จางถงถือซาลาเปาสองลูกที่ผิวกระด้างแล้ว รีบร้อนเดินขึ้นบันได ขณะกำลังจะเลี้ยวไปทางห้องทำงานของตัวเองด้วยความเคยชิน ก็นึกคำพูดของหัวหน้าหลี่ขึ้นมาได้ หล่อนขมวดคิ้ว แล้วเปลี่ยนใจเดินกลับไปทางที่ขึ้นลิฟต์อย่างเสียไม่ได้
หล่อนเดินไปพลาง กัดซาลาเปาเข้าปากสองสามคำแรงๆ อย่างน้อยก็ทำให้กระเพาะที่กำลังบีบรัดของตัวเองสบายขึ้นมาหน่อย
ห้องทำงานของหัวหน้าหลี่อยู่ที่ตึกใหญ่ชั้นสาม ใกล้ห้องประชุม ปกติแล้วถ้าไม่มีประชุม ในห้องทำงานจะเงียบมาก จางถงเคยมาห้องนี้ทั้งสิ้นสามครั้งด้วยกัน ทุกครั้งต่างก็เพราะเื่งาน มีแค่วันนี้ที่รู้สึกแปลกออกไป
ประตูห้องทำงานถูกปิดงับอยู่ ด้านในไม่มีเสียงแม้แต่น้อย จางถงห่อซาลาเปาที่กัดไปครึ่งลูกด้วยถุงพลาสติก แล้วยัดใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อนอก เคาะประตูเบาๆ
ยังไม่ทันจะได้เคาะครั้งที่สาม ประตูก็ถูกกระชากออกมาอย่างรวดเร็ว จ
างถงรีบหดมือกลับ สีหน้าขอโทษ “ขอโทษค่ะ เกือบกระแทกคุณเข้าให้แล้ว!”
ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของจางถงก็คือใบหน้าจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตา พูดให้ชัดหน่อยก็คือผู้ชายที่มีใบหน้าเหมือนตุ๊กตา
พอเห็นจางถง ชายผู้นี้ก็มองเธอั้แ่หัวจรดเท้า จนสายตามาหยุดอยู่ตรงป้ายพนักงานที่แขวนอยู่ที่คอ เขาอ่านชื่อบนป้ายเสร็จ หน้าตาดีใจขึ้นมาทันที
“คุณหมอจาง ผมกำลังรอคุณอยู่เลย! รีบเข้ามาครับ!” เขาพูดพร้อมขยับตัวถอยไปด้านหลังด้วยรอยยิ้ม ราวกับห้องด้านหลังเป็ห้องของตัวเองก็ไม่ปาน
“ผมชื่อจ้าวจวิ้นเจี๋ย เป็นักข่าวคอลัมน์บันทึกความผิดของหนังสือพิมพ์เทียนฉาง ครั้งนี้ที่มาขอพบคุณเพราะว่าผมอยากคุยกับคุณเกี่ยวกับเื่คดี”
“ไม่เข้าไปดีกว่าค่ะ มีธุระอะไรก็พูดเสียตรงนี้ กระชับหน่อยแล้วกัน ฉันยังมีงานต้องทำอีก!”
จางถงปรายตามองนาฬิกาข้อมือตัวเองอย่างรำคาญ ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูราวกับขาทั้งสองข้างมีเข็มยึดไว้ ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าไปนั่งด้านในเลยแม้แต่น้อย จ้าวจวิ้นเจี๋ยดูลำบากใจ เขาเกาศีรษะ แล้วเปลี่ยนไปพูดด้วยน้ำเสียงขอร้อง
“แค่ครู่เดียวเองครับ คุณหมอจาง ไม่รบกวนเวลาคุณมากหรอกครับ จะว่าไปผมก็ขออนุญาตหัวหน้าหลี่ของคุณแล้วด้วย วางใจเถอะครับ!”
พอได้ยินฝ่ายตรงข้ามยกชื่อหัวหน้าหลี่มาอ้าง จางถงก็ตระหนักได้ว่าทางถอยของเธอได้ถูกปิดลงเสียแล้ว
เธอถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินเข้าไปในห้องทำงานโดยไม่พูดอะไรสักคำ
พอนั่งลงบนโซฟา จางถงก็เข้าประเด็นทันที “ถ้าคุณมาด้วยเื่คดีที่ฉันทำอยู่ล่ะก็ ตอนนี้ฉันบอกได้แค่ว่า ‘ไม่มีอะไรจะบอก’ รอให้คดีปิดเรียบร้อย ทางเรามีแผนกประชาสัมพันธ์ที่จะตอบคำถามคุณทุกคำถามโดยเฉพาะ”
พอได้ยินคำพูดเหล่านี้ จ้าวจวิ้นเจี๋ยที่เพิ่งจะหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าเอกสารก็ส่ายหน้า แล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย
“คุณหมอจางเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ ผมไม่ได้มาเพราะเื่คดี แต่ก็ต้องขอท้าวความสักหน่อย นักข่าวอย่างพวกเราจมูกไวนะครับ ถ้าคดีที่คุณว่าปิดได้แล้ว หนังสือพิมพ์เทียนฉางของพวกเราต้องได้ทำข่าวเป็เ้าแรกนะครับ”
เขายื่นมือซ้ายอันขาวเนียนออกมาตบเบาๆ ลงบนกระเป๋าเอกสารที่เหมือนกับลูกรักของตัวเอง
“ในนี้มีเอกสารสัญญาที่ทางเราลงนามกับหัวหน้าหวังของแผนกประชาสัมพันธ์เลยนะครับ!”
“หืม?” จางถงขมวดคิ้ว
“ถ้างั้นคุณมาด้วยเื่คดีไหนล่ะคะ สะดวกบอกสักหน่อยมั้ยคะ ไม่เช่นนั้นฉันก็คงช่วยคุณไม่ได้”
จ้าวจวิ้นเจี๋ยเปิดสมุดบันทึกในมือไปยังหน้าแรกๆ ที่เต็มไปด้วยตัวอักษร เขาอ่านดูอย่างละเอียด แล้วจึงเงยหน้าขึ้น เปลี่ยนน้ำเสียงที่ใช้พูด สีหน้าของเขาดูจริงจังขึ้นตามไปด้วย
“ผมอยากทราบเื่คดีการหายตัวไปอย่างประหลาดของเด็กผู้หญิงที่ป่าหูหยางนอกเมืองเทียนฉางเมื่อยี่สิบปีก่อน คดีนั้นถูกกล่าวขวัญเป็อย่างมากในเมืองเทียนฉาง แถมทุกวันนี้คดียังปิดไม่ได้ กลายเป็คดีลึกลับที่ถ้าคนยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่เห็นตัว ตายก็ไม่เจอศพ”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาลังเลเล็กน้อย แล้วรีบพูดต่อเสียงเบา
“แน่นอนครับ ผมเข้าใจจิตใจของคุณดี ผมรู้ว่าเด็กผู้หญิงที่หายตัวไปคือน้องสาวคุณที่ชื่อจางชิว และคุณยังเป็พยานในที่เกิดเหตุเพียงคนเดียวในตอนนั้น ผมจดบันทึกไว้หมดในนี้ ผมตรวจสอบแฟ้มคดีเก่าแล้ว คุณหมอจาง ผมรู้ว่าตอนนั้นคุณถูกคนร้ายฉีดยาชาใส่ เป็อันตรายจนเกือบทำให้คุณกลายเป็มนุษย์ผักไปแล้ว คุณหลับไปนานหนึ่งเดือนถึงได้ฟื้นขึ้นมา แต่กลับสูญเสียความทรงจำตอนนั้นไป เหตุการณ์ผ่านมาหลายปีแล้ว คุณลองนึกย้อนไปตอนนั้นได้มั้ยครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น คุณพอจะจำอะไรได้คลับคล้ายคลับคลาบ้างมั้ยครับ แล้วก็ทำไมคุณถึงเลือกมาเป็แพทย์นิติเวชแทนที่จะไปทำงานอย่างอื่นล่ะครับ...”
แม้ว่าจ้าวจวิ้นเจี๋ยจะระวังคำพูด ด้วยเกรงว่าจะไปสะกิดโดนแผลจางถงเข้า แต่เขากลับไม่ได้ตระหนักถึงสีหน้าของจางถงที่เ็าขึ้นเรื่อยๆ เลยสักนิด
มือที่เดิมทีสอดอยู่ในกระเป๋าเสื้อกาวน์สีขาว ก็ชักออกมาเพราะอึดอัด ส่วนซาลาเปาที่เพิ่งจะกัดไปได้ไม่กี่คำนั้นตอนนี้ถูกเธอบีบจนไม่เหลือสภาพเดิม
ในที่สุดจางถงก็ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ หล่อนกัดริมฝีปาก
“คุณนักข่าวจ้าว ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาอยู่เป็เพื่อนคุณแล้ว มีงานรอฉันอีกมาก ส่วนเื่คดีที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน ขอโทษด้วยค่ะ มันนานมากแล้ว ฉันลืมไปตั้งนานแล้ว คุณไปหาคนอื่นเถอะค่ะ!”
พูดจบเธอก็ลุกขึ้นยืน ไม่ว่าสีหน้าของจ้าวจวิ้นเจี๋ยจะแสดงความประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจนขนาดไหน หล่อนก็เดินออกจากห้องทำงานของหัวหน้าหลี่ไปโดยไม่หันกลับมามองเลย
หน้าต่างตรงระเบียงเปิดอยู่ อากาศสดชื่นพัดเข้ามา จางถงสูดหายใจเฮือกใหญ่ เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นทันที
ทำไมต้องเป็แพทย์นิติเวช จริงๆ ตัวจางถงเองก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่ บางทีอาจจะเป็เพราะการหายตัวไปของน้องสาว ฉะนั้นเธอถึงได้เกลียดคนที่กระทำความผิดมากกว่าคนปกติก็เป็ได้ หล่อนหวังว่าจะได้ใช้ความสามารถอันน้อยนิดของตัวเอง ทำประโยชน์ให้บรรดาผู้คนที่เ็ปจากการสูญเสียญาติพี่น้องเ่าั้
ยี่สิบปีมานี้จางถงฝันร้ายเื่เดิมๆ เกือบทุกคืน พอเห็นคนอื่นกำลังจะกรีดรอยแผลที่อยู่ก้นบึ้งในใจตนเอง นอกจากหนีแล้ว จางถงก็ไม่มีทางเลือกอื่น
เบื้องหน้าจางถงคือหัวหน้าหลี่ที่รีบร้อนเดินเข้ามา พอเห็นจางถง เขาเรียกหล่อนไว้ “เสี่ยวจาง ทำไมออกมาเร็วจัง”
จางถงพยักหน้าเคอะเขิน เมื่อสังเกตสายตาของหัวหน้าหลี่มองมายังซาลาเปาในมือสองลูกนั้นที่เย็นชืดไปแล้วของตัวเอง เธอรู้สึกใบหูร้อนฉ่าขึ้นมาทันที รีบยัดซาลาเปาใส่เข้าไปในกระเป๋า
“ไม่มีอะไรนี่คะ แค่ถามเื่คดีทั่วๆ ไป ฉันช่วยอะไรไม่ได้ หัวหน้าหลี่ ฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
“อืม งั้นผมไม่รบกวนคุณแล้ว” พูดเสร็จหัวหน้าหลี่หันหลังเดินกลับเข้าห้องทำงานของตัวเองต่อด้วยสีหน้าสงสัย
ถ้าหากไม่จำเป็จริงๆ คงไม่มีใครอยากมาเคาะประตูสถานที่อย่างห้องนิติเวชหรอก โดยเฉพาะตอนที่มีศพนอนอยู่ ตำรวจก็เป็มนุษย์เหมือนกัน ขอเพียงเป็มนุษย์ ทุกคนต่างก็ให้ความเคารพต่อคนตายมาั้แ่เกิด
ตอนที่หวังย่าหนานผลักประตูเข้ามา หน้าหล่อนซีดอย่างบอกไม่ถูก ดูหมดเรี่ยวหมดแรง
“ย่าหนาน เป็อะไรไปน่ะ ไม่สบายเหรอ” จางถงถามโดยไม่ได้คิดอะไร พลางเรียงชิ้นเนื้อประหลาดเ่าั้ให้เป็ระเบียบ
“เฮ้อ!” ย่าหนานถอนใจยาว ขมวดคิ้ว มือคลำท้องตัวเองอย่างไม่รู้ตัว
“ไม่ใช่เพราะ ‘เนื้อ’ พวกนี้หรอกเหรอ กลับมาจากที่เกิดเหตุตอนกลางวันฉันก็ไม่ได้กินพวกเนื้อผัดกระเทียมที่โรงอาหารเลย ขนาดข้าวยังกินไปได้แค่ไม่กี่คำ ตอนนี้ยังปวดท้องอยู่เลยเนี่ย แล้วยังต้องมาหาเธอที่นี่อีก!”
จางถงฝืนหัวเราะ “ฉันเก่งกว่าเธออีก อย่างน้อยฉันก็กินซาลาเปาไปได้สองสามคำ ถึงจะเย็นชืดไปแล้วก็เถอะ!”
จางถงชี้นิ้วไปยังถุงซาลาเปาที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานด้านหลัง “นั่นน่ะ เห็นมั้ย เหลือไว้ให้เธออันนึง ด้วยนะ”
หวังย่าหนานรีบส่ายหน้า “เธอปล่อยฉันไปเถอะ กินข้าวในสถานที่แบบนี้เนี่ยนะ ฉันยอมอดตายดีกว่า”
“งั้นฉันก็ช่วยเธอไม่ได้แล้วนะ” จางถงยักไหล่ แล้วก้มหน้าวิเคราะห์ชิ้นเนื้อกองโตตรงหน้าต่อ
หวังย่าหนานเข้าไปดู “เสี่ยวถง เป็ไงบ้าง ดูจากสภาพตอนนี้สามารถบอกได้ไหมว่าผู้ตายเป็ชายหรือหญิง”
“ยังไม่ได้หรอก ลำพังแค่ชิ้นเนื้อพวกนี้ ฉันบอกได้แค่ว่าคนคนนี้ฝีมือร้ายกาจ สามารถรักษาความหนาของเนื้อให้หนาเท่ากันที่ศูนย์จุดห้าเิเ ยาวสามเิเ กว้างหนึ่งจุดแปดเิเได้ทุกชิ้น หลังจากแล่ศพเป็ชิ้นแล้วนำไปต้มให้สุกด้วยอุณหภูมิสูง โครงสร้างดีเอ็นเอที่เป็ประโยชน์จึงโดนทำลายไปหมด ดังนั้นนอกจากโครงสร้างโปรตีนที่สามารถใช้แยกได้ว่าเป็เนื้อเยืุ่์อย่างเราๆ แล้ว อย่างอื่นฉันก็หมดปัญญาแล้วจริงๆ ขนาดจะสรุปว่าเขาถูกแล่ตอนยังมีชีวิตอยู่หรือว่าถูกแล่หลังจากเสียชีวิตแล้วฉันก็ตอบไม่ได้”
พูดถึงตรงนี้ จางถงหยุดลงแล้วตรวจดูสมุดจดบันทึกหลักฐานที่ผู้ช่วยยื่นมาให้ เธอขบคิดแล้วจึงพูดต่อ
“แล้วก็นะ จุดที่สำคัญที่สุดก็คือน้ำหนักรวมทั้งสิ้นของเนื้อตอนนี้คือสิบหกจุดสี่กิโลกรัม แต่ร่างกายของมนุษย์ปกติจะมีกระดูกทั้งสิ้นสองร้อยหกชิ้น คิดเป็น้ำหนักประมาณหนึ่งในห้าของน้ำหนักตัวรวมของมนุษย์ แต่ตอนนี้นอกจากกระดูกนิ้วก้อยขนาดหนึ่งเิเแล้ว ฉันก็ยังไม่เห็นกระดูกชิ้นอื่น โดยเฉพาะกะโหลกของผู้ตาย”
“ทำไมแค่ดูกระดูกชิ้นเล็กๆ แค่นี้ เธอก็สรุปได้ว่ามันคือกระดูกมนุษย์ล่ะ”
หวังย่าหนานชี้ไปยังกระดูกสีออกเหลืองที่วางอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนถาด ถ้ามองผ่านๆ ก็ดูไม่ออกจริงๆ นั่นแหละว่ากระดูกชิ้นนี้เป็กระดูกของมนุษย์
จางถงยิ้มน้อยๆ “โครงสร้างภาพตัดขวางของกระดูกมนุษย์กับสัตว์ไม่เหมือนกัน กระดูกมนุษย์มีโครงสร้างวงกลมอันเป็ลักษณะพิเศษ ฉันใช้กล้องจุลทรรศน์ดูอย่างละเอียดแล้ว ระบุได้ว่าเป็กระดูกนิ้วมือของมนุษย์ ถ้าไม่เป็เพราะถูกต้มด้วยความร้อนสูง ฉันก็จะสามารถสกัดดีเอ็นเอจากไขกระดูกได้”
“พูดแบบนี้ก็แสดงว่ายังมี 'ของ' แบบนี้อยู่อีกใช่มั้ย” สีหน้าของหวังย่าหนานแย่ลงไปอีก
จางถงพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึม “ฉันว่าน่าจะไม่ได้มีแค่หนึ่ง!"