เยว่จั้งเลิกคิ้วเล็กน้อย 'การทำไร่? พร์เกษตรกรรมงั้นเหรอ?'
แม้ในสายตาของคนทั่วไป มันอาจจะดูเป็พร์ที่แสนจะธรรมดาและจืดชืดเมื่อเทียบกับอินคิวบัสหรือความจำอัจฉริยะ แต่สำหรับนักธุรกิจที่มองขาดถึงอนาคตอย่างเยว่จั้ง เขารู้ดีว่าอาหารและวัตถุดิบคือสิ่งที่ควบคุมโลกใบนี้ หากเขาสามารถเพาะปลูกพืชผลที่เหนือกว่าธรรมชาติได้ ธุรกิจกสิกรรมของเขาจะผูกขาดอุตสาหกรรมอาหารทั้งหมด
[ติ๊ง ได้รับไอเทมสุดพิเศษ: แบบแปลนทำไร่ฉบับวิถี์]
แสงสีเขียวมรกตสว่างวาบขึ้นที่ฝ่ามือ เมื่อแสงจางลงสิ่งที่ปรากฏอยู่คือสมุดบันทึกปกหนังสีเขียวขี้ม้าที่ดูเก่าและแสนจะธรรมดา ราวกับสมุดจดบันทึกของชาวสวนที่หาซื้อได้ตามตลาดนัดจตุจักร ไม่มีใครดูออกเลยว่ามันคือไอเทมระดับพระเ้า
เยว่จั้งพลิกสมุดบันทึกเปิดดู ข้อมูลภายในไม่ได้มีแค่เื่การพรวนดินหรือรดน้ำ แต่มันคือฮวงจุ้ยแห่งผืนดิน การคำนวณทิศทางลม การดึงพลังงานบริสุทธิ์จากฟ้าดินมาเร่งปฏิกิริยาการเจริญเติบโตของพืช และวิธีการเพาะปลูกสมุนไพรวิเศษที่สามารถรักษาโรคได้สารพัด สมุดเล่มนี้คือคัมภีร์ที่จะเปลี่ยนที่ดินธรรมดาให้กลายเป็ไร่์ที่ออกผลผลิตระดับพรีเมียมตลอดทั้งปี
“ยอดเยี่ยม”
ชายหนุ่มเก็บสมุดบันทึกสีเขียวลงในกระเป๋าแจ็กเก็ตอย่างมิดชิด
ตอนนั้นเองประตูห้องคลอดเปิดออก เยว่จั้งเดินตามพยาบาลเข้าไปในห้องพักฟื้น บนเตียงคนไข้ เซเลน่านอนอิงหมอนด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุข หยาดเหงื่อที่เกาะพราวบนหน้าผากไม่สามารถบดบังรอยยิ้มอันงดงามของเธอได้เลย ในอ้อมแขนของเธอมีห่อผ้าสีชมพูอ่อนที่บรรจุทารกน้อยเอาไว้
เยว่จั้งเดินเข้าไปใกล้ ชะโงกหน้ามองลูกสาวคนแรกของเขา
ทารกน้อยมีผิวพรรณที่ขาวจัดและละเอียดอ่อนเหมือนผู้เป็แม่ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือเส้นผมสีดำขลับ และเมื่อทารกน้อยค่อยๆ ปรือตาขึ้นมา ั์ตาสีดำสนิทที่ถอดแบบมาจากเยว่จั้งก็ประสานเข้ากับผู้เป็พ่ออย่างน่าอัศจรรย์ มันเป็การผสมผสานระหว่างสายเืรัสเซียและจีน
“เธอสวยมากเลยค่ะคุณเยว่ ตาและผมของเธอเหมือนคุณไม่มีผิดเลย” เซเลน่าเอ่ย
เยว่จั้งเกลี่ยปลายนิ้วลงบนแก้มยุ้ยของทารกน้อย ััถึงไออุ่นแห่งชีวิตที่เขาสร้างขึ้นมา
“เธอคิดชื่อให้แกหรือยัง”
เซเลน่าพยักหน้า ดวงตาสีฟ้าครามทอประกายความหวัง
“ฉันอยากให้เธอชื่อนาตาชาค่ะ ในภาษารัสเซีย มันแปลว่าการถือกำเนิดใหม่ หรือของขวัญจากพระเ้า”
“นาตาชา...นาตาชา เป็ชื่อที่สมบูรณ์แบบมาก” เยว่จั้งทวนชื่อนั้นซ้ำ รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้า
..................................
“คุณเยว่คะ เราจะบินกลับจีนกันวันไหนคะ”
เซเลน่าเอ่ยถามขึ้นมากลางโต๊ะอาหารเช้าของโรงแรมหรู วันนี้คือวันที่ 1 พฤศจิกายนสองวันหลังจากที่เธอออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับนาตาชา ทารกน้อยในอ้อมแขน หญิงสาวชาวรัสเซียมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“เรายังกลับไม่ได้เซเลน่า อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ และไม่ใช่พร้อมกับลูก” เยว่จั้งที่กำลังจิบกาแฟดำตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ?” เซเลน่าเบิกตากว้าง วางช้อนลงกระแทกจานเสียงดัง “มหาวิทยาลัยของฉันใกล้จะหมดกำหนดดรอปเรียนแล้วนะคะคุณเยว่ แล้วไหนจะอเล็กซานเดอร์อีกล่ะ ป่านนี้เขาคงร้องหาแม่แย่แล้ว ฉันทิ้งเขาไว้กับป้าหวังนานเกินไปแล้วนะคะ เราต้องรีบกลับไปหาลูก”
“ใจเย็นก่อนเซเลน่า เธอลืมเื่กฎหมายของประเทศเราไปแล้วเหรอ”
เยว่จั้งประสานมือวางไว้บนโต๊ะ ั์ตาสีเข้มจ้องมองเธออย่างเยือกเย็น
“กฎหมายลูกคนเดียวน่ะเหรอคะ? แต่ฉันคลอดนาตาชาที่ประเทศไทยนะคะ ฉันไม่ได้คลอดที่แผ่นดินใหญ่ รัฐบาลจีนจะมาเกี่ยวอะไรด้วย? พวกเขาไม่มีสิทธิ์มาจับฉันทำแท้งแล้วนี่...”
“ตรรกะเธอมันตื้นเขินเกินไปแล้วเซเลน่า ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าคลอดที่ไหนประเด็นมันอยู่ที่ข้อมูลประชากรต่างหากล่ะ” ชายหนุ่มในร่างวัย 25 ปีแค่นเสียง หงายไพ่ความรู้ระดับคนวัย 46 ปีออกมาใช้
“ข้อมูลอะไรคะ?”
“เมื่อเดือนก่อนตอนที่เธอไปทำสูติบัตรให้อเล็กซานเดอร์ที่สำนักงานเขตชื่อและประวัติของเธอถูกบันทึกหราอยู่ในระบบทะเบียนราษฎร์ของรัฐบาลจีนเรียบร้อยแล้ว พวกเขารับรู้เป็ทางการแล้วว่าเธอคือผู้หญิงที่เพิ่งให้กำเนิดบุตรไปหมาดๆ”
เยว่จั้งโน้มตัวไปข้างหน้า กดเสียงต่ำเพื่อสร้างบรรยากาศกดดัน “แล้วลองคิดดูสิถ้าวันนี้เธออุ้มเด็กทารกแรกเกิดอีกคน เดินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองจีนกลับเข้าไป เธอจะอธิบายกับเ้าหน้าที่ ตม. ยังไง? เธอจะบอกพวกเขาว่าฉันตั้งครรภ์และคลอดลูกสองคนได้ภายในเวลาแค่ยี่สิบกว่าวันงั้นเหรอ”
เซเลน่าหน้าซีดเผือด “ฉะฉัน...”
“ประเทศจีนไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะ ถ้าพวกเขาสงสัย เขาจะกักตัวเธอ เจาะเืเธอ ตรวจ DNA เด็กทั้งสองคนและถ้าความจริงเปิดเผยว่าเธอคลอดลูกได้เดือนละคน ขืนกลับไปตอนนี้ก็โป๊ะแตกพอดี นี่คิดว่ารัฐบาลจะปล่อยเธอกลับไปเรียนหนังสือสวยๆ หรือจะจับเธอไปขังในห้องแล็บวิจัยลับเพื่อผ่าดูมดลูกเธอล่ะ”
“มะไม่นะ แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะ จะให้ฉันทิ้งนาตาชาไว้ที่ประเทศไทยงั้นเหรอ ฉันทำไม่ได้ ฉันเพิ่งคลอดเธอออกมานะ ฉันเป็แม่ของเธอนะคะคุณเยว่” หญิงสาวน้ำตารื้น ส่ายหน้าอย่างหวาดกลัว
“เซเลน่าฟังฉันนะ”
เยว่จั้งลุกจากเก้าอี้ เดินเข้าไปสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลัง ชายหนุ่มจงใจเปิดใช้งานพร์อินคิวบัสทันที คลื่นเสียงของเขาแหบพร่า นุ่มลึก และเต็มไปด้วยอานุภาพแห่งการโน้มน้าวใจขั้นสูงสุด ฟีโรโมนแห่งบุรุษเพศแผ่ซ่านเข้าครอบงำจิตใต้สำนึกของเธออย่างแเี
“ฉันไม่ได้บอกว่าจะทิ้งลูกของเรา ฉันแค่จะเอาลูกไปฝากให้ลุงกีเซง ญาติของฉันที่โคราชช่วยดูแลไปก่อน แกไว้ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์”
“ฝากไว้ที่บ้านญาติคุณเหรอคะ?” เซเลน่าเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายที่เคยสั่นเทาเริ่มผ่อนคลายเมื่อได้กลิ่นอายของเขา
“ใช่แล้วละ เราจะฝากลูกไว้ที่นี่ชั่วคราว แล้วเราสองคนบินกลับไปจีนเพื่อจัดการเื่เรียนของเธอ และดูลาดเลาสถานการณ์ของทางการก่อน เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ฉันจะใช้เส้นสายและเงินทุน หาช่องทางทำเอกสารพานาตาชากลับไปหาเราอย่างปลอดภัยเอง เชื่อใจฉันสิ ฉันเคยทำให้เธอผิดหวังเหรอ”
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะคุณเยว่ ฉันจะทำตามที่คุณบอกค่ะ” หญิงสาวหลับตาลง พิงศีรษะกับแผงอกของเขาอย่างจำยอม
.................................................
วันต่อมา
รถตู้รับจ้างแล่นเข้ามาจอดที่หน้าตึกแถวสองคูหาริมถนนชานเมือง ในเขตอำเภอ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตลาดสดมากนัก ป้ายหน้าร้านเขียนด้วยตัวอักษรไทยและจีนบ่งบอกว่าเป็ร้านขายส่งขนมขบเคี้ยว สุรา และเบียร์รายใหญ่ประจำย่านนี้
“เฮ้ยไอ้สมชาย ยกลังเบียร์ให้มันระวังๆ หน่อยสิวะ กระแทกแรงขนาดนั้นเดี๋ยวขวดก็แตกหมดหรอก หักค่าแรงซะดีไหมเนี่ยฮะ”
เสียงะโด่าลูกน้องเป็ภาษาไทยสำเนียงคนจีนดังก้องออกมาจากหน้าร้าน ลุงกีเซง ชายวัยห้าสิบเศษในชุดเสื้อกล้ามสีขาวและกางเกงขาสั้น กำลังยืนเท้าเอวคุมงานลูกจ้างอยู่
“ดูเหมือนลุงเซงจะอารมณ์ร้อนไม่เปลี่ยนเลยนะครับ”
เสียงทักทายภาษาจีนแต้จิ๋วดังขึ้นจากด้านหลัง ลุงกีเซงหันไปมอง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของเยว่จั้งที่กำลังอุ้มเด็กทารกในห่อผ้า เดินลงมาจากรถตู้พร้อมกับหญิงสาวชาวฝรั่งหน้าตาสะสวย
“อ้าวอาเยว่จั้ง ลื้อมาถึงั้แ่เมื่อไหร่เนี่ย ทำไมไม่โทรบอกลุงก่อนฮะว่าจะมาถึงกี่โมง จะได้ให้ไอ้พวกเด็กในร้านเอารถกระบะไปรับ” ลุงกีเซงรีบเดินเข้ามาตบไหล่หลานชาย
“ผมเหมารถตู้จากกรุงเทพฯ มาเลยครับลุง ยิงยาวมาส่งถึงหน้าร้านเลย สะดวกกว่าครับ” เยว่จั้งตอบด้วยรอยยิ้ม
“เออๆ ดีแล้ว ยืนตากแดดทำไมล่ะ เข้ามาข้างในก่อน อากาศโคราชมันร้อนอบอ้าวนะเว้ย” ลุงกีเซงกวักมือเรียก พลางชะโงกหน้ามองเซเลน่า “แล้วนั่นเมียฝรั่งที่ลื้อบอกอั๊วทางโทรศัพท์ใช่ไหม สวยหยดย้อยเลยว่ะ มิน่าลื้อถึงหลงนักหลงหนา พามาฮันนีมูนซะไกล”
“นี่เซเลน่าครับ ภรรยาผมเองเซเลน่า นี่ลุงกีเซง ญาติของฉันเอง”
“สวัสดีค่ะ” เซเลน่าก้มหัวทักทายด้วยภาษาไทยคำเดียวที่เธอเพิ่งหัดพูด
“ไหว้พระเถอะนังหนู ไปๆ เข้ามานั่งคุยกันข้างใน ตรงโต๊ะคิดเงินนี่แหละ เปิดพัดลมเบอร์สามเลยนะ”
ทั้งสามคนเดินเข้าไปในร้านที่เต็มไปด้วยลังสินค้าเรียงรายสูงเป็ูเา ลุงกีเซงลากเก้าอี้พลาสติกมาให้เยว่จั้งและเซเลน่านั่ง ก่อนที่สายตาของชายวัยกลางคนจะไปสะดุดเข้ากับห่อผ้าในอ้อมแขนของเยว่จั้ง
“เดี๋ยวนะอาเยว่จั้ง แล้วในมือนั่นมันอะไรวะ ลื้อบอกอั๊วว่าจะพาเมียมาเที่ยวฮันนีมูนที่เมืองไทยไม่ใช่เรอะ ทำไมถึงมีเด็กทารกแรกเกิดติดมือมาด้วยเนี่ย” ลุงกีเซงขมวดคิ้วยุ่ง
“นี่แหละครับ ธุระสำคัญที่ผมอยากจะคุยกับลุง” เยว่จั้งแสร้งถอนหายใจ “นี่นาตาชา ลูกสาวผมเองครับ”
“ฮะ? ลูกสาว? คลอดั้แ่เมื่อไหร่เนี่ย อั๊วไม่เห็นรู้เื่เลย แล้วลื้อหอบลูกอ่อนข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำไมวะ” ลุงกีเซงโวยวายด้วยความใ
“คุณคะใครมาน่ะ เสียงดังโวยวายไปถึงหลังบ้านเชียว” เสียงผู้หญิงดังกั้นจังหวะขึ้นมาก่อน หญิงชาวไทยวัยสี่สิบปลายๆ เดินเช็ดมือเปื้อนคราบน้ำมันออกมาจากหลังร้าน
“อาเยว่จั้งไง หลานอั๊วที่มาจากแผ่นดินใหญ่ไง” ลุงกีเซงหันไปบอกภรรยา ก่อนจะหันมาทางเยว่จั้ง “อาเยว่จั้ง นี่นงเยาว์เมียคนไทยของลุงเองทำความรู้จักกันไว้สิ”
“สวัสดีครับคุณน้า ผมเยว่จั้งครับ” ชายหนุ่มส่งยิ้มสุภาพ
“ไหว้พระเถอะจ้ะ แหมหลานชายหน้าตาหล่อเหลาเอาการเลยนะเนี่ย” น้างเยาว์ยิ้มรับอย่างใจดี
“มากินน้ำกินท่ากันก่อนนะลูก เดินทางมาเหนื่อยๆ”
“แล้วนั่นพลอย นังพลอย! ออกมาทักทายน้องเขาหน่อยสิวะ มัวแต่จัดสต็อกอยู่ได้” ลุงกีเซงหันไปะโเรียกลึกเข้าไปในร้าน