ร่างผอมบางร่างหนึ่งมาบังอยู่ตรงหน้าเขา กู่หยางสังเกตสตรีตรงหน้าก็ไม่รู้จะพูดอะไรเกี่ยวกับนางจริง ๆ
ด้วยรูปร่างของนาง เกรงว่าจะไม่สามารถทนต่อหมัดของผู้อื่นได้อย่างแน่นอน
ทว่ากู่หยางก็ไม่เป็นวิชามวยเช่นกัน จึงยืนเงียบ ๆ ข้างกายอันเยว่ ดูเหมือนว่าสตรีผู้นี้จะเป็นตัวซวยจริง ๆ นับตั้งแต่มาอยู่ข้างกายนางก็ไม่เคยเจอเรื่องดี ๆ เลย
“เจ้าคงไม่รู้สินะว่าข้าเป็นใคร?”
ทันทีที่คนบนหลังม้าเอ่ยก็ได้ยินเสียงกีบม้าดังอยู่ไม่ไกล เมื่อฟังจากเสียงก็รู้แล้วว่าอย่างน้อยคงมีเจ็ดถึงแปดคน
เป็นเรื่องยากมากที่จะมีคนจำนวนมากขี่ม้าเข้าเมือง ทว่าในหัวของอันเยว่ก็มีเสียงดังหึ่ง ๆ นี่นางคงไม่ได้เจอกับโจรที่นางเคยบอกซูจือฉือหรอกใช่ไหม?
หากเจอกับโจรจริง ๆ นางและกู่หยางต่างก็อ่อนแอด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งไม่เพียงพอเป็นกับแกล้มให้พวกนางแน่นอน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้อันเยว่ก็อดถอนหายใจไม่ได้ นี่ไม่ง่ายเสียแล้วสิ
“ช่างเถอะ ๆ ก็แค่ทำรถเข็นข้าล้มเองไม่ใช่หรือ ข้าใช้ไม้ค้ำก็เดินได้เหมือนกัน”
อันเยว่พูดจบก็รีบโบกมือ นางคิดแค่ว่ามีเรื่องน้อยก็ทุกข์น้อย ยามนี้เซียวสิงเยี่ยนไม่ได้มาด้วย หากนางยังดึงดัน เกรงว่าจะเป็นการหาเรื่องใส่ตัว
เป็นมนุษย์ย่อมต้องเรียนรู้การแสวงหาโชคดีและหลีกเลี่ยงความชั่วร้าย อันเยว่แอบดึงแขนเสื้อกู่หยางเพื่อบอกให้เขารีบไป ทั้งยังเอ่ยเสียงเบา ๆ ว่า “อีกฝ่ายยุแหย่ไม่ได้”
ไม่รู้ว่าเส้นเอ็นส่วนไหนของกู่หยางที่เชื่อมต่อกันผิด เขากลับจับแขนอันเยว่แล้วเอ่ยว่า “นางตัวคนเดียว มีอะไรต้องกลัว?”
ในขณะที่พวกเขาคุยกัน ม้าห้าถึงหกตัวก็มาล้อมพวกเขาสองคนไว้ ถึงตอนนี้จะอยากไปก็ไม่ทันแล้ว
คนบนหลังม้ามองหน้ากัน จากนั้นมองไปที่กู่หยางด้วยรอยยิ้มละโมบ ดูก็รู้ว่าพวกนางกำลังคิดเรื่องสกปรกอยู่ในใจ
“พวกเจ้าจะทำอะไร?”
ถึงแม้อันเยว่จะโกรธที่กู่หยางดึงดันจะมีเรื่อง แต่นางก็พยายามพาตัวเขามาปกป้องอยู่ข้างหลัง หากแม้แต่นางยังไม่สนใจกู่หยาง เหตุการณ์ในวันนี้ เกรงว่าเขาจะไม่มีทางหนีรอดออกไปได้
“เราจะทำอะไรหรือ? ข้ายังไม่ถามเจ้าเลยว่าเจ้าจะทำอะไรถึงได้ขวางพี่ใหญ่ของเราไม่ให้ไป”
“…”
ตรรกะของโจรผู้นี้ คนธรรมดาไม่สามารถเข้าใจได้เลย และไม่สามารถพูดอะไรได้เช่นกัน หากพูดมากไปก็จะเป็นการเถียงเปล่า ๆ
“ข้าเห็นว่าสามีข้างกายเจ้าหน้าตาไม่เลว หากเจ้ายอมปล่อยเขาออกมา เรื่องในวันนี้จะถือว่าแล้วกันไป”
อันเยว่แยกแยะไม่ได้ว่าใครเป็นคนพูด เมื่อนางเงยหน้ามองกลับเห็นใบหน้าของคนที่นั่งอยู่บนม้าไม่ชัดเจน ซึ่งยากที่จะระบุว่าใครเป็นหัวหน้า
ในขณะที่นางกำลังคิดว่าจะใช้วิธีใดเพื่อหนีไปจากที่นี่ จู่ ๆ ก็มีคนยื่นมือออกมาแล้วพาตัวกู่หยางไป
อันเยว่รู้สึกร้อนใจมาก นางหยิบยาพิษที่หยูยวนเป็นคนทำออกมาจากกระเป๋า จากนั้นสาดใส่คนที่ลงมือ ซึ่งอีกฝ่ายจะต้องติดกับอย่างแน่นอน!
เป็นไปตามคาด คนคนนั้นติดกับจริง ๆ ทว่ากลับมีอีกคนกระชากกู่หยางขึ้นไปบนหลังม้า จากนั้นชี้นิ้วมาที่อันเยว่
“สิ่งที่นางใช้เมื่อครู่คือยาพิษ เร็ว รีบจับตัวนางขึ้นมาแล้วพากลับไป!”
ช่างเป็นผีที่ฉลาดมาก แม้แต่การใช้พิษก็มองออกด้วย
อันเยว่อยากจะหนี แต่ขาข้างหนึ่งของนางยังถูกพันด้วยแผ่นไม้ขนาบ ต่อให้นางอยากหนีก็เปล่าประโยชน์
จึงทำได้เพียงมองตัวเองและกู่หยางถูกจับไปอย่างช่วยไม่ได้ อันเยว่เฝ้าภาวนาในใจ หากเซียวสิงเยี่ยนอยู่ด้วยก็คงดี
อาจเป็นเพราะอันเยว่และกู่หยางขัดแผนการของพวกนาง พวกนางจึงไม่ได้มุ่งไปยังใจกลางเมืองฮวาตู แต่กลับพาพวกเขาสองคนไปจากถนนตะวันออก
อันเยว่ที่นั่งโคลงเคลงมาตลอดทางรู้สึกอยากอาเจียนตลอดเวลา นางเกือบอาเจียนออกมาหลายครั้ง แต่ขาของนางเคลื่อนไหวไม่สะดวก แค่เผลอแตะโดนก็ปวดร้าวไปจนถึงขั้วหัวใจ
เรื่องต้องโทษเช่นนี้ เกรงว่านางไม่เคยพบเจอมาก่อน เว้นเสียจากที่เดินอยู่รอบ ๆ ประตูผีเมื่อคราวก่อน
ไม่รู้ว่าโจรเหล่านี้โผล่มาจากไหน เหตุใดถึงมาที่นอกเมืองฮวาตูได้ จนกระทั่งจับตัวนางมา
“พวกเจ้าเป็นใครกันแน่?”
เห็นชัดเจนว่าอันเยว่รู้ว่าพวกนางเป็นใคร แต่ก็ยังอดถามไม่ได้
หลังจากได้ยินเสียงกระซิบอย่างเบิกบานใจก็มีคนเอ่ยขึ้น “หากใช้คำพูดของพวกเจ้า เจ้าคงจะเรียกเราว่าโจร”
เป็นกลุ่มคนที่นางได้ยินมาจริง ๆ คนเหล่านี้ออกปล้นสะดมชาวบ้านอย่างไม่เกรงกลัว ช่างกล้า
ทุกครั้งพวกนางมักจะเลือกที่กำแพงเมือง หลังจากออกปล้นสะดมชาวบ้านก็หนีไปที่อื่นเพื่อทำการปล้นรอบต่อไป
ซึ่งนี่เป็นเพียงเรื่องเล่า และเป็นครั้งแรกที่อันเยว่ได้เจอคนเหล่านี้
“พวกเจ้าจับข้าทำไม? จับสามีข้าทำไม? เราเป็นแค่คนธรรมดา พวกเจ้ามีอะไรก็พูดตรง ๆ ไม่ได้หรือ? ตัวข้าโคลงเคลงจนแทบอาเจียนอยู่แล้ว!”
อันเยว่ตะคอกด้วยความโกรธอย่างอดไม่ได้ แต่ไม่มีใครฟังนางพูดอยู่ดี นางจึงได้แต่คว่ำหน้าบนหลังม้า และรู้สึกคลื่นไส้ไม่หยุด
เนื่องจากมองไม่เห็นว่ากู่หยางอยู่ที่ไหน อันเยว่จึงอดเป็นห่วงไม่ได้ หากเกิดเรื่องกับกู่หยางจริง นางคงไม่สามารถอธิบายกับคนในบ้านได้เมื่อกลับถึงบ้าน
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ แม้แต่วิชามวยก็ไม่เป็นสักนิด เมื่อเผชิญปัญหาก็ไม่สามารถต่อต้าน
ตอนนี้ไม่รู้ว่าถูกจับตัวมาไกลแค่ไหนแล้ว ด้วยความเร็วเท่านี้หากไม่ใช่หนึ่งร้อยกงหลี่ ก็คงไม่ต่ำกว่าห้าสิบกงหลี่แน่นอน
ในที่สุดม้าก็หยุดลง เวลานี้ อันเยว่ตัวโคลงเคลงจนรู้สึกวิงเวียนศีรษะไปหมด ในสมองก็ยุ่งเหยิงมากเช่นกัน
“เจ้าอยากรู้ใช่ไหมว่าเหตุใดเราถึงจับตัวเจ้ามา?”
อันเยว่พูดอะไรไม่ออกแล้ว ทำได้เพียงพยักหน้าถี่ ๆ
“ใครใช้ให้เจ้าจู่ ๆ ก็ขวางพี่ใหญ่ของเราบนถนนล่ะ นั่นก็เรื่องหนึ่งแล้ว หนำซ้ำเจ้ายังใช้ยาพิษกับพี่ใหญ่ของเราด้วย หากพี่ใหญ่ของเราประสบยาวสามสั้นสอง เราจะไม่ให้อภัยเจ้าเด็ดขาด!”
“ข้า…”
อันเยว่กำลังจะเถียง แต่ทันทีที่นางอ้าปากความรู้สึกพะอืดพะอมก็ตีตื้นขึ้นมา นางจึงรีบจับกำแพงแล้วอาเจียนอยู่สักพัก
เมื่ออาเจียนเสร็จแล้วก็ถูกมือคู่หนึ่งผลักไปข้างหน้าอย่างแรง และเข้าไปอยู่ในคุกที่ทำด้วยไม้
“พวกเจ้าจะให้ข้าอยู่ที่นี่นานแค่ไหน? การที่ข้าอยู่ต่ออีกหนึ่งวัน ก็เท่ากับว่าต้องกินเสบียงอาหารของพวกเจ้าเพิ่มอีกหนึ่งวันไม่ใช่หรือ?”
“เจ้ารอก่อน หากเกิดอะไรขึ้นกับพี่ใหญ่ เจ้าจะต้องถูกฝังไปพร้อมกับพี่ใหญ่ของเรา!”
พูดจบนางก็หมุนตัวจากไป ทิ้งให้อันเยว่ยืนอยู่ในคุกคนเดียวโดยที่ในหัวยุ่งเหยิงไปหมด
นางไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ของที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง และไม่รู้ว่าอะไรคือจุดอ่อนของคนเหล่านี้
คนที่สามารถออกปล้นสะดมชาวบ้านจะเป็นคนดีได้อย่างไร?
ในเวลาที่นางหมดหนทาง กู่หยางก็ถูกส่งเข้ามาในคุกและถูกโยนมาตรงหน้าอันเยว่
โชคดีที่เสื้อผ้าบนตัวเขายังอยู่ครบ แต่สีหน้าของเขาไม่ค่อยสู้ดีนัก
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? พวกเขาทำอะไรเจ้าหรือไม่?”
อันเยว่รีบประคองกู่หยางให้ลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าของเขาซีดจนไม่เหลือสีเลือด เขาหลับตาปี๋และขมวดคิ้วมุ่น
ใบหน้านี้เหมือนสตรีเป็นที่สุด กู่หยางซึ่งมีความงามที่น่าหลงใหล ขณะนี้กลับทำให้อดสงสารเขาไม่ได้จริง ๆ