เงียบกริบ!
ทุกคนกำลังรอให้ประมุขสกุลลู่ลู่จินอวิ๋น ตรวจสอบโอสถที่ลู่เฉินเพิ่งหลอมออกมาต่อหน้าพวกเขา หากล้มเหลวลู่เฉินจะต้องรับโทษรุนแรงขึ้น แต่ถ้าประสบความสำเร็จ นั่นย่อมหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในสกุลลู่
ลู่จินอวิ๋นเปิดขวดกระเบื้องท่ามกลางสายตารอบทิศ
เหมือนจะเนิ่นนาน แต่ความจริงแค่ชั่วพริบตาลู่จินอวิ๋นก็ส่งเสียงให้ได้ยินโดยทั่วกัน “ยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกขวดนี้ ไม่มีปัญหา!”
“โอ้!”
ความตื่นเต้นแผ่ขยายอย่างรวดเร็วดั่งสายน้ำหลาก
ทุกสายตา พลันจับจ้องไปยังลู่เฉินด้วยความตื่นตะลึง
ผู้ที่หลอมโอสถล้างไขกระดูกออกมาได้ย่อมต้องเป็หมอยาระดับสูงอยู่แล้ว...
ตำแหน่งหมอยาระดับสูงในตระกูลนั้นหมายความว่าอย่างไร หลายคนอาจไม่รู้ชัด แต่พวกเขาล้วนตระหนักดี ว่าหมอยาระดับสูงมีความสำคัญต่อตระกูลอย่างยิ่ง
มีหมอยาระดับสูงเพิ่มมาหนึ่งคนแปลว่าตระกูลจะมีโอสถล้างไขกระดูกมากขึ้น จำนวนของยาอายุวัฒนะ มีผลต่อการพัฒนาความแข็งแกร่งของศิษย์ในตระกูลโอกาสที่พวกเขาจะทะลวงผ่านขั้นล้างไขกระดูก ย่อมเพิ่มพูนอย่างมหาศาล
ลู่หย่งฟางกับลู่เซียนจือถึงกับชะงักค้าง
“เป็โอสถล้างไขกระดูกชั้นดี!” ลู่จินอวิ๋นสูดหายใจลึก
ไม่อยากจะเชื่อเลย กระทั่งมียาขวดนี้อยู่ในมือเขาก็ยังรู้สึกราวกับฝันไป
... เป็ยาชั้นดี!?
ใครจะไปคิด ว่าทายาทสกุลลู่ที่ถูกมองว่าเป็เพียงผู้ไร้พลังธาตุจะกลายเป็หมอยาระดับสูงได้ นี่เป็เื่น่ายินดี ยิ่งกว่ามีผู้ฝึกตนในตระกูลบรรลุระดับสุญตาเสียอีก
หากกวาดตาไปทั่วเมืองชิงเฟิงไม่ว่าที่ใดก็ล้วน้าหมอยาระดับสูง ตระกูลและกองกำลังต่างๆ พากันทุ่มเทข้าวของเงินทองหวังจะได้หมอยาระดับสูงสักคนมาเป็พวก
ฮือฮา!
พอสิ้นเสียงของลู่จินอวิ๋นผู้คนก็พากันแตกตื่น
“อะไรนะ?”
“ยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นดี? ประมุขสกุลลู่เพิ่งบอกว่ายาที่ลู่เฉินหลอมออกมาเป็ยาชั้นดีอย่างนั้นหรือ?”
“หูของข้าเพี้ยนไปหรือเปล่า! จะเป็ไปได้อย่างไร?”
“เท่าที่ข้ารู้ แม้แต่ผู้าุโเก้าก็ยังไม่อาจหลอมโอสถล้างไขกระดูกชั้นดีเช่นนี้ได้ในเมืองชิงเฟิงมีหมอยาไม่เกินสิบคน ที่เชี่ยวชาญการหลอมยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นดีตอนนี้สกุลลู่ของเรามีหมอยาระดับสูงอีกคนแล้วหรือนี่?”
“บ้าไปแล้ว! ลู่เฉินหลอมยาแค่ครั้งเดียว ก็ได้โอสถล้างไขกระดูกชั้นดีเลยหรือ?”
หากมิใช่เพราะต้องรักษามารยาทต่อหน้าเหล่าผู้าุโละก็ทุกคนคงจะกรูกันเข้าไปหาลู่เฉินแล้ว
ก่อนหน้านี้ ไม่มีผู้ใดใส่ใจเด็กหนุ่มแม้แต่น้อยถึงขั้นเดินผ่านราวกับเขาเป็เพียงอากาศธาตุ ทว่าตอนนี้ ลู่เฉินกลับกลายเป็หนึ่งในคนดังของตระกูลไปแล้ว
ผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นก่อกำเนิดของตระกูลลู่ต่าง้าผูกมิตรกับลู่เฉิน โดยเฉพาะผู้ฝึกตนที่เตรียมทะลวงขั้นล้างไขกระดูก พวกเขาไหนเลยจะไม่อยากได้ยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกอีกอย่างจะมีใครบ้างที่ไม่ปรารถนาโอสถชั้นดี?
“ผู้าุโใหญ่ หวังว่าท่านคงไม่ลืมวาจาที่เอ่ยไปก่อนหน้านี้!” ลู่เทียนซิงพูด พลางยิ้มให้อีกฝ่าย
วันนี้ หากลู่หย่งฟางไม่ขอโทษลู่เฉินต่อหน้าฝูงชนเขาไม่ยอมเลิกราแน่!
ลู่เทียนซิงไม่ลังเล ที่จะประกาศากับลู่หย่งฟาง
ขาดคำใบหน้าของลู่หย่งฟางพลันแดงก่ำเหมือนก้นลิง ตัวสั่นเทิ้มเพราะความอับอาย
รู้สึกคล้ายถูกตบหน้า!
ทั้งยังหาใช่การตบหน้าธรรมดาแต่เหมือนทุกคนกำลังตบหน้าเขาซ้ายทีขวาทีอย่างต่อเนื่อง
ต่อให้หน้าหนาแค่ไหน ก็ยังเจ็บอยู่ดี!
“นั่นมัน…”
พอเห็นสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมายังเขาลู่หย่งฟางก็พูดไม่ออก ได้แต่ระงับอารมณ์ แล้วจ้องลู่เฉินเขม็ง
“ลู่เฉิน เอาไว้ค่อยคุยกันเป็การส่วนตัวดีหรือไม่?” ลู่หย่งฟางพยายามฉีกยิ้ม
“ผู้าุโใหญ่ หากมีสิ่งใดจะพูดก็พูดที่นี่เถิดขอรับ ท่านมิได้บอกให้ข้าหลอมโอสถล้างไขกระดูกต่อหน้าผู้คนหรอกหรือ?” ลู่เฉินคลี่ยิ้ม พลางส่ายหน้า
คราวนี้ เขาไม่เกรงใจแล้ว!
ด้วยตระหนักได้ว่า แม้ตนจะทำตัวเป็เด็กดีว่าง่ายอีกฝ่ายก็ไม่คิดจะเหลียวแล ในเมื่อมีโอกาสเอาคืน ลู่เฉินย่อมไม่อ่อนข้อ ดังนั้นเขาต้องตบหน้าลู่หย่งฟางให้รู้สำนึก
“ผู้าุโใหญ่ อย่ามัวแต่หลบเลี่ยงอยู่เลย”ลู่เทียนซิงสืบเท้าออกไปทีละก้าว พลางจ้องลู่หย่งฟางด้วยสายตากดดัน
ลู่หย่งฟางกัดฟันแน่น“ลู่เฉิน เป็ข้าเข้าใจเ้าผิด ข้าผิดเอง แน่นอนว่าข้าดีใจที่เ้าเลื่อนขั้นเป็หมอยาระดับสูงได้ข้าเพียงหวังดีต่อเ้า คิดว่าเ้าเหลาะแหละไร้เป้าหมาย จึงโมโหก็เท่านั้น”
ต่อหน้าผู้คนมากมาย เขาไม่อาจบิดพลิ้วแม้วาจาทั้งหมดนั้น จะไม่มีความจริงใจสักกระผีกก็ตาม
“ผู้าุโใหญ่ช่างมองการณ์ไกลรู้ถึงหลักธรรมอันยิ่งใหญ่จริงๆ!” ลู่เฉินยิ้มรับคำขอโทษของลู่หย่งฟาง
เด็กหนุ่มย่อมรู้ว่าอีกฝ่ายมิได้สำนึกผิดเลยเพราะกระทั่งสายตาที่มองมายังตน ก็มีเพียงความชิงชังสุดขั้ว แต่ไม่สำคัญ ด้วยยังมีท่านปู่สามอยู่ทั้งคนลู่หย่งฟางไม่กล้าจัดการเขาอย่างโจ่งแจ้งแน่ ดังนั้น สิ่งที่เขาต้องทำคือทะลวงระดับก่อ์ให้เร็วที่สุดเมื่อถึงตอนนั้น ก็จะไม่มีใครในตระกูลลู่กล้าแตะต้องเขาง่ายๆ เช่นนี้อีก
เมื่อมองแววตาเป็ประกายของผู้คนรอบตัวลู่เฉินพลันตระหนักได้ว่า ตัวเองกลายเป็หนึ่งในอนุชนตระกูลลู่ผู้ที่มีชื่อเสียงไปแล้ว
“ผู้าุโเก้า ท่านจะไปที่ไหน? คงไม่ลืมสิ่งที่ตัวเองพูดเอาไว้หรอกนะ!”
พอลู่หย่งฟางขอโทษแล้ว ก็มาถึงคราวของผู้าุโเก้าบ้าง
ลู่เทียนซิงจึงหันมามองลู่เทียนจือพบว่าอีกฝ่ายกำลังจะเดินหนีออกจากแท่นพิธีไปเงียบๆ เลยรีบเรียกเอาไว้
ลู่เซียนจือยิ่งอับอายกว่าลู่หย่งฟางเสียอีกเพราะเพิ่งพูดว่า หากลู่เฉินหลอมโอสถล้างไขกระดูกได้ เขาจะยกอีกฝ่ายเป็อาจารย์!
ลู่เซียนจือคือผู้าุโทั้งยังเป็หัวหน้าหมอยาแห่งตระกูลลู่ หากทำเช่นนั้นจริง ตลอดชีวิตนี้เขาคงไม่ต้องออกไปไหนเพราะไม่มีหน้าจะไปพบผู้คนอีกแล้ว!
“ผู้าุโเก้าว่าอย่างไรเล่า? หรือว่าลืมไปแล้ว ว่าตัวเองเคยกล่าวอันใดไว้?” ลู่เทียนซิงได้ที เค้นเสียงกดดันลู่เซียนจือ
“ผู้าุโสามข้าคิดว่าท่านทำเป็ลืมๆ ไปเสียจะดีกว่า ผู้าุโเก้าเป็ถึงหมอยาระดับสูงข้าไม่อยากรับเขาเป็ศิษย์หรอก นี่หาใช่เื่ดีอันใด ทั้งข้ายังต้องมีภาระเพิ่มอีกเช่นนั้น ข้าก็ไม่้าหรอกขอรับ!” ลู่เฉินกล่าว
คำพูดนี้ เหมือนดั่งคมมีดที่กรีดแทงเข้าไปในใจของลู่เซียนจือ
“เหอะ!” เขาแค่นเสียง ขณะเหลือบมองเด็กหนุ่มอย่างดุดันก่อนกระทืบเท้าลงจากแท่นพิธี จากไปโดยไม่เหลียวหลัง
ยังเหลือทายาทตระกูลลู่อีกห้าคนที่ยังไม่ทันได้ทำตามธรรมเนียมนั่นก็หมายความว่าพิธีบรรลุนิติภาวะยังไม่จบ แต่ลู่เซียนจือกลับผละไปเสียแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่คิดจะเป็ประธานในงานต่อ
“ท่านประมุขท่านผู้าุโใหญ่ ข้ามีเื่จะพูดขอรับ”
ตอนนั้นเองลู่เยี่ยนก็ะโเข้ามา แล้วะโเสียงดังลั่น
“ลู่เยี่ยน เ้ามีสิ่งใดจะกล่าว?” ลู่หย่งฟางถาม
“ผู้าุโใหญ่ข้าคิดว่าลู่เฉินยังต้องออกจากตระกูลลู่อยู่ดี ถึงทุกคนจะยอมรับเขาในฐานะหมอยาระดับสูงแต่กระนั้นลู่เฉินก็หาใช่ผู้ฝึกตน ถึงไปอยู่ที่อื่น เขาก็หลอมยาได้เช่นกันขอเพียงส่งยาอายุวัฒนะกลับมาก็พอ!” ลู่เยี่ยนพูด พลางปรายตามองลู่เฉิน
บัดนี้ ลู่เยี่ยนมิใช่แค่เกลียดลู่เฉิน แต่ยังริษยาด้วยหากไม่อาจขับไล่ลู่เฉินออกจากตระกูลได้ เขาคงหายใจไม่ออก
“ลู่เยี่ยน ลู่เฉินจะอยู่ในสกุลต่อหรือไม่หาใช่ธุระของเ้า” ลู่จินอวิ๋นทำหน้านิ่ว พลางดุเสียงดัง
แม้ท่านประมุขจะไม่ค่อยชอบลู่เยี่ยนแต่ยอมรับว่าเด็กผู้นี้มีพร์ กระทั่งเขาเองก็ยังคาดหวังในตัวอีกฝ่าย
แต่ในเวลาเช่นนี้ ลู่เยี่ยนกลับออกมาก่อปัญหาไม่รู้จักอ่านสถานการณ์ ทำให้ลู่จินอวิ๋นค่อนข้างผิดหวัง
ต่อให้เป็คนโง่เขลาเพียงใดก็ยังรู้ว่าระหว่างลู่เฉินกับลู่เยี่ยน ผู้ใดสำคัญกว่า กล่าวได้ว่า หากต้องเลือกเพียงหนึ่งลู่จินอวิ๋นย่อมเลือกลู่เฉินโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา หมอยาระดับสูง จะสร้างคุณประโยชน์ให้ตระกูลได้ไม่จำกัดขณะที่ผู้ฝึกตนขั้นกายเบาตอนปลายนั้น สามารถบ่มเพาะออกมาได้เสมอ
“ท่านประมุข เื่นี้ผิดกฎตระกูลแล้วในเมื่อลู่เฉินมิใช่ผู้ฝึกตน ก็ควรส่งตัวออกจากตระกูลไป เมื่อถึงวัยบรรลุนิติภาวะ มิใช่หรือขอรับ?”
ยามนี้ลู่เยี่ยนขาดสติยั้งคิดเพราะถูกความอิจฉาครอบงำ ผนวกกับนิสัยหยิ่งผยองของเขา เด็กหนุ่มจึงถึงขั้นกล้าโต้แย้งกับท่านประมุขตระกูลโดยตรง
ใบหน้าของลู่จินอวิ๋นมืดครึ้ม
เมื่อลู่หย่งฟางเห็นว่าเื่ราวบานปลายก็เตรียมเอ่ยปากไล่ลู่เยี่ยน แต่เสียงลู่เฉินกลับดังขึ้นเสียก่อน
“ลู่เยี่ยนเ้าใช้ตาสุนัขมองหรือ ถึงคิดว่าข้ามิใช่ผู้ฝึกตน?” ลู่เฉินกล่าว
เขาทนลู่เยี่ยนมามากพอแล้วคนผู้นี้มีแต่จะทำให้เขาเดือดร้อน ลู่เฉินจึงมิได้ระงับความรู้สึกอีก ที่ตอนนั้นต้องอดทนเป็เพราะตัวเองไร้ความสามารถ แต่ตอนนี้มิใช่แล้ว เหตุใดต้องทนเล่า?
“ลู่เฉินเ้าหมายความว่าอย่างไร?” พอได้ยินคำพูดของเขาลู่เยี่ยนพลันถลึงตาใส่
“ยังไม่เข้าใจอีกหรือ? เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ามิใช่ผู้ฝึกตน!” ลู่เฉินยิ้มเยาะ
“ลู่เฉิน เ้าว่าอะไรนะ! เ้าเป็ผู้ฝึกตนหรือ?” ลู่เยี่ยนเริ่มเข้าใจ
“ลู่เยี่ยน เ้าความรู้สึกช้าจริงๆไม่รู้ฝึกมาถึงขั้นกายเบาได้อย่างไร!” ลู่เฉินส่ายศีรษะ แสร้งปั้นสีหน้าสงสาร
“เ้าบ้า!” แน่นอนว่าลู่เยี่ยนมิได้โง่“ลู่เฉิน เ้าว่าตัวเองเป็ผู้ฝึกตน เช่นนั้นก็บอกมาว่าอยู่ขั้นไหนแล้ว?”
“หืม... จำเป็ต้องบอกด้วยหรือ? ตอนนี้ข้าอยู่ในขั้นกายเบาแล้วถึงจะเป็เพียงตอนกลาง แต่ก็ยังฆ่าคนอย่างเ้าได้อย่างง่ายดาย” ลู่เฉินหรี่ตาลง
“ฮ่าๆๆ… น่าขันนัก! ลู่เฉิน เ้าไม่กลัว ‘ลมแรงลิ้นพลิก[1]’ หรืออย่างไร ต่อให้เ้าอยู่ในขั้นกายเบาตอนกลางแต่ข้าอยู่ขั้นกายเบาตอนปลายแล้ว เ้าหรือจะสังหารข้าได้?” ลู่เยี่ยนหัวเราะแล้วพูดต่อ “ในเมื่อเ้าบอกว่าสังหารข้าได้ เช่นนั้น กล้าประลองกันหรือไม่?”
------------------------------------
[1] ลมแรงลิ้นพลิก (风大闪了舌头: Fēng dà shǎnle shétou) หมายถึงการเอ่ยวาจาโอ้อวด ขี้โม้ พูดใหญ่โตเกินจริง