แต่เดี๋ยวก่อนสิ…!
ถ้าไตเติ้ลดันเผลอไปเผือกเข้าแบบนี้บ่อย ๆแล้วเกิดมันกลายเป็ข่าวลือขึ้นมา…?
“เอ่อ… หลวงตาครับ ถ้าพรุ่งนี้เจ๊พรมาที่วัดกระผมทำวัตร[1]อยู่นะครับ” พระเดชรีบออกตัว
“จะให้พระปดรึ มันบาปนะ”
“มิได้ครับหลวงตาแต่ผมทำวัตรเป็ประจำแทบทั้งวันอยู่แล้ว ท่านก็เห็นได้อยู่” ไตเติ้ลรีบแก้ตัว
หลวงตาแช่มนิ่งคิดนิดหนึ่งก็เห็นเป็จริงตามนั้นจึงพยักหน้ารับ
ไอ้เ้าเดชภาคบวชพระนี่ดูฉลาดเป็กรดมากขึ้นผิดไอ้ขี้เมาคนเดิมจริงๆ เวลาถามจะเอาคำตอบอะไรสักอย่างถ้าไม่อยากตอบก็จะเลี่ยงบาลีไปมานิสัยดูเป็ผู้ใหญ่ รู้จักคิด มีหลักการ พูดน้อยเท่าที่จำเป็ย้ำถามได้ก็ย้ำตอบได้ด้วยคำเดิม ๆ หากเป็เื่ที่เ้านี่ไม่คิดจะพูดออกมาแล้วเค้นคอให้ตายอย่างไรก็จะไม่มีวันได้ความจริงมาโดยเด็ดขาด
สิ่งที่ดีคือดูเหมือนจะเป็คนฉลาดพูดมากยิ่งขึ้นรู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด ถ้าอีกฝ่ายตัดสินใจว่าสิ่งสิ่งนั้นไม่ควรพูดและไม่เผยความออกมาให้รู้แล้วหลวงตาก็คร้านที่จะซักต่อไป
ส่วนเื่ของเจ๊พรนั้นน่ะรึ?
เดี๋ยวพอถึงพรุ่งนี้ค่อยมาคอยดูกันว่าเจ๊พรจะแจ้นมาที่วัดจริงแท้แน่หรือไม่
…..
……..
แล้วก็เป็ดังเช่นที่พระเดชว่าไว้จริง ๆ
ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นหลวงตาแช่มพาพระเดชบิณฑบาตไปในเส้นทางอื่นที่ไม่ผ่านร้านเจ๊พรเมื่อไม่ได้พบหน้ากันและไม่มีข่าวคราวอันใดผิดปกติมาเข้าหูหลวงตาก็คิดว่าคงจะเป็เื่บังเอิญที่พระเดชพูดอะไรแปลก ๆ ออกไปตามนั้นจริง ๆ
หากแล้วอยู่ ๆ เจ๊พรพร้อมครอบครัวก็เที่ยวหิ้วตะกร้าอาหารคาว-หวานมาถวายสังฆทาน[2]ที่วัดจนถึงกุฏิท่านเ้าอาวาส
“พระรูปเมื่อวานที่ออกบิณฑบาตกับหลวงตาอยู่ที่ใดเหรอเ้าคะเจ๊เดินหามาทั้งวัด อยากจะถวายสังฆทานให้ก็หาไม่เห็นเจอเลย” เจ๊พรซักท่านเ้าอาวาส
“มาถวายสังฆทาน… สังฆทาน แปลว่าทานของสงฆ์ความหมายถึงโยมต้องถวายให้แก่สงฆ์รูปใดก็ได้โดยไม่ระบุหากตามหาจะถวายให้สงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง ทานนั้นจะเรียกว่าสังฆทานได้อย่างไร” หลวงตาแช่มสั่งสอนเจ๊พร
“จะเรียกอะไรก็ช่างเถอะหลวงตา แต่อยากจะถวายให้พระรูปนั้นนี่เ้าคะ”เจ๊พรเถียงเ้าอาวาส
สิ่งที่พระเดชทักท้วงไปเมื่อวานนี้ที่เหมือนกับพูดลอยออกมานั้นแต่ก็สามารถทำให้คนในครอบครัวของเจ๊พรรอดตายไปได้อย่างฉิวเฉียดตอนนี้เถ้าแก่เนี้ยร้านลูกชิ้นไม่คิดแล้วว่าพระรูปนั้นจะเอ่ยกล่าวอะไรออกมาลอย ๆ
พระรูปนั้นจะต้องเป็ผู้มีบุญ มีตาทิพย์มองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าจึงได้เจตนาเอ่ยขึ้นมาเพื่อตักเตือนเธอเป็แน่แท้
“ท่านทำวัตรอยู่ จะไปรบกวนในตอนนี้ไม่ดีหรอก เมื่อทำวัตรเสร็จก็เวลาเพลพอดีให้มารับสังฆทานอาหารคาว-หวานจากโยมนั้นคงเวลาไม่ได้ของนั้นถ้าโยมถวายให้สงฆ์รูปอื่นไม่ได้ก็หอบกลับไปเสียเถิด”
“ท่านทำวัตรทั้งวันเลยหรือเ้าคะ?” เจ๊พรซักต่อ
“โดยส่วนใหญ่แล้วจะทั้งวันบ่ายแก่ถ้าอากาศร้อนจัดเดินจงกรมไม่ไหวก็จะออกมากวาดลานวัด ล้างห้องน้ำทำความสะอาดวัดไปตามเื่แต่วันไหนฝนตกอากาศดีหากไม่เดินจงกรมก็จะนั่งสมาธิได้ทั้งวัน”
หลวงตาแช่มตอบด้วยน้ำเสียงแฝงความชื่นชมอยู่ในที
โดยส่วนใหญ่แล้วหากเป็พวกพระบวชใหม่โดยเฉพาะพวกขี้เหล้าไกลวัดอย่างเดชาแล้ว บวชเข้ามามักจะอาศัยความี้เีเป็หลักทำวัตรเช้าเย็นตามหลวงตาสั่งสอนเวลาว่างทั้งวันไม่จำวัดก็นั่งเล่นอย่างหาประโยชน์มิได้
ตอนที่เดชาขอบวชแรก ๆหลวงตายังเตรียมใจไว้แล้วเชียวว่าพระพี่เลี้ยงจะต้องรับศึกหนักอย่างแน่นอนดังนั้นจึงคิดจะอบรมดูแลสั่งสอนเ้าขี้เมานี่ด้วยตัวของท่านเอง
แต่ไป ๆ มา ๆ ที่ไหนได้…
พอปลงผมบวชเสร็จปุ๊บเดชากลับเปลี่ยนลุคไปเป็คนละคนปั๊บกลายเป็พระบวชใหม่ที่มีความสำรวมเรียบร้อยในความเป็สงฆ์ วัตรปฏิบัติตามเวลาเช้าเย็นไม่บกพร่องไม่พอยามว่างจากเวลาปฏิบัติของวัดหลวงพี่ก็เอาแต่นั่งสวดมนต์เดินจงกรมทั้งวันไม่เที่ยวเล่นเหมือนพระหนุ่มบวชใหม่ทั่วไป ทั้งยังดูแลสั่งสอนลูกชายในการถือศีลปฏิบัติได้อย่างดีเสียจนหลวงตาแช่มแทบไม่ต้องออกแรงสอนเองเลยเสียด้วยซ้ำ
หลวงตาแช่มเริ่มเชื่อขึ้นมาอยู่บ้างแล้วว่า บางทีคืนนั้นเ้าเดชอาจจะตายแล้วฟื้นขึ้นมาจริงๆ ก็เป็ได้ พอฤกษ์เกิดเปลี่ยนนิสัยก็เปลี่ยนไปเป็คนละคนกลายเป็คนใหม่ขึ้นมาจากหน้าเป็หลังมือได้ถึงขนาดนี้
“เห็นไหม บอกแล้วว่าท่านต้องไม่เหมือนพระอื่น ๆเป็พระปฏิบัติดี ต้องถึงอริยะแน่ ๆ เลย”
เจ๊พรหันไปพูดจาดี๊ด๊ากับครอบครัว ลูกสาวและสามีแต่ละคนยิ้มแย้มพยักหน้ารับกันด้วยแววตาตื่นเต้น
“อย่าเที่ยวไปพูดปากพล่อยว่าพระรูปไหนถึงอริยะหรือไม่ถึงสิโยมจะเป็ที่ครหาต่อพระรูปนั้นว่าอวดอ้างอุตริ[3]เอาได้” หลวงตาแช่มได้ยินก็ดุเข้าทันที
ญาติโยมบางครั้งมาที่วัดก็ด้วยจิตใจบริสุทธิ์ทำบุญก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่อย่าได้คิดเชียวนะว่าสงฆ์ในวัดจะปฏิบัติดีปราศจากซึ่งความอิจฉาริษยาเสียทั้งหมด
การทำบุญระบุตัวสงฆ์ ชื่นชมบูชาออกหน้าตาเป็พิเศษเฉพาะองค์สงฆ์รูปหนึ่งโดยเฉพาะกับพระนวกะ[4]เช่นเ้าเดชแบบนี้จะเป็การศึกให้พระรูปนั้นถูกริษยากลั่นแกล้งโดยแท้
คิดแล้วหลวงตาแช่มถึงได้ชื่นชมอยู่ในใจว่าพระเดชนั้นทำตัวดีนักที่วันๆ เอาแต่ปฏิบัติทำวัตร ไม่รับแขกออกหน้า มิเช่นนั้นถ้าพระมากพรรษามาเห็นครอบครัวเจ๊พรที่นั่งตาใสชื่นชมพระเดชอย่างออกหน้าออกตามากแบบนี้ก็จะเป็การหาเื่ใส่ตัวพระเดชเอาได้
“แต่ท่านมีอะไรมากกว่าพระรูปอื่นจริง ๆ นะเ้าคะต้องไม่ใช่พระธรรมดา ต้องเป็ผู้มีบุญมาบวชแน่ ๆ เ้าค่ะท่านเป็พระบวชใหม่มาจากไหน หรือพระจากวัดไหนมาขอจำพรรษาหรือเ้าคะ” เจ๊พรเถียงท่านสมภาร
“มาบวชได้ก็นับว่ามีบุญแล้วจะต่างกับพระอื่นใดสักเท่าไรกันเชียว” หลวงตาพูดขัดไปก่อนยังไม่ยอมตอบเจ๊พรว่าจริง ๆ แล้วพระนวกะท่านนั้นเป็ใครกันแน่
อันที่จริงแล้วครอบครัวเจ๊พรนั้นรังเกียจไอ้เ้าเดชขี้เมาจนชาวบ้านร้านตลาดเขารู้กันไปทั่วเ้าเดชเมาทีไรไม่เคยเมาอยู่ในที่ของตนเองแค่เดินขอเงินคนเอาไปลงขวดเหล้านั่นก็แย่พอแล้วแต่บางครั้งเวลาขอแล้วไม่ได้ก็ยังจะไปด่าไปแช่งเขาอีก
เจ๊พรเคยเจอเ้าเดชขี้เมามาขอเงินั้แ่ตอนเปิดร้านเข้าร้านมาก่อนลูกค้าเสียอีก
เจ๊แกถือโชคลางนักหนาว่าถ้าโดนขอเงินก่อนขายของได้วันนั้นก็จะโดนขอไปทั้งวันเจ๊จึงไม่ให้เงินเ้าเดชสักบาท แถมด่าส่งเข้าให้ และไอ้เดชก็แช่งกลับไม่ให้เจ๊พรขายของได้
ไม่รู้ว่าเป็ความบังเอิญหรือว่าอย่างไรแต่ผลก็คือวันนั้นเจ๊พรขายของไม่ได้เลยทั้งวันแถมส่วนที่ขายส่งก็ยังโดนลูกค้ารายใหญ่ยกเลิกมาอีกของเหลือมากมายจนต้องเอาถวายเข้าโรงทานวัดก่อนที่มันจะเสีย
นับแต่นั้นทั้งสองก็เป็ไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอดดังนั้นการที่เจ๊พรมาชื่นชมพระเดชออกหน้าออกตาได้แบบนี้ ท่านสมภารก็เชื่อล่ะว่าเจ๊แกน่าจะดูไม่ออกแน่ๆ ว่าพระเดชนั้นเป็คนเดียวกับ
ไอ้เดชขี้เมาที่แกเกลียดขี้หน้านักหนา.
[1]ทำวัตร คือกิจที่พึงกระทำตามหน้าที่หรือธรรมเนียม เช่น ไหว้พระ สวดมนต์
[2]สังฆทาน แปลว่า ทานของสงฆ์ ถวายให้พระสงฆ์รูปใดก็ได้โดยไม่ระบุการถวายสังฆทานอาหารประกอบด้วยกับข้าว 3-5 อย่าง ขนมหวาน 3-5 อย่าง ข้าวสุก ดอกไม้ธูปเทียนและซองปัจจัยบำรุงวัด จะต้องถวายในตอนเช้าก่อนพระฉันเพล (ทานข้าว)
หากเป็กระป๋องสีเหลืองที่คนมักเข้าใจว่าคือเครื่องสังฆทานอันนั้นจริง ๆ แล้วเรียกว่าเครื่องไทยทาน ประกอบไปด้วยข้าวสาร อาหารแห้งสำหรับอุปโภค บริโภค จะถวาย่เวลาใดของวันก็ได้ ไม่จำกัดหรืออาจจะถวายรวมกับสังฆทานอาหารคาว-หวานก็ได้
[3]อุตริมนุสธรรมหรือ อุตริมนุษยธรรม แปลว่า ธรรมอันยวดยิ่งของมนุษย์ หรือธรรมของมนุษย์ผู้ยวดยิ่ง ได้แก่คุณวิเศษซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถมีหรือเป็ได้ มิใช่วิสัยของมนุษย์ทั่วไปแต่เป็วิสัยของผู้บรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว การอวดอุตริ (มาจากคำเต็มอวดอุตริมนุสธรรม) คือการอวดอ้างคุณวิเศษเกินจริง ซึ่งถึงแม้ว่าพระสงฆ์จะบรรลุมีอุตริมนุสธรรมจริงแล้วก็ไม่สามารถนำมาอวดอ้างได้เพราะเป็หนึ่งในบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงห้ามไว้
[4]พระนวกะ พระบวชใหม่ อายุพรรษาไม่ถึงห้าพรรษา