นักล่า เป็อาชีพที่ถูกสังกัดอยู่ในสมาคมนักล่าเพื่อรับภารกิจต่างๆ ผ่านทางสมาคม ในแทบทุกเมืองจะมีสมาคมนักล่าอยู่ เพื่อเป็แหล่งรวมตัวของนักล่าในอาศัยอยู่ในเมืองนั้น รวมถึงขอรับภารกิจและรับรางวัล ทุกอย่างจะดำเนินผ่านสมาคม สมาคมนักล่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อสังคม เป็ดั่งทหารรับจ้างที่ทำงานตามค่าแรง
แต่ถึงอย่างนั้นสมาคมนักล่าก็ไม่มีสิทธิ์ควบคุมนักล่าได้ พวกเขาไม่มีหน้าที่ต้องทำตามคำสั่ง นักล่ามีอิสระเป็ของตัวเอง แต่สมาคมมีสิทธิ์จะถอดถอนใบอนุญาต เมื่อนักล่ากระทำการผิดกฎที่สมาคมได้ตั้งเอาไว้ ตราบใดที่ไม่ใช่เื่เลวร้าย นักล่าจะมีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้
รอบๆ ตัวของเอริกมีคนอยู่สิบกว่าคน แต่ละคนนั้นมีร่างกายใหญ่โตผิดกับเอริกที่แม้จะดูสูงแต่กลับผอมแห้งเหมือนกับคนอดอยาก ราวกับว่าหากลมพัดมาสักทีคงปลิวแน่นอน แตกต่างจากนักล่าคนอื่นๆ ที่มักมีร่างกายสูงกำยำและแข็งแรงกว่าคนทั่วๆ ไป แต่กับเอริกนั้นคนทั่วไปยังดูแข็งแรงกว่าเสียอีก
ตอนนี้ข้างหน้าของพวกเอริกมีชายหัวล้านยืนอยู่ เขาชื่อว่าเรกิล เป็หัวหน้าการทำภารกิจครั้งนี้ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ในการรบที่ไม่ธรรม กล้ามเนื้ออันใหญ่โตของเขาเพียงแค่มองก็ััได้ถึงพละกำลังอันมหาศาลแล้ว
“อา......”
ชายหัวล้านเรกิลหายใจเข้าลึก ก่อนที่จะกล่าวด้วยเสียงอันดัง “ภารกิจนี้ค่อนข้างอันตราย พวกเ้าจะได้รางวัลตอบแทนอย่างสาสม ส่วนใครที่กลัวตายกลับบ้านไปตอนนี้ยังทัน มีใครในที่นี้อยากเปลี่ยนใจไหม!”
“ภารกิจนี้ค่อนข้างอันตราย พวกเ้าจะได้รางวัลตอบแทนอย่างสาสม ส่วนใครที่กลัวตายกลับบ้านไปตอนนี้ยังทัน มีใครในที่นี้อยากเปลี่ยนใจอีกไหม!”
สิ้นเสียงชายหัวล้านไม่มีใครปริปากแม้แต่คนเดียว ทุกคนในที่นี้ล้วนเตรียมใจกันมาแล้ว เพราะพวกเขาคือนักล่า ไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม พวกเขาคือผู้ล่า อีกฝ่ายคือเหยื่อของพวกเขาเท่านั้น
เอริกแสดงออกอย่างหนักแน่นไม่ต่างจากคนอื่นๆ แม้ร่างกายจะอ่อนแอแต่จิตใจกลับผ่านการหล่อหลอมมาอย่างดีจากหลายภารกิจที่เขาเคยเผชิญมาตลอดทั้งการเป็นักล่า ทุกภารกิจมีความยากเกินตัวทั้งนั้น หากไม่ใช่คนที่มีกำลังใจแรงกล้าจริงคงจากจะผ่านมาได้จนถึงตอนนี้
กว่าครึ่งปีแล้วที่เขาเป็นักล่ามา มีการเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วนแต่เขาก็รอดมาได้ ในครั้งแรกๆ เขายังไม่มีความกล้าเหมือนตอนนี้ แต่เขามีคนรอบข้างที่คอยเป็แรงผลักดันให้สู้
ทว่าตอนนี้เอริกมีจิตใจของนักล่าอยู่อย่างเต็มเปลี่ยน เขาพร้อมที่จะฟาดฟันสังหารทุกสิ่งที่ขวางหน้า ต่อให้ต้องพบเจอสัตว์อสูรเขาก็จะไม่แสดงความกลัวให้เห็น
เห็นว่าไม่มีใครพูดขัดขึ้นมา เรกิลรู้สึกพอใจอย่างมาก เขาหวังว่าวันนี้จะไม่มีใครคอยเป็ตัวถ่วงแข่งถ่วงขาในภารกิจ
“ฮ่าๆๆ อย่างนี้แหละเยี่ยมมาก!”
จากนั้นเรกิลก็เริ่มอธิบายถึงรายละเอียดของภารกิจ เริ่มจากการที่มีคนไปสืบทราบมาว่าในถ้ำแห่งหนึ่งบริเวณเทือกเขาแองกัสซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองนี้มาก มีห้องที่ดูเหมือนจะเป็ห้องเก็บสมบัติอยู่ แต่คนที่พบเจอนั้นไม่กล้าจะเข้าไป เนื่องจากในถ้ำนั้นมีสัตว์อยู่กลุ่มหนึ่ง
ถึงสมบัติจะล่อตาล่อใจแค่ไหนมันก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตของเขาเอง เขาจึงหลบหนีออกมาโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าภายในห้องมีอะไรอยู่หรือมีสมบัติอยู่จริงหรือไม่
เรกิลได้ซื้อข้อมูลนี้มาจากคนผู้นั้นและรวบรวมสมาชิกเพื่อไปสำรวจ แม้ตัวเขาเองจะไม่แน่ใจว่ามีสมบัติอยู่หรือไม่ก็ตาม แต่เพราะค่าจ้างที่เขาเสนอให้ทุกคนที่มาในวันนี้คือ ห้าเปอร์เซ็นของสิ่งมีค่าทั้งหมดภายในห้องนั้น หากไม่เจอสมบัติเรกิลก็จะจ่ายค่าจ้างให้เล็กน้อย
เรกิลเป็นักล่ามากฝีมือ เขามีเงินมากมายแม้ครั้งนี้จะคว้าน้ำเหลวและต้องเสียค่าจ้างอย่างเปล่าประโยชน์ ก็ไม่อาจทำให้เขาขนหน้าแข้งร่วงได้ แต่หากมีสมบัติอยู่ในห้องนั้นจริงมันจะสร้างรายได้ให้เขามหาศาลเลยทีเดียว
“อย่างที่ว่าไปนั่นแหล่ะ ภารกิจคราวนี้อาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย อีกทั้งยังมีอันตรายจากสัตว์อสูรแมงมุมตาเดียวจำนวนมาก พวกมันอยู่รวมกันเป็ฝูง แม้ข้าจะแข็งแกร่งแต่ก็ยังลำบากอีกทั้งยังมีโอกาสที่จะตายในภารกิจหากทำเพียงคนเดียว ดังนั้นข้าจึงต้องพึ่งพวกเ้าในภารกิจ” เรกิลกล่าวอย่างจริงจัง
หลายๆ คนเริ่มซุบซิบกัน เพราะชื่อของสัตว์อสูรแมงมุมตาเดียวมันค่อนข้างอันตรายอยู่พอสมควร อย่างที่เรกิลกล่าวถ้าว่าหากภารกิจครั้งนี้คว้าน้ำเหลว พวกเขาก็จะได้ค่าจ้างเพียงน้อยนิดซึ่งไม่คุ้มกับการฝ่าฝูงแมงมุมตาเดียวเดียวจำนวนมาก
“เ้าไหวรึเปล่าเอริก ครั้งนี้มีสัตว์อสูรด้วยนะ ค่อนข้างอันตรายเลยล่ะ” ลุคถามเอริกอย่างเป็กังวล
เขาเปรียบได้เหมือนพี่ชายของเอริก ใน่ที่เอริกลำบากก็มีลุคที่คอยดูแล บางครั้งที่เอริกมีเงินไม่ใช้ลุคก็เป็คนให้หยิบยืม บางครั้งเขาก็ให้แบบฟรีไม่ต้องคืนเลยด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่เอริกทำภารกิจลุคก็คอยปกป้องเขาอยู่ตลอด จึงทำให้เขาสามารถเอาชีวิตรอดมาได้อย่าปลอดภัยทุกครั้ง
“ถึงครั้งนี้จะอันตรายหน่อยแต่มันก็คุ้มที่จะเสี่ยงนะ หากไม่ข้าไม่เข้าถ้ำเสือข้าก็ไม่ได้ลูกเสือน่ะสิ จริงไหมล่ะพี่ลุค” เอริกพูดพร้อมชูมือกำหมัดอย่างมั่นใจ แววตาเขาแสดงความมุ่งมั่นออกมาชัดเจน
“เ้านี่จริงๆ เลยนะ ยอมแพ้บ้างไม่เป็หรือไง ถ้าเอลลี่รู้นางมีหวังได้หัวใจวายแน่ถ้ารู้ว่าเ้ามาทำงานอันตรายแบบนี้”
“ใครจะยอมแพ้เก่งเหมือนท่านละ กับพี่ชาช่าไม่ว่าอะไรท่านก็ยอมไปหมด ซักผ้าเอย กวาดบ้านเอย อย่าคิดว่าข้าไม่รู้!” เอริกกล่าวเชิงหยอกล้อกับลุค เขายิ้มออกมาอย่างน่าหมั่นไส้
“จะ- เ้า! ช่วยไม่ได้นี่ก็ตอนนี้ชาช่ากำลังตั้งท้องอยู่ งานบ้านก็ต้องเป็หน้าที่สามีแสนดีอย่างข้าสิ” ลุครีบโต้กลับอย่างร้อนรน เอริกได้แต่กลั้นหัวเราะกับท่าทางของเขา
“ท่านนี่มันพ่อบ้านใจกล้าจริงๆ เลย”
"หุบปาก!!"
ทั้งคู่สนทนาอย่างขบขัน แต่ส่วนมากกลับเป็เอริกที่หยอกล้อลุคเสียมากกว่า
ถึงลุคจะดูเป็คนเซ่อซ่า แต่ก็เป็คนที่พึ่งพาได้มากเลยทีเดียว บ้านของเขานั้นเป็ร้านขายยา ยาที่ใช้รักษาเอลลี่ทั้งหมดก็ได้มาจากลุคที่ขายให้ในราคาต้นทุน บางครั้งถึงกับลดราคาให้ด้วยซ้ำ
จู่ๆ สีหน้าของลุคก็กลายเป็จริงจัง เขามองมาที่เอริกแล้วถอนหายใจ “นี่เอริก เ้าไม่ต้องมาทำงานอันตรายแบบนี้ก็ได้ ค่ายาเดือนนี้ข้าจะช่วยเหลือเ้าเอง”
“ไม่ได้หรอกพี่ลุค” เอริกส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน สีหน้าของเขาจริงจังอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านช่วยเหลือข้ามามากพอแล้ว จะให้ข้างอมืองอเท้ารอท่านช่วยเหลือตลอดไปได้ยังไง อีกทั้งยังนั่นก็ใช่ถูกๆ ซะที่ไหนเล่า ขอรับเอาไว้แค่ความหวังดีละกัน”
“เฮ้อ...เ้านี่ดื้อซะจริงๆ ข้าก็ี้เีห้ามเ้าแล้วเหมือนกัน”ลุคถอนหายใจ เมื่อเห็นการตัดสินใจที่แน่วแน่ของเอริก เขาก็ไม่อยากจะห้ามความตั้งใจนั้น เพราะเขารู้ดีว่าเอริกเป็คนที่เมื่อตัดสินใจอะไรแล้วจะไม่มีทางล้มเลิกอย่างเด็ดขาด เป็คนที่ดื้อรั้นผิดกับรูปร่างภายนอกที่ดูอ่อนแอ ใจสู้ไม่ถอยแม้ตัวเองจะเจ็บหนักในการต่อสู้ ทุกภารกิจเอริกต่อสู้ราวกับหมาจนตรอกเพื่อให้มีชีวิตรอด ทำให้แม้แต่ลุคที่รู้จักเอริกมานานพอสมควรก็ยังแปลกใจกับการต่อสู้ของเอริก
“ฮ่าๆ ดีแล้วที่พวกเ้าไม่กลัวตาย เพียงเท่านี้ข้าก็มั่นใจได้แล้วในบรรดาพวกเ้าจะไม่มีใครไปเป็ตัวถ่วงแข้งถ่วงขาของขา” เรกิลกล่าวอย่างพอใจ การแสดงออกของแต่ละคนทำให้เขามั่นใจในการทำภารกิจมากขึ้น เขากวาดตาไปรอบๆ จนสายตาหยุดลงตรงเอริก
“โอ้! นี่เ้าหนูเอริกมาด้วยงั้นเหรอไม่ได้สังเกตเลยนะเนี่ย ภารกิจนี้ค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียว เ้าแน่ใจนะว่าจะไปกับพวกเรา?”