนไปตลอดกาล เหมือนการเกิดใหม่ของเฟิ่งฮวง เพียงกางปีกครั้งเดียวก็โผทะยานจากหุบเหวลึกขึ้นสู่ฟากฟ้า
แผ่นดินและผืนน้ำปรากฏเค้าลางมงคลนานัปการ พันธุ์ไม้ผลิบานแม้ไม่ใช่ฤดู กลิ่นหอมของพรรณไม้นานาขจรกระจายไปทั่วเมือง บนท้องฟ้าปรากฏดวงอาทิตย์และหมู่เมฆที่ราวกับโอบล้อมร่วมยินดี ขับไล่เมฆหมอกพายุและฝนฟ้าคะนองให้หายไปเสียสิ้น บรรยากาศทุกชั่วโมงยามเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความยินดี ละอองดอกไม้ที่สายลมนำพามาปลิวลอยละล่องไปทั่ว ช่างเป็ภาพที่งดงามยากจะเล่าขานให้ครบถ้วน
ผู้คนต่างเล่าขานกันว่านี่คือนิมิตสรรเสริญที่โลกมอบแด่เทพมารดร ซึ่งเสวยชาติลงมาเกิดใหม่ ซึ่งล้วนตรงตามคำทำนายทุกประการ
เช่นนั้นแล้ว เด็กหญิงคนหนึ่งจึงเจิดจรัสเปล่งแสง ถูกห้อมล้อมด้วยความรักและเชิดชู สูงส่งดั่งลอยอยู่ในสายลม ขณะที่อีกคนกลับ ...เป็ตายไม่อาจรู้แจ้ง ติดอยู่ในความมืดมิดหลังประตูบานใหญ่ที่เต็มไปด้วยเกีรยติยศสูงส่งเทียมฟ้าแต่ไม่อาจรับไว้ได้
ชะตาชีวิตของมู่หรงเจี้ยนหนิงผู้นี้จึงกลายเป็เื่ขบขันบนท้องถนน และมิใช่เพียงท้องถนนในดินแดนชางฉือแต่ทั้งห้าทวีปที่เหลือ นางก็กลายเป็เื่เล่าขานจริงบ้างเท็จบ้างปะปนกันไปเช่นนี้จนถึงยามนี้
แต่... ถึงเป็เช่นนั้น เื่ราวเ่าั้ก็ไม่ควรเป็นางใช่หรือไม่?
ได้ยินมาก็เื่หนึ่ง ประสบกับตัวเองก็เื่หนึ่ง ยามก่อนหน้า นางเพียงสนใจแต่เพราะไม่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในแผ่นดินโหมวเทียนแต่เดิม ดินแดนห่างไกลอย่างชางฉือเองไม่ได้มีความสลักสำคัญสักกี่มากน้อย ยกเว้นเพียงอำนาจแห่งหินก่อกำเนิดที่พวกเขาส่งมาสู่แผ่นดินโหมวเทียนรอบนี้มีเท่าไหร่? พระเก้าพันปีจะแจกจ่ายลงมาอย่างไร? แปดสกุลหลักและฐานชายแดนจะยื้อแย่งส่วนแบ่งได้เท่าไหร่ ความสำคัญของดินแดนชางฉือสำหรับนางแล้วก็มีเพียงเท่านี้
คิดแล้วก็น่าชวนให้ขันนัก ชาติที่แล้วนางแทบจะต้องคุกเข่าเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อให้ได้หินก่อกำเนิดสักก้อนหนึ่งแม้จะเป็เพียงหินที่มีคุณภาพต่ำที่สุด ตระกูลสวี่ก็ยังต้องใช้คำว่า “จำใจ” อย่างยิ่งที่จะแบ่งมาให้นาง จำใจรีดเืเพื่อซื้อหินก่อกำเนิดเป็จำนวนสองเท่าเพื่อปิดบังว่าสวี่เหยียนเฉินมีแฝดหญิงที่เตรียมตัวตายแทนเขาอยู่ผู้หนึ่ง แต่ยามนี้... นางลูบััใต้ร่าง เตียงหลังที่นางนอนอยู่กลับทำมาจากหินก่อกำเนิดทั้งหลัง และสิ่งที่ทำให้นางหายใจไม่ทั่วท้องด้วยความตื่นเต้นนั่นก็เพราะเตียงหลังนี้เป็หินก้อนเดียวกัน ไร้รอยต่อ ไอพลังบริสุทธิ์ที่กระจายออกมาต่อเนื่องและทรงพลังมาก ความมั่งคั่งของตระกูลมู่หรงนั้นเป็ของจริง ผู้ถือครองเหมืองหินพลังงานก่อกำเนิดทั้งสามแห่งแต่เพียงผู้เดียว มหาเศรษฐีใดก็ไม่สู้มหาอำนาจที่ถือครองพลังงานในการฝึกพลังยุทธ์ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นนี้
ยิ่งแล้วกับหินก่อกำเนิดที่บริสุทธิ์เช่นนี้ หากแพร่งพรายออกไปภายนอก ย่อมแลกเมืองได้สิบเมือง และแลกชีวิตคนได้นับล้าน นอกจากนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าความโกลาหลใดที่รออยู่ นางทำได้เพียงถอนหายใจ ชีวิตตัวเองยังเอาไม่ค่อยรอดอย่าเพิ่งไปคิดถึงสิ่งอื่นเลย แต่ความโลภนั่นเป็ปกติวิสัย ของดีเช่นนี้จะอดใจไม่วูบไหว นางก็หาใช่พระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญเพียรมาพันชาติ
สิ่งที่ทำให้รู้สึกขัดเคืองใจคงมีอยู่อย่างเดียว นั่นคือแย่เกินไป ในยามเผชิญหน้ากับร่างกายนี้ครั้งแรกกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นตึงเหมือนสายพิณที่ถูกขึงเอาไว้จนตึง แค่ขยับก็เจ็บราวไปทั้งหมด กระทั่งมาจนวันนี้ยังทำได้เพียงเคลื่อนไหวพื้นฐาน ยกมือและยกขาได้สุด แต่ไม่อาจทำเร็วได้เนื้อจากไม่มีกล้ามเนื้อมารองรับ หินก่อกำเนิดมีผลต่อพลังยุทธการบำรุงกำลังภายในและเส้นลมปราณ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถของร่างกาย การลุกยืนและเคลื่อนไหวเหมือนผู้คนทั่วไปก็เป็เพียงเื่ของการพัฒนาและเวลาเท่านั้น
จำได้ว่าวันแรกที่ฉินซื่อ ฮูหยินน้อยของตระกูลมู่หรงเห็นบุตรสาวลืมตาขึ้นมาได้ นางที่นอนติดเตียงอยู่ก็เกิดความสงสัยว่าร่างกายของฉินซื่อทำมาจากน้ำหรือเปล่า ฮูหยินน้อยผู้นั้นร่ำไห้ราวกับจะขาดใจ จะแตะต้องร่างกายของบุตรสาวก็กลัวจะบอบซ้ำ กลัวว่าตนเองจะฝันไป บ่าวรับใช้สี่คนและมามาอีกหนึ่งคนก็ช่วยกันร้องไห้จนยากจะแยกแยะว่าดีใจหรือเสียใจ สุดท้ายพวกนางทั้งหมดก็ร้องไห้จนเปลือกตาหนักอึ้งและเหนื่อยล้าจนหลับลงไปในที่สุด
ตามความเป็จริงแล้ว วันนี้ก็ควรเป็เหมือนเจ็ดวันที่ผ่านมา หากแต่เมื่อลืมตาในยามเช้าสัญชาตญาณก็บอกนางผ่านหนังตาข้างขวาที่กระตุกไม่หยุดจนน่าตาย ว่าวันนี้อาจจะเป็หนึ่งวันพิเศษที่นางอาจจะจดจำไม่มีวันลืม ถึงจะคาดหวังให้เป็เพียงความคิดฟุ้งซ่านของตนเอง แต่คนเราไม่อาจฝืนลิขิตฟ้า ต่อให้ลิขิตนั้นจะน่าตายสักเท่าไหร่ก็ตาม
ชีวิตคนเรายามราบรื่นก็อาจเหมือนเรือเล็กกลางทะเลที่สงบเงียบและปลอดภัย แต่หากเมื่อคลื่นเล็กก่อตัวเป็พายุฝนทุกอย่างจะเกิดขึ้นรวดเร็วอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ยามนี้นางถึงกับต้องเตือนตัวเองใหม่ เพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็หมูบนเขียงที่เขาจะสับ คัด หั่นชิ้นอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เกิดเป็คนก็อย่าได้เป็คนสายตาคับแคบ ตระกูลที่ยิ่งใหญ่และมั่งคั่งเช่นนี้ไม่มีอุปสรรคและราบรื่นตลอดไป คงเป็เพียงเื่ราวในนิยายประโลมโลกเล่มหนึ่งเพียงเท่านั้น
ตอนนี้สถานที่ซึ่งอยู่ไม่ใกล้เคียงกับเรือน หรือสถานที่อยู่อาศัยแต่เหมือนที่พักชั่วคราวแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนชั้นบนสุดของเหมือง เหมืองที่มีสี่ชั้นตัวนางเองก็ยังไม่เคยเห็นสถานที่ทั้งหมด เพียงแต่จุดนี้เป็เหมือนพื้นที่หลบมุมขนาดไม่ใหญ่ ด้านนอกกั้นม่านสองชั้นเป็ส่วนตัว เป็มุมสงบสำหรับหลบพักที่ไม่นับว่าแย่ ฉินซื่อกั้นพื้นที่บริเวณไม่เล็กนัก กว่าจะผ่านถึงจุดนี้ก็ยังมีฉากบังและม่านอีกสองจุด รวมถึงทหารที่คอยผลักกันยืนยาม ทำให้ความสงบของมู่หรงเจี้ยนหนิงดำเนินมาได้อย่างสงบจนถึงยามนี้
ฉินซื่อเคยบอกกับนางอย่างอ่อนโยนเกี่ยวกับเื่นักพรตพเนจรคนนั้น ผู้ที่ถูกเรียกว่า” อาจารย์เต๋า” ท่านอาจารย์จะเดินทางมาตรวจร่างกายตามระยะเวลา ตลอดเวลาสิบปีนี้ไม่ขาดไม่เกิน ยามนี้ใกล้วันมากแล้วหากร่างกายไม่มีปัญหาจึงค่อยย้ายกลับตระกูล ส่วนเื่รายละเอียดนางในร่างของมู่หรงเจี้ยนหนิงไม่ได้ถามมาก เพราะกว่าจะเค้นคำพูดได้แต่ลำแม้แต่ลำคอก็ยังต้องฝึกควบคุมใหม่
ความคิดของนางจำเป็ต้องหยุดลงในครู่ต่อมา หางตากระตุกเหมือนได้รับการกระตุ้นจากบางสิ่ง และบางสิ่งที่ว่านั้นคือเสียงโวยวายที่ดังไล่ราวกับใกล้ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหน้าทางเข้า ในที่สุดม่านชั้นในก็ถูกเลิกขึ้นเป็ชั่วครู่เดียวกับที่ปลายดาบจ่อเข้าที่คอจนเืซิบ
เสียดายที่ร่างกายนี้ตอบสนองช้าเกินไปมาก ต่อให้สัญชาตญาณรู้ตัวจะเกิดแล้วแต่กลับตอบสนองไม่ได้ดั่งใจ หากอยู่ในที่เคลื่อนไหวได้ตามปกติ วิถีกระบี่ของสาวน้อยผู้นี้คงจะถูกปัดออกไปปักลงในน่องสักข้างของเ้าตัว จนไม่เกิดคำถามอะไรที่ไร้สาระเช่น ...
“ดีนักนี่! ในที่สุดนังคนไร้ค่านี่ก็ปีนขึ้นมาจากนรก!” ยามที่นางพูด แม้กระทั่งถือกระบี่ในมือให้มั่นยังทำไม่ได้ นางมีข้อได้เปรียบทุกอย่างน่าแค้นใจก็ที่ร่างกายยังไม่กลับเป็ปกติ และด้วยไม่รู้ว่าสาวน้อยผู้นี้เป็ใคร ชุดแต่งกายดูอ่อนหวาน ใช้ของที่แม้จะเพียงผ่านตาก็พอจะประเมินราคาได้แต่ท่าทางดุดันเช่นนี้กลับไม่เข้ากับ เครื่องประดับและความอ่อนหวานเยาว์วัยเอาเสียเลย และเมื่อเด็กสาวตรงหน้ายกกระบี่อีกครั้งก็เหมือนยกมีดสับเนื้อ ไม่มีท่วงท่าที่ดีอะไร และตั้งใจเพียงแค่สับ มู่หรงเจี้ยนหนิง ให้สาแก่ใจ เ้าของร่างที่นั่งอยู่หลับตาตั้งโคจรพลังเพื่อก่อแรงอัดกระแทก อย่างน้อยการยืมพลังจากภายนอกผลักกระบี่ออกจากระยะาเ็ ก็ดีกว่าการฝืนขยับร่างกายที่ไม่เอาไหนในตอนนี้ แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายสิ่งที่คิดเอาไว้ไม่ได้เกิดขึ้น กลายเป็เสียงร้องห้ามและการพุ่งตัวเข้ามาสุดชีวิตและคุกเข่าของสาวใช้คนหนึ่ง ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าแทน
“ขอคุณหนูห้าโปรดระงับโทสะด้วยเ้าค่ะ!” สาวใช้พูดรัวเร็ว ต่อให้ลิ้นพันกันก็ไม่อาจหยุดได้ “ร่างกายของคุณหนูสี่อ่อนแอมาก จะกระทบกระเทือนอีกไม่ได้ ขอคุณหนูห้าโปรดเมตตาบ่าวด้วยนะเ้าคะ หากคุณหนูสี่เป็อะไรไป บ่าวมีสิบชีวิตก็ไม่พอชดใช้นะเ้าคะ!”
สาวใช้คนนี้ ...ชื่ออะไรนะ? ชุ่ยจูเหรอ? หากจำไม่ผิดบ่าวผู้นี้เป็สาวใช้สินเดิมของฉินซื่อที่ถูกส่งมาดูแลมู่หรงเจี้ยนหนิง เมื่อพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ สาวใช้คนนี้ไม่มีวรยุทธ์ ถ้าจะห้ามก็พอจะไหวอยู่แต่ที่จะไม่ไหวก็น่าจะเป็บ่าวรับใช้มือหนักทำงานหยาบที่ติดตามด้านหลังคุณหนูห้าอีกสี่คน ...นางอยากหัวเราะให้กับโชคชะตาของมู่หรงเจี้ยนหนิงรอดจากยาพิษ นอนติดเตียงมาสิบเอ็ดปีจะมาตายแบบนี้ ใจในก็ปรากฏความไม่ยินยอมขึ้นมาสายหนึ่ง
“ตาย? ชุ่ยจู... เ้าโง่หรือเปล่า? คุณหนูที่เพียบพร้อมอย่างข้า จะฆ่าคนได้อย่างไร?” นางส่งเสียงเย้ยหยันในลำคอขึ้นมาคำหนึ่ง ดึงกระบี่ที่อยู่ในวิถีอันตรายออก ก่อนที่แม่นมของเด็กน้อยจะส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้งานหยาบ จับแขนชุ่ยจูไว้คนละข้าง แล้วลงมือตบลงบนใบหน้าอย่างไร้ปรานี แต่ละครั้งแรงมือไม่ใช่เพียงไม่เบา แต่เกิดเป็บ่าวต่อหน้านายจะให้ได้รางวัลก้อนโตก็มีแต่ต้องแสดงฝีมือให้เต็มที่ ระหว่างที่ลงไม้ลงมือแม่นมจางก็ไม่ลืมหาความชอบธรรมให้กับพวกตัวเอง “ชุ่ยจูต่อให้เ้าจะเป็สาวใช้สินเดิมของฮูหยิน แต่กล้ากล่าววาจาใส่ร้ายเ้านาย โทษคือตบปากห้าสิบครั้ง” ใบหน้าที่สะอาดสะอ้านของชุ่ยจูบัดนี้มีรอบแดงเถือกเริ่มมีเืซึมออกมา
“เ้า...” ต่อให้อยากพูดเป็คำยาว ๆ แต่ร่างกายนี้ไม่ใช่แค่แขนขาก็ใช้งานได้ยากเย็นนัก แม้กระทั่งเส้นเสียงก็ติดขัดเกินจะทน ในใจนางมีคำว่าน่าตายดังขึ้นไม่รู้กี่ครั้งรวมถึงสบถด่าแม่ของใครสักคนตลอดเวลา
“โอ้ เ้าหนูสี่จะพูดอะไร ตื่นมาก็รู้จักพูดแค่นี้น่ะเหรอ? แล้วเ้าจะตื่นมาทำไม เป็นังคนไร้ประโยชน์เสียจริง” ท่าทางโอ้อวดยกไหล่นั่นมีภาพคุณหนูแสนดีที่ไหน? เจี้ยนหนิงคิดว่าคำแรกที่พูดก็ควรจะเป็คำดี ๆ เป็คำอวยพรเื่โชคลาภ ยินดีกับการได้เกิดใหม่ของตัวเอง แต่น่าเสียดายที่ชาตินี้คำแรกที่สถานการณ์บังคับให้นางพูดจะเป็คำว่า
“เ้า คู่ ควร หรือ?” ฮา กว่าจะเค้นออกมาแต่ละคำ ช่างไม่เจียมตัวไม่ดูสถานการณ์เลยจริง ๆ แต่ทำอย่างไรได้ โทษก็ต้องโทษที่ชาติที่แล้วเก็บกดเกินไป เกิดใหม่อีกครั้งถึงจะได้เข้าใจว่าคนเราจะเงียบปากไปทำไม เงียบแล้วได้อะไร? ได้ไม้ ได้แส้ ได้หวายลงหลัง? ถ้าคราวนี้ได้มีชีวิตอีกครั้งถ้ายังทำผิดซ้ำ ก็ไม่คู่ควรจะได้เป็คน ต่อให้แม้จะต้องเจ็บตัวบ้างก็ไม่นับว่าขาดทุนอะไร ยังไงเ้าหนูตรงหน้าก็ไม่ทำเกินไป เด็กสาวอายุแค่นี้ ตัวแค่นี้ หากทำคนตายไปสักคนจริง สิบเอ็ดปีของฉินซื่อคงทำให้ยัยหนูนี่อยู่ไม่สู้ตายด้วยทุกหนทางที่มีแน่นอน ถึงจะคิดได้แบบนั้นเจี้ยนหนิงก็ลำพองใจอยู่ได้แค่ไม่กี่วินาที ยัยเด็กตรงหน้าก็เหมือนถูกกระตุ้นจนหน้ากระตุก โยนกระบี่ในมือลงพื้นเสียงดังเคร้งพุ่งตัวเข้ามาจนแม่นมและสาวใช้จับเกือบไม่ทัน คุณหนูห้าด่าทอออกมาไม่เว้นคำ พูดแต่ละคำไม่มีดี ยิ่งพูดเจี้ยนหนิงยิ่งหัวเราะให้มากที่สุดเท่าที่ร่างกายสามารถทำให้ใครสักคนโมโหจนตายได้
“ข้าจะฆ่าเ้า! ที่ผ่านมาบ้านใหญ่ทุ่มเทกับคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงอย่างแกไปเท่าไหร่ ครึ่งผีครึ่งคนจะเรียกว่าคนยังเรียกไม่ได้ ตอนนี้ยังเสนอหน้าฟื้นขึ้นมาเป็เสนียดกับวงศ์ตระกูล เ้ามันนังตัวซวย ตัวไร้ประโยชน์! เ้าตื่นขึ้นมาคนอื่นเขาจะมองข้ายังไง! ตื่นมาทำให้องค์หญิงชวิ่นเฟิงดูแคลนข้าหรือ!” สาวน้อยผู้นั้นทั้งดิ้นทั้งะโด่าไม่หยุด แต่ด้วยความที่เป็เพียงเด็ก ต่อให้แรงจะสู้สาวใช้และแม่นมไม่ได้แต่การพลิกพริ้วของร่างกายอย่างไรก็คล่องแคล่วกว่า มิหนำซ้ำแล้วบ่าวรับใช้มือหนักก็ไม่กล้าจับแรง เช่นนั้นแล้วเมื่อนางหลุดมาได้ ก็กระโจนเข้าใส่ราวกับลูกแมวดุร้ายที่พร้อมจะขยำเหยื่อที่ตัวเล็กกว่ามัน
เจี้ยนหนิงไม่โต้ตอบ ปล่อยให้ร่างนั้นถลาเข้ามาแล้วได้โอกาสลงมือ พยายามปัดป้องตัวเองเท่าที่ร่างกายจะทำได้ ชุ่ยจูดิ้นออกจากมือสาวใช้ที่รั้งเอาไว้ พาร่างพุ่งตัวมาบังปกป้องนางเอาไว้ ความชุลมุนวุ่นวายนั้นอยู่ไม่นาน ความเ็ปที่เกิดขึ้นในที่สุดก็จบลงด้วยการที่คุณหนูห้าผู้นี้ถูกบ่าวรับใช้มือหนักลากออกไป แต่ทั้งเนื้อทั้งตัวก็ไม่เหลือสภาพที่ดีเช่นกัน
ผมเผ้าของนางยุ่งเยิง เสื้อผ้าไม่เหลือเค้าโครงสง่างามเช่นเดิม มู่หรงเจี้ยนหนิงเองก็ใช่ว่าจะมีสภาพที่ดี แต่ที่แย่ที่สุดในตอนนี้คงจะเป็ชุ่ยจูที่แม้กระทั่งทรงตัวสง่างามตามแบบสาวใช้ขั้นหนึ่งยังทำแทบจะไม่ไหว ปากพร่ำขอความเมตตา โขกศีรษะลงพื้นไม่หยุดได้ตอนนี้นอกจากใบหน้าโนตีจนเืซึมแล้ว ศีรษะยังมีรอยเืปรากฏขึ้นมาอีก ฝั่งจางมามาของคุณหนูห้าเห็นท่าไม่ดี สถานการณ์เกินกว่าที่คิดไว้ก็หน้าเสีย เดิมทีเพียงแค่พาคุณหนูมาระบายแค้นเล็กน้อยเท่านั้น ตบสั่งสอนสาวใช้หรือมาดูคุณหนูสี่ผู้ที่คนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงนี้นิดหน่อย ทำร้ายร่างกายอย่างไรก็มีหลายวิธีไม่ให้ปรากฏร่องรอยที่เห็นได้ชัด แต่ใครจะรู้ว่าอารมณ์ของคุณหนูห้าจะรวดเร็วและรุนแรงเช่นนี้
เจี้ยนหนิงในสภาพกะเชอะกะเชิงราวกับคนเร่ร่อน ผมที่ไม่ได้เกล้าขึ้นฟูชี้และถูกดึงจนเป็ก้อน แต่ใด ๆ แล้วก็ไม่อาจปิดบังรอยยิ้มและแววตาท้าทายแอบส่งไปให้คุณหนูห้าได้ นางยกขึ้นใช้มือปาดเืที่ไหลออกจากริมฝีปาก โดยไม่ได้เอะใจว่ายามที่ทิ้งมือลงข้างตัว แหวนติดนิ้วที่นางไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จะเปล่งแสงประกายอ่อนจางแทบจะสังเกตไม่เห็น เด็กสาววัยสิบขวบปีจะมารังแกกันแล้วหนี นับว่ายังเป็เด็กเมื่อวานซืนที่ประมาทคู่ต่อสู้เกินไป และเมื่อคุณหนูห้าได้เห็นรอยยิ้มและแววตานั้น ความรู้สึกอยากลงไม้ลงมือก็เหมือนจะปะทุขึ้นมาอีก แต่ระหว่างนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งเร่งฝีเท้าก้าวเข้ามาอย่างรีบร้อน จนกระทั่งเผลอหยุดหายใจเมื่อเห็นสภาพของชุ่ยจูและเจี้ยนหนิงที่อยู่บนเตียงล้ำค่าหลังนั้น สาวใช้สินเดิมของฉินซื่ออีกคนสินะ ชื่อว่าอะไรนะ หืม... ชิงอวิ๋น? น่าจะใช่นะ แต่นางไม่ได้มาเพียงลำพัง เมื่อวานผ่านไปพริบตาเดียวทหารที่ทำงานอยู่ด้านนอกที่ตอนแรกไม่กล้าขวางคุณหนูห้า ก็ก้าวเข้ามายืนด้านหลังชิงอวิ๋นอย่างแข็งขัน
ชิงอวิ๋นไม่เหมือนชุ่ยจู ชิงอวิ๋นไม่ได้คุกเข่าเพื่อร้องขอความเมตตาและไม่แม้แต่จะทำความเคารพ แต่ไม้พองในมือของนางกระแทกพื้นเสียงดังะเืไปทั่วทั้งโถง น้ำเสียงไม่มีเกรงใจนอบน้อม “คุณหนูห้า! สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ซึ่งท่านจะกำเริบเสิบสานได้นะเ้าคะ!” แม้แต่ถ้อยความกล่าวโทษอย่างชัดเจน น้ำเสียงที่แข็งราวกับหินนั่นเกือบทำให้เจี้ยนหนิงหลุดขำพลางประคองชุ่ยจูที่สองข้างแกมแทบไม่เหลือเนื้อดี อย่างน้อยชิงอวิ๋นมาตอนนี้ร่างกายของชุ่ยจูก็ยังพอจะรักษาไว้ได้บ้าง และดีที่ชิงอวิ๋นไม่ได้เป็เหมือนชุ่ยจู ไม่งั้นสาวใช้สองคนพาช่วยกันโขกคำนับ สถานการณ์นี้อย่างไรก็แก้ไขไม่ได้
“เ้า!” คุณหนูห้าชี้หน้า “นังบ่าวชั้นต่ำ เ้ากล้าขึ้นเสียงในข้าเหรอ! คนชั้นต่ำกับบ่าวชั้นต่ำ เรือนหลักเลี้ยงพวกเ้าจนกล้าข่มเ้านายอย่างข้างั้นหรือ!” ตระกูลมู่หรงอาจไม่ใช่ราชวงศ์ แต่ก็ถือเป็ตระกูลใหญ่ บ่าวรับใช้ขึ้นเสียงใส่เ้านาย ตามธรรมเนียมหากไม่ตบปาก โบตี ก็ต้องขายออก
ใบหน้าของชิงอวิ๋นไม่ปรากฏร่องรอยเพิ่มเติมจากหัวคิ้วที่ชนกันอยู่แล้วยามเห็นสภาพของชุ่ยจูและเจี้ยนหนิง “ถ้าเทียบลำดับกันแล้ว ข้าในฐานะสาวใช้ขั้นหนึ่งและเป็สาวใช้สินเดิมของฮูหยิน หากไม่ถึงกับทำผิดร้ายแรงด้วยลำดับศักดิ์ของท่าน ก็ไม่อาจตบตีพวกบ่าวได้ตามใจนะเ้าคะ” โอ้ พูดถึงลำดับชั้นแล้วก็ดูเหมือนจะจริงอยู่ แม่นมพูดก็ถูก ชิงอวิ๋นพูดก็ไม่ผิด ลำดับศักดิ์จะถือแค่เ้านายกับบ่าวอาจจะไม่ได้ อำนาจการดูแลเรือนเป็ของคน อำนาจดูแลคนก็ควรเป็ของคนนั้น ลำพังเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งถึงจะเป็เ้านาย ไม่ต้องเคารพสาวใช้ก็ใช่ แต่ตีสุนัขก็ยังต้องดูเ้าของ ส่วนยัยหนูนี่มีตามีสมองไว้เสียเปล่าโดยแท้ ชิงอวิ๋นเหมือนมีอะไรจะพูดเสริม แต่สุดท้ายก็เก็บคำลงท้องไปแล้วเปลี่ยนไปมองแม่นมจาง “จางมามา ข้าขอแนะนำเ้าจงรีบไสหัวออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ไม่เช่นนั้นแล้ว การที่ฮูหยินผู้ดูแลเรือนจะขายบ่าวที่ดูแลเ้านายให้ดีไม่ได้ไปสักคน แล้วส่งไปใช้แรงงานหนักแถวรับใช้ทหารเดนตายก็ไม่ใช่เื่ยากกระมั้ง!”
เจี้ยนหนิงพยักหน้า ชิงอวิ๋นคนนี้ใช้ได้ น้ำเสียง คำพูด ท่าทาง ไม่ผ่อนปรนแม้แต่น้อย แล้วด้านหลังยังมีทหารเนื้อตัวมอมแมมอีกจำนวนหนึ่งยืนคุมเชิงเอาไว้ ตอนนี้เองต่อให้จางมามาขวัญกล้าเทียมฟ้าแต่ฟ้ากว้างใหญ่ไพศาลเพียงไหนก็ยังเล็กกว่ากฎบ้านและสัญญาขายตัวเป็ทาส จางมามารีบเกลี้ยกล่อมคุณหนูของนาง ทั้งลากทั้งดึงออกจากโถงแห่งนั้น แต่ยัยหนูห้าคนนี้กลับมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าที่คิด ยังสามารถหันตัวกลับมาชี้หน้าชิงอวิ๋น “เ้ากล้า! จางมามาเป็แม่นมของข้า เป็คนของข้า!”
“คุณหนูห้าการกระทำเช่นนี้ไม่เพียงไม่เหมาะสมสำหรับการเป็คุณหนูตระกูลใหญ่ แต่หากเื่นี้แพร่งพรายออกจากปากของผู้ใดสักคนแล้วไปกระทบต่อชื่อเสียงอันดีงามของคุณหนูห้า พวกบ่าวและทหารชั้นเลวพวกนี้คำพูดอาจไม่มีน้ำหนักแต่ข่าวลือก็ฆ่าคนได้นะเ้าคะ ถ้าคุณหนูห้ากลับเรือน พักผ่อนอย่างเต็มที่ บ่าวสัญญาว่าทุกอย่างจะสงบเรียบร้อย ราวกับเื่ทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น”
ยัยเด็กคนนั้นเคี้ยวฟัน หายใจเป็จังหวะหนัก แน่นอนว่าวางก็วางไม่ลงแต่จะยกก็ยกขึ้นก็ไม่ได้ อายุเพียงสิบขวบอีกไม่กี่ปีก็จะถึงวัยปักปิ่น สำหรับเด็กสาวที่ไม่มีวรยุทธการอยู่ในลำดับต้น ๆ ของการจัดอันดับคุณหนูจากสี่สิบสี่หัวเมืองของดินแดนชางฉือก็จะช่วยส่งเสริมวาสนาของนางได้มาก เมื่อคิดได้นางก็สะบัดหน้าจากไปเส้นผมยุ่งเหยิงปิ่นเอียงไปข้างหนึ่ง และเมื่อความเงียบกลับมาอีกครั้ง ชิงอวิ๋นไล่ทหารด้านหลังออกไป รีบตรงเข้ามาด้านใน ละล้าละลังว่าควรดูแลใครก่อนเพราะสภาพไม่สมประดีทั้งคู่
และใช่แล้ว ...มู่หรงเจี้ยนหนิงพยายามจะมีสติ แต่สุดท้ายนางก็สลบไปอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
ร่างกายนี้โคตรจะเฮงซวยจริง ๆ
แหวนวงนั้นทำปฏิกิริยากับเื อัญมณีทรงไข่เป็ดที่หม่นหมอง แต่บางอย่างด้านในกลับเหมือนกำลังค่อย ๆ มีชีวิต สีประหลาดที่ไม่อาจจำแนกได้ว่าเป็เงิน เขียวอ่อนหรือฟ้าจาง วิ่งวนชนกันแลดูวุ่นวายและทวีความเร็วขึ้นเป็ลำดับจนปรากฏเป็รูปร่างเส้นสายที่พันคล้องกันอย่างงดงาม สิ่งสุดท้ายคือมันเจาะลงบนเนื้อด้านในแหวนแล้วดูดของเหลวสีแดงขึ้นมาหล่อเลี้ยงตัวเรือนอย่างช้า ๆ ส่องประกายอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางความมืดมิดและคืนวัน
หลังจากนั้นอีกกว่าเจ็ดวัน
อาการประหวั่นพรั่นพรึงถึงจะค่อย ๆ สงบลง
ผ่านความเป็ความตายมาได้แบบสติแทบจะตั้งรับไม่ไหว ในที่สุดก็เวลาที่ผันผ่านก็ทำใจให้เชื่อได้เสียที ตอนนี้เื่มหัศจรรย์เช่นการกลับมาเกิดใหม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเองแล้วจริง ๆ เกิดใหม่ที่หมายถึงมีชีวิตอีกครั้งในร่างใหม่ของผู้อื่น ไม่ได้เกิดใหม่ในร่างเดิม แม้แต่ร่างกายนี้ก็ใหม่เสียจนวันแรกขยับได้เพียงดวงตา กล้ามเนื้อลีบติดกระดูก ทำเอาสติเกือบจะหลุดไปอีกครา
ทุกอย่างรอบตัวดูน่าใเสียจนถ้าใช้คำว่าน่าใอาจจะเบาเกินไป ในความทรงจำ่ก่อนหน้านี้ ทั้งพลังก่อกำเนิดบริสุทธิ์และการโคจรลมปราณที่ดูเหมือนจะเป็เื่จริงเช่นนั้น หากแต่เมื่อตื่นขึ้นมาทุกอย่างกลับกลายราวกับเป็ฝันแค่ตื่นหนึ่ง ไม่สิ เรียกว่าเป็ฝันที่ไม่กล้าฝัน เพราะในความเป็จริง ร่างกายของ “มู่หรงเจี้ยนหนิง” คือ เด็กสาวที่นอนเป็ผัก ติดเตียงมาถึงสิบเอ็ดปีเต็ม!
ไม่ต้องค้นความทรงจำถอยหลังไปยาวนานนัก ชื่อนี้อาจไม่ได้ถูกกล่าวถึงอย่างมีความสำคัญหรือถูกเอ่ยถึงจนจำขึ้นใจ เพียงแต่โชคชะตาที่สวนทางกับชาติกำเนิดของบุตรสาวสายตรงตระกูลมู่หรงผู้นี้ กลับติดอยู่ในใจ ราวกับคนที่ทุกข์ใจเช่นเดียวกันจึงเห็นอกเห็นใจกันมากเสียหน่อย ได้ยินเื่ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนั้นแล้วจึงจะสามารถเปรียบเทียบกับตัวเองแล้วรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง
รายงานจากหน่วยข่าวกรองและเื่ราวเล่าขานที่เดินทางมาพร้อมคณะละครร้อง จากตระกูลมู่หรงแห่งดินแดนชางฉือ (苍土界) ถึงดินแดนโหมวเทียน เื่เล่าขานกล่าวถึงโศกนาฏกรรมในวันที่พายุหลงฤดู ฟ้ากรีดร้องราวกับต้องสาป พร้อมกับเสียงกรีดร้องสับสนจนฟังไม่ได้ศัพท์ ฉินซื่อได้ให้กำเนิดบุตรสาวผู้หนึ่งแต่ทารกแรกเกิดกลับไม่หายใจ มารดาก็คลอดยากเ็ปจากการคลอดถึงสามวันสามคืน ภายหลังยังตกเือาการสาหัสส่งผลกระทบจนร่างกายเสียงหายไม่อาจมีบุตรได้อีก
สืบทราบกันในภายหลังได้ความว่าเพราะมารดาได้รับพิษไร้สีไร้กลิ่นมาเป็ระยะเวลาหนึ่ง จึงเกือบทำให้กลายเป็หนึ่งศพสองชีวิต แต่อาจจะเพราะคนไม่ถึงที่คือโชคชะตากำหนดให้วันนั้นเป็วันดี ยามที่จวนตระกูลมู่หรงบันไดทุกขั้นล้วนเต็มไปด้วยความกดดัน นักพรตเร่ร่อนท่านหนึ่งกลับฝ่าความวุ่นวายเดินมาขอบริจาคอาหาร นักพรตเร่ร่อน หรือขอทาน ยามนั้นไม่อาจแยกแยะ แต่เขากลับวิ่งฝ่าเหล่าบ่าวไพร่ที่เหงื่อเย็นไหลเต็มตัว เข้าห้องคลอดทำการยื้อชีวิตทารกหญิงผู้นั้นออกมาจากมือเหยียนหวังอย่างไร้มารยาท แต่ถึงกระนั้นแล้วการยื้อก็คือแค่ยื้อ ต่อให้กลับมามีลมหายใจ แต่ทารกหญิงก็ไม่เคยลืมตาขึ้นมาเลยสักครั้ง
ตระกูลมู่หรงที่ยิ่งใหญ่ กลับมีเื่ตลกที่คล้ายจะสำคัญแต่ก็ไม่สำคัญนี้ขึ้นมา สำหรับตระกูลใหญ่และทรงอำนาจ เื่การเลี้ยงหนึ่งชีวิตก็ไม่ใช่ว่าจะมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง เลี้ยงบ่าวไพร่ในจวนหลายร้อยชีวิต เลี้ยงนักรบเดนตายหลายหมื่นชีวิตเพื่อใช้งานในวันเดียวก็ไม่ใช่เื่แปลก สิ่งที่เกิดขึ้นในตระกูลมู่หรงนี้จึงดูราวกับเล็กน้อยและไม่น่าพูดถึง อย่างไรก็เพียงสละเตียงดีหน่อยให้สักหลัง สละฟูกชั้นดีให้สักผืน หากไม่ใช่เพราะว่า ...ชะตาทารกผู้นี้ไม่ดี
บุตรสาวสายตรงคนเดียวของตระกูลมู่หรง ผู้ที่ควรเป็ดั่งไข่มุกในมือของบิดามารดาและพี่ชาย ดันเกิดในวันเดือนปีเดียวกันกับ ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่า “องค์หญิงชวิ่นเฟิง” ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของวายุที่ในที่สุดก็ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ตามคำทำนายของอวี้เหยียนเซิ่งเจ่อจากหอโองการ์เมื่อร้อยปีก่อน
เื่ราวกับมีอยู่ว่าใน่เวลาซึ่งทารกหญิงจากตระกูลสูงศักดิ์ผู้หนึ่งถูกดึงกลับมาจากมือของเหยียนหวัง แต่อีกฟากหนึ่งของดินแดนซางฉือ ที่พักซอมซ่อแห่งหนึ่งในเขตอาศัยของผู้ยากไร้ ภายในกระท่อมมีหญิงชายคู่หนึ่งใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ ปะชุนเสียจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ แม้กระทั่งหมอตำแยก็ยังไม่มีเงินตำลึงไปจ้างวาน ทำได้เพียงรับน้ำใจจากหญิงหม้ายในละแวกบ้านที่เคยมีบุตรแล้วให้มาช่วยทำคลอด
ตระกูลต่ำศักดิ์ เชิดหน้าชูตาไม่ได้ แต่่เวลาที่ทารกหญิงผู้นั้นลืมตาดูโลก สถานการณ์ของกระท่อมแห่งนั้นก็เปลี่ยนไปตลอดกาล เหมือนการเกิดใหม่ของเฟิ่งฮวง เพียงกางปีกครั้งเดียวก็โผทะยานจากหุบเหวลึกขึ้นสู่ฟากฟ้า
แผ่นดินและผืนน้ำปรากฏเค้าลางมงคลนานัปการ พันธุ์ไม้ผลิบานแม้ไม่ใช่ฤดู กลิ่นหอมของพรรณไม้นานาขจรกระจายไปทั่วเมือง บนท้องฟ้าปรากฏดวงอาทิตย์และหมู่เมฆที่ราวกับโอบล้อมร่วมยินดี ขับไล่เมฆหมอกพายุและฝนฟ้าคะนองให้หายไปเสียสิ้น บรรยากาศทุกชั่วโมงยามเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความยินดี ละอองดอกไม้ที่สายลมนำพามาปลิวลอยละล่องไปทั่ว ช่างเป็ภาพที่งดงามยากจะเล่าขานให้ครบถ้วน
ผู้คนต่างเล่าขานกันว่านี่คือนิมิตสรรเสริญที่โลกมอบแด่เทพมารดร ซึ่งเสวยชาติลงมาเกิดใหม่ ซึ่งล้วนตรงตามคำทำนายทุกประการ
เช่นนั้นแล้ว เด็กหญิงคนหนึ่งจึงเจิดจรัสเปล่งแสง ถูกห้อมล้อมด้วยความรักและเชิดชู สูงส่งดั่งลอยอยู่ในสายลม ขณะที่อีกคนกลับ ...เป็ตายไม่อาจรู้แจ้ง ติดอยู่ในความมืดมิดหลังประตูบานใหญ่ที่เต็มไปด้วยเกีรยติยศสูงส่งเทียมฟ้าแต่ไม่อาจรับไว้ได้
ชะตาชีวิตของมู่หรงเจี้ยนหนิงผู้นี้จึงกลายเป็เื่ขบขันบนท้องถนน และมิใช่เพียงท้องถนนในดินแดนชางฉือแต่ทั้งห้าทวีปที่เหลือ นางก็กลายเป็เื่เล่าขานจริงบ้างเท็จบ้างปะปนกันไปเช่นนี้จนถึงยามนี้
แต่... ถึงเป็เช่นนั้น เื่ราวเ่าั้ก็ไม่ควรเป็นางใช่หรือไม่?
ได้ยินมาก็เื่หนึ่ง ประสบกับตัวเองก็เื่หนึ่ง ยามก่อนหน้า นางเพียงสนใจแต่เพราะไม่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในแผ่นดินโหมวเทียนแต่เดิม ดินแดนห่างไกลอย่างชางฉือเองไม่ได้มีความสลักสำคัญสักกี่มากน้อย ยกเว้นเพียงอำนาจแห่งหินก่อกำเนิดที่พวกเขาส่งมาสู่แผ่นดินโหมวเทียนรอบนี้มีเท่าไหร่? พระเก้าพันปีจะแจกจ่ายลงมาอย่างไร? แปดสกุลหลักและฐานชายแดนจะยื้อแย่งส่วนแบ่งได้เท่าไหร่ ความสำคัญของดินแดนชางฉือสำหรับนางแล้วก็มีเพียงเท่านี้
คิดแล้วก็น่าชวนให้ขันนัก ชาติที่แล้วนางแทบจะต้องคุกเข่าเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อให้ได้หินก่อกำเนิดสักก้อนหนึ่งแม้จะเป็เพียงหินที่มีคุณภาพต่ำที่สุด ตระกูลสวี่ก็ยังต้องใช้คำว่า “จำใจ” อย่างยิ่งที่จะแบ่งมาให้นาง จำใจรีดเืเพื่อซื้อหินก่อกำเนิดเป็จำนวนสองเท่าเพื่อปิดบังว่าสวี่เหยียนเฉินมีแฝดหญิงที่เตรียมตัวตายแทนเขาอยู่ผู้หนึ่ง แต่ยามนี้... นางลูบััใต้ร่าง เตียงหลังที่นางนอนอยู่กลับทำมาจากหินก่อกำเนิดทั้งหลัง และสิ่งที่ทำให้นางหายใจไม่ทั่วท้องด้วยความตื่นเต้นนั่นก็เพราะเตียงหลังนี้เป็หินก้อนเดียวกัน ไร้รอยต่อ ไอพลังบริสุทธิ์ที่กระจายออกมาต่อเนื่องและทรงพลังมาก ความมั่งคั่งของตระกูลมู่หรงนั้นเป็ของจริง ผู้ถือครองเหมืองหินพลังงานก่อกำเนิดทั้งสามแห่งแต่เพียงผู้เดียว มหาเศรษฐีใดก็ไม่สู้มหาอำนาจที่ถือครองพลังงานในการฝึกพลังยุทธ์ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นนี้
ยิ่งแล้วกับหินก่อกำเนิดที่บริสุทธิ์เช่นนี้ หากแพร่งพรายออกไปภายนอก ย่อมแลกเมืองได้สิบเมือง และแลกชีวิตคนได้นับล้าน นอกจากนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าความโกลาหลใดที่รออยู่ นางทำได้เพียงถอนหายใจ ชีวิตตัวเองยังเอาไม่ค่อยรอดอย่าเพิ่งไปคิดถึงสิ่งอื่นเลย แต่ความโลภนั่นเป็ปกติวิสัย ของดีเช่นนี้จะอดใจไม่วูบไหว นางก็หาใช่พระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญเพียรมาพันชาติ
สิ่งที่ทำให้รู้สึกขัดเคืองใจคงมีอยู่อย่างเดียว นั่นคือแย่เกินไป ในยามเผชิญหน้ากับร่างกายนี้ครั้งแรกกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นตึงเหมือนสายพิณที่ถูกขึงเอาไว้จนตึง แค่ขยับก็เจ็บราวไปทั้งหมด กระทั่งมาจนวันนี้ยังทำได้เพียงเคลื่อนไหวพื้นฐาน ยกมือและยกขาได้สุด แต่ไม่อาจทำเร็วได้เนื้อจากไม่มีกล้ามเนื้อมารองรับ หินก่อกำเนิดมีผลต่อพลังยุทธการบำรุงกำลังภายในและเส้นลมปราณ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถของร่างกาย การลุกยืนและเคลื่อนไหวเหมือนผู้คนทั่วไปก็เป็เพียงเื่ของการพัฒนาและเวลาเท่านั้น
จำได้ว่าวันแรกที่ฉินซื่อ ฮูหยินน้อยของตระกูลมู่หรงเห็นบุตรสาวลืมตาขึ้นมาได้ นางที่นอนติดเตียงอยู่ก็เกิดความสงสัยว่าร่างกายของฉินซื่อทำมาจากน้ำหรือเปล่า ฮูหยินน้อยผู้นั้นร่ำไห้ราวกับจะขาดใจ จะแตะต้องร่างกายของบุตรสาวก็กลัวจะบอบซ้ำ กลัวว่าตนเองจะฝันไป บ่าวรับใช้สี่คนและมามาอีกหนึ่งคนก็ช่วยกันร้องไห้จนยากจะแยกแยะว่าดีใจหรือเสียใจ สุดท้ายพวกนางทั้งหมดก็ร้องไห้จนเปลือกตาหนักอึ้งและเหนื่อยล้าจนหลับลงไปในที่สุด
ตามความเป็จริงแล้ว วันนี้ก็ควรเป็เหมือนเจ็ดวันที่ผ่านมา หากแต่เมื่อลืมตาในยามเช้าสัญชาตญาณก็บอกนางผ่านหนังตาข้างขวาที่กระตุกไม่หยุดจนน่าตาย ว่าวันนี้อาจจะเป็หนึ่งวันพิเศษที่นางอาจจะจดจำไม่มีวันลืม ถึงจะคาดหวังให้เป็เพียงความคิดฟุ้งซ่านของตนเอง แต่คนเราไม่อาจฝืนลิขิตฟ้า ต่อให้ลิขิตนั้นจะน่าตายสักเท่าไหร่ก็ตาม
ชีวิตคนเรายามราบรื่นก็อาจเหมือนเรือเล็กกลางทะเลที่สงบเงียบและปลอดภัย แต่หากเมื่อคลื่นเล็กก่อตัวเป็พายุฝนทุกอย่างจะเกิดขึ้นรวดเร็วอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ยามนี้นางถึงกับต้องเตือนตัวเองใหม่ เพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็หมูบนเขียงที่เขาจะสับ คัด หั่นชิ้นอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เกิดเป็คนก็อย่าได้เป็คนสายตาคับแคบ ตระกูลที่ยิ่งใหญ่และมั่งคั่งเช่นนี้ไม่มีอุปสรรคและราบรื่นตลอดไป คงเป็เพียงเื่ราวในนิยายประโลมโลกเล่มหนึ่งเพียงเท่านั้น
ตอนนี้สถานที่ซึ่งอยู่ไม่ใกล้เคียงกับเรือน หรือสถานที่อยู่อาศัยแต่เหมือนที่พักชั่วคราวแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนชั้นบนสุดของเหมือง เหมืองที่มีสี่ชั้นตัวนางเองก็ยังไม่เคยเห็นสถานที่ทั้งหมด เพียงแต่จุดนี้เป็เหมือนพื้นที่หลบมุมขนาดไม่ใหญ่ ด้านนอกกั้นม่านสองชั้นเป็ส่วนตัว เป็มุมสงบสำหรับหลบพักที่ไม่นับว่าแย่ ฉินซื่อกั้นพื้นที่บริเวณไม่เล็กนัก กว่าจะผ่านถึงจุดนี้ก็ยังมีฉากบังและม่านอีกสองจุด รวมถึงทหารที่คอยผลักกันยืนยาม ทำให้ความสงบของมู่หรงเจี้ยนหนิงดำเนินมาได้อย่างสงบจนถึงยามนี้
ฉินซื่อเคยบอกกับนางอย่างอ่อนโยนเกี่ยวกับเื่นักพรตพเนจรคนนั้น ผู้ที่ถูกเรียกว่า” อาจารย์เต๋า” ท่านอาจารย์จะเดินทางมาตรวจร่างกายตามระยะเวลา ตลอดเวลาสิบปีนี้ไม่ขาดไม่เกิน ยามนี้ใกล้วันมากแล้วหากร่างกายไม่มีปัญหาจึงค่อยย้ายกลับตระกูล ส่วนเื่รายละเอียดนางในร่างของมู่หรงเจี้ยนหนิงไม่ได้ถามมาก เพราะกว่าจะเค้นคำพูดได้แต่ลำแม้แต่ลำคอก็ยังต้องฝึกควบคุมใหม่
ความคิดของนางจำเป็ต้องหยุดลงในครู่ต่อมา หางตากระตุกเหมือนได้รับการกระตุ้นจากบางสิ่ง และบางสิ่งที่ว่านั้นคือเสียงโวยวายที่ดังไล่ราวกับใกล้ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหน้าทางเข้า ในที่สุดม่านชั้นในก็ถูกเลิกขึ้นเป็ชั่วครู่เดียวกับที่ปลายดาบจ่อเข้าที่คอจนเืซิบ
เสียดายที่ร่างกายนี้ตอบสนองช้าเกินไปมาก ต่อให้สัญชาตญาณรู้ตัวจะเกิดแล้วแต่กลับตอบสนองไม่ได้ดั่งใจ หากอยู่ในที่เคลื่อนไหวได้ตามปกติ วิถีกระบี่ของสาวน้อยผู้นี้คงจะถูกปัดออกไปปักลงในน่องสักข้างของเ้าตัว จนไม่เกิดคำถามอะไรที่ไร้สาระเช่น ...
“ดีนักนี่! ในที่สุดนังคนไร้ค่านี่ก็ปีนขึ้นมาจากนรก!” ยามที่นางพูด แม้กระทั่งถือกระบี่ในมือให้มั่นยังทำไม่ได้ นางมีข้อได้เปรียบทุกอย่างน่าแค้นใจก็ที่ร่างกายยังไม่กลับเป็ปกติ และด้วยไม่รู้ว่าสาวน้อยผู้นี้เป็ใคร ชุดแต่งกายดูอ่อนหวาน ใช้ของที่แม้จะเพียงผ่านตาก็พอจะประเมินราคาได้แต่ท่าทางดุดันเช่นนี้กลับไม่เข้ากับ เครื่องประดับและความอ่อนหวานเยาว์วัยเอาเสียเลย และเมื่อเด็กสาวตรงหน้ายกกระบี่อีกครั้งก็เหมือนยกมีดสับเนื้อ ไม่มีท่วงท่าที่ดีอะไร และตั้งใจเพียงแค่สับ มู่หรงเจี้ยนหนิง ให้สาแก่ใจ เ้าของร่างที่นั่งอยู่หลับตาตั้งโคจรพลังเพื่อก่อแรงอัดกระแทก อย่างน้อยการยืมพลังจากภายนอกผลักกระบี่ออกจากระยะาเ็ ก็ดีกว่าการฝืนขยับร่างกายที่ไม่เอาไหนในตอนนี้ แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายสิ่งที่คิดเอาไว้ไม่ได้เกิดขึ้น กลายเป็เสียงร้องห้ามและการพุ่งตัวเข้ามาสุดชีวิตและคุกเข่าของสาวใช้คนหนึ่ง ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าแทน
“ขอคุณหนูห้าโปรดระงับโทสะด้วยเ้าค่ะ!” สาวใช้พูดรัวเร็ว ต่อให้ลิ้นพันกันก็ไม่อาจหยุดได้ “ร่างกายของคุณหนูสี่อ่อนแอมาก จะกระทบกระเทือนอีกไม่ได้ ขอคุณหนูห้าโปรดเมตตาบ่าวด้วยนะเ้าคะ หากคุณหนูสี่เป็อะไรไป บ่าวมีสิบชีวิตก็ไม่พอชดใช้นะเ้าคะ!”
สาวใช้คนนี้ ...ชื่ออะไรนะ? ชุ่ยจูเหรอ? หากจำไม่ผิดบ่าวผู้นี้เป็สาวใช้สินเดิมของฉินซื่อที่ถูกส่งมาดูแลมู่หรงเจี้ยนหนิง เมื่อพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ สาวใช้คนนี้ไม่มีวรยุทธ์ ถ้าจะห้ามก็พอจะไหวอยู่แต่ที่จะไม่ไหวก็น่าจะเป็บ่าวรับใช้มือหนักทำงานหยาบที่ติดตามด้านหลังคุณหนูห้าอีกสี่คน ...นางอยากหัวเราะให้กับโชคชะตาของมู่หรงเจี้ยนหนิงรอดจากยาพิษ นอนติดเตียงมาสิบเอ็ดปีจะมาตายแบบนี้ ใจในก็ปรากฏความไม่ยินยอมขึ้นมาสายหนึ่ง
“ตาย? ชุ่ยจู... เ้าโง่หรือเปล่า? คุณหนูที่เพียบพร้อมอย่างข้า จะฆ่าคนได้อย่างไร?” นางส่งเสียงเย้ยหยันในลำคอขึ้นมาคำหนึ่ง ดึงกระบี่ที่อยู่ในวิถีอันตรายออก ก่อนที่แม่นมของเด็กน้อยจะส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้งานหยาบ จับแขนชุ่ยจูไว้คนละข้าง แล้วลงมือตบลงบนใบหน้าอย่างไร้ปรานี แต่ละครั้งแรงมือไม่ใช่เพียงไม่เบา แต่เกิดเป็บ่าวต่อหน้านายจะให้ได้รางวัลก้อนโตก็มีแต่ต้องแสดงฝีมือให้เต็มที่ ระหว่างที่ลงไม้ลงมือแม่นมจางก็ไม่ลืมหาความชอบธรรมให้กับพวกตัวเอง “ชุ่ยจูต่อให้เ้าจะเป็สาวใช้สินเดิมของฮูหยิน แต่กล้ากล่าววาจาใส่ร้ายเ้านาย โทษคือตบปากห้าสิบครั้ง” ใบหน้าที่สะอาดสะอ้านของชุ่ยจูบัดนี้มีรอบแดงเถือกเริ่มมีเืซึมออกมา
“เ้า...” ต่อให้อยากพูดเป็คำยาว ๆ แต่ร่างกายนี้ไม่ใช่แค่แขนขาก็ใช้งานได้ยากเย็นนัก แม้กระทั่งเส้นเสียงก็ติดขัดเกินจะทน ในใจนางมีคำว่าน่าตายดังขึ้นไม่รู้กี่ครั้งรวมถึงสบถด่าแม่ของใครสักคนตลอดเวลา
“โอ้ เ้าหนูสี่จะพูดอะไร ตื่นมาก็รู้จักพูดแค่นี้น่ะเหรอ? แล้วเ้าจะตื่นมาทำไม เป็นังคนไร้ประโยชน์เสียจริง” ท่าทางโอ้อวดยกไหล่นั่นมีภาพคุณหนูแสนดีที่ไหน? เจี้ยนหนิงคิดว่าคำแรกที่พูดก็ควรจะเป็คำดี ๆ เป็คำอวยพรเื่โชคลาภ ยินดีกับการได้เกิดใหม่ของตัวเอง แต่น่าเสียดายที่ชาตินี้คำแรกที่สถานการณ์บังคับให้นางพูดจะเป็คำว่า
“เ้า คู่ ควร หรือ?” ฮา กว่าจะเค้นออกมาแต่ละคำ ช่างไม่เจียมตัวไม่ดูสถานการณ์เลยจริง ๆ แต่ทำอย่างไรได้ โทษก็ต้องโทษที่ชาติที่แล้วเก็บกดเกินไป เกิดใหม่อีกครั้งถึงจะได้เข้าใจว่าคนเราจะเงียบปากไปทำไม เงียบแล้วได้อะไร? ได้ไม้ ได้แส้ ได้หวายลงหลัง? ถ้าคราวนี้ได้มีชีวิตอีกครั้งถ้ายังทำผิดซ้ำ ก็ไม่คู่ควรจะได้เป็คน ต่อให้แม้จะต้องเจ็บตัวบ้างก็ไม่นับว่าขาดทุนอะไร ยังไงเ้าหนูตรงหน้าก็ไม่ทำเกินไป เด็กสาวอายุแค่นี้ ตัวแค่นี้ หากทำคนตายไปสักคนจริง สิบเอ็ดปีของฉินซื่อคงทำให้ยัยหนูนี่อยู่ไม่สู้ตายด้วยทุกหนทางที่มีแน่นอน ถึงจะคิดได้แบบนั้นเจี้ยนหนิงก็ลำพองใจอยู่ได้แค่ไม่กี่วินาที ยัยเด็กตรงหน้าก็เหมือนถูกกระตุ้นจนหน้ากระตุก โยนกระบี่ในมือลงพื้นเสียงดังเคร้งพุ่งตัวเข้ามาจนแม่นมและสาวใช้จับเกือบไม่ทัน คุณหนูห้าด่าทอออกมาไม่เว้นคำ พูดแต่ละคำไม่มีดี ยิ่งพูดเจี้ยนหนิงยิ่งหัวเราะให้มากที่สุดเท่าที่ร่างกายสามารถทำให้ใครสักคนโมโหจนตายได้
“ข้าจะฆ่าเ้า! ที่ผ่านมาบ้านใหญ่ทุ่มเทกับคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงอย่างแกไปเท่าไหร่ ครึ่งผีครึ่งคนจะเรียกว่าคนยังเรียกไม่ได้ ตอนนี้ยังเสนอหน้าฟื้นขึ้นมาเป็เสนียดกับวงศ์ตระกูล เ้ามันนังตัวซวย ตัวไร้ประโยชน์! เ้าตื่นขึ้นมาคนอื่นเขาจะมองข้ายังไง! ตื่นมาทำให้องค์หญิงชวิ่นเฟิงดูแคลนข้าหรือ!” สาวน้อยผู้นั้นทั้งดิ้นทั้งะโด่าไม่หยุด แต่ด้วยความที่เป็เพียงเด็ก ต่อให้แรงจะสู้สาวใช้และแม่นมไม่ได้แต่การพลิกพริ้วของร่างกายอย่างไรก็คล่องแคล่วกว่า มิหนำซ้ำแล้วบ่าวรับใช้มือหนักก็ไม่กล้าจับแรง เช่นนั้นแล้วเมื่อนางหลุดมาได้ ก็กระโจนเข้าใส่ราวกับลูกแมวดุร้ายที่พร้อมจะขยำเหยื่อที่ตัวเล็กกว่ามัน
เจี้ยนหนิงไม่โต้ตอบ ปล่อยให้ร่างนั้นถลาเข้ามาแล้วได้โอกาสลงมือ พยายามปัดป้องตัวเองเท่าที่ร่างกายจะทำได้ ชุ่ยจูดิ้นออกจากมือสาวใช้ที่รั้งเอาไว้ พาร่างพุ่งตัวมาบังปกป้องนางเอาไว้ ความชุลมุนวุ่นวายนั้นอยู่ไม่นาน ความเ็ปที่เกิดขึ้นในที่สุดก็จบลงด้วยการที่คุณหนูห้าผู้นี้ถูกบ่าวรับใช้มือหนักลากออกไป แต่ทั้งเนื้อทั้งตัวก็ไม่เหลือสภาพที่ดีเช่นกัน
ผมเผ้าของนางยุ่งเยิง เสื้อผ้าไม่เหลือเค้าโครงสง่างามเช่นเดิม มู่หรงเจี้ยนหนิงเองก็ใช่ว่าจะมีสภาพที่ดี แต่ที่แย่ที่สุดในตอนนี้คงจะเป็ชุ่ยจูที่แม้กระทั่งทรงตัวสง่างามตามแบบสาวใช้ขั้นหนึ่งยังทำแทบจะไม่ไหว ปากพร่ำขอความเมตตา โขกศีรษะลงพื้นไม่หยุดได้ตอนนี้นอกจากใบหน้าโนตีจนเืซึมแล้ว ศีรษะยังมีรอยเืปรากฏขึ้นมาอีก ฝั่งจางมามาของคุณหนูห้าเห็นท่าไม่ดี สถานการณ์เกินกว่าที่คิดไว้ก็หน้าเสีย เดิมทีเพียงแค่พาคุณหนูมาระบายแค้นเล็กน้อยเท่านั้น ตบสั่งสอนสาวใช้หรือมาดูคุณหนูสี่ผู้ที่คนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงนี้นิดหน่อย ทำร้ายร่างกายอย่างไรก็มีหลายวิธีไม่ให้ปรากฏร่องรอยที่เห็นได้ชัด แต่ใครจะรู้ว่าอารมณ์ของคุณหนูห้าจะรวดเร็วและรุนแรงเช่นนี้
เจี้ยนหนิงในสภาพกะเชอะกะเชิงราวกับคนเร่ร่อน ผมที่ไม่ได้เกล้าขึ้นฟูชี้และถูกดึงจนเป็ก้อน แต่ใด ๆ แล้วก็ไม่อาจปิดบังรอยยิ้มและแววตาท้าทายแอบส่งไปให้คุณหนูห้าได้ นางยกขึ้นใช้มือปาดเืที่ไหลออกจากริมฝีปาก โดยไม่ได้เอะใจว่ายามที่ทิ้งมือลงข้างตัว แหวนติดนิ้วที่นางไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จะเปล่งแสงประกายอ่อนจางแทบจะสังเกตไม่เห็น เด็กสาววัยสิบขวบปีจะมารังแกกันแล้วหนี นับว่ายังเป็เด็กเมื่อวานซืนที่ประมาทคู่ต่อสู้เกินไป และเมื่อคุณหนูห้าได้เห็นรอยยิ้มและแววตานั้น ความรู้สึกอยากลงไม้ลงมือก็เหมือนจะปะทุขึ้นมาอีก แต่ระหว่างนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งเร่งฝีเท้าก้าวเข้ามาอย่างรีบร้อน จนกระทั่งเผลอหยุดหายใจเมื่อเห็นสภาพของชุ่ยจูและเจี้ยนหนิงที่อยู่บนเตียงล้ำค่าหลังนั้น สาวใช้สินเดิมของฉินซื่ออีกคนสินะ ชื่อว่าอะไรนะ หืม... ชิงอวิ๋น? น่าจะใช่นะ แต่นางไม่ได้มาเพียงลำพัง เมื่อวานผ่านไปพริบตาเดียวทหารที่ทำงานอยู่ด้านนอกที่ตอนแรกไม่กล้าขวางคุณหนูห้า ก็ก้าวเข้ามายืนด้านหลังชิงอวิ๋นอย่างแข็งขัน
ชิงอวิ๋นไม่เหมือนชุ่ยจู ชิงอวิ๋นไม่ได้คุกเข่าเพื่อร้องขอความเมตตาและไม่แม้แต่จะทำความเคารพ แต่ไม้พองในมือของนางกระแทกพื้นเสียงดังะเืไปทั่วทั้งโถง น้ำเสียงไม่มีเกรงใจนอบน้อม “คุณหนูห้า! สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ซึ่งท่านจะกำเริบเสิบสานได้นะเ้าคะ!” แม้แต่ถ้อยความกล่าวโทษอย่างชัดเจน น้ำเสียงที่แข็งราวกับหินนั่นเกือบทำให้เจี้ยนหนิงหลุดขำพลางประคองชุ่ยจูที่สองข้างแกมแทบไม่เหลือเนื้อดี อย่างน้อยชิงอวิ๋นมาตอนนี้ร่างกายของชุ่ยจูก็ยังพอจะรักษาไว้ได้บ้าง และดีที่ชิงอวิ๋นไม่ได้เป็เหมือนชุ่ยจู ไม่งั้นสาวใช้สองคนพาช่วยกันโขกคำนับ สถานการณ์นี้อย่างไรก็แก้ไขไม่ได้
“เ้า!” คุณหนูห้าชี้หน้า “นังบ่าวชั้นต่ำ เ้ากล้าขึ้นเสียงในข้าเหรอ! คนชั้นต่ำกับบ่าวชั้นต่ำ เรือนหลักเลี้ยงพวกเ้าจนกล้าข่มเ้านายอย่างข้างั้นหรือ!” ตระกูลมู่หรงอาจไม่ใช่ราชวงศ์ แต่ก็ถือเป็ตระกูลใหญ่ บ่าวรับใช้ขึ้นเสียงใส่เ้านาย ตามธรรมเนียมหากไม่ตบปาก โบตี ก็ต้องขายออก
ใบหน้าของชิงอวิ๋นไม่ปรากฏร่องรอยเพิ่มเติมจากหัวคิ้วที่ชนกันอยู่แล้วยามเห็นสภาพของชุ่ยจูและเจี้ยนหนิง “ถ้าเทียบลำดับกันแล้ว ข้าในฐานะสาวใช้ขั้นหนึ่งและเป็สาวใช้สินเดิมของฮูหยิน หากไม่ถึงกับทำผิดร้ายแรงด้วยลำดับศักดิ์ของท่าน ก็ไม่อาจตบตีพวกบ่าวได้ตามใจนะเ้าคะ” โอ้ พูดถึงลำดับชั้นแล้วก็ดูเหมือนจะจริงอยู่ แม่นมพูดก็ถูก ชิงอวิ๋นพูดก็ไม่ผิด ลำดับศักดิ์จะถือแค่เ้านายกับบ่าวอาจจะไม่ได้ อำนาจการดูแลเรือนเป็ของคน อำนาจดูแลคนก็ควรเป็ของคนนั้น ลำพังเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งถึงจะเป็เ้านาย ไม่ต้องเคารพสาวใช้ก็ใช่ แต่ตีสุนัขก็ยังต้องดูเ้าของ ส่วนยัยหนูนี่มีตามีสมองไว้เสียเปล่าโดยแท้ ชิงอวิ๋นเหมือนมีอะไรจะพูดเสริม แต่สุดท้ายก็เก็บคำลงท้องไปแล้วเปลี่ยนไปมองแม่นมจาง “จางมามา ข้าขอแนะนำเ้าจงรีบไสหัวออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ไม่เช่นนั้นแล้ว การที่ฮูหยินผู้ดูแลเรือนจะขายบ่าวที่ดูแลเ้านายให้ดีไม่ได้ไปสักคน แล้วส่งไปใช้แรงงานหนักแถวรับใช้ทหารเดนตายก็ไม่ใช่เื่ยากกระมั้ง!”
เจี้ยนหนิงพยักหน้า ชิงอวิ๋นคนนี้ใช้ได้ น้ำเสียง คำพูด ท่าทาง ไม่ผ่อนปรนแม้แต่น้อย แล้วด้านหลังยังมีทหารเนื้อตัวมอมแมมอีกจำนวนหนึ่งยืนคุมเชิงเอาไว้ ตอนนี้เองต่อให้จางมามาขวัญกล้าเทียมฟ้าแต่ฟ้ากว้างใหญ่ไพศาลเพียงไหนก็ยังเล็กกว่ากฎบ้านและสัญญาขายตัวเป็ทาส จางมามารีบเกลี้ยกล่อมคุณหนูของนาง ทั้งลากทั้งดึงออกจากโถงแห่งนั้น แต่ยัยหนูห้าคนนี้กลับมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าที่คิด ยังสามารถหันตัวกลับมาชี้หน้าชิงอวิ๋น “เ้ากล้า! จางมามาเป็แม่นมของข้า เป็คนของข้า!”
“คุณหนูห้าการกระทำเช่นนี้ไม่เพียงไม่เหมาะสมสำหรับการเป็คุณหนูตระกูลใหญ่ แต่หากเื่นี้แพร่งพรายออกจากปากของผู้ใดสักคนแล้วไปกระทบต่อชื่อเสียงอันดีงามของคุณหนูห้า พวกบ่าวและทหารชั้นเลวพวกนี้คำพูดอาจไม่มีน้ำหนักแต่ข่าวลือก็ฆ่าคนได้นะเ้าคะ ถ้าคุณหนูห้ากลับเรือน พักผ่อนอย่างเต็มที่ บ่าวสัญญาว่าทุกอย่างจะสงบเรียบร้อย ราวกับเื่ทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น”
ยัยเด็กคนนั้นเคี้ยวฟัน หายใจเป็จังหวะหนัก แน่นอนว่าวางก็วางไม่ลงแต่จะยกก็ยกขึ้นก็ไม่ได้ อายุเพียงสิบขวบอีกไม่กี่ปีก็จะถึงวัยปักปิ่น สำหรับเด็กสาวที่ไม่มีวรยุทธการอยู่ในลำดับต้น ๆ ของการจัดอันดับคุณหนูจากสี่สิบสี่หัวเมืองของดินแดนชางฉือก็จะช่วยส่งเสริมวาสนาของนางได้มาก เมื่อคิดได้นางก็สะบัดหน้าจากไปเส้นผมยุ่งเหยิงปิ่นเอียงไปข้างหนึ่ง และเมื่อความเงียบกลับมาอีกครั้ง ชิงอวิ๋นไล่ทหารด้านหลังออกไป รีบตรงเข้ามาด้านใน ละล้าละลังว่าควรดูแลใครก่อนเพราะสภาพไม่สมประดีทั้งคู่
และใช่แล้ว ...มู่หรงเจี้ยนหนิงพยายามจะมีสติ แต่สุดท้ายนางก็สลบไปอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
ร่างกายนี้โคตรจะเฮงซวยจริง ๆ
แหวนวงนั้นทำปฏิกิริยากับเื อัญมณีทรงไข่เป็ดที่หม่นหมอง แต่บางอย่างด้านในกลับเหมือนกำลังค่อย ๆ มีชีวิต สีประหลาดที่ไม่อาจจำแนกได้ว่าเป็เงิน เขียวอ่อนหรือฟ้าจาง วิ่งวนชนกันแลดูวุ่นวายและทวีความเร็วขึ้นเป็ลำดับจนปรากฏเป็รูปร่างเส้นสายที่พันคล้องกันอย่างงดงาม สิ่งสุดท้ายคือมันเจาะลงบนเนื้อด้านในแหวนแล้วดูดของเหลวสีแดงขึ้นมาหล่อเลี้ยงตัวเรือนอย่างช้า ๆ ส่องประกายอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางความมืดมิดและคืนวัน