‘ยินดีต้อนรับผู้เล่น เควิน สู่โลกแห่งเซียค่ะ กรุณารอสักครู่ระบบกำลังอัปเดทข้อมูลของท่าน...’
เสียงแว่วหวานในแบบผู้หญิงของระบบที่ผมไม่ได้ยินมานานแสนนานดังขึ้นมาในโสตประสาท เพื่อย้ำเตือนถึงการกลับมายังโลกของเกมออนไลน์ ที่ครั้งหนึ่งผมเคยมาสร้างตำนานไว้ ณ ที่แห่งนี้
ผมกะพริบตาสองสามครั้งเพื่อให้ชินกับแสง และผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าใบหน้าของตัวเอง กำลังจูบแผ่นดินอยู่ ซึ่งพอลืมตาเต็มตื่น ก็พบว่าที่เป็เช่นนั้นก็เพราะนอนล้มอยู่ในท่าเดิม ก่อนที่ผมจะออฟไลน์เมื่อ 12 ปีก่อน มันเป็ท่าที่ผมพ่ายแพ้ให้แก่ชายที่ชื่อดราก้อนฟิช
ผมใช้เวลาอีกหลายวินาทีเพื่อรำลึกถึงความหลังตอนนั้น น่าแปลกที่ความอยากเป็หนึ่ง และความอยากเอาชนะมันไม่ได้คุกรุ่นอีกแล้ว คงเป็เพราะอายุของผมที่ปาไปตั้ง 27แล้วกระมัง อีกทั้งประสบการณ์ชีวิตที่สอนผมจนเป็คนที่รู้จักเหตุผล เลยทำให้ความรู้สึกในวัยเด็กค่อย ๆ หายไป แล้วเติบโตเป็ผู้ใหญ่อย่างที่ควรจะเป็
ปี๊ป! ปี๊ป!
เสียงสัญญาณบางอย่างดังขึ้นรอบตัว ผมค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นที่อยู่ตามตัวออก ก่อนจะมองหาที่มาของเสียง ซึ่งก็พบว่ามันเป็รูปซองจดหมายสีแดง ที่กระพริบอยู่ตรงหน้าตัวเอง ผมเอามือเข้าไปััมันก็ปรากฏเป็หน้าจอโปร่งแสงขนาดย่อม ซึ่งมีรูปของวรรณภาหรือชื่อในเกมว่าไมร่ายิ้มให้ผมอยู่
“คุณโอเคไหม” เธอถามด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงเล็กน้อย
“ก็...โอเค” ผมตอบเสียงเบาแต่อีกฝ่ายก็คงจะได้ยิน
“อยู่ที่ไหน”
ผมไม่ได้ตอบทันที เพราะกำลังนึกอยู่ว่าที่แห่งนี้คือที่ไหน
“น่าจะเรียกว่า หุบเหวเดียวดายนะถ้าจำไม่ผิด”
“งั้นเหรอ...พอดีว่าฉันจะไปทำธุระที่กิลด์นิดหน่อยอีก3 วันเจอกันที่เมืองเกรย์ได้ไหม”
“ตกลง” ผมพยักหน้าประกอบคำพูด
“โอเค...ตามนี้นะเดี๋ยวฉันจะแจ้งให้อีก2 คนนั่นรู้” จากนั้นหน้าจอของไมร่าก็ดับลง พร้อม ๆ กับมีจดหมายสีแดงกะพริบขึ้นอีกครั้ง ผมเอามือไปแตะมันก็พบว่าเป็ดร.เนวันที่ติดต่อมา
“สบายดีนะ”
“ครับใช้ได้”
“ผมอยากให้คุณนัดเจอกันในสถานที่แห่งหนึ่ง จะได้แจ้งรายละเอียดที่เหลือเกี่ยวกับสถานการณ์ตอนนี้ให้ทราบ”
“เรานัดเจอกันที่เมืองเกรย์อีก3 วันน่ะครับ”
“งั้นหรอกเหรอ...ถ้าไงเป็อันว่าอีก3 วันผมจะส่งคนไปหาพวกคุณที่เมืองเกรย์...แจ้งสถานที่ให้ผมทราบด้วยนะ”
“ครับ” แล้วหน้าจอของดร.เนวันก็ดับไป
ผมต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่กว่าจะรู้สึกชินในสภาพโลกออนไลน์ คงเป็เพราะผมไม่ได้เข้ามานานนั่นเอง และสิ่งแรกที่ผมทำก็คือเปิดดูสถานะตนเอง แต่ก็พบว่าหน้าตาของหน้าต่างระบบเปลี่ยนไปเยอะมาก จนผมสับสนว่าอันไหนทักษะติดตัว อันไหนทักษะพิเศษ แถมยังมองหาไอเทมที่จะใช้ไม่เจออีกด้วย
“เฮ้อ!” ผมถอนหายใจให้กับตัวเองดัง ๆ สุดท้ายแล้วผมก็ต้องนั่งลงกับพื้น และใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนวันเพื่อทำความเข้าใจกับระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็สิ่งที่น่าเบื่อเอามาก ๆ
กระทั่งเวลาผ่านไปได้พักใหญ่ ๆ ...
“เข้าใจสักที” ผมพึมพำกับตัวเอง เมื่อในที่สุดก็สามารถแยกได้สักทีว่าทักษะไหนเป็ทักษะไหน แล้วจะใช้ไอเทมทำยังไง นี่ยังดีนะที่รูปร่างของไอเทมที่ผมมี ไม่ได้เปลี่ยนหน้าตาไปซะหมด ไม่อย่างนั้นคงต้องลองกดใช้กันอุตลุดแน่ ๆ
ปิ๊ป!
ผมปิดหน้าต่างเก็บไอเทมลง แล้วล้มตัวลงนอนแผ่หลามองดูก้อนเมฆที่กำลังลอยอยู่บนท้องฟ้าอย่างใจลอย สภาพอากาศของโลกที่นี่ไม่ได้แตกต่างจากโลกแห่งความเป็จริงเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างสามารถััได้จริงด้วยมือสองข้าง และรู้สึกได้จริงผ่านิั แม้แต่ความเ็ปก็ยังเสมือนจริงจนน่าใ เพียงแต่ว่าความรู้สึกที่ได้รับมันแค่ 1 ใน 10ส่วนของความเจ็บจริงเท่านั้น ซึ่งมันเป็ความมหัศจรรย์ของเกมออนไลน์โลกเสมือน ที่ทำให้เราได้รู้สึกแบบนี้ในโลกที่แตกต่างออกไป และอิสระมากกว่าโลกที่เคยอยู่
ณที่แห่งนี้ทุกคนสามารถเป็ได้ทุกอย่างดั่งใจปรารถนา อยากจะเป็โจรที่มีคุณธรรมก็สามารถทำได้ อยากจะเป็ฮีโร่ให้คนได้ชื่นชมก็ทำได้เช่นกัน หรือแม้แต่ทำตัวให้เป็คนดังก็ยังได้ เพราะที่แห่งนี้ขอเพียงมีจินตนาการและไม่ปิดกั้น คุณก็จะสามารถไต่เต้าไปจนถึง ซึ่งนั่นทำให้เกมออนไลน์กลายเป็เหมือนสิ่งเสพติดที่ทำให้ผู้เล่นไม่สามารถถอนตัวออกไปได้ง่าย ๆ หลังจากที่ได้ลิ้มลองเข้ามาเล่น เสน่ห์ของมันยังคงยั่วยวนผู้ที่ออนไลน์อยู่ไม่รู้จบ
ผมดึงสติที่ลอยไปไกลกับบรรยากาศที่ไม่ได้ััมานานให้กลับมาที่ปัจจุบัน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเหลือเวลาตั้ง 3วันกว่าจะเริ่มภารกิจ ซึ่งผมยังคิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไรที่ไหนก่อนดี
“ไปตามหาเ้าหมาขี้เก็กดีกว่า” ผมโพล่งออกมาเมื่อนึกขึ้นได้แล้วดีดตัวลุกขึ้นยืนอย่างรีบ ๆ
หมาขี้เก็กที่ผมพูดถึงนั้น มันเป็มอนสเตอร์เผ่าพันธุ์หมาป่าที่ทำพันธสัญญาเป็ผู้ติดตามของผม ไม่เจอมันตั้งนานไม่รู้ว่าจะเป็ยังไงบ้าง มันอาจจะตายไปแล้วหรืออาจจะไปอยู่ที่ไหนสักที่ในโลกแห่งนี้ ถ้ามันได้เจอผมอีกครั้ง นึกภาพไม่ออกจริง ๆ ว่าเ้านั่นจะทำหน้ายังไง
แค่คิดก็รู้สึกสนุกขึ้นมาแล้ว...
“Open Bag” ผมใช้คำสั่งเปิดหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา และมองหาเสื้อผ้าที่คิดว่าน่าจะมีอยู่ขึ้นมาเปลี่ยนเป็อันดับแรก เพราะคิดว่าชุดที่ใส่อยู่ปัจจุบันนี้มันดูเหมือนจะแฟนซีเกินไปจนไม่เข้ากับผม
ผมหยิบเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนสีน้ำเงินขึ้นมาสวม และคลุมทับด้วยแจ๊กเกตสีเทาอีกที ซึ่งมันดูดีกว่าเสื้อนักรบโบราณยุคกรีกที่ขาดวิ่นเมื่อครู่นี้มาก แม้ว่าค่าพลังป้องกันมันจะน้อยกว่าก็ตามแต่ผมก็ไม่สนเื่นั้น และก็ไม่รู้ด้วยว่าตัวเองตอนเด็กกล้าใส่ได้ยังไง สุดท้ายผมก็หยิบเอาการ์ดใบหนึ่งออกมา ก่อนจะปิดหน้าต่างเก็บไอเทมลง
การ์ดที่หยิบออกมามันเป็การ์ดประเภทไอเทมระดับสูง มีไว้เพื่อใช้เดินทางไปที่ไหนก็ได้ในโลกแห่งเซีย แต่ข้อเสียของมันคือใช้แล้วมีดีเลย์ 2 วัน ชื่อของมันคือการ์ดประตูสารพัดนึก
เมื่อกล่าวถึงการ์ด ในโลกของเกมเซียออนไลน์นี้มีการ์ดอยู่มากมาย แบ่งออกเป็ 3 ประเภทคือ ประเภทไอเทม ประเภททักษะ และประเภทมอนสเตอร์ แต่ละประเภทก็จะมีอยู่ 3 ระดับ ตามแต่ผลของการ์ดนั่นก็คือ ระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูง
การ์ดบางการ์ดสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านของNPC ระบบและผู้เล่นนำมาวางขาย บางการ์ดก็ดรอปจากมอนสเตอร์ บางการ์ดก็ต้องทำภารกิจเอา ซึ่งการ์ดที่ผมถืออยู่นี้นั้นได้มันมาจากการฆ่ามอนสเตอร์ที่ชื่อว่า ‘ทวารเทพ’ มันเป็มอนสเตอร์ระดับสูงและน่ากลัวเอามาก ๆ แถมการ์ดประตูสารพัดนึกก็ตกยากเสียด้วย ถ้าจำไม่ผิดราคาในตอนนั้นของมันอยู่ที่หลักหมื่นเลยทีเดียว ส่วนในปัจจุบันนี้ผมไม่รู้ว่าราคาของมันยังคงจะแพงเหมือนเดิมไหม
“ยังใช้ได้ไหมนะ”
ผมพลิกการ์ดไปมาเพื่อสำรวจดูว่ามีอะไรบกพร่องหรือชำรุดหรือเปล่า เพราะไม่อยากใช้แล้วมีปัญหาทีหลัง และเมื่อเห็นว่าด้านหลังของมันยังคงเป็รูปดาวหกแฉก ส่วนด้านหน้าก็สะท้อนภาพประตูที่มีลวดลายหัวกะโหลกสลักไว้บนบานประตูทั้งสอง มองดูแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ ผมจึงตัดสินใจร่อนมันให้ปักลงบนพื้นข้างหน้าตัวเอง
“จงขานรับเสียงของข้า...คลายผนึกการ์ดประตูสารพัดนึก”
สิ้นคำร่ายของผม การ์ดตรงหน้าเปล่งแสงเรืองรองก่อนจะแตกสลายไปกลายเป็ละอองสีขาว และชั่วขณะนั้นประตูศิลาขนาดใหญ่ก็ผุดขึ้นจากพื้นดินตรงหน้า ลวดลายรูปหัวกะโหลกที่ถูกแกะสลักอยู่กลางบานประตูทั้งสองนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเชื้อเชิญผู้เล่นให้เข้าไปสู่นรก แทนที่จะพาไปไหนทุกที่เหมือนดั่งชื่อของมัน
“ประตูสารพัดนึก พาผมไปหาผู้ติดตามที่ชื่อ ไคน์ หน่อยนะ”
ผมผลักบานประตูนั้นเข้าไปหลังจากกล่าวจบ จากนั้นก็มีเสียงประตูปิดตามหลังมาอย่างแ่เบา
สิ่งแรกที่ผมพบเจอหลังจากก้าวข้ามบานประตูสารพัดนึกเข้ามาก็คือ ภาพความวุ่นวายของผู้เล่นที่เดินกันขวักไขว่ในเมืองที่ผมไม่รู้จักชื่อ จากจุดที่ผมยืนอยู่สามารถมองเห็นบ้านช่องสร้างเรียงติดกันถี่ยิบ ไม่ต่างอะไรกับย่านสยามการค้าแถวบ้านผม เมื่อสอบถามคนที่เดินผ่านไปมาก็พบว่าที่นี่คือ เมืองวอร์กโรด และผมก็ยังนึกไม่ออกว่า เ้าหมาบ้านั่นมาทำอะไรที่เมืองนี้
ท้ายที่สุดผมก็ได้แต่โยนการ์ดประตูสารพัดนึกเข้าหน้าต่างเก็บไอเทมอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินทอดน่องเนือย ๆ ไปตามถนนที่ปูด้วยอิฐรูปแปดเหลี่ยมสีน้ำตาลเข้ม ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปเดินถนนคนเดินเมื่อ10 กว่าปีก่อน ผมใช้สายตามองร้านรวงต่าง ๆ ที่พากันวางของขาย จนกระทั่งสายตาผมไปสะดุดอยู่ร้าน ๆ หนึ่งซึ่งเป็ร้านที่ผู้เล่นตั้งขายการ์ด
“การ์ดใบนี้ราคาเท่าไหร่”
ผมหยิบการ์ดใบหนึ่งขึ้นมาจากบรรดากองการ์ดที่วางขายอยู่ ชื่อของมันคือ การ์ดดาบัพิโรธ เป็การ์ดประเภทไอเทมแม้จะอยู่ในระดับกลาง แต่ก็เป็รูปแบบอาวุธที่หายากเช่นกัน ซึ่งมักจะมีคุณสมบัติพิเศษอยู่เสมอ ต่างจากอาวุธที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบการ์ด
“ลูกค้าตาถึงจริง ๆ ใบนี้ราคา 140,000 เซีย”
ผมเบิกตากว้างและอ้าปากค้างเมื่อได้ยินราคาแพงลิบลิ่ว ก่อนจะรีบเปิดหน้าต่างเก็บไอเทม ก็พบว่าผมเหลือเงินเซียมากพอดูจากการเล่นครั้งสุดท้ายเมื่อ 12 ปีก่อน (เซีย เป็สกุลเงินในโลกเซียออนไลน์ มีอัตราแลกเปลี่ยนเป็เงินจริงคือ 100 เซีย เท่ากับ 1 บาท)
“นี่ครับ” ผมกดส่งเงินเซียผ่านทางช่องแลกเปลี่ยนให้กับพ่อค้าคนนั้น ก่อนจะรับการ์ดใบนั้นมา จากนั้นจึงโยนเข้าหน้าต่างเก็บไอเทมของตัวเอง
“นี่คุณลูกค้า ไม่ไปดูผู้มาขอท้าชิงาาหมาป่าเหรอเห็นว่าคนที่มาท้าชิงครั้งนี้เป็ถึงอันดับ 4 ของเกมในปัจจุบันเชียวนะ” จู่ ๆ พ่อค้าขายการ์ดก็พูดเื่น่าสนใจขึ้นในขณะที่ผมกำลังจะเดินจากไป
“เนี่ย....ผมว่าจะเก็บร้านแล้วไปดูเหมือนกัน แต่ผมว่านะยังไงก็แพ้าาหมาป่าอยู่วันยังค่ำ มันเก่งออกจะตาย”
“เดี๋ยวนะ...ที่ว่าาาหมาป่านี่…” คำถามของผมถูกหยุดไปเมื่อพ่อค้าด่วนตอบแทรกเข้ามาอย่างรู้งาน
“เป็ฉายาที่คนเมืองนี้ตั้งให้กับมอนสเตอร์เผ่าพันธุ์หมาป่าตัวหนึ่งน่ะ...มันมาอยู่ตรงลานน้ำพุของเมืองนี้ได้พักใหญ่แล้ว เห็นว่ามาท้าประลองคนที่คิดว่าเก่ง โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าหากชนะมันจะยอมเป็ทาสรับใช้ หรือผู้ติดตามนั่นแหละ...แต่ถ้าแพ้แค่ตอบคำถามของมันว่า จอมดาบสยบศาสตราอยู่ที่ไหน ถ้าไม่รู้ให้วางเงิน 50,000เซียแล้วจากไปได้”
ผมฟังสิ่งที่พ่อค้าอธิบายอย่างมึน ๆ เพราะเขาพูดเร็วมาก ต้องใช้เวลาหลายวินาทีในการจับใจความและตีความหมาย
“มีแบบนี้ด้วยแฮะ...แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าจอมดาบสยบศาสตราเป็ใคร” ผมลองหยั่งเชิงถามดูว่ายังมีคนรู้จักฉายาของผมอยู่ไหมในตอนนี้ เพราะกาลเวลาก็ผ่านมานานแล้วอาจจะมีคนหลงลืมไปก็ได้ ซึ่งนั่นเป็ผลดีมากกว่าผลเสีย
“ไม่รู้หรอกเป็ใครหรือมอนสเตอร์ตัวไหนก็ไม่รู้ แต่ผมคิดว่านะคงเป็ภารกิจของระบบนั่นแหละ จนป่านนี้แล้วก็ไม่มีใครชนะมันได้สักคน ขนาดอันดับ 5 ของปัจจุบันมาท้าชิงยังแพ้ไม่เป็ท่าเลย...ผมว่านะาาหมาป่าต้องอยู่ระดับ10 หรือไม่ก็ 11 แน่ ๆ ”
ผมฟังพ่อค้าพูดถึงระดับของาาหมาป่าแล้วอดทึ่งนิด ๆ ที่จริงผมรู้ว่าาาหมาป่าเป็ใครั้แ่ฟังเงื่อนไขนั่นแล้ว แต่ระดับที่พูดถึงนี่พ่อค้าออกจะเดาผิดไปนิด ที่จริงเ้าหมาบ้านั่นมันแค่ระดับ 7 เอง มันไม่มีทางที่มันจะเก็บค่าประสบการณ์เองได้ ตราบเมื่อยังมีพันธสัญญาเป็ผู้ติดตามอยู่ ซึ่งนั่นหมายถึงต้องให้ผมแบ่งค่าประสบการณ์ให้เท่านั้น (ระดับของมอนสเตอร์ในเซียออนไลน์นั้น มี 13 ระดับ ยิ่งตัวเลขระดับสูงมากเท่าไหร่ความเก่งกาจก็มีมากขึ้นเท่านั้น)
“แล้วลานน้ำพุที่ว่าไปทางไหนล่ะครับ”
“ตามผมมาเถอะ” กล่าวจบพ่อค้าคนนั้นก็กุลีกุจอเก็บร้านแล้วเดินนำผมไป เราเลี้ยวซ้ายเมื่อมาถึงสี่แยก ก่อนจะเดินตรงเข้าไปอีก ซึ่งยิ่งเข้าใกล้ลานน้ำพุมากเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งหนาตามากเท่านั้น
“ผมไม่เห็นอะไรเลยสงสัยสู้กันเสร็จแล้วมั่ง...เฮ้! นายน่ะ...ขอทางหน่อย”
ผมเห็นพ่อค้าบ่นอะไรบางอย่างแต่ก็ฟังไม่ถนัด เพราะมัวแต่เบียดผู้คนเพื่อให้เข้าไปใกล้ลานน้ำพุมากที่สุด จนกระทั่งพลัดหลงกับเขาในที่สุด ซึ่งผมไม่เห็นอะไรเลยนอกจาก คน คน และก็คน
“ให้ตายเถอะ” ผมสบถให้กับตัวเองก่อนจะรวบรวมพลังออร่าไว้ที่เท้า (พลังออร่าคือพลังแฝงที่แผ่ออกจากร่างกาย ทั้ง NPC มอนสเตอร์ และผู้เล่นจะมีพลังนี้กันทั้งหมด เนื่องจากเป็พลังพื้นฐานของการใช้ทักษะเว้นแต่อาชีพนักเวทที่เมื่อเปลี่ยนอาชีพแล้วจะใช้พลังเวทแทนพลังออร่า)
ทักษะวิชาท่าเท้าข้ามภพ เหยียบนภา
ร่างของผมทะยานขึ้นสู่อากาศทันทีด้วยทักษะพิเศษที่เรียกใช้ ผมเหยียบอากาศ 2-3 ครั้งราวกับว่ามันเป็พื้นดิน ก่อนจะร่อนลงหลังคาตึกสี่ชั้นหลังหนึ่ง ซึ่งพอมองลงไปแล้วเห็นการต่อสู้บนลานน้ำพุแบบถนัดตา กระนั้นก็มีคนอื่นนอกเหนือจากผมนั่งดูอยู่ก่อนแล้ว
“ฝีมือยังไม่ตกแฮะ” ผมพึมพำกับตัวเองแล้วพยายามทรงตัวอยู่บนหลังคา
“คุณฝีมือพอตัวเลยนี่ครับ ะโเหยียบอากาศ 2-3ครั้งก็มาอยู่บนหลังคาที่สูง 4 ชั้นได้แล้ว”
“ชมเกินไปแล้ว” ผมกล่าวถ่อมตนเมื่อถูกคนที่นั่งอยู่ก่อนเอ่ยชม ดูจากรูปร่างแล้วคงจะเป็เด็กอายุไม่มากเท่าไหร่ แต่ถึงจะคิดแบบนั้นในโลกเกมออนไลน์สามารถลดอายุของหน้าตาได้ ดังนั้นบางครั้งผู้เล่นที่ดูเหมือนเด็กแต่ในโลกแห่งความเป็จริงเขาอาจจะมีอายุมากก็ได้ ฉะนั้นแล้วต้องฟังจากคำพูดเป็ส่วนใหญ่
“คุณพลาดไปนิดนะ การต่อสู้เพิ่งเสร็จไป” ผมพยักหน้าเล็กน้อย ตอนนี้เดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายอายุเท่าไหร่จากน้ำเสียงและคำพูดที่ดูเหมือนไม่หนักแน่นพอคงจะสักประมาณ 15-17 ปีเห็นจะได้
“งั้นเหรอ...ใครชนะล่ะ” ผมถามแล้วนั่งลงข้าง ๆ เขา
“าาหมาป่า”
“แล้วผู้ท้าชิงอันดับ4 นี่เป็ใครเหรอ” เขาหันมามองหน้าผมเหมือนขอคำตอบ
“คุณไม่รู้จักจริง ๆ เหรอ” ผมส่ายหน้า
“อันดับที่ 4 ในเกมของปัจจุบันไงชื่อเทสก้าฉายาจอมนางอำมหิต ไง” ฟังฉายาก็รู้ว่าคงเป็ผู้หญิงที่โหดเอามาก ๆ แน่ ไม่งั้นก็ต้องห้าวสุด ๆ จนมีคนเรียกแบบนั้น
“คุณคงเพิ่งจะเข้ามาเล่นเกมสินะครับ”
“ก็คงงั้น” ผมตอบแบบปัด ๆ เพราะยังไม่อยากให้ใครรู้จักฐานะที่แท้จริงเกรงว่าจะวุ่นวายไปกันใหญ่
“มิน่า ถึงไม่รู้จักเรา”
“นายว่าอะไรนะ” ผมถามย้ำ ได้ยินไม่ชัดว่าเขาพูดอะไร เพราะทำเสียงเบามาก
“เปล่า...ดูนั่นสิาาหมาป่าเริ่มถามแล้ว” เขาชี้มือไปที่ลานน้ำพุและเปลี่ยนเื่เสียเฉย ๆ ผมละความสนใจเื่เมื่อครู่และมองตามมือของเขาไป
“เ้ารู้หรือเปล่าว่าจอมดาบสยบศาสตราอยู่ที่ไหน” าาหมาป่า หรือไคน์ในชื่อที่ผมรู้จักถามเสียงกร้าว
“ฉันไม่รู้ นี่เงิน 50,000 เซียตามเงื่อนไข”
ผู้ที่ได้ชื่อว่าอันดับ4 ของปัจจุบันวางถุงเงินลงตรงหน้า น้ำเสียงของเธอเจือด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างชัดเจน แต่ดูเหมือนท่าทางเธอจะไม่เต็มใจสู้เสียมากกว่าเพราะบนร่างกายของเธอยังาเ็ไม่มาก แถมยังมีพลังออร่าเหลือเฟือ ดูยังไงอีกฝ่ายก็เหมือนจะออมมือให้ไคน์
“เ้าไปได้” ไคน์บอก เห็นได้ชัดว่าเทสก้ากัดฟันกรอดอย่างเคียดแค้น เธอแค้นที่ไม่ได้หมาป่าตัวนี้เป็ผู้ติดตาม แม้ว่าเธออยากจะชนะมันเอามาก ๆ แต่ว่าเธอก็ตัดใจทำร้ายมันไม่ลงในที่สุด
“แล้วฉันจะกลับมาแก้มือ ยังไงแกก็ต้องมาเป็ผู้ติดตามของฉัน” แล้วร่างของเทสก้าก็เป็แสงสีขาวและกระจายเป็ฝุ่นละอองหายไป ซึ่งผมเดาว่าอีกฝ่ายคงใช้ผลึกวาร์ปไปยังเมืองอื่น
ผมเห็นไคน์กลับไปนั่งที่น้ำพุด้วยความเดียวดาย แล้วผู้คนก็เริ่มทยอยเดินออกจากลานน้ำพุช้า ๆ
“เอาล่ะ...ตาผมบ้าง” ผมพูดขึ้นแล้วลุกยืนทรงตัวอยู่บนหลังคาเตรียมะโลงไปข้างล่าง
“เดี๋ยว...ผมขอทราบชื่อคุณได้ไหม” ชายหนุ่มที่นั่งข้างผมถาม ในขณะที่ผมกำลังจะถลาลงไป
“เควิน”
“ชื่อในเกมสินะ”
ผมยิ้มรับแล้วถลาลงสู่เบื้องล่างด้วยทักษะตัวเบา อันเป็ทักษะประจำตัวของอาชีพนักดาบ ซึ่งทำให้ผู้ใช้รู้สึกตัวเบาราวกับขนนก ระหว่างนั้นผมเปิดหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา ก่อนจะหยิบเอาแว่นตาดำมาสวมเพื่ออำพรางใบหน้า แม้ว่าหน้าตาผมจะเปลี่ยนไปมากจากตอนอายุ 15 ที่เริ่มเล่นเกมแต่ก็ต้องกันไว้ก่อน
ผมใช้ทักษะเหยียบนภาเหยียบอากาศ2-3 ก้าวแล้วใช้ปลายเท้าแตะพื้น ก่อนจะเหยียบลงอย่างแ่เบาตรงหน้าไคน์พอดี ซึ่งห่างไปเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น
“ผมมาท้าสู้” ผมเปล่งเสียงหนักแน่นซึ่งดังพอให้ไคน์ได้ยิน และเพราะทำแบบนั้นจึงทำให้ผู้คนที่กำลังเดินออกจากลานน้ำพุเริ่มหันมาสนใจอีกครั้ง
ผมหันไปส่งยิ้มให้กับคนที่นั่งข้างผมเมื่อครู่ ซึ่งเขาก็โบกมือให้แล้วพึมพำบางอย่างที่ผมไม่ได้ยิน
“ขอดูฝีมือนายหน่อยนะ” ผมหันมาพูดกับเ้าหมาป่าตรงหน้า
ไคน์เงยหน้ามองผมช้า ๆ แล้วพ่นลมหายใจออกจากจมูกอย่างรำคาญ ราวกับว่าผมมารบกวนเวลาเขา
“ดูจากเสื้อผ้าคงเป็มือใหม่ กลับไปซะข้าี้เีตบแมลงวัน”
“ดูถูกเกินไปหรือเปล่า นายเองเสื้อก็ขาดหมดแล้วไม่ใช่เหรอ” ไคน์ลุกขึ้นยืน ดวงตาสีแดงของมันวาวโรดไปด้วยความหงุดหงิดเวลาจ้องผม ก่อนจะหักนิ้วตัวเองดังกร๊วบจากนั้นก็สะบัดมือทั้ง2 ออกข้างลำตัว พลันกรงเล็บเหล็กสีเงินวาวก็ค่อย ๆ งอกออกจากหลังมือของมันอย่างรวดเร็ว
“แล้วอย่าหาว่าข้าไม่เตือน” พูดจบร่างของไคน์ก็พุ่งพรวดเข้ามา ผมหรี่ตาลงแล้วรวมพลังออร่าไว้ที่ปลายเท้าอย่างรวดเร็วเพื่อใช้ทักษะ
ทักษะวิชาท่าเท้าข้ามภพ ก้าวพริบตา
ผมเรียกใช้ทักษะพิเศษแทบจะในทันที ซึ่งมันมีความสามารถทำให้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในระยะหกเมตรรอบตัว
ร่างกายของผมหายไปจากจุดที่ยืน ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศด้านหลังของไคน์ ชั่ววินาทีนั้นผมหมุนตัวฟาดส้นเท้ากลางหลังอย่างเต็มแรงส่งร่างของไคน์ให้ไถลไปไกล กระนั้นอีกฝ่ายกลับใช้กรงเล็บสะกิดพื้นแล้วพลิกตัวขึ้นมายืนประจันหน้าผมอีกครั้ง เกิดเสียงฮือฮาขึ้นจากคนดูแต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ
“ใช้ได้” ไคน์พูดก่อนจะสะบัดศีรษะสองสามทีไล่อาการมึน
อันที่จริงฝีมือการต่อสู้ของเ้าหมาบ้านี่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก หรือว่าผมไม่ได้เล่นเกมนานหรือเปล่าฝีมือเลยทื่อไป แต่ที่แน่ ๆ ทั้งความเร็ว ความแรง ความแม่นยำ และการตัดสินใจของมันในตอนนี้เรียกได้ว่าต่อกรได้ยากจริง ๆ แม้ว่ามันจะอยู่ระดับ 7 ก็ตาม
มิน่าล่ะว่าทำไปพ่อค้าคนนั้นถึงบอกว่าไคน์น่าจะอยู่ระดับ10 หรือ 11 ไม่เจอกันตั้ง 12 ปี ประสบการณ์การต่อสู้ของเ้าหมาบ้าตัวนี้พัฒนาขึ้นมาก คงจะตระเวนท้าสู้ไปทั่วละสิ นี่ถ้าผมไม่เคยสู้กับมันมาก่อนการเปิดฉากเมื่อครู่ ผมคนโดนชำแหละไปแล้วล่ะ
“มีใครให้ผมยืมดาบบ้าง” ผมหันไปถามกับผู้คนที่ยืนดู ซึ่งพวกเขาก็ได้แต่หันหน้ามองปรึกษากันไปมา
“ผมให้ยืมพี่ชาย”
แล้วดาบจากแห่งใดไม่ทราบก็ลอยพุ่งเสียบบนพื้นตรงหน้าของผมพอดิบพอดี ผมถอนดาบเล่นนั้นออกมาก่อนจะมองหาที่มาของเ้าของดาบ ก็พบว่าเป็ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดสีดำเมื่อมทั้งตัวราวกับนินจา ต่างแต่ไม่มีหมวกคลุมเท่านั้น เขากำลังนั่งโบกมือให้ผมบนต้นไม้ใหญ่ที่ห่างไปไม่มาก
“นั่น...อันดับ 5ฉายานักดาบัคลั่งนี่” ผมได้ยินคนที่อยู่แถวนั้นพูดแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก และกล่าวขอบคุณเป็พิธีจากนั้นจึงหันกลับมาทางที่ไคน์ยืนอยู่
“มาต่อกันเถอะ” สิ้นเสียงไคน์ก็ปรี่เข้าหาผมอีกครั้ง
ทักษะเผ่าพันธุ์ กระชากเหยื่อ
ไคน์เรียกใช้ทักษะบ้าง ร่างของมันะโขึ้นเหนือตัวผมขึ้นไป ก่อนจะใช้กรงเล็บประสานกันตรงหน้า แล้ววาดออกเป็รูปกากบาท จนเกิดคลื่นพลังที่คมกริบและสามารถฉีกเนื้อศัตรูได้หากโดนเข้าไปเต็ม ๆ ดุจดั่งหมาป่าที่จ้องจะฉีกเนื้อหนังของเหยื่อ ชั่ววินาทีนั้นผมบิดดาบในมือพร้อมกับผนึกพลังออร่าเอาไว้ แล้วตอบกลับด้วยทักษะเช่นกัน
ทักษะคลื่นลมดาบ
ผมเรียกใช้ทักษะประจำอาชีพนักดาบ มันสามารถสร้างคลื่นลมรุนแรงเมื่อผมตวัดวาดดาบออกไป คลื่นลมนั้นมันปะทะเข้ากับทักษะของอีกฝ่ายอย่างจัง ทว่าใน่นั้นเองผมก็ใช้ทักษะก้าวพริบตาหายตัวจากที่ยืนอยู่อีกครั้ง ปรากฏตัวอีกทีก็อยู่ด้านหลังเหนือไคน์แล้วเงื้อดาบขึ้นฟัน แต่อีกฝ่ายก็รู้ทันมันพลิกตัวและใช้กรงเล็บประสานป้องกันเอาไว้ได้
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
ผมระดมฟันไปอีก 3-4 ครั้ง แต่ก็ถูกกันได้ทั้งหมด เลยตัดสินใจใช้ทักษะคลื่นลมดาบอีกครั้งให้ไคน์เสียหลัก แล้วดีดตัวเองให้ลงสู่พื้น ไคน์สบโอกาสเร่งพลังออร่าขึ้นอีกแล้วรวบรวมไว้ที่กรงเล็บด้านขวา ก่อนจะตวัดมันออกไป
ทักษะเผ่าพันธุ์ ตะปปเหยื่อ
พลังออร่าที่รวบรวมไว้ที่กรงเล็บด้านขวา ขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็กรงเล็บโปร่งแสงขนาดั์ มันฟาดลงตรงจุดที่ผมยืนอยู่อย่างรวดเร็ว เหมือนกับหมาป่าที่พุ่งตะครุบเหยื่อ
ทักษะดัชนีดาบ
ตูม!
กรงเล็บฟาดกระทบพื้นอย่างแรง หากทว่าผมเองก็ใช้หนึ่งในทักษะประจำอาชีพ สร้างลำแสงดัชนีเพื่อเปิดช่องหนีจากกรงเล็บนั้นได้ แต่ก็ถูกไคน์โจมตีต่อเนื่องเข้ามาอีกซึ่งผิดคาดจากที่คิดไว้มาก
ทักษะเผ่าพันธุ์ ห่าฝนกรงเล็บ
ดั่งชื่อทักษะ หมัดที่มีกรงเล็บถูกระดมชกอย่างรวดเร็ว เกิดเป็ปราณรูปกรงเล็บนับพันพุ่งตรงเข้าหาเพื่อปลิดชีวิตผม เห็นทีว่าสู้แบบดูเชิงคงจะไม่จบง่าย ๆ แน่ต้องเผด็จศึกแบบไม่ทันตั้งตัวเท่านั้น
ผมพลิกดาบขึ้นมาเหนืออกแล้วหมุนวาดมันออกเป็วงกลมทันที
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา กงล้อธรรม
พลังออร่าถูกถ่ายเทลงดาบในขณะที่วาดดาบเป็วงกลม จนเกิดเป็รูปดาบโปร่งแสงนับพันหมุนแผ่กระจายเป็วงกว้าง ต้านกรงเล็บของไคน์ได้ทั้งหมดและชั่วขณะนั้นเองผมก็มองเห็นช่องว่างกลางลำตัวของไคน์
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา ชี้ทางมาร
ผมบิดดาบและควงมันจนเกิดเป็ปราณดาบหลายเล่ม มันหมุนรวมกันเป็เกลียวพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า ก่อนจะโค้งลงมาหาไคน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งอีกฝ่ายได้แต่เบิกตากว้างแล้วใช้กรงเล็บประสานต้านเกลียวปราณดาบนับร้อย เพราะมันไม่สามารถใช้ทักษะตั้งรับได้ทันการ
ตูม!
ปราณดาบปะทะร่างของไคน์อย่างจัง จนะเิเสียงดังสนั่นส่งฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณลานน้ำพุ แล้วทุกอย่างก็เงียบลงไม่มีแม้แต่เสียงใด ๆ ไม่มีการโจมตีกลับ ไม่มีการเคลื่อนไหวจากไคน์ ส่วนคนดูเองก็จ้องมองกันอย่างลุ้นระทึก ไม่เว้นแม้แต่ชายที่นั่งอยู่บนหลังคาตึกที่ผมนั่งอยู่เมื่อครู่ หรือชายที่ได้ชื่อว่าอันดับ 5
ทุกคนมองอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง…
เปรี๊ยะ! เพล้ง!
เสียงใบดาบที่ผมถืออยู่ปริแตกละเอียด เมื่อผมถอนพลังออร่าออก ผมยกด้ามดาบขึ้นมามองอย่างงง ๆ
ดาบเล่มนี้ทนพลังจากทักษะดาบของผมไม่ได้อย่างนั้นเหรอ…
ฝุ่นเริ่มค่อย ๆ จางหายเมื่อมีลมพัดผ่านเผยให้เห็นร่างของไคน์นอนแผ่หราหมดแรงอยู่บนพื้น เพียงเท่านั้นเสียงฮือฮาจากผู้คนก็เริ่มดังกระหึ่มขึ้น ผมไม่ได้สนใจคำวิจารณ์ที่กำลังแซ็งแซ่ออกมา แต่กลับเดินเข้าหาร่างที่นอนอ่อนแรงอยู่ แล้วปล่อยด้ามดาบลงข้างตัว
“ข้าแพ้แล้ว ทั้งความเร็ว รูปแบบการต่อสู้และพลัง เ้าเหนือกว่า มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนกับกำลังต่อสู้อยู่กับชายคนนั้นจริง ๆ ”
“ใครเหรอ”
“จอมดาบสยบศาสตราไงเ้ารู้จักไหม” ผมฉีกยิ้มกว้างให้
“กะแล้ว...ยิ้มแบบนี้คงไม่รู้จักหรอก ช่างเถอะ...”
“...”
“ว่าแต่นานแล้วที่ข้าไม่ได้เห็นเพลงดาบนี้ เ้าไปเรียนมาจากไหน”
“ความลับ”
“นั่นสินะ...เอาเถอะจากนี้ไปข้าเป็ผู้ติดตามเ้าแล้ว...จะทำสัญญาเมื่อไหร่ก็บอกแล้วกัน” ไคน์ปิดเปลือกตาลงช้า ๆ อย่างเหนื่อยแรง สิ่งหนึ่งที่ผมยกย่องในตัวของเ้าหมาตัวนี้ก็คือ การที่มันรู้จักยอมรับความจริง แพ้ก็คือแพ้ ชนะก็คือชนะ สัญญาก็คือสัญญา
“เห็นแก่ความพยายามของนายนะ จะบอกให้ก็ได้ว่าจอมดาบสยบศาสตราอยู่ที่ไหน” ไคน์ลืมตาขึ้นทันใด รวมถึงความสนใจของผู้คนก็เริ่มพุ่งตรงเข้ามาหาผม
“เ้าหมายความว่าไง พูดจริงใช่ไหม” น้ำเสียงของไคน์ดูตื่นเต้นระคนดีใจอย่างปิดไม่มิด
“ก็ตามนั้น...ข้าไม่ได้บอกซะหน่อยว่าไม่รู้จัก” ผมเริ่มใช้สำเนียงของไคน์
“บอกมาสิ...บอกข้ามา” ไคน์กระเซ้า มันเอามือเขย่าขาผมเบา ๆ แต่ผมกลับยื่นขวดยาเพิ่มพลังชีวิตให้
“กินซะ...แล้วไปหาข้าที่ร้านตรงหัวมุมถนนนั่น” ผมชี้มือไปยังร้านที่ว่า
“เร็วหน่อยล่ะเ้าหมาบ้าขี้เก็ก ข้าี้เีรอนาน”
แล้วผมก็หันหลังเดินจากไปช้า ๆ ปล่อยให้ไคน์สะดุดกับคำพูดทิ้งท้ายที่เขาคุ้นเคยมานาน ถ้าหากจะมีใครในโลกแห่งเกมเซียนี้ที่เรียกมันว่าเ้าหมาบ้าขี้เก็ก ก็คงจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น และคน ๆ นั้นก็กำลังใช้ทักษะตัวเบากับทักษะเหยียบนภาเหินข้ามผู้คนไป
ใช่แล้วล่ะ...มันเจอแล้ว เจอคนที่เฝ้าตามหาแทบพลิกแผ่นดินเซียแล้ว แม้ว่าโครงหน้าจะเปลี่ยนไปมากแต่ไม่ผิดแน่นอน ชายคนนั้นคือเ้านายที่แท้จริงของมัน
จอมดาบสยบศาสตรา...