============ รักนี้ดีต่อใจ ============
กลับสู่ปัจจุบัน
คีตาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้กตัวใหญ่ ปลายนิ้วเรียวเคาะเบาๆบนโต๊ะทำงานดวงตาคู่คมจ้องมองกรอบรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะนิ่ง
‘ทำไมมึงไม่จีบน้องมันจริงจังสักทีวะควงกันไปควงกันมาหลายปีแล้วนะเว้ย’
คำถามจากเพื่อนทำเอาชายหนุ่มถอนหายใจยาว
ไม่ใช่ว่าเขาไม่จีบ และไม่ใช่ไม่จริงจังหากแต่คนถูกจีบนั่นต่างหากเล่า ไม่ยอมจริงจังด้วยเสียที ทั้งที่ผ่านมาสองปีกว่าได้แล้วนับจากคำสัญญาวันนั้นวันที่เขาบอกว่าจะรอจนกว่าเธอจะพร้อม
“เฮ้อออออ” เสียงถอนหายใจยาวดังขึ้นอีกครั้งมือใหญ่คว้ากรอบรูปที่มีเ้าของดวงหน้าสวยส่งยิ้มสว่างไสวมาจ้องชัดๆปลายนิ้วเรียวเกลี่ยที่แก้มของคนในรูปเบาๆราวกับเ้าของแก้มนิ่มนั้นอยู่ตรงหน้า
“เมื่อไรจะใจอ่อนกับพี่สักทีคะ” คีตาพึมเบา แม้ว่าตลอดสองปีที่ผ่านมาการกระทำของทั้งเขาและเธอจะพาให้ใครต่อใครเข้าใจว่ากำลังคบหากันอยู่แต่หากใครจะรู้ดีกว่าเขาเล่า
เ้าหล่อนให้เข้าใกล้ตัวเพิ่มน่ะใช่ ใกล้ชนิดที่ไม่มีใครหน้าไหนกล้าเสี่ยงส่งขนมจีบส่งมาหยอดแต่ใกล้ใจด้วยหรือเปล่านี่ไม่เคยเห็นจะปริปาก
คนที่พึมพำกับถอนใจอีกรอบขณะที่ดึงกรอบรูปในมือมากอดแนบอกแล้วปล่อยให้สมองและหัวใจทำงานต่อไปเงียบๆ
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“ตายจริง สงสัยวันนี้ฟ้าฝนคงจะถล่ม ลูกชายแม่กลับบ้าน” เสียงค่อนขอดจากคุณหญิงกิตติยาเมธารักษ์สกุลดังขึ้นพร้อมๆกับร่างของหญิงสูงวัยเดินเข้ามาหยุดใกล้ๆเ้าลูกชายตัวดี
คนถูกทักกรอกตามองบนทันทีที่ได้ยินเสียงมือใหญ่ขยับวางกรอบรูปไว้ที่โต๊ะตามเดิมก่อนจะหันไปสบตาผู้เป็แม่
“ค่อนผมขนาดนี้ไม่น่ากลับมาให้เห็นหน้าเลยแหะ”
“ยอกย้อนแม่นะ เดี๋ยวจะหยิกให้เนื้อเขียว” คุณกิตติยาค้อนคนพูดให้ทีขยับปากว่าลูกชายเข้าให้ก่อนจะทรุดกายลงแล้วเอ่ยปากต่อ “หนูพริ้งไม่มาด้วยหรือลูก”
คำถามที่คนเป็ลูกส่ายหน้าเบา “เห็นว่างานเยอะครับ ไม่อยากออกไปไหน”
“เฮ้อออ เอาแต่ทำงานกันแบบนี้เมื่อไรแม่จะได้อุ้มหลาน”คนเป็แม่เริ่มออกปากด้วยประโยคเดิมๆ
ตั้งหลายปีแล้วที่ไอ้เ้าลูกชายตัวดีพาสาวเ้าเข้ามาให้รู้จักคนเป็แม่ละออกจะปลื้มว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้จนอยากจะไปสู่ขอให้มาตบแต่งกับเ้าลูกชายตัวดีั้แ่สาวเ้าเรียนจบถ้าไม่ติดว่าไอ้เ้าลูกชายห้ามไว้เด็ดขาดอยู่แบบนี้ เธอจัดการไปนานแล้ว
“น้องยังไม่ตกลงคบกับผมเลยนะแม่ นี่แม่คิดไกลถึงหลานแล้ว”คนเป็ลูกตอบพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ดวงตาคู่คมพราวระยับยามเมื่อเอ่ยถึงใครอีกคน“อย่าให้เข้าหูน้องเชียวนะแม่ ผมโดนโกรธตาย”
“อะไรกัน นี่ยังไม่คืบหน้าไปไหนอีกหรือเนี่ยข่าวก็ออกให้โครมว่าเห็นไปไหนๆกันออกจะบ่อย นี่แม่ดีใจเก้อหรอกหรือ”คิ้วเรียวของคุณหญิงขมวดฉับ ดวงตาคู่สวยวาวขึ้นอย่างไม่พอใจลูกชายตัวเองอยู่ในทีแล้วยื่นคำขาด “แม่บอกเลยนะ ไม่ใช่คนนี้ไม่รับเป็ลูกสะใภ้นะ”
“คร้าบๆ ผมทราบแล้วครับคุณหญิง” คีตารับคำอย่างอ่อนใจแม้พริ้งพราวจะเป็คนแข็งๆ ดูเหมือนจะหยิ่ง หากแต่เื่การเข้าหาผู้ใหญ่เธอทำได้ดีไม่มีที่ติชนิดที่ว่าคุณหญิงแม่ของเขาหลงหัวปักหัวปำขนาดประกาศให้รู้กันทั่วว่าหญิงสาวคนนี้แหละว่าที่ลูกสะใภ้ของเมธารักษ์สกุล
“รับทราบแล้วก็ช่วยทำให้มันเป็จริงด้วยย่ะ ถ้ายังไม่คืบหน้า แม่จะออกหน้าเองแล้วนะ”
“โอ้......ใจเย็นๆนะครับแม่ อย่าทำอย่างนั้นเลยนะเดี๋ยวจะชวดลูกสะใภ้เอานา.....” คนเป็ลูกลุกจากเก้าอี้กตัวใหญ่ทรุดกายลงข้างคนเป็แม่ก่อนจะกอดเอวผู้สูงวัยกว่าไว้ริมฝีปากอิ่มเอ่ยบอกแม่ตัวเองอย่างออดอ้อน
ขืนทำจริง นายคีตาเละคามือพริ้งพราวแน่ๆ แถมไม่เละอย่างเดียวพาลจะโดนโกรธจนไม่พูดด้วยอีกเลยสิ
คีตาว่าในใจก่อนจะนึกย้อนไปถึงเื่บางเื่
เขารู้ว่าทางบ้านของหญิงสาวเพียรพยายามจับคู่ให้กับหนุ่มสังคมอยู่ด้วยเห็นว่าถึงวัยอันสมควรแล้วแล้วแม่เขาก็รู้ข่าวนี้เหมือนกันจนชักจะร้อนใจ ถึงแม้ว่าเขาจะเทียวไปเทียวมาให้เห็นอยู่บ่อยๆแต่การไม่มีสถานะให้กับผู้ใหญ่ ทำให้บ้านของสาวเ้าดูจะไม่อยากรอถึงได้เร่งจับคู่ให้ลูกสาวตัวเองเป็มือระวิง
การกระทำที่พริ้งพราวโกรธชนิดหัวฟัดหัวเหวี่ยงวีนแตกจนเข้าหน้ากันไม่ติด ขนาดถึงขั้นขู่ว่าจะไม่ทำงานให้กับบริษัทของผู้เป็บิดาอีกหากยังมีการจับคู่ให้เธอ
และนั่นก็ทำให้สส.ใหญ่อย่างคุณทศพลกับคุณหญิงรตีผู้เป็บิดามารดาของเธอยอมรามือเื่การจับคู่ลงบ้าง
การกระทำที่ชายหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนใจแต่ก็ไม่ได้มีความแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ก็พูดกันยากนะ ไม่เคยเลี้ยงดู ไม่เคยใส่ใจ ไม่เคยสนใจแต่อยู่ๆจะมาบังคับให้ทำตามที่้าโดยที่ไม่ได้สนใจความรู้สึกนึกคิดของเ้าหล่อนแม้แต่นิดแบบนั้นเขาเองยังอดขุ่นใจไม่ได้ แล้วพริ้งพราวเล่าจะรู้สึกแย่ขนาดไหน
ดีแค่ไหนแล้วที่เ้าหล่อนยังยอมเข้าไปรับ่ต่องานของผู้เป็บิดา ทั้งที่ตลอด่ชีวิตที่โตมานั้นไม่เคยได้รับการดูแลสั่งสอนจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็พ่อเป็แม่เลยสักนิด
เขาเคยถามเธอว่าทำไมถึงยอมกลับไปช่วยงานครอบครัวทั้งที่ดูจะไม่แยแสคนในครอบครัวขนาดนั้น
เธอตอบชัดเจนจนเขายังต้องนับถือน้ำใจ
‘พ่อกับแม่อาจะไม่เคยสนใจใยดีพริ้งก็จริงแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพริ้งเติบโตมาจากเงินของพวกเขา เพราะงั้นพริ้งก็แค่อยากตอบแทนให้ถึงแม้ว่าเขาทั้งคู่จะไม่ใช่คนสำคัญในชีวิตพริ้งก็ตามแต่พริ้งก็โตพอที่จะรู้ว่าพ่อกับแม่ก็รักพริ้งถึงได้พยายามหาเงินมาให้พริ้งใช้กินอยู่อย่างสบาย แม้จะไม่ใช่สิ่งที่พริ้ง้าแต่ยังไงก็ถือว่ามีบุญคุณพริ้งก็จะทดแทนให้เท่าที่พริ้งเห็นว่าสมควรแต่เขาสองคนก็ไม่สิทธิ์มาบงการชีวิตพริ้งเหมือนกัน’
เธอร่ายยาวก่อนจะตบท้ายด้วยประโยคที่คนฟังถึงกับยิ้มกว้าง
‘พี่คีย์รับรู้ไว้นะคะในชีวิตพริ้งมีแค่คนสองคนเท่านั้นที่พริ้งยอมแลกได้ทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุขซึ่งคนที่ว่าไม่ใช่พ่อกับแม่ แต่เป็ยัยหนูรินกับพี่คีย์ต่างหากคนที่พริ้งจะแคร์และสนใจความรู้สึกมีแค่นี้จริงๆค่ะ’
คำตอบที่ทำเอาคนอยู่ในห้วงความคิดถึงกับยิ้มออกมาเมื่อใหญ่กอดกระชับเอวมารดาแน่นขึ้นอีก “ผมดีใจนะครับ ที่แม่รักน้องขนาดนี้แต่ผมขอร้อง อย่าบังคับน้องเลยถ้าน้องอยากจะให้ผมเป็คู่ชีวิตก็ให้น้องเลือกจากความรู้สึกของน้องเองเถอะนะครับชีวิตน้องน่าสงสารมากพอแล้ว อย่าเอาผมไปเป็ความลำบากใจน้องเพิ่มเลย”
คำที่คุณกิตติยาได้แต่ยกมือลูบหัวลูกชายตัวเองเบาๆ พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
เธอรู้เหมือนที่ใครๆรู้ เด็กคนนั้นเติบโตมาแบบใดดีแค่ไหนแล้วที่ไม่เสียคนไปั้แ่เด็ก แววตาอิจฉาถูกเผยให้เธอเห็นอยู่บ่อยครั้งโดยที่เ้าตัวไม่ได้ตั้งใจเมื่อเด็กสาวตัวน้อยเข้ามาที่บ้านเธอและเห็นเธอโอบกอดลูกชายและลูกสาวด้วยความรักแม้จะพยายามทำเป็เข้มแข็งก็ตามที แต่สายตาของคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนก็มองออกจนทะลุปรุโปร่งนั่นทำให้เธอเอ็นดูเด็กสาวคนนี้ความเอ็นดูที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็ความรักความหวงหาอาทร และยิ่งรักมากขึ้นในทุกวันเมื่อเห็นหญิงสาวมีความสุขเมื่อยู่ในบ้านหลังนี้
ใจจริงอยากจะรับเป็ลูกเป็หลานเสียด้วยซ้ำถ้าไม่ติดว่าเ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนบอกว่าจะเอามาเป็สะใภ้
“แม่รู้ลูก แม่ไม่บังคับน้องหรอกแม่ก็รักน้องไม่ต่างจากที่คีย์รักหรอกนะ”
“ขอบคุณครับแม่”คีตาเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยสายตาเปี่ยมรักพร้อมเอ่ยคำขอบคุณจากใจ
“ว่าแต่ทำไมวันนี้กลับบ้านได้ล่ะ” หญิงสูงวัยเปลี่ยนเื่
“ไปหาน้องมาครับ ผ่านบ้านก็เลยแวะสักหน่อยเดี๋ยวคนแถวนี้จะว่าเอาได้ว่าหาทางกลับบ้านไม่ถูก” คีตาว่าพร้อมรอยยิ้มในหน้า
“ให้มันจริงเถอะไม่ใช่ว่ามันใกล้อยู่ใกล้น้องมากกว่าร้านกับคอนโดหรอกหรือ”ผู้สูงวัยกว่าย้อนถามอย่างรู้ทัน ดวงตาคู่สวยที่คล้ายกับชายหนุ่มเอ่ยขัดลูกชายอย่างชอบใจ
“เฮ้อออ ปิดแม่ไม่เคยได้สักที” คีตาว่าพลางหัวเราะผละออกจากตักของมารดาก่อนจะต่อประโยค “ผมเป็ห่วงน่ะครับ ตอนไปหาสายตาน้องไม่ปกติแม้จะทำหน้าปกติก็เถอะ แล้วไม่ยอมมาค้างด้วยแบบนี้ ผมไม่สบายใจ ขออยู่ใกล้ๆหน่อยอุ่นใจกว่าเผื่อมีอะไรจะได้ไปหาง่ายๆ”
“ห่วงขนาดนี้ทำไมไม่พามาค้างนี่ล่ะ”คุณกิตติยาว่าพลางค้อนลูกชายให้อีกที “ให้แม่โทรไปกล่อมให้ไหม”
คราวนี้คีตาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นยืน “ไม่ต้องหรอกครับแม่เดี๋ยวคืนนี้ผมโทรหาน้องเอง”
“อย่างนั้นก็ตามใจจ้ะ” ผู้สูงวัยกว่าว่าพลางพยักหน้ารับ“ไปอาบน้ำอาบท่าเถอะลูก เดี๋ยวจะได้ไปทานข้าวกัน”
“ครับแม่”คีตารับคำก่อนจะชะโงกไปหอมแก้มผู้เป็แม่แล้วสวมกอดคนสูงวัยกว่าแล้วเอ่ยซ้ำ“ผมรักแม่นะครับ”
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
RRRRRRR~~~~~
เสียงโทรศัพท์ที่ทำให้คนวุ่นมืออยู่กับการทำงานชะงักมือเล็กละออกจากโน็ตบุ๊คบนตักแล้วกดรับสายเมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้าริมฝีปากเอ่ยก่อนอย่างที่รู้ว่าปลายสายจะพูดอะไร
“พริ้งยังทำงานยังไม่เสร็จค่ะ รู้ว่าดึกแล้ว แต่ขออีกแปปนึงนะคะเสร็จตรงนี้แล้วจะไปนอนค่ะ”
คำพูดที่เรียกเสียงหัวเราะหึๆจากปลายสาย “[รู้ใจพี่จริงนะคะ]”
“ไม่รู้เลยมั้งคะ รู้จักกันมาเป็ปีแล้ว”เสียงหวานใสว่าหากแต่มือยังทำงานไม่หยุด
“[ให้พี่วางก่อนไหมเดี๋ยวพริ้งทำงานเสร็จแล้วพี่โทรไปใหม่]” ปลายสายว่าอย่างรู้ทันว่าคนตรงหน้ายังง่วนอยู่กับงาน
“ไม่ต้องค่ะพี่คีย์ พริ้งขอสองนาที เมล์สุดท้ายแล้วแปปนึงนะคะ” พริ้งพราวว่าก่อนจะวางโทรศัพท์ลงข้างตัวแล้วหันไปจัดการงานตรงหน้าด้วยความรวดเร็ว ดวงตากลมโตกวาดมองข้อความในจอเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะกดส่งแล้วพับหน้าจอลง ขยับโน๊ตบุ๊คคู่ใจออกจากตักแล้ววางลงบนเตียง มือบางคว้าโทรศัพท์มาแนบหูอีกครั้งก่อนจะสอดตัวลงใต้ผ้าห่มที่คลุมไว้แค่ครึ่งตัวในตอนแรก
“เสร็จแล้วค่ะพี่คีย์”
“[นึกว่าจะทำเพลินจนลืมพี่อีกแล้ว]” ปลายสายว่าอย่างหยอกเย้าเมื่อนึกถึงว่างวดก่อนคนที่บอกว่ารอแปปนึงกลับให้เขาถือสายรอเกือบชั่วโมงด้วยว่าเ้าตัวทำงานเพลิน
คำพูดที่ทำให้ดวงหน้าสวยมุ่ยลงก่อนจะเถียงเสียงอ่อย“พริ้งไม่ได้ขี้ลืมขนาดนั้นนะคะ”
“[หึๆ]” ปลายสายมีเพียงเสียงหัวเราะหึๆส่งกลับมาทำให้ดวงตากลมโตกรอกขึ้นบนอย่างรู้ดีกับเสียงหัวเราะแบบนี้
“ไม่ต้องมาหัวเราะแบบนี้เลยนะคะ” เสียงใสดักคอปลายสายก่อนจะถามต่อ“แล้วนี่พี่คีย์อยู่ไหนคะ เสียงเงียบแปลกๆ กลับคอนโดแล้วหรือคะ”
“[อยู่บ้านค่ะพอดีขับผ่านเลยแวะมาทักทายคุณหญิงเขาน่ะ ไม่แวะเดี๋ยวจะงอนเอาอีก]” ชายหนุ่มว่าอย่างรื่นรมย์
“ดูพูดเข้า เดี๋ยวคุณแม่ได้ยินจะโดนโกรธเอานะคะ”พริ้งพราวว่าพลางยิ้มบางเมื่อนึกถึงใบหน้าของผู้ใหญ่ที่อีกฝ่ายพูดถึง
“[ไม่โกรธหรอกค่ะแค่บ่นๆว่าคิดถึงว่าที่ลูกสะใภ้ อยากกินข้าวด้วย]” คำพูดที่ทำเอาคนฟังชะงักใบหน้าหวานเริ่มร้อนขึ้นมานิดๆ ริมฝีปากบางเม้มสลับคลายอย่างขัดเขินรู้หรอกว่าโดนอีกฝ่ายหยอกเข้าให้อีกแล้ว
“..........”
ความเงียบที่ตอบกลับไปทำให้คีตาหัวเราะดังกว่าเดิมไม่ต้องเห็นหน้าก็รู้ว่าป่านนี้ดวงตาคู่คมคงพราวระยับอย่างชอบใจขนาดไหน
"[ไม่เถียงพี่สักหน่อยหรือคะ]"คีตาว่าต่อเมื่อพบกับความเงียบที่ตอบกลับมา
“ให้ตอบอะไรละคะ ตอบไปก็เข้าตัวเปล่าๆ”ท้ายประโยคเบาลงราวกับเสียงกระซิบ หากแต่อีกฝ่ายก็ยังคงได้ยินอยู่ดี
"[ตอบหรือไม่ตอบก็เข้าตัวอยู่ดีแหละค่ะเพราะพี่ถือว่าการเงียบคือการยอมรับนะ]" คนปลายสายว่าเสียงระรื่น
“พี่คีย์!” พริ้งพราวตวาดลั่นโทรศัพท์“พริ้งไม่ใช่......”
"[ไม่ใช่อะไรล่ะคะ เป็สาวคนเดียวที่พี่พาเข้าบ้านทั้งบ้านก็รับรู้กันหมดแล้ว ไหนพี่จะเทียวรับเทียวส่งขนาดนี้ พริ้งจะบอกว่าไม่ใช่ ‘คนพิเศษ’ สำหรับพี่อีกหรือคะ]"เสียงทุ้มเอ่ยขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังร้อนที่หน้าได้ไม่ยากหัวใจดวงน้อยกระตุกแรงเมื่อนึกได้ถึงสายตาของคนพูด
ไม่ต้องเห็นหน้าก็รู้เลยว่าถ้าอยู่ด้วยกันป่านนี้เธอมุดหน้าซบอกคนพูดไปนานแล้วคนอะไรขยันทำให้เขินได้ทุกวี่ทุกวันสิน่า
“พอเลยนะคะพี่คีย์เดี๋ยวพริ้งเผลอตัวใจอ่อนไปแล้วพี่คีย์นั่นแหละจะลำบาก”ร่างบอบบางโต้กลับด้วยเสียงขุ่นๆทั้งที่ร่างทั้งร่างยังร้อนวูบวาบไม่หยุดกับคำพูดของคนตัวโตกว่าโดยเฉพาะแก้มที่ร้อนจัดจนแทบสุกได้แล้วมั้ง
"[พี่ว่าควรใจอ่อนให้พี่ได้ตั้งนานแล้วนะคะ]" หากอีกฝ่ายยังคงไม่ยอมหยุดง่ายๆ
“ฮื้อออ ไม่เอาแล้วค่ะ ไม่คุยเื่นี้แล้วนะคะ”เสียงหวานใสโต้ตอบด้วยเสียงอู้อี้เมื่อเ้าของเสียงนั้นฟุบหน้าลงกับหมอนเพื่อซ่อนอาการร้อนที่หน้า
"[โอเคค่ะ พี่ไม่แกล้งแล้วก็ได้]" ปลายสายว่าอย่างพอใจรู้ได้ทันทีว่าคนในสายกำลังเขินจัด ดังนั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนก็ได้ "[พรุ่งนี้พี่ไปหานะ]"
คำถามที่คนฟังชะงักไปนิดดวงหน้าหวานที่ประดับด้วยรอยยิ้มขัดเขินเมื่อครู่จางลงริมฝีปากบางเม้มเบาๆเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่าง
อยู่บ้านก็ไม่เหมือนบ้านเสียที เหมือนอยู่โรงแรมห้าดาวซะมากกว่า
ความคิดที่ทำให้ร่างบอบบางตอบกลับคนในสายเบาๆ “พรุ่งนี้วันศุกร์พี่คีย์อยู่บ้านไหมคะ ถ้าอยู่เดี๋ยวพริ้งไปหาพี่คีย์เองก็ได้พี่คีย์ไม่ต้องมาหรอกค่ะ”
ประโยคที่ควรทำให้คนที่แหย่เธอเมื่อสักครู่ควรจะดีใจ หากแต่คนฟังกลับขมวดคิ้วลง
"[ให้พี่ไปหาตอนนี้ไหมคะ]" เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างเป็กังวล
ความห่วงใยที่ผ่านมาตามเสียงทำให้คนที่พยายามร่าเริงชะงักความรู้สึกที่ถูกกดไว้เหมือนโดนสะกิดเข้าอย่างจังเสียงที่ตอบกลับไปแม้จะยังชัดถ้อยชัดคำแต่ก็สั่น
“มะ....ไม่ต้องค่ะพี่คีย์ พริ้งโอเค พริ้งอยู่ได้ค่ะอย่าลำบากขับรถมาดึกๆเลยนะคะ” เสียงหวานใสรีบเอ่ยปากห้ามเสียงสั่นด้วยรู้เลยว่าคนปลายสายจับความรู้สึกเธอเก่งแค่ไหนความผิดปกตินิดเดียวชายหนุ่มก็รู้แล้ว
เธอไม่ปฏิเสธหรอกว่านอนเหงามาเป็อาทิตย์แล้วในบ้านตัวเองและความเหงานั่นแหละที่ผลักดันให้เธอหยิบโทรศัพท์มาโทรหาเพื่อนสนิททุกวันจนพี่ซีนโกรธเอาแบบนั้น
่นี้เธอกลับมาอยู่บ้านเพราะว่างานเยอะทำให้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะแวะไปหาเ้าของเสียงทุ้มที่ร้านหรือห้องเขา หรือแม้แต่ขับรถกลับไปคอนโดตัวเอง
แต่บ้านหลังใหญ่ที่มีแต่เธออยู่คนเดียวนั้นทำให้ความเหงาในใจพุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็วเธอพยายามอดทนและใช้งานบังคับให้อารมณ์เธอกลับมาคงที่
หลายวันมานี่เธอทำงานจนหลับคาโน๊ตบุ๊คมาหลายรอบแล้วคนปลายสายเองก็คงจะงานเยอะ เลยไม่ค่อยได้โทรหาเธอถึงได้เพิ่งมาหาเธอตอนที่พี่ซีนใช้มาแบบวันนี้ ซึ่งถ้าหากคีตารู้ไม่พ้นโดนดุอีกแน่ที่เธอไม่ยอมโทรหาเขา
"[พริ้งดื้อกับพี่อีกแล้วนะคะแล้วแบบนี้จะไม่ให้พี่โทรหาทุกวันได้ยังไงคะ อาทิตย์ก่อนพี่เห็นว่ายุ่งๆเลยไม่อยากโทรมากวน แต่เสียงเป็แบบนี้พี่ไม่โอเคเลย ทำไมไม่โทรหาพี่คะ]"ปลายสายว่าเสียงดุ ความไม่ชอบใจส่งผ่านน้ำเสียงมาอย่างชัดเจนทำให้คนถูกดุได้แต่ขอโทษเสียงเบาที่คำกล่าวว่าไม่ได้ต่างที่คิดไว้สักเท่าใร
"[แล้วคิดหรือคะว่าพี่จะไม่รู้เมื่อกลางวันพี่เห็นว่างานเยอะหรอกนะถึงได้ยอมกลับมาก่อน พริ้งอาจจะตบตาคนอื่นได้แต่พี่เห็นนะคะ สายตาพริ้งไม่ปกติ]" คีตายังคงร่ายยาวอย่างไม่ชอบใจกับคนที่พยายามจะซ่อนความรู้สึกจากเขา
“ขอโทษค่ะ” เสียงหวานเอ่ยคำขอโทษซ้ำอีกครั้งอย่างแ่เบาดวงตาคู่สวยเริ่มร้อนผ่าว ก่อนจะเอ่ยต่อเสียงอ่อย “อย่าโกรธพริ้งเลยนะคะ”
"[...........]" ปลายสายเงียบเสียงไปแล้วทำให้คนที่เคยเขินอยู่เมื่อกี้ใจเสีย หยาดน้ำใสระรื่นขึ้นมาเต็มตาเมื่ออีกฝ่ายยังคงเงียบริมฝีปากบางเอ่ยเรียกชื่อชายหนุ่มเบาๆ
“พี่คีย์คะ......”
"[เปิดกล้องค่ะ]" เสียงทุ้มของปลายสายเอ่ยเรียบๆ
“คะ?” คนฟังที่ยังตามอารมณ์ของชายหนุ่มไม่ทันตอบออกไปอย่างไม่เข้าใจ
"[ถ้าไม่อยากให้พี่ไปถึงหน้าบ้านตอนนี้ เปิดกล้องคุยกับพี่เดี๋ยวนี้เลยค่ะ]"คีตาว่าเสียงดุ ทำให้คนฟังดึงโทรศัพท์ออกจากหู มือเล็กที่สั่นน้อยๆ กดเปิด VDO ตามที่ใครอีกคนสั่งทันที
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
คีตาผุดลุกมานั่งตัวตรงทันทีที่เห็นดวงหน้าหวานใสผ่านวิดีโอคอลคิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างไม่ชอบใจ เมื่อดวงตากลมโตเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาชายหนุ่มถอนหายใจแรงๆอย่างนึกเคืองตัวเองที่ยอมกลับบ้านมาง่ายๆเมื่อกลางวัน
ไม่น่าปล่อยไว้เลยจริงๆ ให้ตายสิ
“พริ้งคะ ฟังพี่นะ พี่ไม่ได้โกรธพริ้งนะคะอย่าร้องเลยนะ ใจพี่จะขาดตาม” คีตาว่าเสียงอ่อน ปลายนิ้วเรียวััหน้าจอโทรศัพท์เบาราวกับอยากให้ัันี้ส่งผ่านกล้องวิดีโอไปยังปลายสายให้รู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้กับเธอ
"[ฮึก....]" ปลายสายที่สะอื้นฮึกๆทำให้ใจคนฟังยิ่งร้อนรน
“ไม่เอา ไม่ร้องแล้วนะคะเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ไปหาพริ้งแต่เช้าเลยนะคะ หยุดร้องเถอะนะ เดี๋ยวจะปวดหัวนะคะ”เสียงทุ้มยังคงว่าอย่างอ่อนโยนดวงตาคู่คมเต็มไปด้วยความเป็ห่วงทำให้คนฟังใจชื้นขึ้นนิดริมฝีปากบางเอ่ยถามเสียงเครือ
"[พะ....พี่คีย์.....อึก....ฮึก.....หยะ....อย่าโกรธพริ้งนะคะ...ฮึก]"
“พี่จะโกรธพริ้งได้ยังไงกันคะ ในเมื่อพี่รักพริ้งขนาดนี้”ชายหนุ่มทอดเสียงหวาน ดวงตาคู่คมทอดมองหญิงสาวอย่างอ่อนโยนที่สุดสายตาที่บอกว่าเธอมีค่ากับเขามากแค่ไหน ทำให้คนที่อยู่ปลายสายลดแรงสะอื้นลง
คำรักที่นานๆชายหนุ่มจะเอ่ยออกมาสักครั้งทำให้ใจคนฟังอุ่นขึ้นเมื่อได้ยินคนที่อยู่ปลายสายใช้หลังมือปาดน้ำตาตัวเองป้อยๆ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นอย่างพยายามกลั้นเสียงสะอื้น
ท่าทางที่คีตามองดูเงียบๆอยู่พักใหญ่ปล่อยให้หญิงสาวค่อยๆสงบอารมณ์ตัวเองลง ก่อนจะเอ่ยต่อเมื่อเห็นว่าหยาดน้ำใสเริ่มจางลงบ้างแล้ว
“ไม่เป็ไรนะคะ พี่อยู่กับพริ้งตรงนี้แหละจนกว่าพริ้งจะสบายใจนะ” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างปลอบประโลมราวกับคนปลายสายอยู่ข้างกาย
"[ค่ะ]" เสียงหวานตอบรับเบาขณะที่พยายามสูดลมหายใจเข้ายาวๆ ให้ตัวเองเข้าสู่สภาวะปกติ “[พะ.....พริ้งงงองแงเป็เด็กอีกแล้ว ฮึกพะ....พี่คีย์เบื่อไหมคะ]”
คนถูกถามส่ายหน้าไปมาช้าๆ “ต่อให้พริ้งงองแงใส่พี่ตลอดชีวิตพี่ก็ไม่มีวันเบื่อค่ะ เพราะพี่รักคนแถวนี้มากนี่นา”
ประโยคที่ทำให้คนฟังหลุบตาต่ำไม่มองหน้าเขาอีกต่อไปคีตาขยับยิ้มบางแล้วเอ่ยต่อ “รักมากไม่พอ เป็ห่วงมากๆด้วยนะคะ”
"[ขอบคุณมากนะคะพี่คีย์]"ประโยคของคุณถูกกลั่นออกมาจากหัวใจดวงน้อย ดวงหน้าหวานเริ่มมีรอยยิ้มประปรายทั้งที่น้ำตายังไม่เหือดแห้งจากใบหน้า"[อยากกอดพี่คีย์จัง]"
“พรุ่งนี้นะคะคนเก่ง พรุ่งนี้พี่จะเอาตัวไปให้กอดแต่เช้าเลย”เสียงทุ้มว่าอย่างอ่อนโยน “จัดกระเป๋าแต่เช้าเลยนะคะ พรุ่งนี้พี่ไปรับแล้วเดี๋ยวเย็นมาค้างบ้านพี่เลยไม่ต้องแวะอีกรอบ”
คำพูดที่ทำให้ดวงตาแดงช้ำของคนฟังเบิกขึ้นเบาๆเสียงหวานใสเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ "[หมายความว่ายังไงคะ]"
“หมายความว่าพรุ่งนี้พี่จะไปรับแล้วหอบตัวเองไปนั่งทำงานข้างๆพริ้งทั้งวันเลยค่ะแล้วตอนเย็นจะพี่ก็จะพากลับบ้านของเรานะคะ” คีตาว่าอย่างเน้นย้ำคำบางคำพลางกลั้วหัวเราะเมื่อดวงตากลมโตเบิกกว้าง ปากบางขยับไปมาราวกับจะพูดอะไรออกมาหากแต่ไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกจากริมฝีปาก
“ว่าไงคะ ตกลงไหม” เสียงทุ้มถามย้ำคนที่อึ้งอยู่อีกครั้ง
"[พริ้งไม่ตกลงพี่คีย์ก็ลากตัวเองมาติดแหง็กกับพริ้งอยู่ดีแหละค่ะ]"ปลายสายที่หาเสียงตัวเองเจอแล้วตอบออกมา ใจดวงน้อยอุ่นขึ้นจนน่าประหลาด และเมื่อหัวใจอุ่นขึ้นความเพลียและความง่วงก็ถาโถมเข้าใส่ ร่างบอบบางทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งก่อนจะเอ่ยตัดบท"[พริ้งนอนแล้วนะคะ]"
“นอนได้ค่ะ แต่ถือโทรศัพท์ไว้แบบนี้แหละ เดี๋ยวพริ้งหลับแล้วพี่วางเอง”คีตาว่าพร้อมขยับตัวไปคว้ากีต้าร์ที่วางอยู่มุมห้องมาทิ้งไว้บนเตียงก่อนจะหันไปตั้งโทรศัพท์ไว้ที่หัวเตียง
การขยับที่ทำให้คนที่อยู่ปลายสายมองอย่างงงๆริมฝีปากบางกำลังจะเอ่ยถาม แต่คนที่จัดที่จัดทางเสร็จก็เอ่ยขึ้นมาก่อน
“เดี๋ยวพี่ร้องเพลงกล่อม พริ้งจะได้ฝันดีนะคะ” ว่าพร้อมกับยิ้มใส่กล้องจนตาปิดก่อนจะขยับจับคอร์ดแล้วกรีดปิ๊กอันเล็กลงกับสายกีต้าร์เบาๆเสียงนุ่มทุ้มก็ขับขานเนื้อเพลงตามออกมา
ก็เป็คนธรรมดา ไม่พิเศษ
ก็เป็คนที่เดินดิน อย่างคนทั่วไป
ไม่ได้ดี เกินกว่าคนไหน มีแค่ใจดวงเดียวให้เธอ
ก็เป็เพียงคนๆ หนึ่งไม่เลิศเลอ
แค่บังเอิญมาเจอเธอ แต่ไม่รู้ทำไม
ยิ่งใกล้กัน ก็ยิ่งหวั่นไหว อยากค้นใจเธอดูสักครั้ง
หากบังเอิญ ถ้าเธอ้าใคร หากวันใดถ้าเธอนั้นอ่อนแอ
ให้ฉันดูแลเธอ รักเธอได้ไหม ให้ฉันเป็เพื่อนเธอ เมื่อเธอเหงาใจ
ไม่ต้องกลัว จะไม่ไปไหน จะไม่ทำให้เธอเจ็บอีกเหมือนเคย จะดูแลอย่างดี
เนื้อเพลงที่ขับขานเรียกให้ดวงหน้าสวยขึ้นสีจางรอยยิ้มหวานแต่งแต้มอยู่บนริมฝีปากบาง ดวงตาคู่สวยจ้องมองคนให้โทรศัพท์นิ่ง
หากว่าเธอยังลังเลไม่แน่ใจ ก็ปล่อยให้มันเป็ไป ให้ตัวฉันได้พิสูจน์
ว่ารักเธอ มากสักแค่ไหน โปรดไว้ใจฉันดูสักครั้ง
หากบังเอิญ ถ้าเธอ้าใคร หากวันใดถ้าเธอนั้นอ่อนแอ
ให้ฉันดูแลเธอ รักเธอได้ไหม ให้ฉันเป็เพื่อนเธอ เมื่อเธอเหงาใจ
ไม่ต้องกลัว จะไม่ไปไหน จะไม่ทำให้เธอเจ็บอีกเหมือนเคย จะดูแลอย่างดี
เสียงเพลงยังคงดังต่อเนื่องพร้อมกับดวงตาคู่สวยที่ปรือลงช้าๆก่อนจะปิดสนิททิ้งไว้กับท่อนเพลงสุดท้ายที่คนเล่นยังคงขับกล่อมออกมาราวกับ้าให้แทรกซึมเข้าไปในห้วงนิทราของคนที่หลับไปแล้ว
หากบังเอิญ ถ้าเธอ้าใคร หากวันใดถ้าเธอนั้นอ่อนแอ
ให้ฉันดูแลเธอ รักเธอได้ไหม ให้ฉันเป็เพื่อนเธอ เมื่อเธอเหงาใจ
ไม่ต้องกลัว จะไม่ไปไหน จะไม่ทำให้เธอเจ็บอีกเหมือนเคย จะดูแลอย่างดี
หากบังเอิญ ถ้าเธอ้าใคร หากวันใดถ้าเธอนั้นอ่อนแอ
ให้ฉันดูแลเธอ รักเธอได้ไหม ให้ฉันเป็เพื่อนเธอ เมื่อเธอเหงาใจ
ไม่ต้องกลัว จะไม่ไปไหน จะไม่ทำให้เธอเจ็บอีกเหมือนเคย จะดูแลอย่างดี.........*
เสียงนุ่มทุ้มลากเสียงทิ้งท้ายก่อนจะจบเพลง รอยยิ้มอุ่นแต่งแต้มอยู่บนดวงหน้าหล่อเมื่อเห็นว่าคนปลายสายเข้าสู่นิทราไปเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มขยับกีต้าร์ออกจากตัววางไว้ข้างเตียงก่อนจะเอ่ยเบา
“พี่รักพริ้งนะคะ ฝันดีค่ะสาวน้อยของพี่”ทิ้งท้ายด้วยเสียงหวานหยดย้อยราวกับ้าให้ทะลุโทรศัพท์เข้าไปสู่ใจของคนหลับอย่างที่อยากให้ร่างบอบบางที่หลับไปแล้วฝันดี
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
--------------------------------------------------------------
*เพลง ให้ฉันดูแลเธอ --- แหนม รณเดช วงศาโรจน์