“โฮกกก!!”
สิ้นเสียงร้องโหยหวนอันน่าเวทนาหมาป่าสีน้ำตาลขนาดั์ที่สูงกว่าครึ่งร่างคนก็ล้มลงกับพื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรงก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ลำแสงสีขาวสลายหายไปทิ้งไว้เพียงเหรียญทองแดงที่ส่องประกายเรืองรองไม่กี่เหรียญ ยารักษาแผลสองสามขวดหนังหมาป่าหนึ่งผืน และตำราเก่าแก่เล่มหนึ่ง
“เอ๊ะ?! นี่มันคัมภีร์ทักษะ!!”
ดวงตาของ เฟิงหยาง เป็ประกายวาววับเขาโห่ร้องด้วยความยินดีกระโจนเข้าไปคว้าคัมภีร์ทักษะเล่มนั้นมาไว้ในมืออย่างรวดเร็ว
คัมภีร์ทักษะ!ไม่นึกเลยว่าแค่สังหารบอสเล็กระดับ 5 ตัวหนึ่งจะมีคัมภีร์ทักษะดรอปออกมาด้วย!
เฟิงหยางเพิ่งจะเริ่มเล่นเกมเสมือนจริงเกมใหม่ที่ชื่อว่าโลกแห่งภูติญญา ได้เพียงครึ่งวันเท่านั้น ระดับของเขาก็เพิ่งจะถึงระดับ 8ยังไม่มีทักษะใดๆ ติดตัวแม้แต่ทักษะเดียวตามข้อมูลอย่างเป็ทางการจากผู้พัฒนาเกมอัตราการดรอปคัมภีร์ทักษะในเกมนั้นต่ำมากอย่างไม่น่าเชื่อไม่คิดว่าโชคของตนจะดีถึงเพียงนี้ไม่เพียงแต่เจอเข้ากับบอสเล็กระหว่างเก็บระดับอยู่คนเดียวแต่ยังได้คัมภีร์ทักษะมาอีกด้วย
เฟิงหยางรีบเปิดดูคัมภีร์ทักษะในมืออย่างร้อนใจโดยไม่สนใจจะเก็บของชิ้นอื่นที่ตกอยู่บนพื้นแม้แต่น้อย
วิชาซ่อมแซมศาสตรา เมื่อเรียนรู้จะได้รับอาชีพรอง‘ช่างซ่อมศาสตรา’ สามารถซ่อมแซมศาสตราได้”
้าเรียนรู้หรือไม่ ใช่/ไม่ใช่
หน้าต่างเสมือนจริงโปร่งใสปรากฏขึ้นตรงหน้าเฟิงหยางทำให้สีหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความยินดี
“ไม่ใช่ทักษะต่อสู้ แต่เป็ทักษะอาชีพรอง?อืม ไม่เลวๆ! นี่เพิ่งจะเปิดเซิร์ฟเวอร์แท้ๆ ข้าก็ได้อาชีพรองมาแล้วไม่รู้ว่าจะเป็คนแรกหรือเปล่านะ? ฮี่ๆ”
ทันใดนั้น เฟิงหยางก็เลือก ใช่ โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยในวินาทีต่อมาคัมภีร์ทักษะเล่มนั้นก็กลายเป็ลำแสงสีขาวพุ่งเข้าสู่ร่างของเขาทันที
เมื่อเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาดู ช่อง ‘อาชีพรอง’ก็สว่างขึ้น พร้อมกับมีทักษะใหม่เพิ่มเข้ามาหนึ่งอย่าง
วิชาซ่อมแซมศาสตรา ระดับฝึกหัด
ค่าประสบการณ์ทักษะ: 0/100
คำอธิบาย 1: ปัจจุบันสามารถซ่อมแซมศาสตราระดับขาวได้
คำอธิบาย 2: ระดับทักษะแบ่งออกเป็ระดับฝึกหัด, ระดับชำนาญ, ระดับปรมาจารย์,ระดับราชันย์, ระดับเทวะ
คำแนะนำ: ยิ่งระดับทักษะสูงขึ้นยิ่งสามารถซ่อมแซมศาสตราระดับสูงได้ และยังจะได้รับผลตอบแทนที่คาดไม่ถึงอีกมากมายพยายามยกระดับเข้าล่ะ!!
หลังจากอ่านคำอธิบายทักษะจบเฟิงหยางก็อดใจรอที่จะทดลองใช้ไม่ไหว เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก้มลงมองดาบเหล็กยาวสองฉื่อในมือซ้ายของตน
ชื่อ: ดาบเหล็ก
ระดับ: ขาว
เงื่อนไขการสวมใส่: ไม่มี
พลังโจมตี: 15
ความทนทาน: 5/10
คำอธิบาย: เป็เพียงดาบเหล็กธรรมดาเล่มหนึ่งไม่มีคุณสมบัติพิเศษใดๆ
นี่เป็เพียงดาบเหล็กสำหรับผู้เล่นใหม่ธรรมดาๆเล่มหนึ่งเท่านั้น เฟิงหยางใช้มันสังหารมอนสเตอร์มาครึ่งวันความทนทานของมันจึงเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว
เฟิงหยางมองไปที่ดาบเหล็ก พลันในใจก็นึกขึ้นได้
ระดับความเสียหายของศาสตรา: 50%
วัตถุดิบที่ต้องใช้ในการซ่อมแซม: เหล็กธรรมดา
้าซ่อมแซมหรือไม่: ใช่/ไม่ใช่
ทันใดนั้นข้อความหลายบรรทัดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเฟิงหยางอีกครั้ง
“เอ่อ ต้องใช้วัตถุดิบด้วยรึนี่”เฟิงหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางชำเลืองมองกระเป๋าสัมภาระของตนในนั้นมีเหล็กธรรมดาซึ่งเป็วัตถุดิบระดับขาวที่ดรอปจากการฆ่ามอนสเตอร์ก่อนหน้านี้อยู่สองสามชิ้น
“ซ่อมแซม”
เมื่อเฟิงหยางออกคำสั่งในใจพลันเกิดแสงสว่างวาบขึ้นบนดาบเหล็กในมือของเขาพร้อมกันนั้นจำนวนเหล็กธรรมดาในกระเป๋าของเขาก็ลดลงไปสองชิ้น นอกจากนี้เฟิงหยางยังพบว่าค่าพลังเวทมนตร์ของเขาลดลงไป 10 หน่วยด้วย
เมื่อมองดูดาบเหล็กในมืออีกครั้งก็พบว่าความทนทานของมันกลับมาเป็ 10/10 แล้วจริงๆจากนั้นเฟิงหยางก็เหลือบมองหน้าต่างทักษะอีกครั้งและพบว่าค่าประสบการณ์ทักษะได้เปลี่ยนเป็ 3/100
“อืม ไม่เลวเลย!อย่างน้อยต่อไปนี้ก็ไม่ต้องเสียเงินไปซ่อมศาสตราที่ร้านตีเหล็กแล้วแถมยังช่วยคนอื่นซ่อมของได้อีก นี่มันช่องทางทำเงินชั้นดีเลยนี่นา!โดยเฉพาะเวลาอยู่ในดันเจี้ยนที่กลับเมืองไปซ่อมของไม่ได้ทักษะนี้ยิ่งมีประโยชน์มหาศาล ฮี่ๆ รวยแล้วเรา”
หลังจากทดลองใช้ วิชาซ่อมแซมศาสตรา เสร็จสิ้นเฟิงหยางก็รู้สึกราวกับตัวจะลอยด้วยความตื่นเต้นยินดี
“หือ? เกิดอะไรขึ้น?”
ขณะที่เฟิงหยางกำลังดื่มด่ำกับความภาคภูมิใจของตนอยู่นั้นจู่ๆ เขาก็รู้สึกสะท้านไปทั้งร่าง ััได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ จึงมองไปรอบๆด้วยความตกตะลึง
เขากลับพบว่าทิวทัศน์โดยรอบเริ่มบิดเบี้ยวสั่นไหวั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบราวกับสัญญาณไฟฟ้าไม่เสถียร
“หรือว่าเกมจะกระตุก? หรือแคปซูลเกมมีปัญหา?ไฟดับงั้นรึ?”
แววตาของเฟิงหยางฉายแววสงสัยสัญชาตญาณบอกเขาว่าสถานการณ์ดูไม่ค่อยดีนัก เขากำลังจะออกจากระบบเพื่อตรวจสอบแต่ในตอนนั้นเอง
“แกร๊ก”
ราวกับมีเสียงแตกละเอียดเบาๆ ดังขึ้นข้างหูจากนั้นเฟิงหยางก็ได้เห็นภาพที่น่าเหลือเชื่อทิวทัศน์รอบตัวทั้งหมดแตกสลายออกเป็ชิ้นๆ ราวกับกระจกต่อมาเขารู้สึกเพียงว่าเบื้องหน้ามืดสนิท คล้ายกับมีหลุมดำปรากฏขึ้นดูดกลืนจิติญญาของเขาเข้าไปในชั่วพริบตา!
จากนั้น เฟิงหยางก็หมดสติไปโดยสิ้นเชิง
ทวีปจันทราเมฆา ดินแดนับูรพา ภายในอาณาเขตของแคว้นเซี่ยทางตอนใต้เมืองเมฆาคราม
แม้จะตั้งอยู่ภายในอาณาเขตของแคว้นเซี่ยแต่เมืองเมฆาครามกลับไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นเซี่ยเพราะเมืองแห่งนี้ไม่ใช่เมืองของคนธรรมดา แต่เป็เมืองของผู้ฝึกตน ในนามแล้วถือเป็เมืองในสังกัดของ สำนักธาราคราม ซึ่งเป็สำนักระดับสี่
ถึงแม้เมืองเมฆาครามจะถูกจัดเป็เพียงเมืองผู้ฝึกตนระดับต่ำที่สุดในบรรดาเมืองผู้ฝึกตนมากมายในทวีปจันทราเมฆาและในเมืองก็ไม่มีแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำแม้แต่คนเดียวแต่ก็ถือได้ว่าเป็เมืองของผู้ฝึกตนอย่างแท้จริงเป็แหล่งรวมตัวของผู้ฝึกตนระดับล่าง
ยามโพล้เพล้ ท่ามกลางแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงชายหนุ่มผู้หนึ่งในอาภรณ์ผ้าป่านหยาบเดินอยู่บนถนนที่จอแจอย่างโดดเดี่ยวดูเหมือนจะไม่แยแสต่อสิ่งใดรอบกาย
เขาสูงราวหนึ่งร้อยแปดสิบเิเรูปร่างค่อนข้างผอม ผมสั้นประบ่า ใบหน้าไม่ถึงกับหล่อเหลาแต่ก็จัดว่าดูดีแม้สีหน้าจะดูอ่อนล้า แต่แววตากลับใสกระจ่างเป็คนที่สามารถสร้างความประทับใจแรกเห็นได้ไม่ยาก
ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่า เฟิงหยาง เป็เพียงผู้ฝึกตนอิสระตัวเล็กๆที่ไม่สะดุดตาผู้ใดในเมืองเมฆาครามแห่งนี้
“ในที่สุดก็เก็บหินิญญาระดับต่ำครบสิบก้อนแล้วคืนนี้จะได้ลองทะลวงสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่อีกครั้ง”
เฟิงหยางยกมือขึ้นลูบที่อกเสื้อโดยไม่รู้ตัวราวกับกลัวว่าของในอกจะหล่นหายไป ในแววตาของเขามีทั้งความคาดหวังและความตื่นเต้นแต่ก็แฝงไว้ด้วยความผิดหวังและจนใจ
นี่เป็เพียงการเลื่อนขั้นสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่เท่านั้นสำหรับคนอื่นแล้วขอเพียงมีหินิญญาเพียงพอ ก็นับว่าเป็เื่ง่ายดาย ทว่าเมื่อสามเดือนก่อนเขากลับล้มเหลวไปครั้งหนึ่งและต้องใช้เวลาอีกถึงสามเดือนเต็มในที่สุดจึงรวบรวมหินิญญาระดับต่ำได้ครบสิบก้อนอีกครั้งไม่รู้ว่าครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่
“บางทีข้าอาจจะไม่ใช่ผู้มีพร์ด้านการฝึกตนจริงๆ ก็ได้”
เมื่อนึกถึงความยากลำบากในการฝึกตนของตนเองมุมปากของเฟิงหยางก็เผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา เขายกมือขึ้นลูบที่หน้าอกััได้ถึงโครงร่างของบางสิ่งที่ห้อยอยู่บนคอในแววตาของเขาก็พลันฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่สุด
“ห้ามท้อแท้เด็ดขาด!!แม้จะต้องพยายามมากกว่าคนอื่นสิบเท่า ก็ต้องสำเร็จให้ได้!มีเพียงพลังที่แข็งแกร่งพอเท่านั้นจึงจะสามารถตามหาร่องรอยของท่านพ่อท่านแม่ได้!!”
เฟิงหยางคิดอย่างมุ่งมั่นในใจและเร่งฝีเท้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ทางขวาของถนนมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักของตน
ภายในซอยเล็กๆ นั้นเงียบสงัดอย่างยิ่งเมื่อเดินเข้าไปแล้วก็ราวกับถูกตัดขาดจากถนนที่จอแจภายนอกหากเป็คนธรรมดาเดินเข้ามา อาจจะรู้สึกวังเวงอยู่บ้าง แต่เส้นทางนี้เฟิงหยางเดินมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วจึงไม่รู้สึกอะไรเป็พิเศษ เพียงแค่ก้มหน้าก้มตาเร่งฝีเท้าเดินต่อไป
ทว่าขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นเขาก็พลันหยุดชะงักลง มองไปข้างหน้าด้วยความตกตะลึง
ชายหนุ่มสองคนที่มีสีหน้าไม่เป็มิตรกำลังยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า
ดักปล้น!
คำๆ นี้ปรากฏขึ้นในหัวของเขาทันทีเฟิงหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย หันหลังหมายจะเดินกลับ
แต่เมื่อหันหลังกลับไปเขาก็ต้องตะลึงงันอีกครั้ง เพราะด้านหลังปรากฏร่างของชายสองคนคนหนึ่งสูงคนหนึ่งเตี้ย ยืนอยู่ั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบ!
หัวใจของเฟิงหยางพลันหนักอึ้งเขาเอียงตัวพิงกำแพงด้านซ้าย มองดูคนทั้งสี่ที่ค่อยๆ รุกคืบเข้ามาพร้อมกับข่มใจให้สงบแล้วเอ่ยถาม
“พวกเ้า้าอะไร?”
“หึ! รู้แล้วยังจะถามอีก!”ในบรรดาสองคนที่อยู่ทางขวาชายร่างกำยำหน้าเหลี่ยมคนหนึ่งแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียมแล้วกล่าวอย่างดุร้ายว่า
“ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ส่งของมีค่ามาซะดีๆไม่อย่างนั้นข้าจะหักขาทั้งสองข้างของเ้าซะ!”
กล้ามเนื้อบนมุมปากของเฟิงหยางกระตุกเล็กน้อยเขาลังเลอยู่สองวินาที ก่อนจะอดทนต่อความอัปยศควักถุงเงินใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนไปให้ชายร่างกำยำคนนั้น พร้อมกล่าวว่า
“เงินของข้าทั้งหมดอยู่ในนี้ ให้พวกเ้าไปแล้วปล่อยข้าไปซะ”
“หึ! ยังรู้จักเอาตัวรอดนี่”ชายร่างกำยำยิ้มอย่างได้ใจ รับถุงเงินไว้โดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองยังคงจ้องเขม็งไปที่เฟิงหยาง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าว่า
“แต่เ้าคิดว่าข้ารอเ้าอยู่ที่นี่ตั้งนานเพียงเพื่อเงินเล็กน้อยของเ้างั้นรึ?เลิกแกล้งโง่ได้แล้ว! ส่งหินิญญาในอกเสื้อของเ้าออกมา!”
“…..”
ม่านตาของเฟิงหยางหดเล็กลงในแววตามีประกายโทสะวาบผ่าน แต่เขาก็ยังคงข่มมันเอาไว้สุดกำลัง เขาค่อยๆล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบผลึกหินสีขาวขนาดเท่าไข่ไก่ออกมาสามก้อนมือที่กำผลึกหินนั้นขาวซีดจนแทบจะเห็นเส้นเืแต่เหตุผลบอกเขาว่าถึงจะขัดขืนไปก็คงได้แต่ความเ็ปกลับมาเท่านั้นดังนั้นหลังจากลังเลเพียงชั่วครู่เขาก็เหวี่ยงมือโยนหินิญญาระดับต่ำทั้งสามก้อนออกไป
“ฮ่าฮ่า! ถือว่าเ้ารู้ความ!ช่วยให้ข้าไม่ต้องลงมือเอง” ชายร่างกำยำเผยสีหน้ายินดีออกมาทันทีเขารับหินิญญาทั้งสามก้อนไว้มือ แววตาของชายร่างกำยำพลันฉายประกายเย็นเยียบเขาสังเกตเห็นสีหน้าของเฟิงหยางได้อย่างเฉียบคมจากนั้นเขาก็สะบัดมือขวาออกไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
“เพียะ!!”
เฟิงหยางรู้สึกเพียงว่าเบื้องหน้าพร่ามัวไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบโต้ ก็รู้สึกแสบร้อนที่แก้มขวารอยฝ่ามือที่ชัดเจนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
เฟิงหยางตกตะลึงในใจแม้ว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาจะอยู่ที่รวบรวมลมปราณขั้นที่สามซึ่งถือเป็ระดับต่ำสุดในหมู่ผู้ฝึกตนแต่ร่างกายและปฏิกิริยาตอบสนองก็ยังเหนือกว่าคนธรรมดาอยู่มากทว่าเขากลับมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของชายร่างกำยำผู้นี้เลยแม้แต่น้อย นี่แสดงให้เห็นว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของชายร่างกำยำผู้นี้สูงกว่าเขามาก!
ขณะที่กำลังตกตะลึงอยู่นั้นเฟิงหยางก็รู้สึกว่าหน้าอกของตนถูกกระชากอย่างแรงชายร่างกำยำคว้าคอเสื้อของเขาแล้วยกขึ้น เขาพยายามดิ้นรนด้วยความหวาดกลัวแต่กลับรู้สึกว่าแขนของอีกฝ่ายแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก ไม่สามารถดิ้นหลุดได้เลย
“เ้าไม่ยอมรับรึ?!”
เสียงอันดุร้ายของชายร่างกำยำดังขึ้นข้างหูเฟิงหยางเห็นประกายอำมหิตในดวงตาของอีกฝ่ายก็ใจนหยุดดิ้นรนกัดฟันกล่าวเสียงต่ำว่า
“ไม่ ไม่ใช่”
ชายร่างกำยำมองดูสีหน้าของเฟิงหยางอย่างเย้ยหยันแล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง เขาเหวี่ยงแขนขวาออกไปเฟิงหยางรู้สึกถึงแรงมหาศาลถาโถมเข้ามาร่างทั้งร่างถูกเหวี่ยงออกไปกระแทกกับกำแพงด้านหลัง ก่อนจะร่วงลงสู่พื้น
และในตอนที่ชายร่างกำยำเหวี่ยงเฟิงหยางออกไปนั้นเองคอเสื้อของเฟิงหยางก็ถูกกระชากจนเปิดออกนิ้วของชายร่างกำยำเกี่ยวเชือกเส้นเล็กเส้นหนึ่งออกมาแล้วมันก็ขาดสะบั้นเมื่อเฟิงหยางถูกเหวี่ยงออกไป วัตถุเล็กๆชิ้นหนึ่งลอยคว้างเป็เส้นโค้งในอากาศ แล้วกลิ้งตกลงบนพื้น
มันคือแหวนสีดำวงหนึ่งที่มีรูปแบบโบราณ
“เอ๊ะ?”
ในขณะนั้นเอง เฟิงหยางก็ได้ยินเสียงอุทานเบาๆของชายร่างกำยำ เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นอีกฝ่ายกำลังก้มลงเก็บแหวนสีดำวงหนึ่งขึ้นมาจากพื้น!
“ไม่!! คืนมาให้ข้า!!”
ในชั่วพริบตานั้นเองเฟิงหยางก็ราวกับถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง เขากระเด้งตัว
“หึ!!”
แม้จะประหลาดใจแต่แววตาของชายร่างกำยำก็ฉายแววอำมหิตออกมาทันที เขาส่งเสียงเ็าอย่างดูถูกแล้วยกเท้าขึ้นเตะเฟิงหยางที่พุ่งเข้ามาจนกระเด็นออกไปไกลหลายเมตรอย่างรวดเร็ว
หลังจากเตะเฟิงหยางออกไปแล้วชายร่างกำยำจึงก้มลงมองแหวนในมือ เมื่อมองดูแล้ว สีหน้าของเขาก็พลันเคร่งขรึมขึ้นจากนั้นดวงตาก็เบิกกว้าง เผยให้เห็นความเหลือเชื่ออย่างที่สุด
“นี่มัน แหวนมิติ?! นี่มันแหวนมิติ!!ฮ่าฮ่า! เ้ามีแหวนมิติด้วยรึ!” จากนั้นสีหน้าของชายร่างกำยำก็เปี่ยมไปด้วยความยินดีอย่างไม่อาจเก็บงำไว้ได้เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง
“คืนมาให้ข้า!!”
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของอีกฝ่ายเฟิงหยางที่เพิ่งลุกขึ้นมาจากพื้นก็รู้สึกราวกับหัวใจตกดิ่งสู่หุบเหวน้ำแข็งเขาส่งเสียงคำราม แล้วพุ่งเข้าไปอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง!
“หาที่ตาย!!”
ครั้งนี้ไม่ต้องรอให้ชายร่างกำยำลงมือ ลูกน้องร่างเตี้ยอ้วนที่อยู่ข้างๆเขาก็แสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม แล้วชกหมัดหนึ่งเข้าที่หน้าอกของเฟิงหยางส่งเขากระเด็นลอยออกไป
“คืนมาให้ข้า!!”
ทว่า เฟิงหยางกลับราวกับถูกปีศาจเข้าสิงเขาลุกขึ้นมาอีกครั้ง แล้วพุ่งเข้าไปใหม่!
“ปัง!!”
คราวนี้เป็ชายร่างสูงผอมอีกคนที่ลงมือระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาอยู่ที่รวบรวมลมปราณขั้นที่สามเช่นกันหมัดที่ชกออกไปนั้นกระทบเข้าที่ขมับของเฟิงหยางอย่างจังส่งเขากระเด็นลอยไปไกลเกือบสิบเมตร เมื่อร่างตกถึงพื้นเขาก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก ดูเหมือนว่าจะหมดสติไปแล้ว
ในตอนนี้เองพี่ใหญ่ชายร่างกำยำจึงได้สติจากความตื่นเต้นยินดีเขามองดูแหวนมิติในมือสลับกับเฟิงหยางที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นในแววตาของเขาก็พลันฉายแววอำมหิตและจิตสังหารออกมา!
“ไอ้สี่ ฆ่ามันซะ!!”
ชายร่างกำยำคำรามเสียงต่ำอย่างดุร้ายเดิมทีคิดว่าแค่ปล้นหินิญญาไม่กี่ก้อนแต่ไม่คิดว่าบนตัวของอีกฝ่ายจะมีแหวนมิติอยู่ด้วยของสิ่งนี้แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสร้างฐานก็อาจจะยังไม่มีในหมู่ผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณเช่นนี้ ยิ่งถือเป็ของล้ำค่าอย่างหาที่เปรียบมิได้เพื่อป้องกันปัญหาในภายหลัง เขาจึงตัดสินใจฆ่าเฟิงหยางเพื่อปิดปาก
อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็เพียงผู้ฝึกตนอิสระตัวเล็กๆ ที่ไม่มีญาติมิตรฆ่าไปก็คงไม่มีปัญหาใหญ่อะไรตามมา
“ขอรับ! พี่ใหญ่!”
ชายร่างสูงผอมที่เพิ่งซัดเฟิงหยางกระเด็นไปเมื่อครู่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเข้าใจในทันที ในแววตาของเขาฉายแววอำมหิตออกมาเช่นกัน ขานรับคำหนึ่งแล้วชักกริชเล่มหนึ่งออกมาจากเอว เดินตรงไปยังเฟิงหยาง
แต่ในตอนนั้นเอง
“เปรี้ยง!!”
โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆสายฟ้าสีเทาสายหนึ่งก็ฟาดลงมาจากท้องฟ้า กระทบเข้าที่ร่างของเฟิงหยางโดยตรง!
“ปัง!!”
เสียงะเิทึบดังขึ้นร่างของเฟิงหยางทั้งร่างกลายเป็สีดำสนิท ควันดำกลุ่มหนึ่งลอยขึ้นมาจากร่างของเขาพร้อมกับส่งกลิ่นไหม้ออกมา
“เอ่อ”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ชายร่างกำยำและพรรคพวกอีกสามคนใไปตามๆ กัน ไอ้สี่ก็หยุดชะงักยืนมองเฟิงหยางที่ถูกฟ้าผ่าอย่างงุนงง
“นี่ นี่มัน”
ชายร่างกำยำอ้าปากค้าง สีหน้าเปลี่ยนเป็ประหลาดในใจอดคิดไม่ได้ว่า หรือว่าเ้าเด็กนี่จะทำชั่วมามากกว่าข้าเสียอีก?ถึงได้ถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เช่นนี้
“พี่ใหญ่ เขาดูเหมือน จะตายแล้ว?”
ไอ้สี่มองดูเฟิงหยางที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงแล้วกล่าวอย่างลังเล
ชายร่างกำยำขมวดคิ้วเล็กน้อยจ้องมองเฟิงหยางอยู่หลายครั้ง พบว่าดูเหมือนจะไม่เคลื่อนไหวแล้วจริงๆถูกฟ้าผ่าขนาดนี้ คงไม่รอดแล้วกระมัง
เขาไม่มีอารมณ์จะเข้าไปตรวจสอบศพที่ดำเป็ตอะโั่นจึงโบกมือแล้วสั่งว่า
“ไป!!”
เมื่อได้แหวนมิติมาชายร่างกำยำก็กลัวว่าหากอยู่นานเกินไปจะมีคนมาพบเห็นจึงรีบร้อนพาลูกน้องทั้งสามคนจากไป
ทั้งสี่คนหายลับไปในถนนที่อยู่ไกลออกไปอย่างรวดเร็วภายในซอยเล็กๆ กลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
ทันใดนั้นนิ้วมือซ้ายของเฟิงหยางที่ดำเป็ตอตะโกซึ่งถูกชายร่างกำยำและพรรคพวกคิดว่าตายไปแล้ว ก็กระดิกเล็กน้อย