บทที่ 9 พวกเ้าปิดตาให้หมด!
เหตุผลที่เฟิ่งชิงหร่าน กล่าวถึงการประลองใหญ่ของสำนัก เป็เพราะว่าผู้ที่ติดยี่สิบอันดับแรกจะมีโอกาสได้เข้าไปในดินแดนลับเก้าหุบเหว
นางจำได้ว่าภายในดินแดนลับนั้นซ่อนการสืบทอดวิชาของผู้แข็งแกร่งขอบเขตแสวงหาเอาไว้ หากสามารถช่วยอาจารย์ให้ได้รับการสืบทอดนั้น ท่านจะต้องสามารถทะลวงคอขวดได้อย่างแน่นอน
“พวกเราไม่เคยเข้าร่วมการประลองเ่าั้” ประโยคเดียวของโม่จิงหงทำให้เฟิ่งชิงหร่านหมดกำลังใจ
นางกลืนคำพูดที่คิดไว้กลับลงคอ “เหตุใดจึงไม่เข้าร่วม?”
โม่จิงหงยิ้มบาง ๆ พลางกล่าว “มันน่าเบื่อเกินไป เพราะไม่มีคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันเลย”
หากวาทะนี้หลุดออกมาจากปากของผู้อื่น เฟิ่งชิงหร่านคงรู้สึกว่าคนผู้นั้นหยิ่งผยองเป็แน่
แต่เมื่อออกมาจากปากของโม่จิงหง นางกลับรู้สึกว่ามันเป็ความจริงอย่างยิ่ง
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน ผู้ที่สามารถบรรลุขอบเขตจินตานก่อนอายุหนึ่งร้อยปีถือว่าเป็อัจฉริยะที่์ประทานมา
แต่เหล่าศิษย์ของสำนักหลิงอวิ๋นนี้ อายุมากที่สุดก็ไม่เกินหนึ่งร้อยปี ทว่าทั้งหมดล้วนมีพลังบำเพ็ญขอบเขตจินตานขั้นกลางขึ้นไปแล้ว
ในบรรดาพวกเขา โม่จิงหงนับว่าน่าอัศจรรย์ที่สุด เขามีใบหน้าของชายหนุ่มวัยสิบแปดปี แต่กลับอยู่ในขอบเขตปฐมิญญาแล้ว จากตรงนี้แสดงให้เห็นว่าเขาได้ทะลวงขอบเขตปฐมิญญาก่อนอายุสิบแปด
ผู้บำเพ็ญที่ทะลวงขอบเขตปฐมิญญาสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงสองพันกว่าปี และยังสามารถรักษารูปลักษณ์ไว้ได้เช่นยามที่ทะลวงขอบเขต
“ศิษย์พี่เจ็ด ข้าอยากเข้าร่วม และข้าอยากให้ศิษย์พี่ทุกคนเข้าร่วมด้วย!”
ก้าวแรกในการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของสำนักหลิงอวิ๋น คือการสร้างชื่อเสียงให้กับสำนัก
พลังอันแข็งแกร่งนั้นทำให้ผู้คนเกรงขาม แต่พลังอันยิ่งใหญ่ผนวกกับบารมีนั้น ยิ่งทำให้ผู้คนต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น
แม้ว่าวิชาของท่านอาจารย์จะสูงกว่าเซียวหงอวี่อย่างชัดเจน แต่ท่าทีของเหล่าเ้าสำนักที่มีต่อท่านอาจารย์และเซียวหงอวี่นั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เพียงเพราะเซียวหงอวี่เป็เ้าสำนักของสำนักอันดับหนึ่ง
โม่จิงหงรินชาให้เฟิ่งชิงหร่านอย่างไม่ใส่ใจ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาล้วนชวนให้ตาเป็ประกายและหัวใจเต้นรัว
“เมื่อศิษย์น้องอยากให้ทุกคนไป ก็ไปกันเถอะ” โม่จิงหงเผยรอยยิ้มเอ็นดูที่มุมปาก ท้ายที่สุดแล้วในชาตินี้นางเปลี่ยนแปลงไปมากจริง ๆ
“ไม่ ๆ ๆ ยังต้องดูความประสงค์ของศิษย์พี่ทั้งหลายก่อน อย่างไรก็ตาม ทุกคนที่เข้าร่วม ข้าจะมอบสมุนไพรเซียนชั้นยอดให้คนละหนึ่งต้น” ที่จริงแล้วเฟิ่งชิงหร่านอยากจะมอบสมุนไพรที่มีระดับสูงกว่านั้น
ทว่าสมุนไพรเซียนชั้นยอดก็นับเป็สมุนไพริญญาระดับสูงสุดของทวีปนี้แล้วและที่สำคัญหาได้ยากยิ่งนัก
หากเป็สมุนไพรที่มีระดับสูงกว่านี้ จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดของฟ้าดิน อาจนำมาซึ่งความยุ่งยากที่ไม่จำเป็
“ได้” ดวงตาดุจดวงดาวของโม่จิงหงวาววับด้วยประกายที่ยากจะคาดเดา
“แต่ว่าสมุนไพรเซียนชั้นยอดนี้ จำเป็ต้องออกมาจากแดนลับก่อนถึงจะมอบให้ได้” เฟิ่งชิงหร่านคิดหาแหล่งที่มาของสมุนไพริญญาไว้แล้ว เมื่อถึงเวลาก็จะบอกว่าได้มาจากดินแดนลับเก้าหุบเหว
“ได้”
เฟิ่งชิงหร่านได้ยินโม่จิงหงตอบตกลง หัวใจนางพลันเปี่ยมด้วยความยินดี
เมื่อเป็เช่นนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือยกระดับการบำเพ็ญของตนเองให้สูงขึ้นก่อน
เฟิ่งชิงหร่านเริ่มไล่คนออกไป “วันนี้ขอบคุณศิษย์พี่เจ็ดมาก ข้าจะเริ่มบำเพ็ญแล้ว”
โม่จิงหงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย วันแรกที่เข้าสำนักก็จะบำเพ็ญเพียรแล้ว หรือว่าเขาสร้างความกดดันให้ศิษย์น้องมากเกินไป?
โม่จิงหงไม่เคยคิดมาก่อนว่า ในภายหน้า ความกดดันอันยิ่งใหญ่จะตกอยู่กับทั้งสำนักหลิงอวิ๋น
…
สำนักกระบี่์
ซูเยียนหรานยืนอยู่หน้าลานของเรือนแห่งหนึ่ง สีหน้าของนางดูหม่นหมองเล็กน้อย
ทั้ง ๆ ที่ในงานชุมนุมใหญ่ของสำนัก เซียวหงอวี่มีความตั้งใจจะรับนางเป็ศิษย์ แต่หลังจากได้พบกับเฟิ่งชิงหร่านแล้ว เขาก็ไม่เอ่ยถึงเื่นี้อีกเลย
ดูเหมือนว่าั้แ่ได้พบกับเฟิ่งชิงหร่าน ทุกสิ่งทุกอย่างของนางก็ไม่ราบรื่นเสียแล้ว ไม่ได้กำไลหยกมาไม่พอ ยังสูญเสียตำแหน่งหัวหน้าศิษย์ของสำนักไปอีก
โชคดีที่มีผู้าุโคนหนึ่งยินดีรับนางเป็ศิษย์ มิเช่นนั้นนางที่ได้อันดับหนึ่งในการทดสอบ จะต้องเป็เพียงศิษย์สายในธรรมดา ช่างน่าอับอายจริง ๆ
ทันใดนั้นเอง
เอี๊ยด!
ประตูลานถูกเปิดออก มีหญิงสาวในชุดสีเหลืองเดินออกมาจากด้านใน
หญิงสาวกอดอกด้วยสองมือ ใบหน้างดงามของนางฉายแววเยาะเย้ย
“โอ้ นี่มิใช่ศิษย์น้องร่วมสำนักคนใหม่ที่เป็อัจฉริยะหรอกหรือ? ไฉนไม่เข้ามาล่ะ?”
ซูเยียนหรานตกตะลึง ‘เหตุใดบุตรสาวคนโตสกุลเซิ่ง ‘เซิ่งซือเข่อ’ จึงมาอยู่ที่นี่?’
“จุ๊จุ๊ ศิษย์น้องเหยียนหรานดูเหมือนจะไม่เต็มใจอยู่ลานเรือนกับข้าเลยนะ?” หญิงสาวกล่าวด้วยท่าทางหยิ่งยโส
“ไม่ใช่เ้าค่ะศิษย์พี่ ข้าจะเข้าไปเดี๋ยวนี้” ซูเยียนหรานลดสายตาลง กำถุงเก็บของระดับต่ำในมือแน่น ไม่กล้ากล่าวอะไรมากไปกว่านั้น
ซูเยียนหราน ไม่เคยคิดเลยว่านางซึ่งเป็ศิษย์ของผู้าุโ จะต้องมาอยู่ร่วมลานเดียวกับผู้อื่น!
เซิ่งซือเข่อแค่นเสียงเ็า ชี้ไปยังเรือนเตี้ย ๆ ด้านข้าง “ศิษย์น้องเหยียนหราน ห้องอื่น ๆ ยังไม่ว่าง ขอให้เ้าพักอยู่ในเรือนหลังนี้ชั่วคราว ไม่ลำบากเกินไปกระมัง?”
“ไม่ลำบาก” ซูเยียนหรานกำมือน้อย ๆ แน่น
เซิ่งซือเข่อเป็ธิดาของเ้าสำนัก นางยังมิอาจขัดแย้งกับอีกฝ่ายได้
ซูเยียนหรานก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าความเข้มข้นของปราณิญญาในอากาศยังน้อยกว่าในตำหนักใหญ่ของสำนัก
‘แปลกจริง ท่านเ้าสำนักไม่ได้บอกหรือว่าทุกลานเรือนมีแท่นรวมปราณิญญา?’
“อ้อใช่แล้ว ศิษย์น้องซูเยียนหราน ข้าลืมบอกเ้าไป แท่นรวมปราณิญญาของพวกเราเสียหาย อาจต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองเดือนกว่าจะซ่อมเสร็จ” เซิ่งซือเข่อยังคงยั่วยุซูเยียนหรานต่อไป นางอยากดูว่าซูเยียนหรานจะอดทนได้นานเพียงใด
ซูเยียนหรานพยายามอย่างยิ่งที่จะกดข่มความโกรธในใจ แม้จะโกรธแต่ก็ไม่กล้าพูด “ข้าเข้าใจแล้ว”
ซูเยียนหรานรู้ว่าเซิ่งซือเข่อตั้งใจกลั่นแกล้งนาง แต่นางไม่กล้าต่อต้าน
อิทธิพลของสกุลซูนั้นด้อยกว่าสกุลเซิ่งมาก นางไม่สามารถปะทะกับเซิ่งซือเข่อได้โดยตรง
นางสามารถทำได้เพียงเร่งสะสมคะแนนผลงานให้เพียงพอโดยเร็ว เพื่อซื้อลานเรือนของตนเอง และบำเพ็ญเพียรอย่างสบายใจ
ท้ายที่สุดแล้ว นางยังต้องเข้าร่วมการประลองใหญ่ของสำนักในอีกสามปีข้างหน้า และคว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งให้ได้
รางวัลของการประลองคือกระบี่เหมันต์ ซึ่งเป็สมบัติวิเศษที่นางหมายตาไว้ นางจำเป็ต้องได้มันมา
หากเฟิ่งชิงหร่านอยู่ในที่นี้และได้เห็นภาพนี้ นางคงจะปรบมือและร้องชื่นชมอย่างแน่นอน
เซิ่งซือเข่อก็เป็ตัวร้ายหญิงในนิยายเช่นกัน ในตอนท้ายนางถูกซูเยียนหรานแทงหัวใจด้วยกระบี่จนสิ้นใจ ิญญาของนางถูกบดขยี้โดยเ้าแห่งปรโลกผู้หลงรักซูเยียนหราน ทำให้ไม่มีโอกาสได้เวียนว่ายตายเกิดอีก
ในนิยายต้นฉบับ เฟิ่งชิงหร่านและซูเยียนหรานเข้าสำนักพร้อมกัน เซิ่งซือเข่อวัยสิบห้าปีก็กลายเป็ศัตรูกับเฟิ่งชิงหร่าน
เฟิ่งชิงหร่านวัยสิบเอ็ดปีมีใบหน้างดงามประณีต ดั่งรูปปั้นหยกแกะสลัก เห็นได้ชัดว่าเมื่อโตขึ้นจะต้องเป็หญิงงามเหนือโลกีย์อย่างแน่นอน
เซิ่งซือเข่อหวาดกลัวว่าเฟิ่งชิงหร่านจะมาชิงตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งของนาง
นางคิดจะกำจัดเฟิ่งชิงหร่านอยู่ตลอด จึงละเลยซูเยียนหรานไปโดยธรรมชาติ
เมื่อเซิ่งซือเข่อสังเกตเห็นความงามของซูเยียนหราน นางก็ไม่มีวิธีจัดการกับซูเยียนหรานได้แล้ว ดังนั้นจึงได้แต่ระบายอารมณ์กับเฟิ่งชิงหร่านเท่านั้น
ทว่าในชาตินี้ไม่มีเฟิ่งชิงหร่านคอยดึงดูดการโจมตี เซิ่งซือเข่อจึงมุ่งเป้าไปที่ซูเยียนหรานโดยตรง
นางจงใจให้คนจัดการให้ซูเยียนหรานอยู่ในเรือนของตน เพื่อกดดันความหยิ่งผยองของซูเยียนหราน และถ่วงความก้าวหน้าในการบำเพ็ญของนาง
…
สามเดือนต่อมา
สำนักหลิงอวิ๋น ยอดเขาเชียนเจวี๋ย
เพลิงไหม้ปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้ที่กำลังปิดด่านบำเพ็ญ
เมื่อผู้คนรีบเร่งมาถึงยอดเขาเชียนเจวี๋ย สิ่งที่พวกเขาเห็นมีเพียงูเาโล้นเตียน และร่างของมู่เชียนเจวี๋ยที่เปลือยเปล่าขาวผ่อง พร้อมกับศีรษะที่เกลี้ยงเกลาเป็มันวาว
มู่เชียนเจวี๋ยเห็นว่ามีคนมา จึงะโเสียงดัง “พวกเ้าปิดตาให้หมด!”
อย่างไรก็ตาม นอกจากสตรีนางหนึ่งที่หันหลังกลับ คนอื่น ๆ ต่างจ้องมองมู่เชียนเจวี๋ยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย