เสียงของระบบดังก้องกังวานติดต่อกันภายในห้วงจิตสำนึก
มู่เสินฉวนเผยสีหน้าตกตะลึง
กายาศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล!
ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็การควบรวมกันของกายาแห่งความโกลาหลและกายาศักดิ์สิทธิ์
เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับคุณสมบัติทั้งสองชนิดนี้มาบ้างแล้วในตำราโบราณบางเล่ม
กายาแห่งความโกลาหลเป็คุณสมบัติขั้นสูงสุด สามารถพัฒนาได้หลากหลาย ทำลายได้ทุกสิ่ง ไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ของ์และพื้นดิน
ส่วนกายาศักดิ์สิทธิ์ก็ทรงพลังไม่แพ้กันว่ากันว่าอาศัยเพียงแค่พลังจากร่างก็ก้าวเข้าสู่ระดับเซียนได้ เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาในระดับเดียวกันแทบไม่มีใครต่อกรได้
กายาศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์แบบสามารถเทียบเคียงกับระดับจักรพรรดิได้เลยด้วยซ้ำ!
ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่มีคุณสมบัติทั้งสองชนิดนี้หาได้ยากยิ่ง แม้แต่ในราชวงศ์ต้าเยี่ยนที่มีประชากรนับหมื่นนับแสนก็ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน
มีอยู่แค่ในตระกูลเก่าแก่บางตระกูลในแคว้นตงฮวงและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆเท่านั้น
หากมีปรากฏขึ้นมาเมื่อใดจะต้องเป็ที่หมายตาแย่งชิงจากบรรดาสำนักชั้นนำอย่างแน่นอน
มู่เสินฉวนแลบลิ้นเลียริมฝีปากช้าๆ
ครั้งนี้ถือว่าได้กำไรมหาศาลจริงๆ
ไม่ใช่แค่กายาศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลเท่านั้นแต่ยังมีบัตรทะลวงระดับ โชคลาภ วิชาฝึกตนระดับสูง วงเวทรวบรวมปราณระดับแปด และไอเทมอื่นๆอีกมากมาย
เมื่อคิดถึงจุดนี้เขาก็อดทนไม่ไหว จึงะโขึ้นในใจ
"ระบบ รับกายาศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล"
[ติ๊ง รับสำเร็จ!]
สิ้นเสียง
ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทันที
บริเวณใต้สะดือลงไปสามนิ้วของมู่เสินฉวนพลันเกิดแสงสีทองเจิดจ้าพุ่งเข้าสู่ทะเลปราณิญญาภายในตันเถียน
พลังชีวิตบริสุทธิ์จำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาทะเลปราณิญญาทั้งหมดกลายเป็สีทองอร่าม เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
จากนั้นก็แผ่กระจายไปทั่วร่างเข้าปรับปรุงกระดูก เนื้อเยื่อ และิัของเขาทุกอณู การเปลี่ยนแปลงน่าอัศจรรย์เกิดขึ้นแล้ว
ในขณะเดียวกันพลังแห่งความโกลาหลนับพันนับหมื่นสายก็ตกลงมาจากท้องฟ้า ดุจดั่งน้ำตกสีเงินจากสรวง์ไหลลงสู่ตำหนักิญญาในห้วงจิตสำนึกของเขา
รอบตำหนักิญญาอันกว้างใหญ่มีเส้นใยแห่งความโกลาหลสีดำสนิทพาดพันอยู่ ราวกับเสียงแห่งโบราณกาลกำลังคร่ำครวญ
จนกระทั่งสามวันผ่านไป
มู่เสินฉวนจึงฟื้นคืนสติจากการเปลี่ยนแปลง
เขาลืมตาขึ้นเล็กน้อยดวงตามีพลังแห่งจักรวาลและความโกลาหลอันน่าสะพรึงกลัว
อย่างไรก็ตามตอนนี้เขารู้สึกสบายไปทั่วทั้งร่าง ิญญาเบาสบาย ทุกอณูของร่างกายเปี่ยมไปด้วยพลังน่าเกรงขามความรู้สึกต่อพลังชัดเจนยิ่งขึ้น ความเข้าใจก็มากขึ้นต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
"ความรู้สึกนี้... มันช่างดีจริงๆ"
มู่เสินฉวนเหยียดยิ้มพึงพอใจจากนั้นก็หยิบวิชาฝึกตนระดับสูงออกมาดู
วิชาฝึกตนนี้มีชื่อว่าก้าว์เก้าขั้น เป็วิชาฝึกฝนร่างกายขั้นสูงสุด สามารถสร้างร่างกายที่ไร้เทียมทานขึ้นมาได้
ซึ่งมันเหมาะกับเขามาก
ด้วยเหตุนี้เขาจึงจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนต่อไป
...
ครึ่งเดือนผ่านไป
จู่ๆพลังอันทรงพลังก็ะเิออกมาจากที่ใดที่หนึ่งในตระกูลมู่ ทำให้สมาชิกตระกูลหลายคนหันไปมองด้วยความสนใจแม้แต่ผู้าุโระดับแก่นปราณบางคนก็ยังตกตะลึง
ไม่นานนักพวกเขาก็ได้รับการรายงานว่า
มู่ชิงหยุนผู้าุโใหญ่ประจำตระกูลมู่บรรลุระดับตำหนักม่วงแล้ว!
ซึ่งหมายความว่าตอนนี้ตระกูลมู่มีผู้บรรลุระดับตำหนักม่วงถึงสองคนแล้ว!
ความแข็งแกร่งของตระกูลเพิ่มขึ้นอีกขั้น
สมาชิกตระกูลหลายคนต่างก็รู้ดี
ที่มู่ชิงหยุนสามารถก้าวไปถึงขั้นนี้ได้เหตุผลหลักๆ ก็เป็เพราะยาเม็ดที่ผู้นำตระกูลมอบให้ครั้งก่อน
เพราะถ้าระดับตำหนักม่วงทะลวงได้ง่ายๆเช่นนี้ ตระกูลมู่คงไม่ต้องรอถึงหลายร้อยปี เพื่อให้มีคนอย่างมู่เสินฉวนปรากฏตัวขึ้นมา
ผู้าุโระดับแก่นปราณหลายคนต่างก็อิจฉาและตั้งมั่นไว้ในใจว่า หากไม่บรรลุระดับตำหนักม่วง ก็จะไม่ยอมออกจากการปิดด่านฝึกตนเด็ดขาด!
ส่วนมู่เสินฉวนก็รับรู้ถึงการทะลวงระดับของมู่ชิงหยุนในขณะนี้เช่นกันแต่เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร
หลังจากที่เขาปรับสภาพให้ตนรองรับกายาศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลเสร็จสิ้นแล้วพลังจิตสำนึกของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเดิม และทรัพยากรที่จำเป็สำหรับการฝึกฝนก็เพิ่มขึ้นหลายเท่า
แต่ถึงอย่างนั้นพลังต่อสู้ของเขาก็เพิ่มขึ้นจนชวนให้หวั่นใจเช่นกัน
ใน่เวลานี้เขาใช้ยาเม็ดในมิติระบบไปเกือบหมด และหลอมรวมแหล่งพลังงานบริสุทธิ์ไปหลายร้อยชั่ง
ระดับขั้นเพิ่มขึ้นเป็ระดับตำหนักม่วงขั้นที่เจ็ด!
และพลังขอบเขตที่เขาเคยเข้าใจก็เปลี่ยนแปลงกลายเป็ขอบเขตที่สูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ขอบเขตคือจุดเริ่มต้น
ผู้ฝึกตนที่ต่ำกว่าขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม มักจะฝึกฝนวิชา ทักษะ และพลังวิเศษที่มีคุณสมบัติเดียวกันกับขอบเขตที่ตนเองเข้าใจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้
เมื่อฝึกฝนพลังขอบเขตจนถึงขั้นสูงสุดก็จะควบคุมลมปราณิญญา จุดไฟศักดิ์สิทธิ์ และมีอายุขัยที่ยืนยาว
เต๋ามีสามพันประกอบด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง
ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน สายฟ้า ลม เวลา มิติ และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน
ขอบเขตที่พบเห็นได้ทั่วไปมักจะเข้าใจได้ง่ายกว่า
ผู้ฝึกตนหลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตศึกษาเต๋าเพียงสายเดียวแต่ก็มีอัจฉริยะบางคนที่ฝึกฝนพลังเต๋าหลากหลายสายพร้อมกัน
แต่ความยากก็จะเพิ่มขึ้นหลายเท่า
แม้ว่าพลังต่อสู้จะเทียบกันไม่ได้แต่หลายคนก็เข้าใจหลักการที่ว่า โลภมากมักลาภหาย
ส่วนขอบเขตแห่งพลังที่มู่เสินฉวนควบคุมอยู่นั้น ก็สามารถพัฒนาจนเป็ต้นแบบของขอบเขตอื่นๆ ได้ เป็พลังคุณสมบัติที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
ในอนาคตหากระดับขั้นของเขาเพิ่มขึ้นเป็ระดับขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่ระดับขอบเขตเหนือธรรมชาติ
อาจมีโอกาสพัฒนาเป็กฎเกณฑ์แห่งความโกลาหลนี้
เมื่อถึงเวลานั้น...
เขาเพียงคนเดียวก็จะสามารถแสดงพลังของเต๋าทั้งสามพันได้
พลังอำนาจเช่นนั้น มิอาจจินตนาการได้เลย