หลินอิงฮวาลุกขึ้น โต้ตอบอย่างไม่เกรงใจ บุรุษผู้ซึ่งชาวยุทธ์ให้เกียรติว่ามีความรู้กว้างขวางที่สุด
“ที่แท้ท่าน้าพูดถึง เหตุการณ์เจ็ดปีก่อน ในหมู่ตึกพันอักษร!ขณะนั้นพวกเรายังเด็ก เพิ่งเริ่มเรียนวิชา ไหนเลยสามารถระบุชนิดของพิษได้เวลาเกิดเื่ก็ฉุกละหุกสับสนยิ่ง ท่านพ่อก็ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ
“ไม่เช่นนั้น ท่านต้องสามารถระบุชนิดของพิษ ทั้งต้องจับผู้แพร่พิษได้ไม่ผิดตัวแน่ อย่าลืมสิ! เมื่อท่านพ่อมาถึง ก็ระบุได้อย่างชัดเจนว่า นั่นคือ‘ควันปลิดบุปผาพรากั’ ซึ่งสาบสูญไปจากยุทธจักรนานแล้ว”
บัณฑิตซอมซ่อยังนั่งนิ่ง ไม่สนใจท่าทางของนาง กล่าวอย่างเฉื่อยชา
“เป็ไร? ทำไมต้องโกรธเกรี้ยวขนาดนั้นข้าพเ้าพูดอะไรผิดไปหรือ? หากพวกเ้ารื้อฟื้นเื่นี้ขึ้นมาย่อมสมควรอยู่ จะได้สะสางเื่ราว ให้กระจ่างเสียที เฮอะ มิใช่ปล่อยให้เ้าฆาตกรลอยนวลอยู่จนทุกวันนี้”
หลินอิงฮวาไม่อาจควบคุมโทสะ ได้อีกต่อไป เช้านี้นางเจอเื่ราวมากเกินไปจริง ๆ
“เ้าฆาตกรที่ท่านพูด หมายถึงผู้ใด! ท่านดีแต่หาชื่อเสียงใส่ตัวด้วยการเขียนเื่ไร้สาระป้ายสีผู้อื่น”
นางหยิบหนังสือเล่มหนึ่ง จากในเสื้อออกมาฉีก เป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
“ชื่อเสียงของจอมยุทธอี่ ต้องมัวหมองจนทุกวันนี้ทั้งหมดเป็เพราะการด่วนสรุป และโหมประโคมข่าวของท่านเพียงสิบวันยังไม่มีหลักฐานใด ชี้ชัดถึงตัวฆาตกร หนังสือท่านกลับกลาดเกลื่อน เต็มยุทธจักรแล้ว!”
หยางป๋อหูแม้มีขันติ ต่อดรุณีอายุเยาว์ผู้นี้เพียงใด กระนั้นยามนี้ไม่อาจระงับโทสะได้จริง ๆ
“ข้าพเ้าไม่ได้ใส่ร้ายผู้ใด! จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีทางสันนิษฐานเป็อย่างอื่นได้! เฮอะ เดือนหน้ายังมีผู้คนสั่งคัดลอกอีกจำนวนหนึ่งเ้าอย่าลืมตามไปฉีกด้วย”
หลินอิงฮวาะเิอารมณ์ออกมา ชี้หน้าหยางป๋อหู โดยไม่เกรงใจใด ๆ ทั้งสิ้น
“ข้าพเ้าไม่ฉีก! ข้าพเ้าจะเผามันให้หมด!”
นางตบโต๊ะอย่างแรง บันดาลโทสะถึงขีดสุด
“หลังประมุขห้าตระกูลใหญ่ สะสางเื่ราวเสร็จสิ้นเหล่าท่านผู้เฒ่าต่างระบุชัด จอมยุทธ์อี่มิได้เป็ผู้แพร่พิษแต่ท่านกลับไม่ยอมแก้ไขหนังสือ ปล่อยให้ชาวยุทธ์เชื่อว่าพี่ไป๋เฮ่อเป็ผู้ผิดมาตลอดเจ็ดปี!”
หยางป๋อหูะเิหัวเราะ จนตัวสั่นเทา ราวได้ยินเื่ขบขัน ที่สุดในชีวิต
“ผู้ใดว่าเื่ราว สะสางเสร็จสิ้น หากตระกูลซ่างกวนยอมรับผลการสืบสวนของอีกสี่ตระกูล เหตุใดต้องถอนตัวจากจงหยวนไปตั้งรกรากใหม่ที่แดนอาทิตย์อุทัย เฮอะ...ถึงตระกูลซ่างกวนไม่เห็นด้วยแล้วทำอย่างไรได้
“ในเมื่อปะมุขตระกูล หลิน ติง ฟาง กงซุน มีความเห็นตรงกัน แม้แต่ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนยังคิดยุติเื่ราว ไม่สืบหาตัวผู้แพร่พิษ ปล่อยให้เ้าฆาตกรลอยนวลทั้งไม่ยอมอธิบายเหตุผลใดทั้งสิ้น
“ภาวะหัวเดียวกระเทียมลีบเช่นนั้น สิ่งซึ่งตระกูลซ่างกวนทำได้มีแต่การจากไปเท่านั้น ขอถามเ้านอกจากจอมยุทธ์อี่ เฮอะ...นอกจากเ้า ‘อี่ไป๋เฮ่อ’ยังมีผู้ใดสามารถเป็เ้าของ ควันปลิดบุปผาพรากัได้!”
ติงฝูหรงซึ่งนิ่งฟัง โดยสงบมาตลอด กล่าวขึ้นบ้าง
“น้องอิงฮวาถึงเ้าเผามันหมดสิ้น ย่อมมีคน้าอ่านอีกมากนิทานสนุกสนานปานนี้ ผู้คนล้วนชื่นชอบ” น้ำเสียงนางยังนุ่มนวลราบเรียบไม่ว่าเหตุการณ์ตึงเครียดเพียงใด คล้ายนางยังยิ้มแย้มได้อยู่เสมอ
ดวงตาเขม็งเกลียว หันไปใส่ติงฝูหรงอย่างประสงค์ร้าย
“แม้แต่ท่าน ยังหาว่าหนังสือข้าพเ้า เป็เื่เหลวไหล?”
“ไม่เหลวไหลหรอก เพียงแต่ไม่ชัดเจนพอ ทั้งยังขาดหลักฐานหนักแน่นยืนยันท่านตั้งข้อกล่าวหาจอมยุทธ์อี่...พี่ไป๋เฮ่อ เป็ผู้ลอบแพร่พิษคู่บ่าวสาวในคืนวันแต่งงาน
“โดยใช้เพียงชนิดของพิษคือ ‘ควันปลิดบุปผาพรากั’ เป็หลักฐานสำคัญส่วนเหตุผลซึ่งพี่ไป๋เฮ่อทำเช่นนั้น ท่านวิเคราะห์จากความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างพี่กงซุนจินิ พี่ซ่างกวนเหม่ยเซียน และพี่อี่ไป๋เฮ่อ”
ติงฝูหรงหยิบหนังสือ แบบเดียวกับหลินอิงฮวาเพิ่งฉีก ออกจากห่อผ้าของนาง
“ทว่านอกเหนือการวิเคราะห์ จากรูปการณ์พวกนี้ ท่านเองกลับไม่มีทั้งพยานหรือหลักฐานวัตถุอื่นใดเลย ซึ่งสามารถระบุ ได้อย่างแน่ชัดว่า พี่ไป๋เฮ่อเป็ผู้ใช้ควันปลิดบุปผาพรากั ว่ากันตามจริง ท่านไม่มีกระทั่งหลักฐานว่าพี่ไป๋เฮ่อเป็เ้าของ ควันพิษชนิดนี้ด้วยซ้ำ”
หยางป๋อหูพยายามระงับโทสะ มันทราบ เมื่อติงฝูหรงยื่นมือเข้าถกเถียงด้วยย่อมต้องยกเหตุผลหักล้างกับนาง ไม่เช่นนั้นไหนเลย ซินแสลิขิตฟ้าจะยอมรับฟัง
“ท่านกล่าวว่า การวิเคราะห์ของข้าพเ้า ไม่หนักแน่นเพียงพออย่างนั้นขอถามท่าน เหตุใดเวลานั้น เหล่าท่านผู้เฒ่าจึงสงสัยมัน”
ซินแสลิขิตฟ้ากล่าวตอบ น้ำเสียงหดหู่
“เพราะในเวลานั้น เมื่อทั้งหมดทราบว่า พี่จินิกับพี่เหม่ยเซียนเสียชีวิตพี่ไป๋เฮ่อเป็ผู้เดียว ซึ่งไม่ได้อยู่ในหมู่ตึก”
หยางป๋อหูแค่นเสียงกล่าวว่า
“เป็มันลอบหลบหนี ออกจากหมู่ตึกพันอักษร ยามวิกาลต่างหาก”
หลินอิงฮวาโต้กลับทันควัน
“ไม่ได้อยู่ในหมู่ตึก ไม่ได้แปลว่าหลบหนี ยิ่งไม่อาจปรักปรำว่าเป็ผู้กระทำหากคนที่ท่านรักแต่ง...”
ติงฝูหรงกระแอมขึ้น ขัดหลินอิงฮวา ส่ายหน้าไม่้าให้นางรื้อฟื้นเื่นี้ขึ้น
บัณฑิตไร้ร่องรอยยิ้มอย่างมีชัย หัวเราะฮึ ๆ ในลำคอ
“เห็นไหมท่านก็รู้...พวกเราทุกคนก็รู้ว่า อี่ไป๋เฮ่อคิดอย่างไรกับการแต่งงานของคนทั้งสอง หลังเกิดเหตุมันยังเป็ผู้เดียว ที่ไม่อยู่ในหมู่ตึกย่อมเป็ผู้น่าสงสัยที่สุด มันไปไหน? ทำไมต้องไปเวลานั้น? ประเด็นเหล่านี้เป็สิ่งซึ่งเหล่าท่านผู้เฒ่าสงสัย มิใช่ข้าพเ้าคิดขึ้นเอง ยิ่งกว่านั้นขอถามท่านควันปลิดบุปผาพรากั เป็ยาพิษของผู้ใด?”
ติงฝูหรงไม่อาจตอบโต้หยางป๋อหู ในประเด็นเหล่านี้การหายตัวไปโดยไม่บอกกล่าว ในคืนนั้นของอี่ไป๋เฮ่อ นับว่าน่าสงสัยยิ่งจริง ๆเมื่อไม่อาจโต้ตอบ จึงต้องตอบคำถามของมัน
“เป็ยาพิษประจำตัวของ ‘โฉมสะคราญมืออสูร’ เื่นี้ผู้ใดย่อมทราบ”
“ถูกต้อง สิบห้าปีก่อน ‘โฉมสะคราญมืออสูร’ ใช้ ‘ควันปลิดบุปผาพรากั’คร่าชีวิตเหล่ายอดฝีมือไปมากมาย ควันพิษชนิดนี้มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากพิษชนิดอื่น นั่นคือความรุนแรงของพิษจะขึ้นอยู่กับพลังฝีมือของผู้ได้รับพิษ
“ผู้ถูกพิษยิ่งมีพลังฝีมือกล้าแข็ง พิษยิ่งรุนแรง ซ้ำออกฤทธิ์รวดเร็วยิ่งพิษชนิดนี้ไม่มีทั้งยาขจัด และวิธีถอนพิษ ครั้งนั้นไม่เคยมีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว นับเป็ที่หวาดหวั่น ของเหล่ายอดฝีมือยุคนั้นยิ่งข้าพเ้ากล่าวถูกต้องหรือไม่?”
สามสตรีต่างพยักหน้า กรณีนี้เป็ความน่าสะพรึงกลัวซึ่งชาวยุทธ์เล่าขานกันตลอดสิบห้าปี
หยางป๋อหูกล่าวต่อไปว่า
“แต่โฉมสะคราญมืออสูร อาละวาดอยู่ได้ไม่นาน ‘ราชันย์กระบี่เหล็ก’สามารถขจัดเภทภัยนางนี้ได้ เมื่อเป็เช่นนี้ควันพิษบนตัวนางย่อมตกเป็ของราชันย์กระบี่เหล็ก ถามพวกท่านราชันย์กระบี่เหล็กเป็อาจารย์ของผู้ใด?”
หลินอิงฮวาโต้กลับทันควัน
“เพ้อเจ้อ! ท่านอาจารย์พี่ไป๋เฮ่อ เปี่ยมคุณธรรมเพียงใดเหล่าชาวยุทธ์ต่างรู้กันทั่ว ไหนเลยมีพฤติกรรม ฉกฉวยสิ่งของจากร่างคนตาย!
“ยิ่งเป็พิษร้ายแรงเช่นนี้ แม้พบเห็นจริง ย่อมทำลายทิ้งแน่นอนอาจารย์พี่ไป๋เฮ่อไม่เก็บไว้ เป็สมบัติส่วนตัวแน่นอน ท่านแต่งเื่ราวเช่นนี้ทำลายชื่อเสียงราชันย์กระบี่เหล็ก ซ้ำยังกล่าวหาพี่ไป๋เฮ่อนำยาพิษชนิดนี้มาใช้อีก!”
“หนังสือข้าพเ้า มีตรงไหนกล่าวหาราชันย์กระบี่เหล็ก? ท่านเปี่ยมคุณธรรมขจัดเภทภัยให้ยุทธจักรมากมาย ข้อนี้ทุกคนล้วนทราบดีการที่ท่านเก็บควันพิษชนิดนี้ไว้ อาจเพราะมีเหตุผลอื่นใดก็เป็ได้แต่ศิษย์อาจารย์ไม่จำเป็ต้องมีนิสัยเหมือนกัน หลังโฉมสะคราญมืออสูรตายไปพิษชนิดนี้หายสาบสูญไปแปดปีเต็ม แล้วจู่ ๆ กลับปรากฏขึ้นอีกครั้งในคืนวันแต่งงานของ คุณชายจินิกับแม่นางเหม่ยเซียน หากมิใช่อี่ไป๋เฮ่อผู้ใดสามารถเป็เ้าของพิษชนิดนี้ได้!”
หลินอิงฮวาไม่ยอมรับอย่างยิ่ง ยังทุ่มเถียงต่อ
“ควันปลิดบุปผาพรากั ไม่แน่ว่าเป็ของโฉมสะคราญมืออสูรเสมอไปอาจเป็ผู้อื่นคิดควันพิษชนิดนี้ขึ้นก็ได้”
หยางป๋อหูวาดสายตาคมกริบ มองพี่น้องตระกูลหลินช้า ๆกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน
“สิบห้าปีก่อน บิดาของพวกเ้า ออกมายอมรับเองว่า ไม่อาจเยียวยารักษาผู้ถูกพิษชนิดนี้ได้ กระทั่งเกิดเหตุฆาตกรรมเมื่อเจ็ดปีก่อนบิดาของพวกเ้ายังยืนยันว่า ไม่มีวิธีขจัดพิษชนิดนี้หรือวันนี้แม่นางหลินมีความมั่นใจ สามารถเยียวยารักษาได้?”
หลินจวี๋ฮวาส่ายหน้า นางความจริงบันดาลโทสะ ไม่น้อยกว่าหลินอิงฮวา ทว่ายามนี้จำต้องอดกลั้นไว้การโต้เถียงกันในกรณีนี้ ไม่เป็ผลดีต่อตระกูลหลินแม้แต่น้อย
เนื่องเพราะนี่เป็ความอัปยศ เพียงเื่เดียวของตระกูลหลิน...
ควันปลิดบุปผาพรากั เป็พิษชนิดเดียวจริง ๆ ซึ่งตระกูลของนางไม่อาจปรุงยาขจัดได้...
สิบห้าปีก่อน ขณะโฉมสะคราญมืออสูรออกอาละวาดในยุทธจักร พี่น้องตระกูลหลินยังเล็กยิ่งไม่รู้ความใด หากพอเติบโตขึ้นพวกนางค่อยทราบว่า ขณะนั้นเหล่าชาวยุทธ์ ต่างร่วมมือพิทักษ์คุ้มครองประมุขตระกูลหลินอย่างสุดชีวิต เพราะท่านเป็ความหวังเพียงหนึ่งเดียว ในการปรุงยาขจัดควันปลิดบุปผาพรากั
ครั้งนั้นเหล่ายอดฝีมือ สละชีวิตไปมากมาย ทว่าบิดาของนางกลับปรุงยาขจัดพิษไม่สำเร็จ
กระทั่งในที่สุด เพราะราชันย์กระบี่เหล็กเสี่ยงชีวิตจึงสามารถขจัดเภทภัยนางนี้ได้
พวกนางทราบว่า ท่านพ่อเสียใจอย่างยิ่ง เหล่ามิตรสหายซึ่งมาคุ้มครองต้องสละชีวิตไปมากมาย แต่ท่านกลับทำให้เหล่าสหายต้องตายโดยไร้ค่า...
หยางป๋อหูเห็นหลินจวี๋ฮวา นิ่งเงียบไม่ตอบ ท่าทีซึมเซาลง ก็แค่นหัวร่อกล่าวว่า
“ถ้า้าปรุงยาพิษขึ้นมา หากเป็พิษชนิดใหม่ ย่อมมิใช่เื่ยากกระไรแต่ถ้า้าปรุงพิษ อันมีคุณสมบัติเหมือนกับพิษ ซึ่งมีอยู่แล้วทุกประการอย่างนั้นประการแรก ต้องแยกแยะส่วนประกอบ พิษชนิดนั้นให้ได้ก่อนเมื่อแยกส่วนประกอบได้ ไหนเลยไม่สามารถ ปรุงยาขจัดพิษได้?
บัณฑิตไร้ร่องรอยจงใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงดังขึ้น
“หมายความว่า ผู้ซึ่งสามารถปรุงควันปลิดบุปผาพรากัต้องปรุงยาขจัดพิษได้ก่อน เฮอะ ตระกูลหลินของพวกเ้ามีวิชาแพทย์สูงเยี่ยมที่สุดในยุทธจักร เมื่อคนตระกูลหลิน ยอมรับเองว่าจนปัญญาไม่อาจปรุงยาขจัดพิษ หรือพวกเ้ากำลังจะบอกว่ามีผู้อื่นใด เก่งกาจสามารถกว่าตระกูลหลินของเ้า!”
หลินจวี๋ฮวายังคงนิ่งเงียบ หลินอิงฮวาครั้งนี้ ถึงกับอับจนถ้อยคำจะตอบโต้
เหตุการณ์ฆาตกรรมเมื่อเจ็ดปีก่อน ยิ่งตอกย้ำความอัปยศของตระกูลหลินอีกครั้ง
ครานั้น นอกจากไม่อาจช่วยชีวิตคู่บ่าวสาว ถึงกับไม่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดควันพิษซึ่งสาบสูญไปแปดปี กลับปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง และใครกันเป็ผู้แพร่พิษ?
ติงฝูหรงตรึกตรองครู่หนึ่ง ยังส่ายหน้าไม่เห็นด้วย กล่าวว่า
“ข้าพเ้าไม่อยากเชื่อว่า นี่เป็ข้อสรุปของคนละเอียด รอบคอบอย่างท่านสิ่งที่ท่านกล่าวล้วนเป็ การไล่จากผลไปหาเหตุทั้งสิ้น เพราะท่านยึดถือว่าผู้สามารถมีควันปลิดบุปผาพรากั ต้องเป็คนสุดท้าย ซึ่งเผชิญหน้ากับโฉมสะคราญมืออสูรอย่างนั้นควันพิษย่อมอยู่ที่ราชันย์กระบี่เหล็ก
“เมื่อจู่ ๆ พี่จินิกับพี่เหม่ยเซียนถูกวางยาพิษผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งจึงเป็พี่ไป๋เฮ่อ ภายหลังเมื่อประมุขห้าตระกูลใหญ่ยืนยันว่าพี่ไป๋เฮ่อเป็ผู้บริสุทธิ์ ท่านกลับยืนกรานความเห็นของตนไม่เชื่อข้อสรุปของเหล่าประมุข แต่จนถึงวันนี้ ท่านก็ไม่สามารถหาหลักฐานอื่นใดมายืนยันข้อกล่าวหาที่มีต่อพี่ไป๋เฮ่อได้...”
ซินแสลิขิตฟ้าติงฝูหรง ชะงักคำพูดชั่วครู่ นางเก็บความสงสัยเหล่านี้ไว้ในใจนานเกินไปจริง ๆ เวลานี้ข้อสงสัยความอัดอั้นภายในจิตใจประทุหลั่งไหลออกมาสิ้น
“เหล่าประมุขทั้งห้าตระกูล ยืนยันความบริสุทธิ์ของพี่ไป๋เฮ่อโดยไม่ให้เหตุผลใด เพียงบอกว่าไม่ใช่พี่ไป๋เฮ่อเป็ผู้กระทำเท่านั้นนี่นับเป็เื่ประหลาดจริง ๆ มิหนำซ้ำยังหาตัวผู้วางยาไม่ได้เหล่าท่านผู้เฒ่ากลับคิดยุติเื่ราว ทั้งที่...ผู้เสียชีวิตคือทายาทผู้สืบทอดตระกูลกงซุนกับตระกูลซ่างกวนเหตุใดเหล่าประมุขจึงยุติเื่ราวไว้แค่นั้น ราวกับ...ตั้งใจปล่อยให้....”
หลินจวี๋ฮวาทราบดีว่า ติงฝูหรงเศร้าเสียใจต่อเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็อย่างยิ่ง จึงกล่าวปลอบโยนว่า
“พี่ฝูหรง...เหล่าท่านผู้เฒ่ากล่าวชัดเจนแล้วว่า มิใช่ไม่้าหาตัวฆาตกรหากแต่ไม่มีหลักฐานใด ให้สืบสาวราวเื่ได้ต่างหาก ผู้หนึ่งสูญเสียบุตรชายอีกผู้หนึ่งสูญเสียบุตรสาว ความสูญเสียนี้ใหญ่หลวงยิ่ง เหล่าท่านผู้เฒ่าไหนเลยไม่สืบสาวจนสุดความสามารถ”
หยางป๋อหูได้ฟังคำกล่าวของหลินจวี๋ฮวาถึงกับหัวเราะเสียงดัง
หลินอิงฮวาเห็นมันหัวเราะ คำพูดผู้เป็พี่สาว ถึงกับถลึงตาใส่ทำท่าจะตอบโต้อีก แต่ติงฝูหรงบีบมือนางเบา ๆ ถ้อยคำซึ่งคิดกล่าวจึงชะงักไว้
ซินแสลิขิตฟ้ายิ้มอย่างหดหู่ยิ่ง กล่าวอย่างท้อแท้
“...ไม่มีหลักฐานใด ให้สืบสาวราวเื่ได้ นับว่าเหลือเชื่ออย่างยิ่งด้วยภูมิความรู้ของเหล่าท่านผู้เฒ่า ไฉนไม่อาจสาวถึงตัวฆาตกรได้? เฮอะมันผู้นั้นลงมือหมดจดเพียงนั้นเชียว?”
หยางป๋อหูพยักหน้าไม่หยุด เห็นด้วยกับคำกล่าวของติงฝูหรงยิ่งมันฉวยโอกาสกล่าวต่อว่า
“ข้าพเ้าก็คาดคิดเช่นท่าน เื่นี้ต้องมีเลศนัยแน่นอน...ยกตัวอย่างเช่นผู้กระทำผิดเป็ศิษย์ของบุคคล ซึ่งเคยมีบุญคุณใหญ่หลวงกับยุทธจักรเหล่าท่านผู้เฒ่าล้วนสำนึกบุญคุณคนผู้นั้น จึงทำได้เพียงอโหสิให้กับ...”
หลินอิงฮวาอดรนทนไม่ได้ ต้องสวนกลับทันที
“เฮอะ! ไป ๆ มา ๆ ท่านก็โยนความผิด ใส่พี่ไป๋เฮ่อจนได้! ขอถามท่านหากบิดามารดา ลูกสาว ลูกชาย พ่อตา แม่ยาย อาหญิง น้าชาย พี่สะใภ้ น้องเขยถูกผู้มีพระคุณของท่านสังหาร ท่านจะกล่าวคำอโหสิได้หรือ!”
บัณฑิตไร้ร่องรอยร้องเพ้ย
“ข้าพเ้าไหนเลย มีญาติมากมายปานนั้น”
ติงฝูหรงกล่าว ดั่งรำพึงรำพันกับตนเอง
“พี่ไป๋เฮ่อก็แปลกประหลาดยิ่ง ถูกท่านตั้งข้อกล่าวหาสาหัสเช่นนี้แต่กลับไม่ออกมาบอกกล่าว ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาใดทั้งสิ้น ไฉนพี่ไป๋เฮ่อจึงนิ่งเงียบปล่อยให้ชาวยุทธ์เล่าลือกันต่าง ๆ นานา”
หยางป๋อหูได้ยินนางพาดพิงถึงมัน จึงกล่าวเหน็บขึ้นว่า
“แม่นางติง ท่านก็ทราบว่าผู้สมควรรู้เื่ราวทั้งหมดคือประมุขทั้งห้าตระกูลและอี่ไป๋เฮ่อ สองในห้าของเหล่าประมุขคือท่านผู้เฒ่าแซ่ติงกับคุณชายฟาง คนหนึ่งเป็บิดาท่าน อีกคนเป็เสมือนน้องชายท่านเหตุใดเจ็ดปีนี้ ท่านไม่ไปไต่ถามสองคนนั้นบ้าง?”
ซินแสลิขิตฟ้านิ่งอึ้ง นางไม่กล่าวสิ่งใดอีก...