สะใภ้ทังพาเย่จื้อเหอกลับบ้านด้วยความโกรธเกรี้ยวนางเรียกสามีเข้ามา ทั้งสองคนจ้องเขม็งราวกับกำลังจะตัดสินความผิดในศาลหลวง
“บอกมาเดี๋ยวนี้! ใครให้ความกล้าเจ้าเข้ามาใกล้ชิดกับหว่านหรงของพวกเรา!”ทังตงเป่าตบโต๊ะเสียงดัง เบิกตาจ้องเขม็ง “คิดไม่ซื่อหวังสูงเกินตัว!”
เย่จื้อเฟิงเงยหน้ามองคนทั้งสองแล้วเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ทังเข้าใจผิดแล้วข้าเพียงเดินทางผ่านทางนี้ และบังเอิญได้รู้จักแม่นางทังเห็นนางไม่อาจทนเห็นหมาแสนรักถูกขาย จึงได้เข้าช่วยเหลือ...”
“ถุย! ช่วยอะไรกัน คิดจะเอาเปรียบเราอยู่ชัดๆ!แค่ไข่เน่าตะกร้าเดียวคิดว่ามันจะพอแลกหมาตัวโตขนาดนี้ไปหรือช่างเป็นนักวางแผนที่แยบยลยิ่งนัก!” สะใภ้ทังยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าไฉนนังเด็กโง่คนนี้จึงได้ทำเรื่องเช่นนี้ลงไปได้!
ทังตงเป่าได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้าเห็นด้วย กัดฟันกล่าวว่า “หลอกเอาเจ้าหมาไปไม่พอหรือยังคิดจะหลอกน้องสาวของข้าไปอีกรึ!วันนี้หากเจ้าไม่นำเจ้าหมากลับมาก็อย่าหวังว่าจะได้กลับไป!”
“ท่านพี่! หลอกไปอันใดกันเจ้าคะ ข้ากับพี่เย่ไม่ได้เป็นอะไรกัน!” ทังหว่านหรงรีบร้อนอธิบาย
“เจ้าหุบปากซะ!” สะใภ้ทังหันไปเอ็ด “นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หน้าไม่อาย ไว้ข้าจะมาสะสางกับเจ้า!”
เย่จื้อเฟิงขมวดคิ้วแล้วเอ่ยเน้นเสียงอีกครั้ง “ข้ากับแม่นางทังบริสุทธิ์ใจแม้จะพบกันที่ปากทางเข้าหมู่บ้านก็ยังเปิดเผยตรงไปตรงมาไม่เคยหลบซ่อนจากสายตาผู้คน พวกท่านเป็นพี่ชายและพี่สะใภ้ของนางไฉนจึงได้กล่าวหานางเช่นนี้?”
โดยปกติแล้วผู้คนมักกลัวว่าชื่อเสียงของบุตรสาวตนจะมัวหมองแต่พวกเขากลับพูดจาหยาบคาย ไร้ยางอายถึงเพียงนี้ราวกับกลัวว่าผู้อื่นจะไม่เข้าใจผิด!
ทังตงเป่ากลับทนรับฟังคำพูดของเขาไม่ได้จึงกล่าวด้วยความโกรธเคืองว่า “เรื่องในบ้านของข้าเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสอดปาก? ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้านางก็ไม่เป็นแบบนี้หรอก! หากข้าไม่ใช่คนใจเย็น ป่านนี้คงจะซ้อมเจ้าไปแล้ว!”
การพบปะกับหญิงสาวในยามเช้าตรู่ทุกวันนั้นไม่สมควรนักเย่จื้อเฟิงเม้มปากแล้วกล่าวว่า “เป็นความผิดของข้าเองพี่ใหญ่ทังอย่าได้โกรธเคืองนางเลย ข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้วเพียงแต่เจ้าหมานั้นสำคัญยิ่งนักสำหรับแม่นางทัง พวกท่าน...”
“พวกเราทำไม! ขายหมาก็ยังขวางหูขวางตาเจ้าหรือ!” สะใภ้ทังพูดจนน้ำลายกระเด็นท่าทางกดดัน “บอกเจ้าไว้นะหว่านหรงของพวกเราไม่ใช่คนที่บุรุษยากจนอย่างเจ้าจะหวังได้ จงตัดใจเสียแต่ตอนนี้!”
เมื่อเห็นพวกเขายิ่งพูดจาเกินเลยแม่นางทังหว่านหรงผู้ยังไม่ออกเรือน ก็หน้าแดงก่ำในทันทีดวงตาของนางมีน้ำตาเอ่อคลอที่ขอบตา
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกท่านต้องการบีบบังคับข้าให้ตายให้ได้เลยหรือเจ้าคะ?”
“ไอ๊หยา! เก่งกาจนักนะ ทำผิดแล้วยังอยากจะเลียนแบบผู้อื่นไปคิดสั้นงั้นหรือ?”สะใภ้ทังหัวเราะเยาะ แล้วเอื้อมมือไปหยิกนางหนึ่งครั้ง “ข้ารู้ว่าหญิงสาวเติบโตแล้วย่อมไม่อยู่กับบ้านข้าจะให้พี่ชายของเจ้าไปหาคนแต่งงานให้เจ้าในวันพรุ่งนี้เลย!”
ทังหว่านหรงและเย่จื้อเฟิงเบิกตากว้างมองนางด้วยความไม่เชื่อ
นางเพิ่งจะอายุสิบสามปีเท่านั้น!หยาดน้ำตาของทังหว่านหรงก็ร่วงหล่นลงมาในทันที นางมิได้เอ่ยสิ่งใดเพียงแต่ยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วร้องไห้เงียบๆ
เย่จื้อเฟิงรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นที่สุดราวกับมีพลังวิเศษแต่ไม่รู้จะใช้ที่ใด เขาอยากช่วยเหลือแม่นางทังยิ่งนักแต่หากมิใช่ญาติหรือมิตรสหายแล้ว จะออกหน้าช่วยอันใดได้เล่า?
เจ้าหมาดูเหมือนจะรู้ว่าพวกเขากำลังปรึกษาหารือกันเรื่องของมันมันเอาหัวมุดอยู่ใต้โต๊ะมาตลอด ครั้นเห็นทังหว่านหรงหลั่งน้ำตามันก็ร้องโหยหวนขึ้นมาด้วย ราวกับอยากปลอบโยนหรือไม่?ทั้งยังคลอเคลียอย่างอ่อนโยนยิ่งนัก
เย่จื้อเฟิงลูบหัวมันแล้วหยิบเงินก้อนหนึ่งวางบนโต๊ะ จากนั้นถอนหายใจแล้วกล่าวว่า“ข้ากับเจ้าหมามีวาสนาต่อกัน ในเมื่อพี่ใหญ่ทังกำลังรีบร้อนใช้เงินเช่นนั้นหากข้าซื้อต่อมันไปจะดีหรือไม่?”
“เจ้าอยากซื้อแต่ข้าไม่ขายให้หรอกนะ!” ทังตงเป่าไม่พอใจเขาอย่างเห็นได้ชัดจึงส่งเสียงขึ้นจมูก “ขายให้ใครก็ได้ เว้นแต่ขายให้เจ้า!”
เจ้าหมาเป็นของบ้านเขาดูสิว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรได้ ฮึ!
สะใภ้ทังกลับจ้องมองเงินก้อนนั้นตาไม่กะพริบนางคิดในใจว่าบุรุษผู้นี้อย่างไรเสียก็มีร้านค้าอยู่ในเมืองจะหยิบยื่นเงินให้เพียงหนึ่งตำลึงได้อย่างไร... นางจึงดึงทังตงเป่าเบาๆแล้วกระแอมไอ “ถ้าอยากได้เจ้าหมาจริงก็ต้องจ่ายสองตำลึง!”
ทังตงเป่าหันไปมองนางด้วยความงุนงงจึงเข้าใจความหมายของนาง เขาพยักหน้าแล้วตอบว่า “ได้ได้ หากเจ้าจ่ายสองตำลึง ข้าก็จะทำบุญขายมันให้เจ้า!”
...ยังเรียกทำบุญได้อีกหรือ? เย่จื้อเฟิงมุมปากกระตุกปกติหมาตัวหนึ่งก็ขายได้แปดร้อยถึงเก้าร้อยอีแปะ แต่เจ้าหมาเป็นหมาขาเป๋อย่างมากก็ได้แค่แปดร้อยอีแปะเท่านั้น สามีภรรยาคู่นี้กลับพูดออกมาเป็นสองตำลึงคิดว่าเขาเป็นคนโง่เง่าที่ยอมถูกหลอกได้ง่ายดายสินะ
“พี่ใหญ่ เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้?” ทังหว่านหรงน้ำตาคลอเบ้าเงยหน้ามองทังตงเป่า “ท่านก็เฝ้ามองเจ้าหมาเติบโตมาเหตุใดจึงปรารถนาให้มันถูกฆ่ากินเนื้อ?”
นางรู้ว่าครอบครัวต้องการเงินจึงเข้าใจการตัดสินใจของพี่ชายและพี่สะใภ้ที่จะขายเจ้าหมาแต่ตอนนี้มีคนที่รู้จักกันเต็มใจจะซื้อ พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ยอมลดราคาลงแต่ยังฉวยโอกาสขึ้นราคาอีกด้วย!
สะใภ้ทังเบิกตากว้าง“เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงเท่านั้นไม่ขายออกไปแล้วจะเลี้ยงมันไว้เป็นบรรพบุรุษหรืออย่างไร?”
“เจ้าสำนึกบุญคุณที่มันเคยช่วยชีวิตเจ้าไว้เหตุใดจึงไม่สำนึกบุญคุณข้ากับพี่ชายเจ้าบ้างเล่า? เลี้ยงดูเจ้ามาจนเติบใหญ่คิดจะตอบแทนเราเช่นไร!แล้วมารดาแก่เฒ่าของเจ้าอีก ไม่ใช่ว่ายัง...”
“พอได้แล้ว! อย่าพาดพิงมารดาข้า!” ทังตงเป่าเอ่ยปราม
สะใภ้ทังถูกเอ็ดก็เม้มปากรู้ตัวว่าเผลอไปเหยียบกับระเบิดเข้าแล้ว จึงฮึดฮัดสองสามครั้งแล้วหยุดพูด
เป็นดังคาด...แต่ละบ้านย่อมมีเรื่องราวที่ยากจะแก้ได้
เย่จื้อเฟิงเลื่อนเงินไปข้างหน้าเขาถอนหายใจเบาๆ “พี่ใหญ่ทังไม่เห็นต้องโกรธเคืองข้าเลยท่านย่อมรู้ดีว่าเจ้าหมาขายให้ผู้อื่นได้ในราคาเท่าใดอีกทั้งท่านที่เป็นเจ้าของเจ้าหมาในใจมิหลงเหลือเศษเสี้ยวของความอาลัยอาวรณ์ต่อมันเลยหรือ? มอบชีวิตให้แก่มันเถิดหนึ่งตำลึงเงินเป็นอย่างไร?”
ทังตงเป่าจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงยอมรับเงินด้วยความไม่เต็มใจนัก พยักหน้าแล้วกล่าวว่า“ถือว่าเด็กอย่างเจ้ารู้จักเจรจาแต่...อย่านึกว่าเจ้าจะสามารถใช้หมาตัวหนึ่งเข้ามาใกล้ชิดน้องสาวของข้าได้ไม่มีทาง!”