การประลองยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งชื่อของซ่งไป่หลางถูกเรียกให้ออกไปประลองอีกครั้งคู่ต่อสู้ของเขาคราวนี้กลับเป็อันดับสิบของการทดสอบ แน่นอนว่าซ่งไป่หลางสามารถเอาชนะได้ภายในฝ่ามือเดียวเท่านั้น
เช่นเดียวกันอู่ลี่ลี่ที่เผชิญหน้ากับผู้ที่มีอันดับสิบห้านางสามารถเอาชนะได้ในกระบวนท่าเดียวส่วนเทียนหลู่ลี่และซ่งชางหยางยังคงเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างไม่ลำบากนักทว่าความห่างชั้นระหว่างพวกเขากับอู่ลี่ลี่และซ่งไป่หลางนั้นยังคงแสดงออกอย่างชัดเจน
จนกระทั่งในการประลองรอบที่สี่คู่ต่อสู้ของซ่งชางหยางกลับเป็เทียนหลู่ลี่ทำให้การประลองครั้งนี้กลายเป็น่าจับตาดูขึ้นมาเพราะหากไม่นับตัวซ่งไป่หลางและอู่ลี่ลี่ที่เป็อัจฉริยะของการประลองแล้วทั้งสองคนนี้ก็นับได้ว่าเป็ผู้ที่น่าจับตามองรองลงมา
ซ่งชางหยางเป็ฝ่ายเริ่มโจมตีก่อนด้วยหอกเพลิงปฐีในมือทำให้พลังโจมตีของซ่งชางหยางนับว่าน่าหวาดหวั่นอย่างมากน่าเสียดายที่คู่ต่อสู้ของมันคือเทียนหลู่ลี่ที่มีอาวุธระดับกลางอยู่ในมือเช่นกันกระบี่เหล็กเงินของเทียนหลู่ลี่วาดออกเป็วงปะทะต้านทานกับหอกเพลิงปฐีของซ่งชางหยางเวลาผ่านไปเพียงสองก้านธูปทั้งสองก็ปะทะกันมากกว่าสามสิบกระบวนท่าแล้ว
ไม่มีผู้ใดเสียเปรียบได้เปรียบหากแต่เห็นได้ชัดว่าในด้านฝีมือและเทคนิคเทียนหลู่ลี่เหนือกว่าเพราะเขาสามารถสู้กับซ่งชางหยางที่มีชุดคลุมอักขระได้อย่างสูสี หากให้ซ่งชางหยางถอดชุดคลุมออกไม่แน่ว่าเขาอาจเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ในเวลาไม่นาน
“ซ่งชางหยาง ยอมแพ้เถอะ อันดับสี่เหมาะกับเ้าแล้ว” เทียนหลู่ลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
ซ่งชางหยางคำราม “ไม่มีทาง เป้าหมายของข้าคืออันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็เ้าอู่ลี่ลี่หรือเ้าเศษสวะซ่งไป่หลางข้าก็จะบดขยี้ให้หมด”
“ช่างไม่เจียมตน เอาชนะข้ายังอาจพอเป็ไปได้แต่อู่ลี่ลี่นั้นเหนือกว่าเ้าไปหลายขั้นไม่ต้องเอ่ยถึงซ่งไป่หลางที่เ้ากล้าเรียกเขาว่าเศษสวะ ในสายตาของเขาเ้านั่นแหละที่เป็เศษสวะไม่มีค่าอันใดให้ต้องเหลียวแล” เทียนหลู่ลี่แค่นเสียง
“หุบปาก”
เคล็ดหอกตระกูลซ่ง หอกเพลิงคำรน
เคล็ดกระบี่ตระกูลเทียนวรุณกระบี่พลิกเมฆ
เปรี้ยง!! ร่างของเทียนหลู่ลี่ถูกดีดกระเด็นเล็กน้อยจากการปะทะทว่าในทางกลับกันบนร่างของซ่งชางหยางปรากฏาแถูกแทงถึงสามจุด แม้จะไม่ใช่าแใหญ่โตแต่ก็นับได้ว่าการโจมตีของเทียนหลู่ลี่ลอดผ่านการปกป้องของชุดคลุมอักขระได้สำเร็จ
“ไม่เลวเ้าเด็กนั่นเลือกที่จะเมินเฉยต่อพลังโจมตีอันแข็งแกร่งของศัตรูจงใจต้านรับให้พ่ายแพ้แต่กลับเล็งไปที่การสวนกลับอย่างเฉียบคมแม้จะพ่ายแพ้การปะทะแต่กลับชนะในการต่อสู้ หากไม่ใช่เพราะซ่งชางหยางมีชุดคลุมอักขระป้องกันเขาคงาเ็หนักไปแล้ว”เซี่ยหยางเอ่ยชมเชยกลยุทธ์ของเทียนหลี่ลู่
ซ่งไป่หลางรับฟังคำพูดของอาจารย์ด้วยความสนใจด้วยรู้ว่าจุดอ่อนของตนคือไม่เคยปะทะกับผู้ที่มีพลังระดับสูสีหรือเหนือกว่าตนในเวลานี้ดังนั้นจึงขาดเทคนิคในการต่อสู้ไปมาก วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเรียนรู้คือสังเกตจากการประลองของคนอื่นหากอาจารย์เอ่ยชมเทคนิคของใครเขาจะรีบจดจำมันทันที
เซี่ยหยางเองก็รู้ดีว่าศิษย์ของตน้าฝึกฝนดังนั้นจึงพยายามเอ่ยแนะนำทุกอย่างที่สอนได้ มันรู้สึกยินดีที่ซ่งไป่หลางไม่กลายเป็คนที่หยิ่งยโสหลังจากพบว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าผู้อื่นเพราะในอนาคตซ่งไป่หลางจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าตนเองอีกมากมาย หากหยิ่งยโสเกินไปเมื่อถึงเวลานั้นคงไม่อาจเอาชีวิตรอดไปได้
ความแตกต่างระหว่างซ่งไป่หลางกับอัจฉริยะทั่วไปก็คือเขาเข้าใจถึงความอ่อนแออย่างลึกซึ้งดังนั้นแม้จะแข็งแกร่งขึ้นมากมายเพียงใดในใจของซ่งไป่หลางยังคงตระหนักว่าเขานั้นอ่อนแออยู่เสมอต่อให้แข็งแกร่งกว่าคนหมื่นคนแต่ยังมีคนที่แข็งแกร่งกว่าตนอีกนับแสนนับล้านเมื่อคิดเช่นนี้ซ่งไป่หลางจึงไม่เคยคิดหยิ่งยโสเลยแม้แต่น้อย
ซ่งชางหยางพบว่ายิ่งการประลองดำเนินต่อไปตนเองกลับตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะฝีมือของเทียนหลู่ลี่เหนือกว่ามันหนึ่งขั้น อีกทั้งด้วยสภาวะอารมณ์ที่แตกต่างกันเทียนหลู่ลี่มีความสงบนิ่งเป็อย่างมาก ในขณะที่ซ่งชางหยางมัวแต่มองหาวิธีการเป็อันดับหนึ่งโดยมองข้ามการประลองครั้งนี้ไปดังนั้นสมาธิในการต่อสู้ของทั้งสองจึงแตกต่างกัน
“เทียนหลู่ลี่ชนะแน่” อู่ลี่ลี่เอ่ยออกมาเบาๆเด็กสาวมั่นใจอยู่หลายส่วน
ซ่งชางหยางคำรามอย่างไม่ยินยอมถึงกับะเิพลังของหอกเพลิงปฐีออกมาจนเกินขีดจำกัด อาวุธได้รับความเสียหายเทียนหลู่ลี่เบิกตากว้างมองดูหอกเพลิงปฐีที่เป็อาวุธระดับกลางเช่นเดียวกับกระบี่ของตนในสภาวะที่ซ่งชางหยางโจมตีอย่างแลกชีวิตเช่นนี้ เทียนหลู่ลี่มีเพียงต้องยอมใช้กระบี่ของตนเกินขีดจำกัดเพื่อต้านรับไม่เช่นนั้นคงาเ็ไม่น้อยเป็แน่
ในวินาทีนั้นเทียนหลู่ลี่กลับตัดสินใจได้บ้าบิ่นยิ่งกว่าฝ่ายตรงข้ามแทนที่จะใช้กระบี่ต้านรับกลับพยายามที่จะก้าวเท้าหลบออกจากรัศมีการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมเสียกระบี่ในมือไป แม้ว่าด้วยอำนาจอิทธิพลของตระกูลเทียนกระบี่เล่มนี้แม้มีค่าแต่ก็ยังไม่ถึงกับหาใหม่ไม่ได้แต่เทียนหลู่ลี่เป็คนประเภทที่ให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆรอบตัวมากดังนั้นจึงไม่คิดยอมสละกระบี่ที่ตนใช้และผูกพันมานานเพียงแค่เพราะการประลองครั้งนี้
ฉัวะ!! ร่างของเทียนหลู่ลี่ได้รับาแอย่างรุนแรงจนเกือบหมดสติซ่งชางหยางคำรามอย่างฮึกเหิมเตรียมโจมตีซ้ำให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้ทว่าดวงตาของเทียนหลู่ลี่กลับฉายแสงอย่างมุ่งมั่นเช่นเดียวกับกระบี่ที่เคลื่อนไหวพร้อมกับแผ่พลังกดดันออกมาไม่หยุดยั้ง
‘เกิดอะไรขึ้น ราวกับว่ากระบี่ของเทียนหลู่ลี่ตอบรับต่อการเรียกใช้ของเขา’ซ่งไป่หลางรู้สึกตกตะลึงเมื่อเห็นสภาวะกระบี่ของเทียนหลู่ลี่ที่เกิดขึ้นใน่เวลาวิกฤติ
กลับเป็เซี่ยหยางที่หัวเราะออกมา“ไม่ต้องประหลาดใจเ้าหนูอาวุธทุกชิ้นหากถูกใช้อย่างยาวนานเจตจำนงค์ของเ้าของมักจะถูกซึมซับจนเกิดเป็จิติญญา กระบี่ของเ้าหนูนั่นแม้จะไม่ได้มีพลังอำนาจเทียบเท่าอาวุธระดับสูงแต่กลับมีจิติญญาที่ชัดเจนอย่างมาก อีกทั้งความผูกพันระหว่างอาวุธและเ้าของยังเหนือกว่าเ้าเด็กซ่งชางหยางอีกหลายเท่าหากได้ใช้อาวุธที่มีจิติญญาและยอมรับเ้าของอย่างเต็มที่ การจะสำแดงพลังกดดันระดับนี้ก็เป็เื่ปกติธรรมดา”
อันที่จริงเทียนหลู่ลี่เองก็ไม่รู้ว่าอาวุธของตนมีจิติญญาเพียงแค่รู้สึกถึงความผูกพันระหว่างตนและกระบี่จึงทำให้เกิดเป็สภาวะที่คนและกระบี่หลอมรวมกันก่อนที่ซ่งชางหยางจะได้จู่โจมเทียนหลู่ลี่พลันขยับกระบี่อย่างรวดเร็วกลายเป็ประกายแสงฟาดฟันเข้าใส่ร่างของซ่งชางหยางอย่างรวดเร็ว
“อั่กก”ซ่งชางหยางกระอักเืรีบชะงักท่วงท่าแล้วเปลี่ยนเป็ก้าวถอยดวงตาสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่น หากเมื่อครู่ไม่ใช่เพราะมีเสื้อคลุมอักขระเกรงว่ากระบี่ของเทียนหลู่ลี่คงสามารถสังหารตนได้สำเร็จแล้ว
แม้ว่าเทียนหลู่ลี่จะอยู่ในสภาพาเ็แต่ซ่งชางหยางเองก็ใช่ว่าจะมีสภาพดีกว่ากันนักกลับกันเพราะฝืนใช้อาวุธของตนเกินขีดจำกัดบัดนี้หอกเพลิงปฐีกลับอยู่ในสภาพเสียหาย แม้จะยังใช้ต่อสู้ได้แต่พลังแฝงของอาวุธกลับอยู่ในสภาวะแห้งเหือดและไม่แน่ว่าอาจไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเป็อาวุธวิเศษได้อีก
เทียนหลู่ลี่ฝืนใจยืนหยัดใช้มือจรดกระบี่ก่อนจะทะยานเข้าหาซ่งชางหยางอีกครั้งหนึ่ง
เวลานี้พละกำลังรวมถึงพลังิญญาของเทียนหลู่ลี่แห้งเหือดระดับความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้เทียบได้กับแค่ผู้ที่มีพลังระดับสี่ก่อกำเนิดเท่านั้นทว่ากระบี่ในมือของเขาในเวลานี้กลับอยู่ในสภาวะแหลมคมถึงขีดสุด ในสายตาของซ่งไป่หลางกระบี่นี้ยังเป็การโจมตีที่น่ากลัวกว่าตอนที่เทียนหลู่ลี่อยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์ที่สุดเสียอีก
ซ่งชางหยางแค่นเสียงะเิพลังทั้งหมดที่มีในร่างกายฝืนใช้หอกเพลิงปฐีที่แม้จะไม่มีพลังแฝงแล้วแต่อย่างน้อยตัวหอกก็ยังทำจากวัสดุชั้นดีเมื่ออาวุธทั้งสองปะทะกันอีกครั้งหอกเพลิงปฐีกลับถูกทำลายอย่างง่ายดาย ซ่งชางหยาง้าแปรเปลี่ยนท่วงท่าเป็การต่อสู้มือเปล่ากลับพบว่าไม่สามารถต้านรับกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อยในที่สุดจึงถูกกระบี่ของเทียนหลู่ลี่แทงจนาเ็สาหัส
ผู้าุโเว่ยที่เป็ผู้คุมการสอบเห็นว่าซ่งชางหยางาเ็สาหัสทั้งยังไม่มีความสามารถที่จะต่อสู้ได้อีกผิดกับเทียนหลู่ลี่ที่แม้จะดูอ่อนแอแต่แท้จริงกลับเข้าสู่สภาวะหลอมรวมเจตศาสตราวุธเห็นได้ชัดว่าเป็ผู้ชนะในการประลองจึงรีบสั่งยุติการประลองและให้คนนำทั้งสองออกไปรักษาตัวให้เร็วที่สุดเพราะทั้งสองยังต้องประลองต่ออีกหลายรอบหลังจากนี้
ซ่งไป่หลางถอนหายใจออกมา “ได้เห็นเทียนหลู่ลี่ทำให้ข้านึกถึงสู่จิงลี่” คนผู้นี้เป็เ้าของตัวอักษรที่ถูกสลักเอาไว้ด้วยดาบในห้องของเขาสู่จิงลี่แสดงจิติญญาของตนผ่านตัวอักษร คนและดาบผูกพันเหนียวแน่น ดูแล้วคงเข้าสู่สภาวะเดียวกับเทียนหลู่ลี่ได้เช่นกัน
เซี่ยหยางกลับเอ่ยขัดออกมาว่า “ผิดแล้ว เทียนหลู่ลี่อาจจะเข้าสู่สภาวะเจตกระบี่ทว่าก็เป็เพียงขั้นต้นเท่านั้น ในขณะที่สู่จิงลี่ผู้นั้น แค่เห็นตัวอักษรข้าก็รู้ว่าเจตแห่งดาบของเขาเข้าสู่ระดับกลางแล้วฝีมือยังเหนือกว่าเทียนหลู่ลี่่หนึ่ง”
“ท่านอาจารย์ได้เห็นฝีมือของเทียนหลู่ลี่ทำให้ข้าอดคิดไม่ได้บางทีข้าอาจต้องหาอาวุธสักชิ้นหนึ่งมาฝึกฝนบ้าง” ซ่งไป่หลางเอ่ยอย่างไม่มั่นใจนัก
“เ้าเด็กโง่” เซี่ยหยางแค่นเสียง “การฝึกอาวุธให้เชี่ยวชาญนั้นไม่ง่ายโดยทั่วไปผู้ใช้อาวุธมักจะเกิดและเติบโตจากตระกูลที่มีวิชาอาวุธสืบทอดเก่าแก่ ฝึกฝนั้แ่เด็กจนเติบโตอยู่กับอาวุธนั้นั้แ่จำความได้ ดังนั้นจึงเกิดเป็ความผูกพันระหว่างคนและศาสตราเมื่อความผูกพันนั้นแข็งแกร่งพอจึงเข้าสู่สภาวะเจตศาสตรา ทว่ามันก็เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น”
เซี่ยหยางอธิบายต่อ “ในมิติของข้าผู้ใช้ศาสตราที่เข้าถึงเจตศาสตราเป็เพียงเด็กน้อยหัดเดินเท่านั้นเทียบกันแล้วก็คล้ายพลังขั้นก่อกำเนิด เมื่อพัฒนาไปจึงเข้าสู่ขั้นท่วงทำนองศาสตรามีระดับเทียบเท่าพลังขั้นเที่ยงแท้ ต่อมายังมีขั้นวิถีศาสตรา าาศาสตรา จักรพรรดิศาสตราเซียนศาสตราไล่ไปจนถึงขั้นแก่นแท้ เพราะแบบนี้ข้าจึงเอ่ยว่าสู่จิงลี่ที่เ้าชื่นชมนักหนายังไม่นับว่ามีค่าคู่ควรต่อการชื่นชม”
ซ่งไป่หลางรับฟังด้วยความทึ่ง ที่แท้ระดับขั้นของผู้ฝึกฝนอาวุธกลับลึกซึ้งถึงเพียงนี้
“ไม่จำเป็ต้องคิดถึงเื่ไกลตัว เ้าหนูเ้าเองก็มีอาวุธที่เป็ของเ้าเอง ทั้งยังยอดเยี่ยมยิ่งกว่าอาวุธใดๆในโลกเพียงแค่เ้ายังไม่สามารถใช้งานมันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่านั้น” เซี่ยหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น
“ข้ามีอาวุธงั้นหรือ” ซ่งไป่หลางมีท่าทีสงสัย
“อาวุธที่ว่าก็คือิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ที่หลอมรวมกับิญญาของเ้ายังไงละ” เซี่ยหยางเฉลย “แม้ในตอนนี้เ้าจะไม่สามารถใช้งานมันได้เพราะยังไม่สามารถควบคุมพลังธาตุที่เป็คุณสมบัติของขั้นเที่ยงแท้แต่อย่างน้อยิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งของร่างกายรวมถึงพลังิญญาของเ้าอย่างต่อเนื่อง และหากเ้าควบคุมมันได้ดั่งใจ มันจะเป็อาวุธที่ไม่ด้อยไปกว่าอาวุธชิ้นใดเลย”
“พลังขั้นเที่ยงแท้”ดวงตาของซ่งไป่หลางเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นและรอคอย
การประลองยังคงดำเนินต่อไปอู่ลี่ลี่และซ่งไป่หลางสามารถเอาชนะทุกคนได้อย่างง่ายดายเช่นเดิมส่วนเทียนหลู่ลี่และซ่งชางหยางต้องสละสิทธิ์ไปสองถึงสามรอบเพราะยังฟื้นฟูร่างกายได้ไม่สมบูรณ์นักทว่าแม้จะต้องสละสิทธิ์ทั้งสองคนก็ยังมีคะแนนนำคนอื่นอยู่พอสมควร
ในการประลองรอบที่เจ็ด ในที่สุดคู่ต่อสู้ของซ่งไป่หลางกลับเป็เที่ยนหลู่ลี่
เด็กหนุ่มตระกูลเทียนมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกแม้จะคิดไว้แล้วว่าคงต้องปะทะกับซ่งไป่หลางสักครั้งแต่เมื่อเวลามาถึงกลับไม่สามารถข่มใจของตนเองไม่ให้หวาดหวั่นได้แม้เขาจะพัฒนาอย่างก้าวะโจากการเข้าสู่สภาวะเจตกระบี่แต่ใจกลับรู้ดีว่ายังไม่สามารถเทียบชั้นกับซ่งไป่หลางได้อยู่ดี
ในที่สุดเทียนหลู่ลี่ถอนหายใจออกมาก่อนจะประกาศขอสละสิทธิ์ยอมแพ้เขายังเหลือการประลองอีกสองครั้งและยังไม่อยากหมดสภาพจนไม่สามารถต่อสู้ในรอบถัดไปได้
อู่ลี่ลี่ประลองกับอันดับหกทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าเดิมเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยังสามารถเอาชนะได้โดยไม่ลำบากนักส่วนซ่งชางหยางประลองกับอันดับสิบห้าแม้จะไม่มีหอกเพลิงปฐีแล้วแต่ซ่งชางหยางก็ยังแข็งแกร่งกว่าจึงเอาชนะได้สำเร็จ
จนกระทั่งถึงการประลองรอบที่เก้าซ่งไป่หลางขมวดคิ้วเมื่อพบว่าคู่ประลองของตนกลับเป็ซ่งชางหยาง
“แก ไอ้สวะนอกคอกอย่าคิดว่าแค่เพราะบังเอิญแกโชคดีแล้วจะสามารถครองอันดับหนึ่งได้ข้าจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าแกมันก็เป็แค่ของปลอมที่ไร้ค่าเท่านั้น”ซ่งชางหยางกลับรู้สึกเกลียดชังคนแซ่เดียวกับตนผู้นี้เป็อันมาก ส่วนหนึ่งเป็เพราะความรู้สึกริษยาซ่งไป่หลางในความทรงจำของมันเป็เพียงคนไร้ค่าคนหนึ่งเป็ลูกไก่ในกำมือที่มันสามารถเลือกได้ว่าจะให้อยู่ต่อหรือให้ตายตกไป
ทว่าหลังจากที่มันคิดว่าสามารถกำจัดขยะของตระกูลไปได้สำเร็จอยู่ๆซ่งไป่หลางกลับปรากฏตัวอีกครั้งทั้งยังอยู่ในฐานะที่สูงส่งกว่ามันมันไม่มีทางยอมรับว่าซ่งไป่หลางเหนือกว่าตนเองซ่งชางหยางรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนถูกอีกฝ่ายทำลายอย่างย่อยยับภายในเวลาสั้นๆ
ซ่งไป่หลางกลับรู้สึกสมเพชอีกฝ่ายแม้คราแรกความรู้สึกที่มีจะเต็มไปด้วยความโกรธแค้นแต่หลังจากขบคิดดูแล้วจึงพบว่าตนเองได้มีวันนี้ก็เพราะการกระทำของอีกฝ่าย หากไม่ถูกกดจนจมดินแล้วเขาจะพุ่งทะยานกลับขึ้นมาได้อย่างไรความรู้สึกโกรธแค้นของซ่งไป่หลางได้หายไปหมดแล้วหลงเหลือเพียงความเวทนาต่อซ่งชางหยางเท่านั้น
ซ่งชางหยางไม่สนใจว่าตนเองจะไม่มีอาวุธใช้อย่างไรเสียวิชาเพลงหมัดตระกูลซ่งที่มันฝึกฝนมาั้แ่เด็กก็อยู่ในระดับหกแล้วดังนั้นจึงมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะซ่งไป่หลางได้นอกจากนี้มันยังฝึกวิชาของนิกายบัว์อีกจำนวนมากมันไม่เชื่อเด็ดขาดว่าซ่งไป่หลางจะเหนือกว่า
เมื่อสัญญาณการประลองเริ่มขึ้นซ่งชางหยางพุ่งร่างเข้าหาซ่งไป่หลางร่ายท่าเพลงหมัดตระกูลซ่งเข้าฟาดฟัน ซ่งไป่หลางถอนหายใจออกมาจากที่ตนได้ฝึกฝนกับเซี่ยหยางจึงทำให้รู้ว่าเพลงหมัดตระกูลซ่งนั้นเป็เพียงวิชาขั้นกลางที่ไม่มีความโดดเด่นซ้ำร้ายยังมีจุดอ่อนร้ายแรงดังนั้นั้แ่นั้นมาตนจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับวิชานี้อีก
ซ่งไป่หลางก้าวเท้าหลบใช้ฝ่ามือปัดเบี่ยงหมัดของซ่งชางหยางทำให้อีกฝ่ายเสียจังหวะเล็กน้อยซ่งชางหยางแค่นเสียงรวบรวมพลังสร้างการโจมตีครั้งถัดไปหมัดตระกูลซ่งซัดเข้าใส่โดยมีเป้าหมายที่ท่อนล่างบริเวณจุดสำคัญของซ่งไป่หลางนับว่าเป็การลงมือที่สกปรกและเสื่อมเสียอย่างยิ่งทว่าในความคิดของซ่งชางหยางมีเพียง้าทำลายซ่งไป่หลางเท่านั้นจึงไม่คิดห่วงศักดิ์ศรีของตนเองอีก
ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วรับรู้ถึงเจตนาของอีกฝ่ายดังนั้นตัดสินใจโจมตีกลับโดยไม่เหลือความสงสารใดๆอีก
เคล็ดฝ่ามือบัว์
รูปลักษณ์ของเงาดอกบัวปรากฏขึ้นก่อนจะคลุมทับร่างของซ่งชางหยางในพริบตาการโจมตีของซ่งชางหยางยังไม่ทันเข้าถึงเป้าหมายร่างกายกลับรู้สึกหนักอึ้งทั้งยังเ็ปจนไม่อาจทนไหวสติของซ่งชางหยางดับวูบลงไปโดยไม่มีโอกาสได้เห็นสีหน้าสมเพชของซ่งไป่หลางด้วยซ้ำ
“ฝ่ามือบัว์ รุนแรงจริงๆ” ผู้ชมสูดลมหายใจด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บ ฝ่ามือบัว์นั้นในระดับทั่วไปเป็เพียงวิชาขั้นกลางธรรมดาเท่านั้นแต่เมื่อฝึกถึงขั้นสิบที่ทำให้มีเงาของบัว์ก่อตัวขึ้นจะกลายเป็วิชาที่มีพลังทำลายไม่ต่างจากวิชาระดับสูงเลยซ่งชางหยางโดนการโจมตีนี้เข้าไปเต็มๆจึงไม่แปลกที่จะหมดสติทั้งยังได้รับาเ็สาหัสยากจะฟื้นฟูในเวลาอันสั้น
“ซ่งไป่หลาง เ้าช่างอำมหิตนักซ่งชางหยางเป็พี่น้องของเ้าเหตุใดจึงลงมืออย่างรุนแรงขนาดนี้” หนึ่งในคนติดตามของซ่งชางหยางร้องออกมา
ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วทว่าไม่ได้โต้ตอบอันใด
ในเวลานั้นเทียนหลู่ลี่กลับะโออกมา“อย่าได้พูดจาเหลวไหลทุกคนย่อมเห็นว่าซ่งชางหยางมีเจตนาชั่วร้ายใช้วิธีการสกปรกก่อนหากซ่งไป่หลางไม่สามารถจัดการได้ก่อนเขาย่อมเป็ฝ่ายได้รับาเ็อย่างร้ายแรงเ้ายังกล้าเอ่ยว่าเขาอำมหิตอีกรึ”
“ถูกต้องเื่นี้เป็ซ่งชางหยางที่เล่นสกปรก” ผู้คนต่างโห่ร้องสนับสนุน
ผู้าุโเว่ยเห็นว่าเื่นี้อาจลุกลามใหญ่โตจึงรีบเข้ามาประกาศผลและส่งร่างของซ่งชางหยางไปให้ฝ่ายรักษาพยาบาลอย่างไรก็ตามหลังการประลองรอบนี้ผ่านพ้นไปทุกคนต่างยอมรับว่าซ่งไป่หลางนั้นคู่ควรกับอันดับหนึ่งอย่างแท้จริงเพราะการลงมือเพียงกระบวนท่าเดียวก็สามารถเอาชนะซ่งชางหยางได้ต่อให้เป็เทียนหลู่ลี่ก็ยังหลีกเลี่ยงที่จะประลองกับเขาเหลือเพียงอู่ลี่ลี่ที่อาจจะพอรับมือกับซ่งไป่หลางได้