อากาศร้อนอบอ้าวในเดือนเมษายน แม้อาทิตย์จะลาลับไปแล้วแต่ไอร้อนยังคงระอุ เหงื่อไหลย้อยจนเสื้อกล้ามสีขาวเปียกชุ่ม ความเหนียวเหนอะหนะชวนหงุดหงิด มะลิฉัตรลุกจากโต๊ะเขียนแบบเดินไปเร่งพัดลมให้หมุนเร็วขึ้น แต่ก็ไม่ช่วยอะไรมากนักนอกจากลมร้อนที่ถูกพัดออกมาทำให้เธอร้อนขึ้นกว่าเดิมราวกับนั่งหน้าเตาอั้งโล่
ความหงุดหงิดทำให้เธอเดินออกมาหน้าบ้านนางฟ้า ยืนรับลมตรงระเบียง จุดบุหรี่ขึ้นสูบ ยืนทิ้งตัวพิงใส่เสาหน้าบ้านพร้อมมองไปที่ฝั่งตรงข้าม บ้านหลังนั้นยังเปิดไฟสว่างอยู่ บ่อยครั้งที่เธอทำงานล่วงเวลาจนดึก เธอมักเห็นแสงไฟจากบ้านหลังนั้นเสมอ ราวกับเป็สัญญาณว่า เธอมีเพื่อนร่วมทาง
…
ั้แ่ปีใหม่ปีที่แล้ว เธอรู้สึกคุ้นเคยพ่อแผ่นดินมากขึ้น ตาพ่อม่ายนั่นมักโผล่หน้ามาให้เธอเห็นเป็ประจำ ท่าทางเก้ๆ กังๆ ประหม่า ลุกรี้ลุกรน คำพูดอ้ำๆ อึ้งๆ เหมือนคนไม่มั่นใจ ั์ตาชวนฝันที่มักเลี่ยงหลบตาเวลาคุย บวกกับรอยยิ้มชวนคลื่นเหียนมักทำให้เธอไม่สบอารมณ์บ่อยครั้ง แต่อย่างน้อยเขาก็จัดว่าเป็คนมีน้ำใจ ไว้ใจได้คนหนึ่ง
กลางฤดูฝนที่แล้ว หน้าจั่วหลังคาตรงระเบียงหน้าบ้านนางฟ้าของเธอแตกหักทำให้น้ำซึมลงมาเอ่อนองตรงพื้นในหน้าฝนจนเธอลื่นล้มเข่าช้ำ ยายดาวเรืองใเดินไปบอกปณตที่กำลังตัดหญ้าหน้าบ้านให้มาซ่อมทันที เขาทิ้งกรรไกรตัดหญ้าในมือเดินมาในสภาพเปลือยท่อนบนอย่างร้อนรน เดินมาหามะลิฉัตรที่กำลังก้มหน้าทายาหม่องนวดบริเวณที่เขียวช้ำ หน้างองุ้มเงยขึ้นมามองเขา ยิ้มให้เล็กน้อย
ไหล่กว้าง รูปร่างที่สมสัดส่วนไม่อ้วนไม่ผอม กล้ามเนื้อขนาดพอดี ผิวสีเข้ม ใส่กางเกงผ้าใบขาสั้นก็เป็ภาพที่น่าดูไม่เบา มะลิฉัตรผู้ไม่ขวยเขินมองอย่างตรงไปตรงมาอย่างสนใจในกายภาพนั้นจนปณตรู้สึกเขินอาย เดินไปยกบันไดไม้ไผ่แก้เก้อเขิน พาดหลังคาปีนขึ้นไปอย่างคล่องแคล่วสำรวจจุดแตกหักอย่างละเอียด แล้วปีนลงมาหาค้อนกับตะปู และไม้อีกแผ่นก่อนปีนขึ้นไปอีกรอบ
มะลิฉัตรยืนจับบันไดข้างล่างให้แน่น แหงนหน้ามองการกระทำของปณตอย่างนึกชมเชยในใจ ชายคนนี้เก่งงานช่าง พอครอบครัวเธอขาดพ่อที่เป็ช่างทุกอย่างในบ้านไป ก็ต้องอาศัยช่างข้างนอกมาจัดการหลายอย่าง การที่บ้านมีแต่ผู้หญิงเธอไม่ค่อยชอบใจที่ชายแปลกหน้าเข้านอกออกในนัก อาๆ ผู้ชายในซอยก็ไม่ถนัดงานช่างสักเท่าไหร่ พอมีตาคนนี้ก็ค่อยเบาใจ แถมฝีมือยังดี ประณีตเรียบร้อยถูกใจทั้งเธอ ทั้งยายดาวเรือง
ขณะที่ปณตกำลังปีนบันไดซ่อมหลังคาอย่างจริงจัง มะลิฉัตรเอ่ยปากชวนคุยเพื่อทำลายความเงียบ บอกเขาว่าหาแผ่นของ Carole king อัลบั้ม Tapestry ยาก เธอเคยมีตอนไปเรียนต่อ แต่ตอนย้ายกลับไทยแผ่นชำรุดเสียหาย จังหวัดที่อยู่หาแทบไม่ได้ เสียดายมาก
“กลางชอบเพลง It’ s too late”
“กลางฟังเพลงนี้บ่อยๆ ตอนที่เลิกกับริชาร์ด เพลงนี้เหมือนแต่งขึ้นมาให้กลางเลย กว่าจะเลิกกับเขาได้ กลางต้องอัดเพลงนี้ใส่เทปส่งไปให้เขา เขาถึงจะเลิกตื้อ ไม่รักกันแล้วจะทนกันต่อทำไม เลิกไปซะก็จบ” พูดไปเงยหน้ามองรูปร่างแน่นสีเข้มนั้นไป กล้ามเนื้อที่กำลังเคลื่อนไหวขณะตอกตะปูดูน่ามองจนเธอละสายตาไม่ได้
“เดี๋ยวถ้าผมเข้ากรุงเทพ จะหาให้นะครับ”
“หายากนา กลางเข้ากรุงเทพบ่อยยังหาไม่ค่อยเจอเลย มีแต่เป็เทป อยากได้เป็แผ่นเสียง”
“หาได้แน่ครับ” ปณตตอบเสียงหนักแน่นเหมือนเสียงค้อนในมือที่กำลังตอกตะปู เสียงเหน่อนั้นเพิ่มความหนักแน่นให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น มะลิฉัตรบิดปากเอียงด้วยอาการของไม่ใส่ใจในคำพูดนั้น ถ้าหาได้ง่ายขนาดนั้น เธอคงมีแผ่นเสียงนั้นไปนานแล้ว
หลายเดือนต่อมา หลังจากปณตกลับมาจากกรุงเทพฯ ที่ประตูบ้านนางฟ้าของเธอก็มีถุงกระดาษถุงใหญ่แขวนอยู่ ข้างในมีแผ่นเสียงอย่างที่เธอปรารถนาและข้อความที่เขียนด้วยลายมือขยุกขยิกว่า
“ผมหาเจอแล้วนะครับ ผมชอบเพลง I feel the earth move ที่สุด”
มะลิฉัตรอ่านข้อความแล้วก็ยักไหล่ เพลงนี้ก็เพราะดี แต่จังหวะเร้าใจไปหน่อย ว่าแล้วเธอก็รีบเปิดแผ่นเพื่อลองเสียงทันทีด้วยความดีใจ
“อืม อิตาพ่อม่ายนี่ก็เก่งแฮะ หาจนเจอจนได้” มะลิฉัตรอมยิ้ม วิ่งะโใส่โซฟายาวนอนฮัมเพลงที่เธอชอบอย่างพอใจ
แล้วหลังจากนั้นไม่ว่าเธอเล่าอะไรให้เขาฟังหรืออยากได้อะไร เขาก็จะมีน้ำใจหาให้เธอเสมอ เพราะเหตุนี้ถึงบุคลิกเขาจะน่ารำคาญเพียงใดแต่ก็โดนความมีน้ำใจกลบจนหมดสิ้น
เช้าวันหยุดที่นานๆ ทีจะมีสักวัน ขณะที่เธอกำลังถูบ้านยายดาวเรืองก็เข้ามานั่งยกขาบนโซฟา ยืดแขนทั้งสองเท้าโซฟาเอียงหน้ามาถามเธอว่า
“กลาง ผู้ชายที่มาส่งกลางคืนก่อนน่ะใครเหรอ?” น้ำเสียงสงสัย ใบหน้าใคร่รู้ เธออมยิ้มกับความเกรงใจในความอยากรู้ของแม่ เดินมาล้างผ้าขี้ริ้วก่อนนั่งลงถูบ้านต่อ
“วิทยา เป็อาจารย์สอนราชภัฎ เขาเป็เพื่อนของเพื่อนกลางน่ะ”
“จริงจังมะ”
“ไม่รู้ เพิ่งเริ่ม เมื่อวานไปกินข้าวกันเฉยๆ”
“แล้วเป็ไง”
“ก็ดี”
“แต่ไม่ดี?”
“ก็ดีนะ”
“แม่ว่า หน้าตาเ้าเล่ห์ ไว้ใจไม่ได้ อย่าไปคุยด้วยเลยเสียเวลา” ยายดาวเรืองพูดโยนหินถามทางใส่ลูกสาวคนกลางที่นั่งถูบ้าน มะลิฉัตรเงยหน้าบอกหน้าแม่ของตน ขมวดคิ้ว
"แม่เจอเขาครั้งเดียวก็ตัดสินเขาแล้ว กลางยังไม่คิดอะไรหรอก เฉยๆ ดูไปเรื่อยๆ”
“แม่ว่า..”
“แม่ว่า? แม่ว่าอีกละ อยากพูดอะไรก็พูดมาเลยค่ะ วันนี้กลางหยุด ฟังได้ทั้งวัน” มะลิฉัตรพูดเสียงเย้าหยอก เดินไปเปิดเครื่องเสียงแผ่นที่เพิ่งได้มาคลอบรรยากาศสนทนา
“ได้มาใหม่เหรอ แม่ไม่เคยได้ยิน” ยายดาวเรืองเอียงหูฟัง บ้านเธอกับบ้านลูกห่างกันแค่นี้ เวลาบ้านไหนเปิดเพลงอะไร อีกบ้านอาศัยฟังด้วยกัน
“พี่ณตเขาซื้อมาฝาก บอกไปว่าอยากได้ เขาก็หาจนเจอ” มะลิฉัตรพูดไปไม่ได้คิดอะไร ยายดาวเรืองเมื่อได้ยินดังนั้นก็ดูดปากอมยิ้ม พยักหน้ารับรู้ช้าๆ แววตามีประกาย
“เราน่ะช่างเลือก หัวรั้น ต้องอยู่กับผู้ชายที่เป็ผู้ใหญ่หน่อยจะดี” พูดไปก็ยิ้มไป อยากพูดมากกว่านี้แต่เกรงว่าจะล้ำเส้นไป เื่แบบนี้ต้องให้ผู้ชายเขาแสดงตัวเอง แต่พ่อม่ายนั่นก็ช้าเสียเหลือเกิน มัวแต่มะงุมมะงาหราจนชายคนอื่นจะตัดหน้าไปอยู่แล้ว
“แม่หมายถึงพี่ณตเหรอ ไม่เอาอะ อยู่ด้วยกันตีกันตาย กลางไม่ชอบคนงุ่มง่าม รำคาญตารำคาญใจ” มะลิฉัตรกล่าวอย่างรู้ทันแม่ตน
“เขางุ่มง่ามแต่กับเราคนเดียวรึเปล่า คนอื่นก็ไม่เห็นจะงุ่มง่ามเลย ถามยายเล็กดูสิ”
“ทำไมต้องถามอะแม่ กลางเชื่อในสิ่งที่กลางเห็นน่า”
“กลางว่าพี่เขาใจดี แล้วเขาก็คงชอบคนเรียบร้อย อย่างกลางเขาคงไม่ชอบหรอก” มะลิฉัตรพูดตัดบทก่อนหิ้วถังพลาสติกสีดำเอาน้ำไปทิ้งหลังบ้าน
ยายดาวเรืองคันปากอยากบอกแต่ปล่อยให้เป็เื่ของเด็กดีกว่า ถ้าเขาจะคู่กันก็คงจะคู่กันเอง เดินลงบันไดหน้าบ้านมาเจอดอกสะเลเตส่งกลิ่นหอมเลยเด็ดมาทัดหู ก่อนจะเดินไปสอยมะม่วงอกร่องสุกหวานหอมมา 6 ลูก ผลไม้โปรดเธอที่ตาสมัครปลูกทิ้งไว้ให้
“แม่จะทำข้าวเหนียวมะม่วง แวะมากินด้วยล่ะ” ะโบอกลูกสาวคนกลางขณะเดินผ่านบ้านนางฟ้าหลังเล็ก
เมื่อไหร่เ้าของบ้านหลังนี้จะเปิดใจมองเห็นเหมือนที่คนอื่นเขาเห็นมั่ง ปกติเธอคงไม่อยากให้ลูกสาวเธอได้กับพ่อม่ายหรอก แต่คนนี้เธอรู้สึกถูกชะตา รู้จักกันมาสองปีกว่าๆ เขาไม่มีอะไรที่เธอต้องโทษแถมยังอยากยกลูกสาวให้เร็ววัน รูปร่างหน้าตาดีก็ส่วนหนึ่ง แต่ความสุภาพเรียบร้อย มีน้ำใจ ฉลาด ขยัน ทำงานเก่ง เลี้ยงลูกดี ลูกชายเขาเธอก็รักถ้าได้ตบแต่งกันคงจะดี ดีมากแน่ๆ แต่ติดตรงที่ฝ่ายชายช้า อาจเพราะลูกสาวเธอดูเปิ๊ดสะก๊าดไปคนเรียบร้อยอย่างเขาเลยไม่รู้จะเข้าหาอย่างไร
“คนเรานี่นะ จะเก่งแค่ไหนพอเื่ความรักก็โง่เหมือนกันหมด”
….
วันนี้วันหยุด แผ่นดินออกไปหาแก้วมุกดาที่บ้านยายดาวเรืองแต่เช้า ปณตกำลังกวาดบ้าน จัดโต๊ะทำงานกับโต๊ะหนังสือของลูกชายที่วางเรียงต่อกันให้เป็ระเบียบ เสียงเพลงจากแผ่นเสียงที่เขาซื้อมาฝากมะลิฉัตรเมื่อหลายเดือนก่อนลอยตามลมมาแ่ๆ ทำให้หัวใจเขาสั่นระริก
ั้แ่ปีใหม่ปีที่แล้วที่เขาตกหลุมรักเธออย่างไม่ทันตั้งตัวจนถึงหน้าร้อนปีนี้ ไม่มีวันไหนที่หัวใจของเขาหยุดกระวนกระวายใจได้เลย จากเป็คนที่เก่ง กลายเป็คนขาดความมั่นใจ แม้แต่สู้หน้าก็ยังไม่กล้า อย่าว่าแต่ชวนคุยเลยขนาดเข้าไปใกล้ยังขาสั่น เขาใช้เวลานานนับครึ่งปีถึงจะบังคับลมหายใจให้เป็ปกติได้เมื่ออยู่ต่อหน้าเ้าของใบหน้าเ้าเสน่ห์นั้น
เมื่อครั้งที่เธอเอ่ยปากอยากได้แผ่นเสียง หลังจากการประชุมกับสำนักงานใหญ่เสร็จเขาก็ปรี่หาไปยังแหล่งที่คิดว่าจะมี อาศัยพวกพ้องในวงการช่วยหาให้ กว่าจะได้มาเืตาแทบกระเด็น แต่ที่ยากว่าคือการที่เขียนโน๊ตบอกเธอว่า ชอบเพลง I Feel the earth move มากที่สุด กว่าจะเขียนได้มือสั่นจนไม่เป็ศัพท์ กองกระดาษที่ขยำทิ้งกองพะเนินจนแผ่นดินอาสาเขียนให้
“เขียนแค่นี้ พี่ดินก็เขียนได้ เขียนสวยกว่าพ่ออีก” แผ่นดินหยิบกระดาษที่ขยำทิ้งขึ้นมาคลี่ดู ไม่เข้าใจว่าตัวอักษรภาษาอังกิดมันยากขนาดนั้นเลยหรือ พ่อเขาถึงเขียนไม่ได้สักที
“ไม่เป็ไรพ่อเขียนเอง” ก้มหน้าก้มตาบรรจงเขียนแต่ยังคงใช้ไม่ได้ ขยำทิ้งไปอีกรอบ
“เขียนให้น้ากลางเหรอ?” แค่ได้ยินชื่อน้ากลางใจก็สั่นระริกขึ้นมา หันมามองหน้าลูกชายด้วยอาการใ ลูกชายเขารู้เื่ที่เขาตกหลุมรักน้าคนสวยแล้วเหรอ? แล้วมีใครรู้บ้าง? ใจตกลงไปที่ตาตุ่ม
“ทำไมพี่ดินถามแบบนี้?” ปณตพยายามบีบเสียงไม่ให้สั่น ทำตัวนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอฟังคำตอบจากลูกชายอย่างใจหายใจคว่ำ
“ก็ภาษาอังกิดมีแต่น้ากลางคนเดียวนี่ที่รู้ แล้วพ่อเขียนว่าอะไร?”
“ชื่อเพลงที่พ่อชอบเฉยๆ”
“อ้อ เขียนยากเหรอ?”
“จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก พ่อไม่เก่งเองล่ะ”
“แต่พ่อจะทำได้ใช่ไหม?” ปณตมองตาคมเข้มที่ถอดพิมพ์เขาออกมา อมยิ้มราวกับได้กำลังใจหอบใหญ่ ดึงหัวลูกรักมาหอมฟอดใหญ่ โดยที่เ้าของกำลังใจนั้นไม่รู้ว่าทำไม
“ทำได้สิ พ่อต้องทำให้ได้” เสียงหนักแน่นเหมือนปลุกใจตัวเอง
เช้าต่อมา เขาเดินไปกินข้าวเช้าที่บ้านยายดาวเรืองตามปกติเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ มือถือถุงกระดาษแนบโน๊ตที่บรรจงเขียนทั้งคืน ก้าวเท้ายาวๆ รัวๆ เดินตรงไปยังบ้านเล็กสีฟ้า หัวใจเต้นรัวเหมือนหัวใจโดนใครเอาไปตีแทนกลองหนัง เอื้อมมือไปแขวนที่ประตูแล้วรีบวิ่งออกมา เดินเข้าบ้านยายดาวเรืองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
...
นานแล้วที่เขาไม่ได้ตกหลุมรักและเชื่อมาตลอดว่าไม่สามารถตกหลุมรักใครได้อีก มะลิฉัตรทำให้เขาเหมือนเด็กหนุ่มที่เพิ่งพบเจอความรักเป็ครั้งแรก อาการประหม่าพุ่งจุดสูงสุดเมื่อสบตาดวงตาคมคู่นั้น อยากชวนคุย อยากชวนกินข้าว อยากชวนดูหนัง แต่ทำได้แค่เพียงก้มหน้านิ่ง รำคาญตัวเองชะมัด
ปณตระอาในความขี้ขลาดของตนเองอยู่ไม่น้อย เมื่อคืนตอนที่เขาทำงานอยู่เห็นมีหนุ่มมาส่งเธอตอนดึก ยายดาวเรืองเปิดประตูให้ลูกสาวพลางกล่าวทักทายกันสักครู่ก่อนส่งเสียงใสร่ำลากัน ในรอบปีกว่าๆ มานี้ มะลิฉัตรมีชายหนุ่มไปมาหาสู่เสมอๆ เหมือนอย่างที่ป้าวรรณาบอกว่าหัวกะไดไม่แห้ง แต่เพียงไม่นานก็ลาขาดกันไป
“ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ก็เท่านั้น”
คำพูดติดปากพูดออกมาอย่างไม่ยี่หระอะไร ยิ่งทำให้เขาตัวเล็กลงไปอีก หากสารภาพออกมาแล้วเธอปฏิเสธ เขาและลูกต้องย้ายออกจากซอยนี้แน่ๆ เพราะไม่อาจกล้าสู้หน้าเ้าหล่อนได้ และเสียดายเหลือเกินถ้าต้องย้ายออกไปจากซอยนี้จริงๆ แต่การเก็บความรู้สึกทั้งหมดไว้ในใจก็ช่างเป็อะไรที่หนักหนาเหลือเกิน
ปณตฟังเพลง You got a friend ที่แว่วมาจากบ้านสีฟ้าหลังนั้นด้วยใจที่สั่นไหว พร้อมทั้งถอนหายใจตลอดเช้านั้น