บทที่ 7 หน้าไม่อาย (รีไรต์)
เมิ่งว่านถังลุกขึ้นนั่งทันที เปิดดูตั๋วที่อยู่ด้านใน พบว่าข้างในมีกระดาษปึกหนึ่ง
เธอหยิบออกมาดู ปรากฏว่าทั้งหมดเป็ตั๋วอาหารระดับประเทศ!
ตอนนี้ทุกคนมีแต่ตั๋วอาหารระดับจังหวัด พวกที่ทำงานในสำนักงานการศึกษามักจะต้องเดินทางไปต่างถิ่น พวกเขาจึงมักจะต้องหาคนแลกตั๋วอาหารระดับประเทศ
ดังนั้น การมีตั๋วอาหารระดับประเทศก็เท่ากับมีอาหารแล้ว
ตั๋วเหล่านี้สามารถช่วยให้ครอบครัวของพวกเขาประทังชีวิตไปได้อีกระยะหนึ่ง
เมื่อแก้ปัญหาเื่ปากท้องได้แล้ว สีหน้าของเมิ่งว่านถังก็ผ่อนคลายลง
เธอจึงมีเวลาว่างพอที่จะสนใจคนอื่น
“ทำไมคุณถึงกลับมาล่ะ? แม่ของคุณไม่เป็อะไรแล้วเหรอ?”
“ท่านฟื้นแล้ว หมอบอกว่าถ้าคืนนี้มีไข้ ก็ให้กินยาลดไข้ แล้วเฝ้าดูอาการสองวันก็จะไม่เป็ไรแล้ว” ลู่ชิงเหยี่ยชำเลืองมองเธออย่างประหลาดใจ ไม่คิดว่าเธอจะถามเื่นี้ด้วยตัวเอง
“ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว”
เมิ่งว่านถังมองตั๋วอาหารในมือ ตั้งใจจะออกไปแลกข้าวสารสักเล็กน้อย ไม่อย่างนั้นคืนนี้ที่บ้านคงไม่มีข้าวสารให้หุงหาอาหาร
เด็ก ๆ ไม่อยู่บ้าน ไม่รู้ว่าไปเที่ยวเล่นซนที่ไหน
“คุณไปตามเด็ก ๆ กลับมาก่อน แล้วค่อยออกไปซื้อเต้าหู้สักสองสามชิ้น คืนนี้เรากินเต้าหู้กัน ฉันจะไปที่จุดรวมตัวของยุวชนที่ถูกส่งลงมาทำงานในชนบทหน่อย ถามพวกเขาดูว่ามีใครอยากได้ตั๋วอาหารบ้าง จะได้เอาไปแลกเป็เงินหรือข้าวสาร ไม่งั้นคืนนี้คงต้องกินลมแทนข้าวกันแล้ว”
“...”
ลู่ชิงเหยี่ยมองภรรยาด้วยสายตาลึกซึ้ง “งั้นฉันออกไปตามหาเด็ก ๆ ก่อนนะ”
“ไปเถอะ ๆ!”
เมิ่งว่านถังแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะนับตั๋วอาหาร อยากให้เขารีบออกไปเดี๋ยวนี้เลย
ลู่ชิงเหยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย สุดท้ายก็เลือกที่จะเชื่อใจเธอ แล้วออกไปตามหาลูก ๆ
พอเขาออกไป เมิ่งว่านถังก็เริ่มตรวจสอบตั๋วอาหารอย่างมีความสุข
โอ้โห!
ลู่ชิงเหยี่ยอาจจะไม่มีเงิน แต่เขามีตั๋วอาหารมากมาย รวม ๆ แล้วน่าจะประมาณสองร้อยกว่าจิน ทั้งยังเป็ตั๋วข้าวสารที่ใช้ได้ทั่วประเทศ เมิ่งว่านถังลงจากเตียงสวมรองเท้าตั้งใจจะนำตั๋วไปซ่อน แต่บ้านของพวกเขามีพื้นที่น้อยนิดเดียว จะเก็บไว้ที่ไหนก็ดูไม่ปลอดภัย
เธอถอดรองเท้าขึ้นไปบนเตียงอีกครั้ง หยิบหมอนของตัวเองออกมา จากนั้นก็ไปที่ตู้เสื้อผ้า หาผ้าผืนหนึ่งออกมา ลองทาบดูในใจก็พอจะรู้ขนาดแล้ว
เธอลงไปหาผ้าอีกผืนหนึ่งมาทาบดู จากนั้นก็ยกจักรเย็บผ้าขึ้นมา แล้วเริ่มเย็บปลอกหมอน
ที่จักรเย็บผ้าเครื่องนี้ยังอยู่ เพราะเ้าของร่างเดิมให้คนอื่นยืมไปใช้
คนที่ให้ยืมใช้คือสะใภ้รองของฮั่วตงเซิง
ไม่อย่างนั้น ของสิ่งนี้ก็คงเป็เพียงขยะแล้ว
หลังจากเย็บปลอกหมอนเสร็จ เมิ่งว่านถังหยิบตั๋วอาหารออกมาสองสามใบ ส่วนที่เหลือก็ใส่กลับเข้าไปในซองจดหมายตามเดิม จากนั้นก็ใช้ผ้าผืนหนึ่งห่อเอาไว้แล้วยักเข้าไปในปลอดหมอน สุดท้ายก็เย็บปิดปาก ด้วยวิธีนี้เธอจึงไม่ต้องกังวลว่าเมื่อหยิบหมอนขึ้นมา ซองจดหมายจะหล่นออกมาจากข้างใน
เมิ่งว่านถังกอดหมอนราวกับเป็สมบัติล้ำค่า กอดอยู่พักหนึ่งก็วางหมอนกลับที่เดิม
ตอนออกจากบ้าน เธอยังตั้งใจหาแม่กุญแจมาล็อคประตูอย่างแ่า ก่อนจะหยิบตั๋วอาหารใส่กระเป๋าเดินไปยังจุดนัดพบของเหล่ายุวชนที่ถูกส่งลงมาทำงานในชนบท
ระหว่างทาง เมิ่งว่านถังเจอผู้หญิงหลายคนที่เพิ่งเลิกงานกลับมา
พวกผู้หญิงเ่าั้เห็นเมิ่งว่านถังเดินมา ต่างพากันหลบไปด้านข้างอย่างไม่รู้ตัว
เมิ่งว่านถังชะงักฝีเท้า หรี่ตามองผู้หญิงเ่าั้ พวกเธอก้มหน้าลงทันทีไม่กล้าสบตา
ที่แท้ก็เป็กลุ่มพี่สะใภ้ที่ชอบนินทาลับหลังคนอื่นนั่นเอง
เธอละสายตากลับไปสนใจเส้นทางข้างหน้า มุ่งไปยังจุดรวมตัวของเหล่ายุวชนที่ถูกส่งลงชนบท
เ้าของร่างเดิมก่อนที่จะสนใจฮั่วตงเซิง หลังจากบังเอิญเห็นเขาและเฉินเจียวเจียวมีเพศสัมพันธ์กัน เธอเคยหลงใหลหนุ่มยุวชนหน้าหวานคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่ลานบ้านนี้ น่าเสียดายที่ชายหนุ่มคนนั้นดันชอบเฉินเจียวเจียวและมีคู่หมั้นที่รออยู่ที่เมือง เมิ่งว่านถังตามตื๊อเขามากแค่ไหน เขาก็ไม่เคยชายตามอง แถมยังคิดว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงดี ๆ
แต่เมิ่งว่านถังก็ยังใจกว้าง มอบแต่ของดี ๆ ใจเขาตลอด
ส่วนเขาก็รับไว้โดยไม่ปฏิเสธ แต่เธอกลับไม่ได้อะไรเลยแม้แต่น้อย
เธอเป็เพียงสุนัขรับใช้ที่น่าสมเพศก็เท่านั้น
เมิ่งว่านถังได้แต่รู้สึกเวทนาตัวเองแทนเ้าของร่างเดิม
เมื่อมาถึงจุดรวมตัวของเหล่ายุวชนที่ถูกส่งลงมาทำงานในชนบท พวกเขาก็เพิ่งจะเลิกงานกลับมาพอดี ทั้งชายและหญิงต่างถือชามเข้าแถวรอรับน้ำ เมื่อเห็นเมิ่งว่านถังเดินเข้ามา เสียงพูดคุยกันอย่างครึกครื้นก็พลันเงียบลงทันที
ทุกคนหันไปมองโจวเจิ้งอันพร้อมกัน ดวงตาเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
โจวเจิ้งอันรู้สึกหงุดหงิดมาก ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มาที่นี่เกือบหนึ่งเดือนแล้ว
เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ใครจะไปรู้ว่าวันนี้เธอจะโผล่มาอีก
โจวเจิ้งอันไม่อยากสนใจผู้หญิงไร้ยางอายคนนี้ แต่ถ้าเขาแกล้งทำเป็ไม่สนใจ เธอก็จะะโเรียกชื่อเขา จนกว่าเขาจะยอมคุยด้วย
โจวเจิ้งอันไม่อยากให้คนอื่นเห็นเป็เื่ตลก
เขาถืออ่างน้ำ สีหน้าบึ้งตึงอย่างไม่เต็มใจเดินออกมาจากฝูงชน เมื่อเห็นเมิ่งว่านถังเดินเข้าไปด้านใน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะ เขาค่อย ๆ เดินเข้าไปหา ตั้งใจจะขวางหล่อนไว้แล้วรีบไล่ออกไป
ใครจะรู้ว่าเมิ่งว่านถังกลับเดินผ่านเขาไปราวกับมองไม่เห็น
เธอคิดจะทำอะไร?
ดวงตาของโจวเจิ้งอันเบิกตากว้าง ใบหน้าซีดเผือดด้วยความกลัว
เมิ่งว่านถังเดินเข้าประตูมา แล้วจ้องมองยุวชนหญิงทันที
ชื่อเสียงของเ้าของร่างเดิมไม่ค่อยดีนัก
นี่ไม่ใช่นิยายรักโรแมนติก ผู้หญิงในเื่ โดยเฉพาะนางเอกและนางร้าย ล้วนมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับผู้ชายหลายคน
แต่มันก็เป็ภาพสะท้อนโลกแห่งความเป็จริง
ดังนั้น เมิ่งว่านถังจึงให้ความสำคัญกับเื่ชื่อเสียงเป็อย่างมาก
นี่คือทศวรรษที่ 70
หากถูกจับได้ว่ามีชู้ จะต้องถูกแขวนป้ายประจานและถูกประชาทัณฑ์
เมิ่งว่านถังจึงต้องระมัดระวังตัวเป็พิเศษ
เมื่อเห็นหญิงสาวยุวชนจึงเดินตรงไปหา แต่ใครจะรู้ว่าจู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มยุวชนคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซมาทางเมิ่งว่านถัง จนเกือบจะชนกับเธอเข้า
โชคดีที่เธอหลบทัน ไม่อย่างนั้นคงไม่พ้นโดนชนเข้าเต็ม ๆ แน่
ยิ่งกว่านั้นคือ เธอยังเห็นมือของชายหนุ่มคนนั้นยกขึ้นมาด้วย
สมกับเป็นิยายอีโรติก ช่างกล้าหาญจริง ๆ
“เมิ่งว่านถัง เธอคิดจะทำอะไร?”
เสียงของยุวชนดังขึ้นจากด้านหลัง แฝงไปด้วยความโกรธและความอับอาย
หากเขาไม่ได้เรียกชื่อ เธอคงไม่หันกลับไปมอง
เธอจ้องมองชายหนุ่มที่มีใบหน้าขาวสะอาด สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ดูมีกลิ่นอายของนักศึกษาอยู่บ้าง ในใจคิดว่า หรือว่าคนนี้จะเป็ชายหนุ่มที่เคยตามตื๊อเ้าของร่างเดิม
เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงของชายคนนั้น เมิ่งว่านถังก็คิดว่าตนเองคาดเดาถูกแล้ว
หน้าตาของเขายังไม่หล่อเหลาเท่าลู่ชิงเหยี่ยเลยสักนิด ก็แค่ขาวกว่าลู่ชิงเหยี่ยนิดหน่อยเท่านั้น ส่วนสูงก็น่าจะประมาณ 176 เิเ หุ่นก็ดูเหมือนจะผอมบาง ขาของเขายังสั้นกว่าขาของเธออีก ดูเหมือนจะมีท่าทางเคร่งขรึม แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่คนดีอะไร
ถ้าเป็คนที่ซื่อตรงจริง ๆ ก็คงไม่รับของของเ้าของร่างเดิมหรอก
หน้าไม่อายจริง ๆ กล้าดียังไงมาจ้องเธอแบบนี้ ราวกับเธอเป็ตัวน่ารำคาญ
“เรียกฉันทำไม? จะคืนเงินรึไง?” เมิ่งว่านถังตั้งใจถาามเสียงดังด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
โจวเจิ้งอันช่างเป็คนที่ทำตัวเหมือนโสเภณีแต่ยังอยากตั้งศาลเตี้ยให้ตัวเองอีกเหรอ? ใช้เงินของเ้าของร่างเดิมอย่างสบายใจ แต่กลับมาทำหน้าบึ้งตึงใส่เธอ เป็หนุ่มหน้าขาว*[1]ก็ขอให้เป็ให้มันถึงหน่อยสิ ไม่อย่างนั้นก็รีบคืนของทั้งหมดมาซะ
“เธอพูดว่าอะไรนะ?”
โจวเจิ้งอันคิดว่าเมื่อครู่ตัวเองหูฝาดไป
“ฉันถามว่า เงินที่คุณยืมไปจากฉันก่อนหน้านี้ คุณตั้งใจจะคืนให้ฉันเมื่อไหร่? ถ้าคุณจำไม่ได้ ฉันช่วยคำนวณให้ก็ได้นะ ฉันมีสมุดบัญชีอยู่ แล้วก็จดเอาไว้อย่างละเอียดเลย”
เมิ่งว่านถังมองสีหน้าตกตะลึงของโจวเจิ้งอัน มุมปากก็ยกยิ้มเย้ยหยัน
โจวเจิ้งอันตัวแข็งค้าง ไม่พูดอะไรสักคำ
เขาแทบจะเสียสติไปแล้ว
ยัยนี่เพี้ยนไปแล้วเหรอ หรือว่าตั้งใจจะเรียกร้องความสนใจจากเขากันแน่?
เมิ่งว่านถังมองสีหน้าผู้ชายตรงหน้าที่สลับเปลี่ยนไปมาราวกับกิ้งกา สุดท้ายก็ปรายตามองเขาอย่างดูถูก ทั้งยังเผยสีหน้าหยิ่งผยอง เธอรู้ดีว่าไอ้หมอนี่คงคิดว่าตัวเองจงใจแน่ ๆ
หน้าด้านจริง ๆ
เธอขมวดคิ้วแล้วแกล้งพูดด้วยน้ำเสียงใว่า “คุณคงไม่ได้คิดจะเบี้ยวหนี้ฉันใช่ไหม? ตอนที่คุณยืมเงินฉัน คุณไม่ได้พูดแบบนี้นะ ทุกครั้งที่ลู่ชิงเหยี่ยส่งเงินมาให้ฉัน ฉันก็เอาไปให้คุณใช้ก่อนตลอด ถ้าคุณไม่คืนเงิน ฉันคงต้องให้ลู่ชิงเหยี่ยมาทวงกับคุณด้วยตัวเองแล้วละ”
[1] หนุ่มหน้าขาว เป็คำด่าที่ใช้ด่าคนที่อ่อนต่อโลก