“ก่อนกลับไปที่เรือน พวกเราแวะไปที่โรงครัวสักหน่อยเป็ไร” หลี่เอินตบถุงเงินที่เหน็บอยู่ข้างเอว
“ไปก็ได้ แต่ข้าไม่อยากได้อะไรหรอกข้าต้องเก็บเงินน่ะ”
“โอย..วันๆ เ้าก็เอาแต่คิดถึงเ้าตัวเล็ก เ้าต้องกินให้อิ่มนอนให้หลับถึงจะมีความสุขได้ ชีวิตของพวกเรามันก็ยากมากพอแล้วนะ” หลี่เอินตำหนิพลางฉุดแขนให้เหอซือหานลุกขึ้น
เหอซือหานได้แต่ยิ้มบางเดินตามหลี่เอินไป เขาไม่เคยใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเหมือนเด็กชายคนอื่นๆ ที่มักจะเอาเบี้ยเลี้ยงไปแลกกับขนมหวานหรือของก้นครัวมาแอบกินยามดึก เบี้ยเลี้ยงเพียงเล็กน้อยในแต่ละเดือนนั้นส่วนใหญ่ต้องส่งไปให้บิดา อีกส่วนที่น้อยนิดก็แบ่งเก็บไว้ไถ่เ้าตัวเล็กของตนออกมา ซึ่งยังไม่รู้ว่าต้องอีกกี่สิบปีมันถึงจะเพียงพอ
“หวังว่าข้าจะเก็บเงินได้มากพอที่จะไถ่ตัวเ้าออกมานะเ้าตัวเล็ก” เหอซือหานรำพันกับตัวเองเบาๆ
“เ้าจะเอามันกลับมาทำไมหรือซือหาน พวกเราอย่างไรก็ไม่ได้ใช้มันอีกแล้วนี่”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าแค่คิดว่าวันหนึ่งหากข้าตายไปข้าก็อยากมีมันฝังรวมไปกับศพของข้าด้วยกระมัง”
“เ้าคิดว่าต้องใช้เงินเท่าไรถึงจะไถ่มันได้หรือซือหาน”
“ข้าก็ไม่รู้อีกนั่นล่ะ จะไถ่มันจากผู้ใดข้าก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ..เ้าอยากรู้ไปทำไม ไหนว่าเ้าไม่อยากได้มันกลับมาอย่างไรเล่า?”
“เผื่อว่าวันหนึ่งถ้าข้าร่ำรวย ข้าจะช่วยเ้าไถ่มันออกมาอย่างไรเล่า ส่วนของข้า..ข้าไม่เอาหรอก เสี่ยวผิงบอกว่ามันกลายเป็ผักดองไปแล้วล่ะ น่าสะอิดสะเอียนชะมัด!!”
เด็กชายทั้งสองหัวเราะพร้อมกันอีกครั้ง แต่หัวใจของเหอซือหานนั้นพองโตยิ่งกว่าฟองสบู่ในโรงซักล้าง เป็อีกครั้งที่สหายเอ่ยปากว่าจะช่วยเขาไถ่เ้าตัวเล็ก ภายในวังหลวงอันกว้างใหญ่เขากลับได้พบมิตรภาพอันใหญ่ยิ่งได้ง่ายดายเหลือเกิน
………
สามปีต่อมา
แสงแดดยามเช้าส่องลอดช่องไม้ไผ่ของเรือนพักเข้ามาด้านใน เสียงกระดิ่งจากระเบียงหน้าตำหนักกลางดังไกลลิบเหมือนกับตั้งใจปลุกสติของเด็กหนุ่มให้กลับคืนมา
เหอซือหานในวัย 15 ปี ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า แขนขาเมื่อยล้า ความฝันเมื่อคืนยังหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ
โอ่งใบใหญ่ใบเดิม ปากโอ่งปิดไว้ด้วยฝาฟางและเสียงใครบางคนะโออกมาจากข้างในว่า “เ้าตัวเล็กของเ้าอยู่ในนี้”
เขาส่ายหน้าพลางถอนหายใจแล้วลุกขึ้นมาจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ทันใดนั้นเสียงอันคุ้นหูก็ดังขึ้น
“ตื่นได้แล้วเ้าพวกนกโง่!! หากช้ากว่านี้ข้าจะส่งพวกเ้าให้ไปขัดส้วมที่ตำหนักพระสนมเอานะ!” ซุนไห่ะโลั่น ทำให้เด็กหนุ่มที่ยังนอนกลิ้งอยู่บนเตียงหลายคนต้องรีบลุกพรวดพราดขึ้นมาราวกับโดนมดกัดก้น
เหอซือหานหัวเราะเบาๆ พร้อมกับเสี่ยวผิงที่บ่นพึมพำอยู่ข้างหู “เขาขู่อย่างนี้มาสามปีแล้ว บางทีข้าก็คิดนะว่าข้าอยากทดลองไปขัดส้วมที่ตำหนักพระสนมเอกดูบ้างว่าจะรู้สึกเป็อย่างไร”
“เ้าอย่าเพิ่งใส่ใจเื่ซุนไห่ เ้าดูทางนั้นก่อน” เหอซือหานพยักพเยิดไปยังร่างผอมที่ซุกตัวอยู่บนเตียงอีกด้าน
อาเฟยยังคงกรนอยู่เบาๆ แม้จะซุนไห่จะส่งเสียงะโดังลั่นจนเรือนแทบะเิ
“เดี๋ยวข้าถีบให้เอง” หลี่เอินว่า พลางขยับปลายเท้าไปใกล้ๆ อาเฟย ก่อนจะหยุดลงเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายตื่นแล้วละเริ่มขยับตัว
“เ้าจะทำอะไร! อย่าคิดนะว่าข้าไม่รู้” อาเฟยขยี้ตาพลางชี้นิ้วไปที่หลี่เอิน
“ตกลงเ้ามีสี่ตาจริงๆ ใช่หรือไม่อาเฟย!!” หลี่เอินเด้งตัวถอยหลังกลับไปที่เตียงตัวเอง
“ข้า! บอก! ให้! รีบ! ลุก!” ซุนไห่ขว้างถาดไม้มาชนประตูห้องของสี่สหายเสียงดังเปรี้ยง พร้อมกับเสียงก่นด่ายาวต่อเนื่องจนกระเบื้องบนหลังคาะเื ทำให้บทสนทนาภายในห้องเป็อันต้องสิ้นสุดลงไป
เช้าวันนี้สหายทั้งสี่คนถูกส่งตัวให้ไปช่วยงานที่ตำหนักบรรณสาร อันเป็แหล่งรวบรวมบันทึกเอกสาร และพระราชหัตถเลขาทุกฉบับของราชสำนัก นอกจากนี้ยังมีตำรับตำราและบันทึกต่างๆ อีกมากมายเกินกว่าที่คนผู้หนึ่งจะอ่านหมดได้ในชั่วชีวิตหนึ่ง
หน้าที่ของพวกเขาทั้งสี่คือการขนเอาบันทึกและตำราต่างๆ ออกมาตากแดดเพื่อป้องกันเชื้อราและกลิ่นอับ โชคยังดีที่ขันทีาุโประจำตำหนักบรรณสารไม่ได้ใจร้ายกับขันทีใหม่จนเกินไปนัก เพราะนอกจากกลุ่มของเหอซือหานแล้วก็ยังมีขันทีรุ่นพี่รวมทั้งนางกำนัลจากตำหนักอื่นๆ มาช่วยขนย้ายตำราด้วย
ภายใต้แสงอาทิตย์อันร้อนแรงนั้น เหอซือหานก็เริ่มสังเกตเห็นบางอย่างที่เปลี่ยนไปในตัวเอง
เขาสังเกตเห็นนางกำนัลที่ถูกส่งตัวมาช่วยตากตำราหลายคนมีใบหน้าเรียวงามน่ามอง จนเขาเผลอชำเลืองไปหลายรอบอย่างเสียอาการ ผมสีดำสนิทที่กำลังปลิวสยายยามพวกนางขยับร่างกายนั้นทำให้หัวใจของเขาเต้นแปลกๆ
“หลี่เอิน…ข้ารู้สึกใจเต้นแปลกเหมือนข้าจะเป็ลมเลย”
“ไม่นะ..เ้าอย่ามาให้ข้าช่วย ข้าเองก็รู้สึกไม่สบายตัวอย่างไรไม่รู้ เหมือนจะ..หายใจไม่ออก” หลี่เอินผลักร่างของสหายออกจากตัว พยายามสูดอากาศรอบๆ เข้าปอด
“เมื่อคืนเ้าเอาอะไรจากโรงครัวมาให้พวกเรากินกันแน่หลี่เอิน เหตุใดพวกเราถึงได้มีอาการแปลกๆ พร้อมกันเล่า?” อาเฟยซึ่งปกติจะง่วงงุนอยู่เสมอ วันนี้กลับตาโตหัวใจเต้นโครมครามอย่างน่าประหลาด
“ข้ารู้ ประเดี๋ยวเสร็จงานแล้วข้าจะบอก” เสี่ยวผิงเข้ามากระซิบกระซาบทำท่าอวดรู้อย่างผู้ทรงภูมิ
เหอซือหานหลุบตาลงต่ำ พยายามไม่หันไปมองเหล่านางกำนัลเ่าั้อีก เขาได้แต่เฝ้าคิดไปตลอดทั้งวันว่าเสี่ยวผิงรู้อะไรมา หรือเป็เพราะอาหารจริงๆ ที่ทำให้พวกเขามีอาการป่วยพร้อมกัน แล้วขันทีใหม่คนอื่นๆ จะมีป่วยเหมือนกับพวกเขาหรือไม่
ค่ำวันนั้นหลังจากงานทุกอย่างสิ้นสุด เสี่ยวผิงก็พูดขึ้นมาระหว่างที่ทุกคนกำลังล้อมวงนั่งกินข้าวต้มกันในห้องพักของพวกเขา
“พวกเ้ารู้หรือไม่? ขันทีรุ่นพี่ที่ตำหนักตะวันตกที่ชื่อหวังอี้น่ะ เขามีเมียลับอยู่นอกวังนะ เป็หญิงชาวบ้านที่รับเงินจากเขาเพื่อให้มาอยู่ด้วยในวันหยุดเทศกาล”
อาเฟยเบิกตากว้าง “ขันทีมีเมียได้ด้วยหรือ?”
“นั่นเป็เื่ของผู้อื่นเ้าเอามาพูดทำไมเสี่ยวผิง ข้าอยากรู้เื่อาการป่วยของพวกเราเมื่อกลางวันต่างหากนะ” เหอซือหานปรามสหายเอาไว้ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง
“พวกเราไม่ได้ป่วยหรอกซือหาน พวกเราก็แค่เติบโตกันแล้วต่างหาก..”
“โตหรือ..ข้าก็โตขึ้นทุกวัน ไม่เห็นจะมีความรู้สึกแปลกๆ เหมือนเมื่อเช้าสักหน่อย” อาเฟยเบ้หน้าไม่เข้าใจ
“เฮ้อ!! พวกเ้าเกิดมาจากต้นไผ่หรือไรกัน!! ข้าหมายถึงพวกเราเป็หนุ่มกันแล้ว หากยังมี..เ้าตัวเล็กอยู่ บางทีพวกเราก็จะมีเมียได้เหมือนคนอื่นๆ”
เสียงในวงเงียบกริบไปชั่วขณะ พูดถึงตรงนี้เหอซือหานและคนอื่นๆ ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า กลิ่นกายหอมประหลาดที่แผ่กำจายออกมาจากร่างของนางกำนัลเ่าั้มันกระตุ้นความรู้สึกตามธรรมชาติของพวกเขา
อาเฟยกลืนน้ำลายเสียงดังเอื้อกแล้วรีบสะบัดหัวไล่ความคิดสัปดนของตนออกไป
“แล้วเราต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้พวกเราไม่รู้สึกอึดอัดแปลกๆ แบบนั้นอีก” หลี่เอินถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าก็ไม่รู้หรอก” เสี่ยวผิงยกมือขึ้นมาเกาหัวป้อยๆ “ก็เพราะเื่นี้ข้าถึงเล่าเื่หวังอี้มีเมียอยู่ข้างนอกให้พวกเ้าฟังอย่างไรเล่า” เขาพูดต่อ
“มีคนบอกว่ายิ่งได้ััสตรีมากเท่าใด ส่วนนั้นของพวกเราก็อาจจะงอกขึ้นมาได้เร็วยิ่งขึ้นน่ะสิ หวังอี้ก็เลยพยายามทำงานหนักแล้วหาเงินไปเลี้ยงดูเมีย!”
“เป็เื่ไร้สาระอย่างแน่นอน!” เหอซือหานตบเข่าเสียงดังพูดเสียงหนักแน่น “สิ่งที่ถูกตัดออกไปแล้วมันจะไม่มีวันงอกออกมาใหม่ได้หรอก มันเป็เนื้อนะ..ไม่ใช่หัวไชเท้าเสียหน่อย”
เสี่ยวผิงพ่นข้าวต้มที่เพิ่งตักเข้าปากกระจายออกมาเต็มโต๊ะ “ทีแรกเ้าก็เรียกเ้าตัวเล็ก ทีนี้ก็มาเปรียบว่าเป็หัวไชเท้าเนี่ยนะ! ฮ่า ๆ ๆ”
เสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นมาอีกครั้ง ขจัดความเครียดของกลุ่มหนุ่มน้อยลงไปได้เล็กน้อย
"อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เื่ตลกหรอก” เสี่ยวผิงเก็บเม็ดข้าวที่ตกลงบนพื้นมายัดใส่ปากก่อนจะลดเสียงลงแล้วคุยต่อ