พริกเอาไส้กรอกในตู้เย็นและขนมปังให้สองพ่อลูก ซึ่งเป็อาหารที่ไม่ดีนัก แต่ความหิวโหยก็ดลใจให้พวกเขาสวาปามอย่างตะกละตะกลาม ราวกับว่านั่นคือของกินระดับห้าดาว
พริกนั่งร่วมโต๊ะกับสองพ่อลูก ใจรู้สึกอนาถและไม่รู้ว่าพวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ถึงได้มีสภาพแบบนี้ พอกินเสร็จ เธอจึงเอ่ยถาม ด้วยมีหลายสิ่งที่ยังไม่เคลียร์
“เกิดอะไรขึ้นกับลุงและลูก ทำไมถึงรู้จักซอมบี้ แถมยังรู้วิธีฆ่าพวกมันอีก ”
หนุ่มฉกรรจ์ยกน้ำขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ก่อนมองมาที่พริก ดวงตาคู่นั้นแอบกลอกไปมาเบาๆ ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะเล่าดีมั้ย ไม่นาน เขาก็กล่าว
“รัฐบาลไทยยุคปัจจุบันถูกปกครองโดยทหารที่นั่งอยู่หลังฉาก และด้วยความที่เป็นักรบ จึงอยากยึดครองอินโดจีน แต่ครั้นจะบุกตรงๆ มันก็ทำไม่ได้ เพราะมีสหประชาชาติมาเกี่ยวข้อง เลยจำเป็ต้องดำเนินการอย่างลับๆ ”
พริกอึ้งไปอึดใจ แม้จะพอรู้ว่าประเทศนี้ไม่ได้เป็ประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่ก็ไม่คิดว่าคณะผู้นำที่กุมบังเหียน จะเล่นใหญ่ขนาดนี้ และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของเื่เล่า เทพจึงไม่เปิดโอกาสให้เด็กสาวถาม พร้อมสาธยายรัวเร็ว
“ด้วยความที่มันเป็มิชชั่นลับ จึงจำเป็ต้องใช้คนนอกที่มีความสามารถเฉพาะด้าน ชั้นจึงกลายเป็หนึ่งในทีมงาน และภารกิจที่ว่าก็คือขโมยเชื้อไวรัสที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา” (ประเทศไหนไปเดาเอาเอง ผมไม่บอก)
ความเงียบเข้าปกคลุมสถานการณ์ ทำให้หมู่บ้านที่พริกอยู่ ดูวังเวงขึ้นเป็กอง และถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าตอนนี้ไร้เสียงเห่า ซึ่งผิดปกติ ด้วยเมืองไทยนั้นน่าจะเป็ประเทศที่มีหมาจรจัดมากที่สุด
“ ในระหว่างที่ทีมนำไวรัสกลับมา หนึ่งในคนของรัฐบาลก็พยายามฆ่าปิดปากพวกเรา เพื่อกันความลับรั่วไหล ทว่าชั้นกับอีกหลายคนสามารถรอดมาได้” เทพเล่าต่อ แต่ดูเหมือนเื่ดังกล่าวจะน่าสะพรึงไปซักหน่อย จ้าวเลยโผเข้าไปซุกอกของผู้เป็พ่อ
“พ่อ หนูกลัว ”
ดวงตาของเทพที่มองลูกชายพลันอ่อนโยนลง แต่ไม่นาน มันก็กลับมาเข้มแข็งดังเดิม เขาเลยดึงลูกชายออกจากอ้อมอก พร้อมสอนสั่ง
“แม้ลูกเป็เด็ก แต่ก็เป็ชาย จะมาทำตัวอ่อนแอแบบนั้นไม่ได้ ลูกต้องเข้มแข็ง และพร้อมต่อสู้กับทุกสิ่ง ”
“คะ ครับ อึก…” แม้จ้าวไม่มั่นใจ แต่เขาก็พยายามทำตามที่พ่อว่า มือขวายกขึ้นปาดน้ำตาที่แอบซึมเล็กน้อย
“ว้าว ลุงนี่สุดจัด ”พริกยอมรับว่าชายฉกรรจ์ตรงหน้านั้นเท่มาก และนึกนิยมเด็กน้อย ด้วยเ้าหนูนี่กล้าเกินวัย แต่ก่อนที่เธอจะปลาบปลื้มไปมากกว่านี้ เทพก็หันมาเล่าต่อ
“หนึ่งในกลุ่มคนที่รอดมาได้เป็นักวิทยาศาสตร์ที่แค้นเคืองรัฐบาล เนื่องจากพวกนั้นทำให้เขาต้องสูญเสียลูกชายไปในภารกิจลับ จึงมีแผนจะล้างแค้นด้วยการ……..” ถึงตรงนี้ เทพนิ่งไป คาดว่าเขาน่าจะะเืใจ แต่พริกพอเดาออก จึงรีบโพล่ง
“หมอนั่นเลยล้างแค้นด้วยการแพร่เชื้อไวรัสให้คนไทย ใช่มั้ย ”
“ใช่ เขาทำแบบนั้น ” เทพกล่าวเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน ดวงตาหรี่ต่ำ ใบหน้าคมคายดูเศร้าสร้อย ไม่ต้องให้พริกฉลาดล้ำ เธอก็รู้ว่าน่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับชายฉกรรจ์ผู้นี้ แน่นอนว่าตามมารยาท ไม่ควรถาม แต่ไม่ใช่กับเด็กสาวจอมทโมน
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ ทำไมลุงถึงดูเศร้าแบบนั้น”
“เราไม่พูดเื่นี้ ว่าแต่มีห้องพักมั้ย ชั้นจะหลับเอาแรง พอเช้า ก็จะไป ” เทพมองพริกอยู่ครู่นึง ก่อนจะเค้นคำอย่างยากลำบาก
“อ้อ ห้องนอนแขกอยู่ด้านในสุด เชิญเลย ลุง ” พริกตอบงงๆ เพราะจู่ๆอีกฝ่ายก็หนีหายไปซะอย่างงั้น
พอเทพเดินเข้าไปในห้องรับแขก พร้อมเทียนที่ถูกจุดแล้วหนึ่งเล่ม บนโต๊ะก็เหลือเพียงจ้าวและพริก หนูน้อยจึงกลายเป็เหยื่อให้เด็กสาวถามต่อ
“เอ่อ ดูเหมือนพ่อของนายจะะเืใจจนเล่าบางเื่ไม่ได้นะ แล้วถ้าชั้นถามนายบ้าง จะน้ำตาแตกตามพ่อมั้ย”
“อันที่จริง ผมเองก็เศร้าเหมือนกัน แต่ตอนนี้เริ่มทำใจได้แล้ว และสามารถเล่าเื่นี้ให้พี่สาวฟัง” หนูน้อยยิ้มอบอุ่น แต่ภาพใบหน้าที่สะท้อนแสงเทียน ดูฝืนๆยังไงชอบกล ทำให้พริกเริ่มเห็นใจ
“เอ่อ ถ้านายไม่ไหว คุยเื่อื่นก็ได้นะ ”
“ฮะ ฮะ ฮะ ไม่เป็ไรครับ บางทีเล่าเื่นี้ให้ใครซักคนฟัง ก็ดีเหมือนกัน เผื่อว่าถ้าผมและพ่อไปไม่รอดการตายของแม่จะได้ไม่ถูกลืม ” จ้าวปาดน้ำตาหยดน้อยที่ไหลออกมา แต่เ้าตัวก็ยังฝืนหัวเราะได้ ทำให้พริกพูดไม่ออก
“โห เด็กนั่นดูไปแล้ว อายุน่าจะแค่ 10-11 ขวบ แต่ทางด้านจิตใจรู้สึกว่าจะเข้มแข็งกว่าผู้ใหญ่บางคน ”
หลังจากนั้น เด็กชายก็เริ่มเล่าทุกอย่างให้พริกฟัง โดยสรุปว่าพ่อของเขาคืออดีตทหารรับจ้าง ต่อมาได้ไปรับภารกิจลับ จึงโดนรัฐบาลไล่ล่า เลยผันตัวมาเป็นายพราน ใช้ชีวิตอยู่ในป่าอย่างสงบพร้อมครอบครัว
แต่อยู่มาวันนึง หนึ่งในอดีตเพื่อนร่วมทีมกลับคิดล้างแค้น โดยจะแพร่เชื้อไวรัสให้คนไทย ทำให้ประเทศนี้พังพินาศ เขาเลยต้องตามไปหยุด เป็เหตุให้เมียของตน ซึ่งเป็แม่ของหนูน้อยต้องตาย จากนั้นก็เร่ร่อนเรื่อยมา
“เอ่อ ละ แล้วั้แ่ตอนที่ไอ้นักวิทยาศาสตร์นั่นแพร่เชื้อถึงเวลานี้ มันผ่านมากี่วันแล้ว ” พอเด็กสาวฟังจบ ก็ลองประเมินสถานการณ์
“อืม ผมคิดว่าน่าจะได้อาทิตย์นึงแล้ว ” หนูน้อยคิดนิดนึง ก่อนจะตอบตามจริง ซึ่งก็ทำให้พริกสะดุ้งโหยง ในใจแอบขบคิด
“โห ถ้านานขนาดนั้น เมืองไทยน่าจะมีผู้ติดเชื้อบานเบาะไม่น้อย ”
ทว่าเพื่อให้การวิเคราะห์หาทางหนีทีไล่สมบูรณ์ที่สุด พริกจึงลองถามต่อ
“ว่าแต่ตานักวิทยาศาสตร์นั่นเริ่มแพร่เชื้อที่ไหนเหรอ ”
“อา ที่บ้านเกิดของผมเอง มันเป็หมู่บ้านเล็กๆแถวสุรินทร์ ” หนูน้อยตอบทันที
“แล้วนายกับพ่อจะมุ่งหน้าไปไหน ” พริกถามต่อ สีหน้าคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม เพราะสถานที่ที่สองพ่อลูกเดินทางไป น่าจะปลอดภัย ด้วยพวกเขาคือคนกลุ่มแรกที่รู้เื่นี้
“พวกเราวางแผนว่า เอ่อ ผมไม่รู้จะเล่าดีมั้ย เพราะพ่อบอกว่ามันเป็ความลับ ”
“อืม บอกตามตรงนะ ชั้นเองก็อยากรู้เหมือนกัน เพราะมันหมายถึงความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง แต่ถ้านายลำบากใจ ไม่ต้องเล่าก็ได้ ”พริกนึกเสียดาย แต่สุดท้าย ก็ตัดสินใจไม่ตามต่อ เพราะที่ผ่านมา ถือว่าเสียมารยาทพอแล้ว (เพิ่งรู้ตัวเรอะ) ทว่าหนูน้อยกลับเปิดปาก
“เล่าให้ฟังก็ได้ เพราะพี่สาวให้ที่พักและอาหารกับพวกผม อีกอย่าง ” พอพูดถึงตรงนี้ หนูน้อยก็ออกอาการเขิน มือไม้ที่วางบนโต๊ะ เริ่มอยู่ไม่สุข
“เอ่อ อีกอย่างคืออะไร ไหนๆเล่าแล้ว ก็เล่าให้หมดสิ ชั้นจะได้ไม่ค้างคา ” พริกติดใจ และสงสัยเหลือประมาณ แต่ไม่ถึงวินาที ก็ต้องช็อกซีนีม่าอีกคำรบ ด้วยเด็กชายได้สารภาพ
“อีกอย่างนึง พี่สาวก็สวยเหลือเกิน ผมเลยชอบพี่ ”
“ฮ้า ” พริกอ้าปากค้าง เพราะจู่ๆก็ถูกเด็กสิบขวบบอกรัก ทว่าเธอได้แต่นั่งอึ้ง ไม่กล้าโวยวายเหมือนตอนถูกหนุ่มสาววัยเดียวกันบอกความในใจ ภายในรู้สึกว้าวุ่น
“เอ เด็กนี่ท่าจะตะลอนจนเพี้ยนไปซะแล้ว อายุแค่นี้ ริอาจชอบคนโตกว่า ”
“เอ่อ ผะ ผมบอกไปหมดแล้ว ละ และพี่สาวล่ะ เอ่อ ชอบผมบ้างมั้ยครับ ” หนูน้อยติดตามผลงาน ใบหน้าเล็กๆก้มงุดๆและมองต่ำ สองแก้มเกิดรอยแดงซ่าน
“อ่า เอ่อ ” พริกเริ่มติดอ่าง เธอยอมรับว่าพูดยาก เพราะอีกฝ่ายเป็เพียงเด็กประถม จึงไม่กล้าหักดิบแบบเคสที่ผ่านมา และในระหว่างที่คิดหาคำตอบอยู่นั้นเอง หนูน้อยก็โชว์แมน
“ถ้าพี่สาวยังไม่ชอบ เพราะคิดว่าเด็กไป ก็ไม่เป็ไร ซักวันผมจะทำให้เห็นเองว่าปกป้องพี่สาวได้”
คำนั้นทำให้พริกเหวอไปเลยทีเดียว เพราะมันดูเกินเด็กสิบขวบไปมาก และเท่าที่จำความได้ เธอในวัยเดียวกันได้แต่ปีนต้นไม้ เล่นซนไปวันๆเท่านั้น
“โห เด็กนี่สุดยอดเลย สงสัยว่าความเท่มันจะถูกส่งต่อทางดีเอ็นเอได้ แถมหน้าตาของเ้าหนูนี่ก็ดูเข้าที โตมาน่าจะหล่อไม่แพ้พ่อ หรือว่าเราจะเลี้ยงต้อยดีนะ ฮะ ฮะ ฮะ ” พริกเกาหัวแกรกๆ แต่ไม่ทันที่เด็กสาวจะตั้งตัวติด หนูน้อยก็เฉลยแผนการลับของพ่อ
“ที่พ่อเทพเข้าเมือง เพราะตั้งใจจะเอาอาวุธและสิ่งของจำเป็ที่เซฟเฮาส์ จากนั้นก็จะเดินทางไปเชียงใหม่ เพราะรู้ข่าวมาว่ารัฐบาลจะใช้ที่นั่นเป็ฐานปฏิบัติการ เพื่อหยุดยั้งการแพร่เชื้อ ”
“โอ้ อย่างนี้นี่เอง แบบนี้ พ่อแม่ของเราก็น่าจะปลอดภัย” เด็กสาวรู้สึกดีใจ ด้วยที่นั่นคือบ้านเกิดของแม่ แถมในตอนนี้ พวกท่านก็ยังอยู่ที่นั่น ทำให้คลายกังวลอีกหลายเปลาะ กระนั้นก็ยังมีอีกหลายคนที่เธอเป็ห่วง
“อืม แต่จะว่าไป ยัยแกงส้มจะอยู่ยังไง ไหนจะพี่โอมอีก นี่ยังไม่รวมเพื่อนๆพี่ๆน้องๆอีกหลายคนนะ ”
“พี่สาวกังวลอะไรอยู่เหรอครับ ” สีหน้าของพริกคงดูปั้นยาก เลยทำให้เด็กน้อยมองออก
“ชั้นเป็ห่วงทุกคนน่ะ ” พริกตอบตามจริง แต่เด็กน้อยกลับแนะนำบางสิ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกทึ่ง
“พี่เป็ห่วงทุกคนก็ไม่ผิด แต่จะช่วยทั้งหมด ไม่น่าไหว เพราะตอนนี้ แค่ตัวเองก็แทบไม่รอดแล้ว และจากที่พ่อผมคาดไว้ ไม่เกินมะรืน กรุงเทพคงเต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อ”
ทันใดนั้นเอง ก็เกิดเสียงเคาะประตู ทำให้พริกและจ้าวสะดุ้งโหยง
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก ”
เสียงนั้นดังแ่เบาและสุภาพ ไม่ต่างอะไรจากแขกผู้มาเยือน ทว่าด้วยสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา ก็ทำให้เด็กทั้งสองรู้สึกขนลุก โดยเฉพาะพริก เพราะเธอควรเป็คนออกไปรับหน้า เนื่องจากมีวัยวุฒิที่สูงกว่า
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
