วันที่สองหลังจากขายงานปักผ้าเป็นวันหยุดครั้งแรกที่เฉียวซงจะได้กลับจากสำนักศึกษาพอดี
ในตอนเช้าเฉียวซีนั่งเกวียนวัวเข้าไปในเมืองหลังจากซื้อของไปเยอะมากจึงกลับบ้าน วันนี้นางต้องการทำอาหารดีๆเพื่อเป็นรางวัลที่พี่ชายต้องไปเรียนอย่างยากลำบาก
แม้ว่านางจะไม่เคยเรียนที่ต้าเฉวียนอย่างไรก็ตามนางก็เรียนหนังสือที่เทียนเฉามาหลายปีแล้ว นางเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าอาหารที่สำนักศึกษาเป็นอย่างไร
“ว้าว พี่รอง วันนี้ท่านเตรียมทำอะไรหรือ”ทันทีที่เฉียวไป่เข้าไปที่ห้องครัวก็เห็นวัตถุดิบดีๆ วางอยู่บนโต๊ะตัวเตี้ยมีทั้งปลา หมูและไก่ ช่างมากมายเหลือเกินสิ่งเหล่านี้หากทำออกมาต้องอร่อยมากเป็นแน่
“เจ้าแมวตะกละ คิดแต่เรื่องกิน”เฉียวซีบ่นน้องชายของนาง
“ใครใช้ให้ท่านทำอาหารอร่อยเล่า”เดิมเขาก็ไม่ได้เป็นเช่นนี้หลังจากที่พี่รองของเขาทำอาหารเขาก็ชอบอาหารที่พี่รองทำอาหารที่คนอื่นทำเขากินไม่ลง “พี่รอง ท่านยังไม่ได้บอกเลยว่าจะทำอะไรให้กิน”
“ไก่ตุ๋นเห็ดหอม หมูผัดซอสแดง มะเขือม่วงอบน้ำมัน แล้วก็ผัดผักกาดกวางตุ้ง”เฉียวซีจัดการกับสิ่งที่อยู่ในมือไปพลาง พูดถึงอาหารที่ต้องทำเย็นนี้ไปพลาง
“…” แค่ได้ยินก็รู้ได้ทันทีว่าอร่อยเฉียวไป่จอมตะกละเกือบจะน้ำลายไหลออกมา
“อย่ามัวแต่มาเกะกะอยู่ที่นี่ไปดูซิว่าพี่ใหญ่กลับมาหรือยัง” อาหารก็ยังไม่ได้ทำออกมาเลยแต่ทำให้เขาอยากกินมากราวกับเป็นหมาป่าดุร้ายที่หิวโหย ดวงตาเป็นประกายเชียว
“ขอรับ”เขาไม่ได้เจอพี่ใหญ่ครึ่งเดือนแล้ว คิดถึงเขาเป็นอย่างมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ใหญ่เรียนอยู่ในเมืองจะเป็นอย่างไรบ้าง
เฉียวไป่วิ่งหายวับไปที่ทางเข้าหมู่บ้านและรอพี่ใหญ่ที่นั่น
“เฉียวไป่ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่คนเดียวหรือ”เซี่ยวซื่อผ่านทางเข้าหมู่บ้านและเห็นเฉียวไป่อยู่ที่นั่นคนเดียวจึงเอ่ยถาม
“สวัสดีท่านอาสะใภ้เซี่ยวข้ามายืนรอพี่ใหญ่กลับมา” เฉียวไป่เงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นเซี่ยวซื่อก็รีบลุกขึ้นกล่าวทักทาย
“พี่ใหญ่ของเจ้าไม่ได้อยู่ที่บ้านหรือไปไหนเสียแล้ว”ครึ่งเดือนที่ผ่านมานางไม่ได้สนใจครอบครัวเฉียวถึงเพียงนั้นเพราะมัวแต่ขุดสมุนไพรบนเขาไปขายและไม่ต้องพูดถึงเลย ผลประกอบการไม่เลวทีเดียว
แต่พอคนขุดเยอะขึ้นสมุนไพรแถวนีัก็ถูกพวกนางขุดไปจนแทบหมดแล้ว
“พี่ชายข้าไปเรียนในเมือง”
“ตายจริง กลับไปเรียนแล้วหรือถ้าอย่างนั้นไม่ใช่ว่าในบ้านเหลือเพียงแค่เจ้ากับพี่สาวเจ้าสองคนหรือ”ดูเหมือนว่าการทำธุรกิจกับจวี้เซียนโหลวทำให้พวกเขามีเงินเยอะมากทีเดียว นึกไม่ถึงว่าจะทำให้เฉียวซงกลับไปเรียนต่อที่สำนักศึกษาได้
“ขอรับ ท่านอาสะใภ้ข้าไม่คุยกับท่านแล้วข้ามองเห็นพี่ใหญ่แล้ว” เฉียวไป่สังเกตเห็นร่างของพี่ใหญ่อยู่ไม่ไกลเขารีบอำลาเซี่ยวซื่อก่อนจะวิ่งไปหาเฉียวซง
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่...”
“น้องสาม ใจเย็นๆ” เฉียวซงมองเห็นน้องชายจากระยะไกลคิดไม่ถึงว่าน้องสามจะวิ่งมารับเขาที่ทางเข้าหมู่บ้าน
“พี่ใหญ่ ในที่สุดท่านก็กลับมาข้ากับพี่รองคิดถึงท่านมากเลย” เฉียวไป่มองพี่ใหญ่ด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ไปเถอะ พวกเรากลับบ้านกัน”
“พี่ใหญ่ วันนี้พี่รองรู้ว่าท่านจะกลับมาจึงทำอาหารอร่อยๆไว้เยอะมาก” เมื่อพูดถึงของอร่อย ตาของเขาก็เป็นประกาย
“เจ้านี่ตะกละเสียจริงหรือว่ายามที่ข้าไม่อยู่พี่รองของเจ้าจะปล่อยให้เจ้าหิวโหยเสียแล้วหรือ”เฉียวซงตีหัวน้องชายอย่างไม่เกรงใจ
“ไม่นะ เพียงแต่มีแค่ข้ากับพี่รองสองคนนางจึงทำไม่เยอะ ปกติมีกับข้าวทำแค่อย่างเดียว” ตอนที่อยู่สามคนปกติพี่รองจะทำเยอะนั่นถึงจะเรียกว่ากินอิ่ม
“ใครใช้ให้พวกเจ้ากินน้อยเล่า”น้องชายคนนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องกินก็รอไม่ได้ปากของเขาถูกน้องสาวเลี้ยงขึ้นมาให้เป็นเช่นนี้จริงๆ หลังจากนี้หากเขาออกบ้านไปอยู่คนเดียวคงเป็นไปได้ยากที่จะให้พี่สาวของเขาตามไปดูแล จำเป็นต้องปรับตัวจึงจะใช้ได้
เพียงแค่พูดถึงอาหารเขาก็คิดถึงฝีมือของน้องสาวมากอาหารที่สำนักศึกษาไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไรแต่ก็แตกต่างจากที่น้องรองทำเป็นอย่างมาก
หากน้องสามไม่พูดคงไม่รู้สึกอะไรแต่พอเขาพูดก็รู้สึกอยากกินขึ้นมาแล้ว รู้อยู่แก่ใจว่าอย่างนี้ไม่ดีแต่ว่าก็ยังรู้สึกอยากกินมากๆ อยู่ดี
“กินน้อยตรงไหนเล่าทุกวันนี้ข้ากินไปเยอะมากแล้ว” เขาสามารถกินได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
สองคนเดินไปพลางคุยไปพลางไม่นานก็มาถึงหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว
“พี่รอง พี่ใหญ่กลับมาแล้วข้าไปรับพี่ใหญ่กลับมาแล้ว” เปิดประตูพร้อมกับวิ่งไปที่ครัวอย่างมีความสุขโดยทิ้งเฉียวซงไว้ข้างหลัง
เฉียวซีกำลังทำหมูผัดซอสแดงอยู่เมื่อได้ยินเสียงของน้องชายนางพลันทิ้งไม้พายก่อนจะวิ่งออกจากห้องครัวและเห็นพี่ชายยืนอยู่ที่ลานบ้าน
“พี่ใหญ่ ยินดีต้อนรับกลับ”
“น้องรองทุกวันนี้เจ้าลำบากมากสินะ”
“ไม่หรอกพี่ใหญ่ไปนั่งรอที่ห้องโถงก่อนเถิด อีกสักครู่พวกเราก็จะได้กินข้าวกันแล้ว”เมื่อพูดจบนางก็ดันเฉียวซงเข้าไปในห้องโถง ส่วนตัวเองก็กลับไปที่ครัว นางยังทำหมูผัดซอสแดงค้างไว้ในกระทะ
และเหมือนกับที่เฉียวซีกล่าวอาหารถูกจัดวางไว้บนโต๊ะจนเต็มอย่างรวดเร็ว ทั้งสามคนรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยแล้วอาหารทั้งหมดก็ถูกทั้งสามคนแบ่งกันรับประทานจนหมด
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้วทั้งสามก็ช่วยกันเก็บกวาด เมื่อเก็บกวาดเสร็จจึงนั่งที่ห้องโถงดื่มชาพร้อมกับพูดคุยกัน
“พี่ใหญ่ ท่านคุ้นเคยกับการเรียนหรือยังเรียนตามทันหรือไม่” นี่คือสิ่งที่นางเป็นกังวลมากที่สุดพี่ใหญ่ของนางยังเหลือการสอบถงเซิงที่ยังไม่ได้สอบอีกหนึ่งครั้งถ้าหากว่าสอบครั้งสุดท้ายผ่านเขาจึงจะสามารถเข้าร่วมการสอบซิ่วไฉได้
การสอบถงเซิงครั้งนี้ไม่ถือเป็นการสอบคัดเลือกขุนนาง แต่เป็นการเตรียมตัวเพื่อสอบคัดเลือขุนนางมีตำแหน่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เทศาภิบาลและข้าหลวงเพียงแค่สอบผ่านก็จะได้รับตำแหน่งถงเซิง แล้วจึงจะสามารถไปเข้าร่วมการสอบตำแหน่งซิ่วไฉได้
แต่การสอบถงเซิงไม่ได้ผ่านง่ายๆต้องสอบผ่านทั้งห้าครั้งจึงจะได้เป็นถงเซิงจริงๆ พี่ใหญ่ของนางผ่านแล้วสี่ครั้งยังเหลืออีกหนึ่งครั้ง ต้องสอบครั้งนี้ให้ผ่านจึงจะสามารถเข้าร่วมการสอบซิ่วไฉได้เมื่อผ่านการสอบถึงจะได้รับตำแหน่งซิ่วไฉ
ทุกสามปีจะมีการจัดสอบหนึ่งครั้งปีนี้จะมีการสอบในเดือนแปดที่เหลียวหยุน หากว่าพี่ใหญ่ได้เรียนในปีที่แล้วท้ายที่สุดจะต้องสามารถสอบถงเซิงผ่านได้แน่นอนแล้วหลังจากนั้นเขาจะสามารถเข้าสอบซิ่วไฉได้ในปีนี้ น่าเสียดาย...
“ข้าอ่านหนังสืออยู่ตลอด เรียนทันอยู่แล้วท่านอาจารย์ให้ข้าไปสอบถงเซิงในเดือนหน้าหากสอบผ่านก็จะสามารถเข้าร่วมการสอบซิวไฉในเดือนแปดได้”สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เฉียวซงกลับมาในครั้งนี้คือการบอกเรื่องนี้กับน้องสาวและน้องชายเขารู้เหตุผลที่น้องสาวอยากให้เขาเรียนต่อดี
ทันทีที่อาจารย์พูดเรื่องนี้เขาก็เอาใจใส่เป็นอย่างมากหนึ่งเดือนต่อจากนี้ไปเขาต้องตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบถงเซิงครั้งสุดท้ายเขาไม่ได้วางแผนจะกลับมาบ้านแล้วดังนั้นการกลับมาในครั้งนี้เขามาเพื่อบอกเรื่องสอบและเรื่องที่เขาจะอยู่ที่สำนักศึกษาเพื่อเตรียมตัวสอบโดยจะไม่กลับมาบ้านอีกระยะหนึ่ง
“จริงหรือ” เฉียวซีคิดไม่ถึงว่าความหวังจะมาเร็วถึงเพียงนี้นางเพิ่งจะคิดถึงเรื่องนี้ แปลกใจที่มันเกิดขึ้นเร็วจริงๆ
“จริงสิหากข้าเข้าร่วมการสอบถงเซิงครั้งนี้ได้ เพื่อการเตรียมตัวสอบข้าจะไม่กลับมาจนกว่าการสอบถงเซิงจะเสร็จสิ้นข้าจึงจะกลับมาที่บ้าน” เฉียวซงกล่าวอย่างรู้สึกผิดที่จริงแล้วภายในใจของเขายังสับสนอยู่ หนึ่งเดือน เวลาช่างยาวนานนักเขาเป็นกังวลว่าที่บ้านจะเกิดเรื่องเป็นกังวลว่าน้องสาวเพียงคนเดียวจะจัดการไม่ได้
“พี่ใหญ่ ท่านตั้งใจเตรียมตัวสอบเถอะเรื่องในบ้านท่านสบายใจได้ ไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นแน่นอนตั้งแต่ที่ข้าสอนให้ชาวบ้านรู้จักสมุนไพรท่านก็รู้แล้วนี่ว่าพวกเขาปฏิบัติต่อพวกเราเปลี่ยนไปเพียงใดพวกเขาไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว” จะพลาดโอกาสดีๆ เช่นนี้ไปได้อย่างไรอย่าว่าแต่หนึ่งเดือนเลย ครึ่งปีนางก็รับปาก หลังจากสอบถงเซิงผ่านหมดทุกครั้งระยะห่างจากซิ่วไฉก็ใกล้ขึ้นทุกครั้ง หากพี่ใหญ่ได้เป็นซิ่วไฉจริงๆฐานะของพวกเขาในหมู่บ้านเฉียวก็จะไม่มีใครกล้ามาสั่นคลอนได้หากใครคิดจะเอาชนะครอบครัวของพวกเขา ผู้ใหญ่บ้านจะเป็นคนแรกที่ไม่ปล่อยไว้ในใจของเขาคิดอยู่ตลอดว่าอยากให้มีซิ่วไฉอีกหนึ่งคนในหมู่บ้านเฉียวแต่น่าเสียดายที่จนถึงตอนนี้หมู่บ้านเฉียวยังไม่มีผู้ใดเป็นได้เลยมีคนในหมู่บ้านสอบถงเซิงผ่าน แต่ก็ผ่านแค่ครั้งเดียวต้องสอบผ่านทั้งหมดห้าครั้งจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบซิ่วไฉและไม่ใช่ว่าแค่เข้าร่วมการสอบก็จะสามารถเป็นซิ่วไฉได้การสอบซิ่วไฉนั้นเป็นเรื่องยากมากทีเดียว
สามปีสอบหนึ่งครั้ง ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่ต้องสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่แล้วสุดท้ายยังไม่สำเร็จ และโอกาสในการสอบซิ่วไฉมีเพียงแค่ห้าครั้งเมื่อสอบครบแล้วจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการสอบอีก
“แต่...”
“พี่ใหญ่ พี่รองพูดถูกอีกอย่างหลังจากที่ท่านสอบซิ่วไฉผ่านก็จะไม่มีใครในหมู่บ้านมารังแกพวกเราอีกต่อไปแล้ว”ตอนที่พ่อมาที่หมู่บ้านเฉียวก็เป็นซิ่วไฉแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงยอมอยู่ห่างๆ
“ถูกต้องเพราะว่าตอนที่พี่ใหญ่กรอกรายละเอียดข้อมูลก็เป็นของหมู่บ้านเฉียวหากท่านได้เป็นซิ่วไฉ ข่าวดีนี้ก็จะมาที่หมู่บ้านเฉียว นั่นทำให้หมู่บ้านเฉียวมีหน้ามีตาพวกเขาจะยังมารังควานพวกเราอยู่อีกหรือ” ซิ่วไฉได้รับสิทธิ์มากมาย เช่นยกเว้นการเกณฑ์แรงงาน เมื่อพบผู้นำระดับอำเภอก็ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าเป็นต้นในสายตาของชาวนาซิ่วไฉเทียบเท่ากับขุนนาง และไม่สามารถล่วงเกินได้
“น้องรอง เจ้าจะไม่มีปัญหาจริงๆ หรือ ”
“จริงเจ้าค่ะท่านดูสิว่าครั้งนี้ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว พวกข้าเกิดเรื่องอะไรหรือไม่ไม่มีเรื่องอะไรเลยมิใช่หรือ ดังนั้นพี่ใหญ่ท่านเบาใจได้เตรียมตัวสอบถงเซิงครั้งสุดท้ายให้ดีเถิด” พี่ใหญ่รับผิดชอบเรื่องฐานะและชื่อเสียงส่วนนางจะให้ค่าใช้จ่ายสำหรับเส้นทางสายนี้ของเขาเองเพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่ครอบครัวต่อไป
“พี่ใหญ่สู้ๆ”
“พี่ใหญ่มีบางอย่างที่พวกข้าอยากจะบอกท่านต่อให้สอบไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้บังคับท่านข้าหวังแต่เพียงว่าครอบครัวของพวกเราจะมีความสุขไปด้วยกัน อย่างมากท่านก็แค่กลับมาช่วยข้าค้าขายเมื่อเก็บเงินได้มากพอ พวกเราก็จะเปิดร้านเป็นของตัวเองอย่างไรเสียชีวิตของพวกเราจะต้องดีมากยิ่งขึ้นแน่นอน”แม้นางจะหวังให้พี่ใหญ่สอบผ่าน แต่นางก็ไม่อยากให้ความคาดหวังของนางไปกดดันพี่ใหญ่ประเดี๋ยวจะทำให้เขามีภาระในใจ
“เจ้าเด็กน้อย ข้ายังไม่ได้สอบเลย”ท้ายที่สุดแล้วนางหวังให้เขาสอบผ่านหรือไม่ผ่านกันแน่นะ
“ข้าแค่อยากบอกว่าไม่ต้องกดดันตัวเองการสอบซิ่วไฉไม่ใช่ทางออกเดียว แม้อาชีพพ่อค้าจะอยู่ในชนชั้นที่ต่ำที่สุดแต่ชีวิตก็มีความมั่นคง นอกจากนี้จะดูถูกอาชีพพ่อค้าไปก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่พวกเขากินคือเมล็ดข้าวที่ชาวนาปลูกแต่ยังต้องขายไปตามที่ต่างๆ ผ่านพ่อค้าหนอนไหมปั่นไหมออกมากลายเป็นผ้าไหมยังต้องอาศัยพ่อค้านำพวกมันไปยังตามสถานที่ต่างๆและในมือของบรรดาผู้ที่ถูกเรียกว่าข้าราชการจะไม่มีร้านค้าอยู่เลยหรือนี่ก็ถือเป็นพ่อค้าด้วยมิใช่หรือ การดูถูกคนอื่นก็เท่ากับดูถูกตัวเอง”ที่เทียนเฉาฐานะของพ่อค้านั้นสูงมาก จะครอบครัวชนชั้นสูงหรือผู้มีอิทธิพลก็มีคนจำนวนมากที่อยากแต่งงานเข้าไปในครอบครัวพ่อค้าเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการครั้งหนึ่งนางเคยเห็นประโยคบนอินเทอร์เน็ตบอกว่ายอมนั่งร้องไห้ในรถบีเอ็มดับเบิลยูดีกว่าหัวเราะอยู่บนรถจักรยานประโยคนี้จริงมากทีเดียว!
“เหตุผลของเจ้าช่างมากมายเสียเหลือเกิน”เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเหตุผลที่ไม่ถูกต้องสักเท่าไรแต่กลับรู้สึกว่านางพูดได้ไม่เลวทีเดียวถูกน้องรองทำให้คล้อยตามอย่างไม่รู้ตัวได้เสมอ