“กรี๊ดดดด...หมอ…!!”
ฉันถึงกับกรีดร้องเสียงหลงดังลั่นอยู่ในนิมิต และในขณะที่หนังเรตอาร์ตรงหน้ากำลังจะรันภาพเคลื่อนไหวในฉากต่อไปเสียงเรียกของป้าเนียนก็ทำให้ฉันหลุดออกมาจากภาพสัปดนได้อย่างพอดิบพอดี
“ไอ้หนอน! เอ็งเป็อะไรไปวะ”
ป้าเนียนโพล่งขึ้นมาคนแรกด้วยความรู้สึกที่ทั้งใและเป็ห่วงในเวลาเดียวกันหลังจากที่แกเห็นว่าฉันนิ่งไปไม่โต้ตอบ และด้วยอาการของฉันในเวลานี้นั้นก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องตื่นตระหนกใไปตาม ๆ กัน
"ปะ...ป้า...!!" ฉันเรียกผู้ใหญ่ของตัวเองเสียงสั่น
“คุณชมพูสิรินค่ะ เป็อะไรหรือเปล่าคะ” พยาบาลสาวหนึ่งในสามคนถามฉันด้วยสีหน้ามีกังวล
และในจังหวะที่ฉันกำลังสับสนมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อครู่นี้อยู่นั้นจู่ ๆ คุณหมอที่ฉันเพิ่งเห็นภาพเรตอาร์ของเขาและการกระทำอนาจารของเขากับร่างใครก็ไม่รู้ก็ได้เอ่ยถามอาการฉันขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับยื่นมือออกมาแตะมือฉันอีกหนพอดี...
"คุณชมพูสิรินเป็อะไรไปหรือเปล่าครับ"
แปะ...
วูบ!
(เวรล่ะ! อย่าบอกนะว่า...)
จากนั้นภาพต่อเนื่องจากเหตุการณ์ในนิมิตก่อนหน้านี้ก็พลันบังเกิดขึ้นมาอีกครั้ง โดยที่ครั้งนี้นอกจากฉันจะเห็นการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของหมอหนุ่มผู้รักษาฉันอย่างเต็มตาแล้ว ฉันยังเห็น...
(หะ...เห็ดไปขึ้นอะไรตรงนั้นเนี่ย...!! ละ...แล้วเม็ดตะปุ่มตะป่ำพวกนั้นมันอะไรกัน...ยี้...นี่มันเห็นพิษชัด ๆ)
จู่ ๆ งานภาพละเอียดยิ่งกว่างาน 3D แถมยังคมชัดยิ่งกว่าภาพ 4K ของอวัยวะที่ควรจะเป็สิ่งสุดท้ายของร่างกายที่ใครควรจะได้เห็นของคุณหมอขึ้นโชว์หราแทบจะทิ่มลูกตาให้บอด จนฉันที่นอนให้น้ำเกลือมานานหลายวันถึงกับรับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยวของน้ำย่อยที่ขย้อนขึ้นมาจ่อยังลำคอรอจะพุ่งถ้าหากยังต้องดูภาพตรงหน้านี้ต่อไป...
“คุณชมพูสิรินครับ”
เสียงเรียกที่เหมือนกับเสียงในหัวดังขึ้นเรียกชื่อฉันจนทำให้หลุดออกจากภวังค์มาอีกรอบ
“กรี๊ดดดด...เห็ดพิษ!”
ส่วนฉันที่เพิ่งหลุดออกจากภาพอันสยดสยองก็ถึงกับร้องกรี๊ดลั่นอีกรอบพร้อมกับหลุดปากบอกสิ่งที่ตัวเองเห็นออกไป ก่อนจะสะบัดมือของหมอออกโดยสัญชาตญาณ
“เอ็งเป็อะไรไอ้หนอน เห็ดพิษอะไรของเอ็งว่ะ?”
เป็อีกครั้งที่ป้าเนียนขมวดคิ้วมุ่นถามด้วยความสงสัยในตัวหลานสาวที่ดูเหมือนจะเพี้ยนไปแล้ว ส่วนฉันที่พอจะรู้สึกตัวว่าได้เผลอพูดอะไรออกไปก็รีบทำหน้าตาเลิ่กลั่กปฏิเสธพร้อมกับเอาผ้าห่มมาคลุมร่างกายให้มิดชิดทันที
“ปะ...เปล่า...หนอนไม่ได้เป็อะไร”
ฉันตอบป้าเนียนไป แต่ทว่า...ร่างกายที่เริ่มจะมีเหงื่อซึมกับตัวที่สั่นเทิ้มช่างขัดกับคำพูดราวฟ้ากับเหว
“ข้าว่าเอ็งเป็นะ ให้หมอเขาตรวจอีกหน่อยเถอะ”
ป้าเนียนพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็ห่วงจากใจจริง
“ถ้างั้น...หมอ...”
และในจังหวะที่คุณหมอยังพูดไม่ทันจบ ฉันก็รีบสวนแทรกเสียงดังลั่นออกไปทันที
“มะ...ไม่ต้อง!!”
“ไอ้หนอน...ข้าหูจะแตก”
“คะ...คุณหมอค่ะ นะ...หนอน เอ๊ย หนูไม่เป็ไรแล้วค่ะ สบายดีมากไม่เจ็บไม่ปวดตรงไหนเลยค่ะ ขะ...ขอออกจากโรงพยาบาลเลยได้ไหมคะ”
ฉันละล่ำละลักบอกหมอโดยที่สายตายังหลุบต่ำไม่กล้าเงยหน้าไปมองคนที่สนทนาด้วย
“แต่หมอว่า...”
“นะคะ...คุณหมอหนูไม่อยากลางานนานค่ะกลัวโดนไล่ออก”
ฉันอ้างไปเพราะถึงแม้ว่าสวัสดิการที่ทำงานของฉันจะดีมากถึงขนาดที่ฉันสามารถมารักษายังโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงของจังหวัดแถมยังได้พักห้องพักดีแบบนี้ แต่ด้วยความสยดสยองที่ฉันเจอเมื่อครู่นี้ฉันทำใจไม่ได้จริง ๆ ที่จะต้องรักษาตัวที่นี่ต่อไป
ส่วนป้าเนียนที่แม้จะเป็ห่วงและอยากให้ฉันรักษาตัวที่นี่ต่อไปเพราะยังไงฉันเองก็เพิ่งจะฟื้นขึ้นมา แต่ด้วยเพราะอากัปกิริยาของฉันที่แสดงอยู่ ณ เวลานี้ทำให้ป้าเนียนที่พอจะดูออกว่าฉันคงมีอะไรบางอย่างก็ยอมที่จะทำตามความปรารถนาของฉัน
“ญาติคนไข้คิดเห็นยังไงบ้างครับ”
คุณหมอ (โรคจิต) หันไปถามป้าเนียนอีกครั้งหลังจากที่เห็นฉันยืนกรานที่จะออกโรงพยาบาลในเวลานี้ให้ได้
“ก็ถ้าไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงแล้วก็ให้หลานฉันมันไปรักษาตัวที่บ้านเถอะค่ะ นี่ฉันก็หยุดขายของขาดรายได้มาหลายวันแล้วเหมือนกัน...คนจนก็งี้แหละหมอ เข้าใจพวกฉันด้วยนะ”
ป้าเนียนพูดสำทับให้ฉันแม้ในใจของแกจะยังรู้สึกไม่สบายที่ฉันออกจากโรงพยาบาลกะทันหันแบบนี้
“ถ้าเป็ความ้าของคนไข้กับญาติหมอก็ไม่ติดอะไรครับอีกอย่างโดยรวมแล้วผลตรวจก็ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงยังไงเดี๋ยวหมอทำเื่เซ็นอนุมัติให้ออกวันนี้เลยแล้วกันนะครับ”
“ขะ...ขอบคุณค่ะคุณหมอ” ฉันยกมือไหว้
“ขอบคุณนะคุณหมอ” ป้าเนียนก็ยกมือไหว้เช่นกัน
กระทั่งเมื่อคุณหมอและเหล่านางพยาบาลออกไปหมดแล้ว ฉันที่มองจนแน่ใจแล้วว่าในห้องนี้เหลือเพียงฉันกับป้าเนียนก็ไม่รอช้าที่จะเปิดปากถามสิ่งที่กังวลอยู่ในใจออกไปทันที
“ปะ...ป้า...ป้า!!”
ฉันเรียกป้าเนียนในขณะที่สายตายังล่อกแล่กมองไปยังประตูห้องพักผู้ป่วยไม่วางตา
“เออ...ข้าอยู่นี่มีอะไร”
“ป้าหนอนถามหน่อยซิ ตอนที่หนอนสลบไปหมอเขารักษาฉันยังไงบ้างอ่ะ”
ฉันถามออกไปด้วยใจระทึกเพราะกลัวคำตอบเหลือเกินว่าจะเป็แบบที่ฉันคิดเอาไว้
“เอ้า...แล้วเมื่อกี้ทำไมเอ็งไม่ถามหมอเขาไปล่ะว่ะ”
ป้าเนียนยู่หน้าไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงมาถามการรักษากับแกแทนที่จะถามกับหมอ
“ป้าตอบหนอนมาก่อนเร็ว ๆ หนอนอยากรู้”
“ก็รักษาตามที่เขาบอกนะเอกซเรย์และก็พาไปอะไรแกน ๆ ว่ะเรียกไม่ถูกวุ้ย...”
ป้าเนียนตอบพร้อมกับนึกไปถึงเครื่องหน้าตาประหลาดที่ให้คนลอดเข้าไปในนั้น
“ละ...แล้วหลังจากนั้นล่ะ” ฉันถามต่อ
“เขาก็เอาเอ็งมาพักที่นี่ไง”
“ไม่ซิ...ไม่ซิ...หนอนหมายถึงจะพูดยังไงดีอ่ะ แบบว่า...เอ่อ...”
“อะไรของเอ็งว่ะพูดออกมาตรง ๆ เลยอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่ได้” ป้าเนียนที่เริ่มจะรำคาญในท่าทีของฉันกล่าวเร่ง
“ก็แบบมันมีช่วยที่หมอเขาอยู่กับฉันสองต่อสองหรือเปล่าอ่ะป้า”
ฉันกลั้นใจถามป้าเนียนออกไปพร้อมกับนึกในใจว่าขออย่าให้เป็แบบที่ฉันคิดเอาไว้เลย
“ทำไม...เห็นเขาหล่อหน่อยจะหาเื่แบล็กเมล์เขาไง อยากได้เขาเป็ผัวรึ...”
และด้วยคำพูดของป้าเนียนก็ทำให้ฉันอยากจะกรี๊ดใส่
(โอ๊ยยยย...คิดได้นะป้าถ้าป้ารู้ว่าฉันเห็นอะไรมาบ้างป้าจะยังอยากได้ไอ้หมอโรคจิตนั่นเป็หลานเขยอยู่ไหมเหอะ...)
“โห้...ป้าคิดได้เนอะ”
“ข้ารู้ใจเอ็งนะซิ”
“หึ...รู้ใจกะผี”
ฉันค้อนใส่ป้าเนียนไปหนึ่งทีก่อนจะกลับมาถามเื่ที่อยากรู้ให้ชัดเจน
“นะป้าฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าฉันกับหมอคนนั้นมี่ที่อยู่กันสองต่อสองนาน ๆ หรือเปล่า แบบว่าเขารักษาฉันอยู่คนเดียวนานหรือเปล่า”
ฉันถามย้ำพร้อมกับแสดงสีหน้าว่าตัวเองจริงจังกับคำถามที่ถามออกไปจริง ๆ
“โอ๊ยยยย...เอ็งเป็อะไรของเอ็งว่ะไอ้หนอนข้าล่ะไม่เข้าใจเอ็งจริง ๆ อยากรู้การรักษาก็แทนจะถามหมอแต่ดั๊นมาถามข้า...ข้าล่ะปวดหัว”
“อย่าเพิ่งปวดหัวป้าบอกหนอนมาก่อนมันสำคัญมากนะ”
และด้วยสายตาเว้าวอนอีกทั้งป้าเนียนก็เริ่มยอมแพ้ให้กับการตื๊อถามของฉันแล้ว แกก็ได้แต่ถอนหายใจและเล่ารายละเอียดให้ฟัง
“เฮ้ออออ...เออ ๆๆ ข้าจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลย”