“ไม่ค่ะ ครั้งนี้มาเพราะทุนโครงการพัฒนาศักยภาพด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ A กับ B เป็ตัวแทนร่วมศึกษาดูงาน และลงพื้นที่ทำงานร่วมกับทีมแพทย์พยาบาลอาสาของที่นี่ค่ะ”
คุณหมอมู่หรงสือ ทำคิ้วขมวดครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยหลังได้ฟังที่คนด้านหน้าอธิบาย จากนั้นไม่นานก็คลายคิ้วลงเผยให้เห็นหน้าตาหล่อเหลาเหมือนเดิม
“คุณหมอมีอะไรหรือเปล่าคะ ทำท่าทางเหมือนคิดอะไรอยู่” หยางซินซินเอียงคอมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสงสัยว่ามีอะไรที่เธอพูดผิดปกติไปหรือเปล่า
“มีครับ อย่างแรก ซินซินเรียกผมซะห่างเหินขนาดนั้น เรียกผมว่าคุณหมอ หมายถึงคุณหมอคนไหน ๆ ก็ได้ที่ไม่มีความสำคัญใช่ไหมครับ”
“ถ้าจะให้ดีเรียก มู่หรงสือ หรือหมอสือ เลยจะดูใกล้ชิดกันกว่านะ” ชายหนุ่มลากเสียงท้ายให้ยาววว คล้ายจะออดอ้อนเล็กน้อย พร้อมกับส่งสายตาวิบวับเป็ประกายที่มักจะใช้ล่อหลอกให้คนหลงใหล
แต่หญิงสาวตรงหน้าไม่หลงกลเขาหรอกนะ
“ได้ค่ะ หมอสือ แต่ซินซินว่า เื่ที่พูดไม่น่าจะเกี่ยวกับเื่ที่คิดเมื่อกี๊มั้งคะ ไม่ต้องใช้กลยุทธ์สาวงามมาเบี่ยงเบนเื่เลยค่ะ”
“555 เสียใจจัง ใช้ไม่ได้ผล” มู่หรงสือเดาเอาว่าหยางซินซินคนนี้น่าไม่ชอบผู้ชายประเภทเ้าชู้ประตูดินแน่ ๆ เลย
“ไม่มีอะไร โครงการที่ว่านี้มี เอ็มโอยู กับ โรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่ด้วยเหมือนกัน คาดว่าเดี๋ยวเราคงมีโอกาสได้เจอหรือทำงานด้วยกันอีกแน่นอน คุณไปพักผ่อนก่อนเถอะ ยังพอมีเวลาก่อนเครื่องลง” มู่หรงสือยื่นมือไปตบเบา ๆ ดันที่ไหล่ของหยางซินซินให้ลงไปนั่งตรงที่ว่าง
เสียงหวานบางเบาดังตามมา ทำให้ทั้งสองคนหันกลับไปพร้อมกัน เป็หญิงสาวผู้บอบบางในชุดเดรส ลูกสาวของคนไข้คนนั้นนั่นเอง
“คุณช...” เมื่อสบถูกสายตาเข้มของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังของหญิงสาวคนนั้น เสียงหวานขาดหายไป
“ขอบคุณคุณหมอมู่หรง กับคุณหยางมาก ๆ นะคะที่ช่วยเหลือคุณพ่อ เมื่อสักครู่กำลังวุ่น ๆ เลยไม่มีโอกาสได้มาขอบคุณทั้งสองท่านจริงจัง” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับโค้งตัวลง 90 องศา เป็การแสดงความขอบคุณอย่างมากที่มีต่อมู่หรงสือ และหยางซินซิน
หยางซินซินรีบเอื้อมมือไปประคองร่างบอบบางนั้นไว้อย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องเกรงใจค่ะ คุณหมอ และทีมงานที่ช่วยกันดูแล หวังให้คุณพ่อของคุณปลอดภัยมีสุขภาพที่แข็งแรงในเร็ววันค่ะ”
“ฉัน ไป๋ลี่เจียว อันนี้เป็นามบัตรของฉันค่ะ ถ้ามีอะไรที่ทางเราจะสามารถให้บริการคุณหมอมู่หรง และคุณหยางได้ ขอว่าอย่าได้เกรงใจคิดเป็คนอื่นไกลนะคะ” มือเรียวยาวอันบอบบาง ยื่นนามบัตรให้แก่ทั้งสองคน
มู่หรงสือ และหยางซินซิน ยื่นมือไปรับนามบัตรพร้อมกับกล่าวขอบคุณ หญิงสาวกล่าวคำสุภาพขอบคุณอีกครั้งแล้วจึงจากไป
หยางซินซินมองนามบัตรที่เพิ่งได้รับมาเมื่อครู่อย่างพิจารณา เป็นามบัตรที่ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกับนามบัตร แม้รูปร่างนามบัตรเป็การ์ดสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนกันแต่วัสดุที่ใช้ทำไม่เหมือนนามบัตรทั่วไป ตัวอักษร การจัดวางรายละเอียด ลวดลายบนนามบัตร จริง ๆ น่าจะเรียกว่าศิลปะได้เลยทีเดียว เหมือนของสะสมมากกว่านามบัตรทั่วไป
“ไป๋ลี่เจียว สวยงามอ่อนหวาน เป็ชื่อที่เหมาะกับเธอจริง ๆ” หยางซินซินอ่านชื่อเ้าของนามบัตร และความหมายที่ดีของชื่อนั้น
“สนใจทำไม ก็แค่ชื่อกับนามบัตรใบนึง เธอชอบหรือ? ฉันยกให้”
พูดปุ๊บยังไม่ทันขาดคำ แถมหยางซินซินยังไม่ทันได้ตอบรับ เขาก็จัดการยัดนามบัตรใส่มือของเธอทันที แล้วทิ้งตัวลงตรงที่นั่งปิดตาไม่พูดอะไรเข้าสู่โหมดพักผ่อน
แต่อาการไม่ปกติแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ที่แสนดีจะปล่อยผ่าน จะทำให้ผิดจรรยาบรรณทอดทิ้งผู้ที่้าได้รับความช่วยเหลือ ควรให้ความสนใจกับความรู้สึกของผู้ป่วยตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าป่วยเป็อะไรแต่สมควรต้องหาสาเหตุและได้รับการเยียวยา
(ซินซิน นี่เธอแน่ใจนะว่าทำเพื่อจรรยาบรรณ และบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่ความอยากรู้อยากเห็นและความอยากยุ่งเื่คนอื่นน่ะ)
“หมอสือ เป็อะไรหรือเปล่า ทำไม่ดูเหมือนไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ มีอะไรให้ช่วยไหม”
มู่หรงสือเปิดเปลือกตา หรี่มองหญิงสาวที่ทำหน้าตาบ๊องแบ๊วตรงหน้า ประหนึ่งอยากรู้ อยากเห็นเต็มที่ เหมือนใจเขาจะหวั่นไหวหน่อย ๆ กับหน้าตาท่าทางที่ซื่อ ซื่อไร้พิษสงแบบนี้
“เหนื่อยละ ไม่พูด” เขาปิดตาลงอีกครั้ง
“ตามใจ ถ้ามีอะไรอยากพูด อยากระบายก็มาเล่านะ รอฟัง” พูดพลางออกแรงบีบมือเขาเป็หนึ่งในวิธีการส่งกำลังใจที่เธอสามารถมอบให้กับคนไข้ได้
“เบอร์ละ”
“เบอร์อะไร”
“ก็บอกว่า ถ้าอยากพูด จะรอฟังไง ถ้าไม่มีเบอร์โทรศัพท์ เวลาอยากพูด จะโทรไป หรือแชทกันได้ที่ไหนล่ะ”
“ไม่มี เบอร์ของที่ประเทศ A ยังไม่มีเลย ไว้ถ้ามีแล้วจะบอก”
“ไม่ต้องละ เอาอันนี้ไป ฉันมีสองเบอร์ มีแชทเรียบร้อยแล้ว ยกให้” ชายหนุ่มหยิบมือถือสีบรอนซ์เงินออกมาจากกระเป๋ากางเกง คว้ามือของหยางซินซินมาแล้วจับมือถือใส่เข้าไปในอุ้งมือของเธอ
“ไม่มีแต่” เค้าเห็นเธออ้าปากจะปฏิเสธต้องรีบพูดตัดบทขึ้นมาก่อน
“เบอร์นี้ไม่ค่อยได้ใช้ ไม่ค่อยมีคนรู้เบอร์นี้ ปกติส่วนใหญ่จะโทรเข้าอีกเบอร์ที่ไว้ติดต่อเื่งานน่ะ เอาไปเถอะ เก็บไว้กับฉันก็เกะกะ ถือเป็ของขวัญรับขวัญที่ได้รู้จักกันก็แล้วกันนะ”
หยางซินซินรับโทรศัพท์มาอย่างแปลกใจ เปิดเข้าไป ไม่มีข้อมูลอะไรในมือถือ เรียกได้ว่าเหมือนเครื่องใหม่เลยทีเดียว นอกจากโปรแกรมแชทที่มีชื่ออยู่แล้ว “ดอกไม้ผลิบาน” รูปประจำตัวเป็รูปทุ่งดอกไม้หลากสีสันสวยสะดุดตามาก ๆ
เพื่อนในแชทมีอยู่คนเดียวชื่อ “สายลมฤดูหนาว” รูปประจำตัวเป็บ้านหลังหนึ่งที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนา ในวันที่หิมะตกหนัก ในห้องแชทไม่มีประวัติสนทนา เป็ห้องแชทว่างเปล่า
ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง !!! เสียงแจ้งเตือนดัง หน้าจอป๊อบอัพเด้ง
“มู่หรงสือหมอสุดหล่อ เพิ่มคุณเป็เพื่อน” ตามมาด้วยสติ๊กเกอร์สวัสดีจ้า
รูปประจำตัวของมู่หรงสือ เป็รูปเขาในชุดเสื้อกาวน์ ประทับด้วยรอยยิ้มที่ปนเปกับระหว่างความกวน ความหล่อ แอบแฝงโปรยเสน่ห์ด้วยสายตาประกายดึงดูด
หยางซินซินเงยหน้าสบตาเขาอยู่ครู่นึง
“หมอสือ ที่หมอว่า แยกระหว่างเื่งานกับเื่ส่วนตัวออกจากกันนี่ จะมีความจริงอยู่สักกี่ส่วนกันนะ” อันนี้หยางซินซินเพียงแค่คิดไว้ในใจยังไม่ได้เอ่ยออกไป แต่เหมือนว่าเขาจะเข้าใจว่าเธอคิดอะไร เลยส่งรอยยิ้มแบบที่อยู่ในรูปประจำตัวมาให้เธอ
“ท่านผู้โดยสารทุกท่านโปรดนั่งประจำที่ ปรับที่นั่งในอยู่ในท่าปกติ พับเก็บโต๊ะวางด้านหน้าที่นั่ง คาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย และไม่ลุกขึ้นหรือปลดเข็มขัดนิรภัยก่อนที่ไฟสัญญาณเตือนจะดับลง ในเวลาอีกสักครู่กัปตันจะนำท่านถึงที่หมายที่สนามบินประเทศ A โดยสวัสดิภาพค่ะ”
เสียงไพเราะของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเข้าสู่โสตประสาทของหยางซินซิน เปลือกตาที่ปิดอยู่ขยับไหวค่อย ๆ เปิดช้า ๆ ดวงตาที่อยู่ในความมืดค่อย ๆ ปรับเข้าสู่แสงไฟสว่างของห้องโดยสาร เธอขยับศีรษะและร่างกายเพื่อขจัดความเมื่อยล้า
จากนั้นไม่นานเสียงของนกเหล็กค่อยทะยานลงสู่พื้นรันเวย์ เสียงกระทบของล้อบดเบียดไปกับเส้นทางมีความสั่นะเืเล็กน้อยเป็สัญญาณให้รับรู้ได้ถึงจุดหมายปลายทางที่อยู่ตรงหน้า ขณะที่เครื่องบินยังคงเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ เพื่อเทียบท่า