ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 61 หลบหนีพร้อมตัวประกัน

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 61 หลบหนีพร้อมตัวประกัน



            “คือมันผู้นั้นขอรับ” เฟรดดี้ชี้มือออกไปด้วยความมั่นใจ และทิศทางที่ปลายนิ้วนั้นชี้มาก็เป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากคาลอส


            เมื่อรู้ตัวว่าอีกฝ่ายพุ่งเป้ามาที่ตน ชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วเข้าหากันทันที พยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า


            เหมือนว่าเขาจะเป็นของเล่นในฝ่ามือของพวกมันตั้งแต่แรกแล้วสินะ? แต่ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะลงทุนมากขนาดนี้ ถึงกับชักจูงกองกำลังภายนอกเข้ามายุ่งกับกิจการภายใน? พวกมันบ้าไปแล้วหรือเปล่า


            “โอ้ท่านดาเรียส ไม่คิดว่าท่านจะมาด้วยตัวเองเช่นนี้!” ทันทีที่เห็นชายร่างใหญ่เดินเข้ามา ชายชราเครายาวที่มีทีท่าหวาดกลัวอยู่เมื่อครู่ พลันเปลี่ยนเป็นสีหน้าสดใสขึ้นมาทันที


            “ข้าขอร้องทุกข์ ข้าขอร้องทุกข์! ท่านดาเรียส ท่านต้องช่วยข้าได้แน่ ชายคนนี้เข้ามาทำร้ายและสังหารสมาชิกในครอบครัวของข้า ไม่มีใครต้านทานมันได้สักคนเดียว หากท่านมาช้ากว่านี้อีกเพียงครู่เดียวข้าคงกลายเป็นศพต่อไป”


            ชายชราเครายาวและผู้อาวุโสห้ารีบเดินเปลี่ยนฝั่งไปหาชายร่างใหญ่ที่เพิ่งมาถึงทันที นี่เท่ากับว่ามีอเวกระดับเจ็ดถึงสี่คนที่กำลังเผชิญหน้ากับคาลอส รวมถึงอเวกระดับหกอีกนับสิบ


            “บังอาจนัก! กล้าดีอย่างไรที่มาสร้างความวุ่นวายในเขตเมือง B-24 ดูกันซิว่าเจ้าจะเก่งกาจสักแค่ไหน วันนี้ถ้าข้าจับเจ้ากลับไปสำเร็จโทษไม่ได้ข้ายอมลาออกจากการเป็นมือขวาของเจ้าเมือง!” ชายร่างใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ เมือง B-24 ที่อยู่ภายใต้การจัดการของเขาสงบเรียบร้อยมาโดยตลอด แต่ชายผู้นี้กลับสังหารคนจากขุมกำลังชั้นนำไปมากมาย นับว่าหยามผู้ดูแลความเรียบร้อยภายในเมืองอย่างเขามาก


            ชายร่างใหญ่โกรธเกรี้ยวสุดขีด ไม่คิดแม้จะฟังคำพูดของชายหนุ่มตรงหน้า เพราะเขาก็เห็นชัดๆ คาตาว่ามีศพสองศพนอนอยู่ที่นี่ ภายในใจของเขาไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้ ที่เกิดเหตุมีเพียงชายหนุ่มคนเดียวที่เป็นคนนอก ทั้งยังไม่เห็นหัวหน้าตระกูลเดสมอนปรากฏตัว จึงอนุมานได้ว่าคงจะโดนคนตรงหน้าสังหารไปเรียบร้อยตามที่เฟรดดี้มารายงาน


            ตัวเขามีไมตรีกับตระกูลเดสมอนมาก็นาน ถึงแม้จะไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากนัก แต่การมาสังหารผู้คนในถิ่นของเขามันหยามกันเกินไป


            “เรื่องนี้ผู้อาวุโสสามเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง” คาลอสกล่าวออกมาอย่างช้าๆ แต่อีกฝ่ายรีบตวาดกลับมาทันที


            “บัดซบ กล้าฆ่าพี่น้องของข้า แล้วยังจะมาใส่ร้ายข้าอีกอย่างนั้นหรือ?!” ผู้อาวุโสสามดูโกรธเกรี้ยวจริงจัง น้ำตาไหลนองหน้าราวกับเศร้าโศกปนคับแค้นใจกับการจากไปของเหล่าผู้อาวุโส


            ชายร่างใหญ่ที่ชื่อว่าดาเรียส ไม่เคยคิดสงสัยเลยแม้แต่น้อยว่าพี่น้องร่วมตระกูลจะมีส่วนรู้เห็น เขาแค่ไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมชายหนุ่มผู้นี้ถึงได้กล้ามาสร้างความวุ่นวายในเขตของเขาเท่านั้น และวันนี้เขาตั้งใจแล้วว่าจะจับมันกลับไปทรมานให้สาสมกับสิ่งที่มันทำ


            “เงียบซะ! เจ้าไม่มีสิทธิ์พูด จงเลือกว่าจะยอมจำนนดีๆ หรือให้ข้าลากเจ้ากลับไป!” ชายร่างใหญ่ไม่สนใจคำพูดของชายหนุ่มแม้แต่น้อย


            นี่ทำให้ชายหนุ่มหงุดหงิดใจอย่างมาก เขาไม่สามารถใช้เหตุผลกับคนประเภทนี้ได้.....ถึงต่อให้ใช้ได้ เขาก็มีความผิดฐานสร้างความวุ่นวายภายในเมืองอยู่ดี ต่างกันตรงที่กลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดทุกคนจะต้องได้รับโทษด้วยเหมือนกัน แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ความผิดบาปมาตกอยู่ที่เขาคนเดียวเพราะชายคนที่เป็นมือขวาของเจ้าเมืองไม่คิดจะฟังคำพูดใดๆ จากผู้ต้องหาเช่นเขา


            คาลอสกำขวานในมือแน่น ตอนนี้เขาลังเลใจคิดไม่ตกว่าควรทำเช่นไร หากคิดขัดขืนเข้าโจมตี นอกจากจะเสี่ยงอย่างมากเพราะอีกฝ่ายมีอเวกระดับที่เจ็ดถึงสี่คน เขายังอาจกลายเป็นอาชญากรตัวเป้งที่ทั้งเมืองต้องการตัวก็ได้หากสังหารคนของเจ้าเมือง นี่เท่ากับการทำให้ภารกิจที่บรรพบุรุษมอบหมายพังยับเยิน


            แต่หากยอมจำนน ก็ไม่รู้ว่าตนเองจะโดนอะไรบ้าง และแน่นอนว่าคงจะไม่ได้รับความยุติธรรมเท่าที่ควร


            ชายหนุ่มจ้องมองคนที่มันหักหลังเขากลางทางเขม็ง แววตาเชือดเฉือนคาดโทษตายให้อีกฝ่ายเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะเคลื่อนสายตาไปมองชายร่างใหญ่


            คาลอสจ้องมองชายร่างใหญ่ที่ตัวสูงเกือบสองเมตร แต่ไม่ตอบอะไรกลับไป เขาเบื่อหน่ายที่จะพูดคุยกับคนประเภทนี้ คนที่เชื่อมั่นในตนเองมากจนเกินไป มากจนไร้เหตุผล


            ชายหนุ่มจ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตา ตัวเขาไม่มีทีท่าจะยอมจำนนแม้แต่น้อย ยิ่งกระชับขวานในมือแน่นยิ่งขึ้นไปอีก เตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้


            เวลาผ่านเลยไปคาลอสก็ไม่ได้มีทีท่าจะยอมจำนนเสียที ทุกคนในลานของตระกูลเดสมอนต่างก็จดจ้องกันนิ่งเงียบ อีกฝ่ายก็เริ่มหยิบอาวุธของตนออกมาเตรียมพร้อม คาดว่าคงจะเข้าปะทะในอีกไม่ช้านาน


            ทันใดนั้น ร่างเพรียวบางจู่ๆ ก็พุ่งทะยานออกมาจากกลุ่มผู้มาใหม่ โผเข้าหาชายหนุ่มที่กำลังอยู่ในสภาวะตึงเครียด


            ขวานในมือเกือบจะสับออกไปแล้วหากไม่ได้ยินเสียงกระซิบจากอีกฝ่ายที่บอกว่า “จับข้าเป็นตัวประกันซะ แล้วเจ้าจะรอด!”


            นั่นทำให้ชายหนุ่มปล่อยมือข้างหนึ่งจากขวานที่ถืออยู่โค้งเข้าไปคว้าร่างของหญิงสาวที่โผเข้ามา ดึงนางเข้ามาไว้ข้างตัว ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนคมขวานพาดเอาไว้ที่สันกรามของอีกฝ่าย


            ที่คาลอสไม่ปล่อยการโจมตีออกไปก็เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีจิตสังหาร ทั้งยังมีคำแนะนำที่กระซิบบอกต่อเขานั่นอีก เมื่อพินิจใบหน้าให้ชัดเจน เขาก็นึกออกว่าอีกฝ่ายเป็นใคร


            ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อว่าซีเลีย เป็นหญิงสาวที่เขายื่นมือช่วยเหลือเอาไว้ตอนอยู่ในพื้นที่รกร้าง


            แม้จะสงสัยว่าตนต้องทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร แต่คาลอสก็ได้แต่ตามน้ำไปก่อน ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ หากมีตัวเลือกที่น่าสนใจเพิ่มเข้ามา ก็ไม่แย่นักหากจะทำตามทางเลือกใหม่


            “หะ คุณหนู! ใครปล่อยให้คุณหนูเข้ามาที่นี่ บัดซบเอ้ย!” ชายร่างใหญ่กรีดร้องโวยวายทันทีที่เห็นหญิงสาวในอ้อมแขนอีกฝ่าย ตอนนี้คาลอสใช้ท่อนแขนรัดคอหญิงสาวไว้แน่นอย่างสมบทบาท มืออีกข้างถือขวานพาดคอหญิงสาวเอาไว้


            ดูเหมือนวิธีการนี้จะได้ผล นอกเหนือจากชายร่างใหญ่ที่โวยวายอยู่นั้น ทุกๆ คนที่ตามมาล้วนลดอาวุธลงทันที ไม่กล้าผลีผลามทำอะไรทั้งสิ้น


            ชายร่างใหญ่หงุดหงิดอย่างหนัก นี่เป็นตัวแปรที่มันไม่คาดคิดมาก่อน บุตรีคนเดียวของเจ้าเมือง B-24 จู่ๆ ก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของอาชญากรที่สร้างความปั่นป่วนให้กับเมือง หากเขาใจร้อนเกินไปอาจทำให้เกิดเรื่องแย่กับคุณหนูได้ เมื่อถึงตอนนั้นคงไม่สามารถให้อภัยตนเองได้อีก


            “ปล่อยคุณหนูมาเดี๋ยวนี้!” ชายร่างใหญ่ตะคอกเสียงดัง แต่ไม่กล้าเดินเข้าหาคาลอสแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าจะเกรงกลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่คุณหนูของมัน


            ในขณะที่ชายร่างใหญ่ตะคอกออกมา คาลอสไม่ได้ฟังคำพูดอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เขาพยายามเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบจากหญิงสาวในอ้อมแขนของตนอยู่


            “กำแพงเมืองทิศตะวันออกมุมขวาบนมีการบูรณะก่อสร้างกำแพงขึ้นใหม่ หากเจ้าหลบหนีไปที่จุดนั้น เจ้าจะสามารถออกจากเมืองแห่งนี้ได้ง่ายที่สุด” หญิงสาวกระซิบแผ่วเบาให้ชายหนุ่มได้ยินเพียงคนเดียว เป็นเสียงที่เบาจนแม้แต่คาลอสซึ่งเป็นอเวกระดับที่เจ็ดยังต้องตั้งใจฟัง ฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้อื่นจะได้ยินเสียงกระซิบนี้ด้วย อย่างมากก็เห็นเพียงการขยับปากเล็กๆ ของหญิงสาวเท่านั้น


            ก่อนหน้านี้หญิงสาวแอบสืบค้นตัวตนของชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตตนเอาไว้ ก็พอจะรู้จุดประสงค์ของอีกฝ่ายว่ามาทำอะไรที่เมือง B-24 แห่งนี้ ทั้งยังบังเอิญได้ยินการร้องเรียนของเฟรดดี้ ใจก็กระวนกระวายแทบอยู่ไม่สุข รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล จึงแอบติดตามขบวนของลุงดาเรียสมาห่างๆ


            แล้วก็เป็นจริงอย่างที่เธอคิด เรื่องราวดูเหมือนจะแย่เข้าไปใหญ่สำหรับคาลอส เมื่อดาเรียสปักใจเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นฝีมือของชายหนุ่มผู้นี้จริงๆ


            ชายหนุ่มร่างสูงรับฟังหญิงสาวเงียบๆ ถึงเขาจะสับสนในตอนแรก แต่ไม่นานก็เข้าใจสถานการณ์ ดูเหมือนว่าหญิงสาวที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้จะเป็นคุณหนูจวนเจ้าเมือง และที่สำคัญคือ จู่ๆ อีกฝ่ายก็โผล่มาช่วยเขาเสียอย่างนั้น


            แม้จะแปลกใจ แต่คาลอสไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชื่อมั่นในตัวอีกฝ่าย อย่างน้อยหญิงสาวและชายชราก็พิสูจน์ให้เขาเห็นมาแล้วว่าจิตใจของคนทั้งคู่ไม่เลวร้าย


            คาลอสพยายามคิดภาพแผนผังเมืองภายในหัวก่อนจะคว้าตัวหญิงสาวให้แนบชิดกับตนเอง บิดตัวพุ่งหนีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังดูเชิงกับเขาอยู่


            ฝึบ


            ร่างของชายหนุ่มกลายเป็นเงาเคลื่อนคล้อยพุ่งตัวออกไปกลายเป็นภาพติดตา


            การเคลื่อนไหวกะทันหันของชายหนุ่มทำให้กลุ่มของชายร่างใหญ่ผงะไปครู่หนึ่ง


            "ตามไป ห้ามทำให้คุณหนูเป็นอันตราย!" ชายร่างใหญ่กระแทกเสียง ก่อนจะกระทืบเท้าพุ่งตัวติดตามหนึ่งหญิงหนึ่งชายออกไป


            คนทั้งหมดที่ได้ยินคำกล่าวของชายร่างใหญ่ก็พุ่งร่างตามกันไปเป็นหมู่คณะ รวมไปถึงผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสห้าแห่งตระกูลเดสมอนด้วย พวกมันไม่สามารถปล่อยคาลอสไปให้เกิดข้อผิดพลาดตามมาภายหลังได้ จะอย่างไรวันนี้คาลอสก็ต้องกลายเป็นศพ!


            เพราะมีเพียงศพเท่านั้นที่พูดอะไรไม่ได้!


            ร่างของชายหนุ่มพุ่งตัวหนีออกจากรั้วตระกูลเดสมอนพร้อมกับหญิงสาวในอ้อมแขน


            หญิงสาวเองก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แทบจะไม่เป็นภาระในการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มแม้แต่น้อย


            ทั้งคู่เดินทางมาจนถึงมุมขวาบนของกำแพงเมืองทิศตะวันออก ซึ่งมีการก่อสร้างซ่อมบำรุงอยู่จริงๆ หากฉวยโอกาสนี้ คาลอสน่าจะหลบหนีออกไปจากเมืองได้สำเร็จ


            คาลอสเหลียวมองชายร่างใหญ่ที่ติดตามมาด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด ชายหนุ่มใช้เท้าถีบแท่งไม้ค้ำกำแพงให้พุ่งเข้าหาอีกฝ่ายด้วยแรงของอเวกระดับที่เจ็ด


            ปัง!


            ดาเรียสยกแขนสองข้างขึ้นมากันแท่งไม้ ทำให้ความเร็วลดลงเล็กน้อย ทั้งยังมองไม่เห็นความเคลื่อนไหวด้านหน้า กว่าจะกลับมาสังเกตเห็นอีกครั้งก็สายเกินไปแล้ว


            ครืน


            สิ่งปลูกสร้างด้านบนเสียสมดุลทำให้โครงสร้างบางส่วนพังทลายลงมาใส่ชายร่างใหญ่และกลุ่มผู้ไล่ตามทั้งหมด


            แน่นอนว่ามันทำให้แต่ละคนบาดเจ็บไม่ได้เพราะทุกคนล้วนแต่เป็นอเวกที่ทรงพลัง แต่อย่างน้อยก็สร้างสถานการณ์ให้อีกฝ่ายเสียเวลาไปได้มาก


            "ฮู่ว!" หญิงสาวที่รอดพ้นจากการถล่มของสิ่งปลูกสร้างพลันเป่าปากผ่อนลมหายใจ สถานการณ์เมื่อครู่สร้างความตื่นเต้นให้เธอไม่น้อย หากคาลอสหลบไม่พ้น เกรงว่าพวกเขาทั้งคู่คงจะต้องถูกจับตัวกลับไปแล้ว


            "ข้าขอโทษนะท่านลุงดาเรียส" หญิงสาวรำพึงกับตัวเองเบาๆ



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน