งานในร้านชานมไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน แค่เติมน้ำตาล นมวุ้นมะพร้าว ไข่มุก วัตถุดิบต่างๆ รวมกันกลายเป็เครื่องดื่ม
ชาติก่อนซูอินมีนิสัยเงียบสงบ เด็กสาวบ้านๆ ธรรมดาคนหนึ่ง การถูกตระกูลหลิงหมางเมินด้วยวิธีต่างๆนานา ในยามที่ไม่มีอะไรทำมี่หนึ่งที่หมกมุ่นกับการทำของหวานและเครื่องดื่มด้วยตัวเองดังนั้นเธอจึงคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ดี และทำได้อย่างรวดเร็ว
ที่อวี๋อ้ายหงยอมเก็บสาวน้อยคนนี้ไว้สิ่งแรกเป็เพราะเกิดความรู้สึกดีๆ กับเธอ โดยทั่วไปร้านชานมไม่ยุ่งเท่าไรแค่เธอคนเดียวก็จัดการเื่ต่างๆ ได้
แต่เมื่อเห็นซูอินที่ฟังขั้นตอนการทำงานเพียงรอบเดียวก็สามารถชงเครื่องดื่มต่างๆได้ ทักษะความสามารถในการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งนั้นทำให้เธอรู้สึกทึ่งมากอวี๋อ้ายหงรู้สึกประหลาดใจ แต่มีความสุขมากกว่า
ในทางธุรกิจ มีเ้าของกิจการคนใดบ้างที่ไม่ชอบคนฉลาดอีกทั้งแม่สาวน้อยคนนี้ยังหน้าตาดี
สองทุ่มคืนนั้น บนถนนในเมืองเล็กๆ ไร้ผู้คน หลังจากเก็บกวาดทำความสะอาดแล้วม่านม้วนของร้านชานมก็ถูกดึงลงมา
“นี่เป็เงินค่าแรงของวันนี้นะจ๊ะ”
เนื่องจากทำความสะอาด ทำให้ใบหน้าของซูอินแดงก่ำเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผาก เมื่อเห็นอีกฝ่ายส่งเงินให้สิบหยวนเธอก็รู้สึกประหลาดใจมาก
“ไม่ใช่วันละห้าหยวนหรือคะ…”
ต้นปี 2000 เงินเดือนของครูทั่วไปอยู่ที่ห้าถึงหกร้อยหยวนซึ่งนั่นถือเป็งานที่มั่นคง ในองค์กรเอกชนคนงานที่มีรายได้เดือนละสามถึงสี่ร้อยหยวนถือเป็รายได้ที่สูงมากเธอที่เป็แค่พนักงานรายชั่วโมง ได้ค่าจ้างวันละห้าหยวนถือว่าดีมากแล้ว
ในร้านชานมที่ไม่ได้ยุ่งมากเวลาว่างเธอก็ยังสามารถเปิดตำราเพื่อทบทวน ไม่มีงานใดเหมาะสมเท่านี้อีกแล้ว
ซูอินพอใจมาก สำหรับพี่หงผู้ใจดีด้วยเช่นกันเธอเป็คนสำนึกในบุญคุณเสมอมา หากใครปฏิบัติต่อเธอดีเธอก็ไม่สามารถทำให้คนผู้นั้นผิดหวัง
โดยไม่ต้องคิด เธอผลักเงินเ่าั้กลับไป
“ให้เงินฉันเยอะขนาดนี้ ฉันรู้สึกค้างคาใจค่ะ”
เป็เด็กที่จริงใจดี…
ระหว่างผู้คนมักใช้การสบตาสื่อถึงกันอวี๋อ้ายหงรู้สึกได้ว่าเด็กสาวคนนี้ดึงดูดเธอมาก
“ฉันพอใจการทำงานของเธอมาก รับไปเถอะ”
เมื่อมองหน้าที่แสนอ่อนโยนและรอยยิ้มของพี่หง ซูอินจึงไม่แสดงจริตมากมายนักเธอมองออกว่าพี่หงมิได้ขาดแคลนเื่เงิน ไม่ว่าจะเป็ออร่าที่เปล่งประกายหรือเสื้อผ้าที่มองไม่ออกว่าเป็แบรนด์อะไร แต่ช่างเหมาะสมกับเธอมันไม่อาจอธิบายสิ่งนี้ได้
“ขอบคุณค่ะพี่หง เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่นะคะ”
“ตอนนี้มืดแล้ว เด็กสาวอย่างเธอเดินกลับจะต้องระวังตัวด้วย”
หลังจากร่ำลาพี่หงแล้วซูอินก็สะพายกระเป๋าหนังสือและเดินกลับบ้านเพียงลำพัง
ในยามนี้ท้องฟ้ามืดสนิท ดวงอาทิตย์ร้อนแรงลาลับขอบฟ้าลมพัดเข้ามาให้ความรู้สึกเย็นสบาย เธอจับธนบัตรสิบหยวนในกระเป๋ากระโปรงคำนวณดูแล้วปิดเทอมสองเดือนเธอก็สามารถหาเงินเป็ค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับภาคเรียนแรกของชั้นมัธยมปลายได้
ความรู้สึกกดดันเื่เศรษฐกิจใน่นี้บรรเทาลงบ้างจิตใจที่ตึงเครียดของซูอินก็ผ่อนคลายเช่นกัน ลมยามค่ำคืนพัดผ่าน คิ้วโค้งเรียวท่าทีของเธอไม่มีความตึงเครียดอีกต่อไป
ตรงข้ามกับเธอ ตระกูลหลิงกำลังอยู่ในความวิตก
การไปรายงานตัวเมื่อเช้าไม่ราบรื่นนักอู๋อู๋เกรงว่าบุตรสาวของเธอจะถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียนเธอจึงพาตัวบุตรสาวกลับบ้านโดยไม่ต้องคิด
ใน่เวลาสำคัญของการแย่งชิงโควตา เธอควรแสดงออกมาให้ดีแต่เมื่อเกิดเื่ใหญ่ต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ เธอก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปทำงานเธอจึงโทรศัพท์ไปลางาน
ผู้บริหารแผนกสังเกตได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของคุณหมอหลังจากสอบถามแล้ว จึงรีบอนุมัติวันหยุดให้ทันทีด้วยความเห็นใจ อู๋อู๋ฉลาดทันคนเมื่อรับรู้ถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปเพราะอารมณ์ของผู้บริหารเธอก็รู้โล่งใจเพราะได้รับความเป็ห่วงเป็ใย
ดูไปแล้วเด็กที่ซูอินช่วยคงไม่ธรรมดาจริงๆไม่เสียแรงเปล่าที่เธอเลี้ยงเด็กคนนี้มาถึงสิบหกปี
เมื่อใจสงบลง เธอจึงทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่บุตรสาวของตนเอง
ขณะที่เกิดเื่ หลิงเมิ่งสับสนมากคนที่กระโปรงขาดไม่ใช่ซูอินหรอกหรือ แต่ระหว่างทางที่กลับมา เธอก็ได้ทราบสาเหตุ
เมื่อรู้ชัดเจนแล้ว เธอรู้สึกทั้งเสียใจและทั้งโกรธเสียใจที่เหมือนกับขุดหลุมฝังตัวเอง โกรธที่ถูกอีกฝ่ายมองจนทะลุปรุโปร่งและทำให้เธอต้องรับชะตากรรมแทน
เมื่อถูกอู๋อู๋สอบถามเธอปกปิดความผิดของตนเองและผลักความผิดไปให้ซูอิน
“เห็นชัดๆ ว่าถูกตัด ทำไมเป็แบบนี้ล่ะ”
หลิงเมิ่งทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ช่างน่าสงสารในเวลานั้นเธอลืมไปเสียสนิทว่าเป็ตนเองที่ตั้งใจจะทำร้ายซูอินก่อนในใจและสมองเต็มไปด้วยความคิดที่้ากลั่นแกล้งซูอิน ทำให้อีกฝ่ายขายหน้าเมื่อคืนเธอนอนไม่หลับ ความเกลียดชังจากก้นบึ้งของหัวใจเธอได้รับการหล่อเลี้ยงและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้จะพูดจาคลุมเครือแต่อู๋อู๋ก็เข้าใจในสิ่งที่หลิงเมิ่ง้าสื่อ
ความเป็จริง ตอนที่ยังไม่รู้ว่าซูอินไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆเธอก็พอจะคาดเดาได้ถึงผลที่เกิดขึ้น
หลังจากอาศัยอยู่ในบ้านหลังสวยของตระกูลหลิง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายซูอินจะยอมไปอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กเก่าทรุดโทรมของตระกูลซูและทนอยู่กับความยากจนได้อย่างไร
อู๋อู๋ก็มาจากชนบท ตอนยังเด็กเธอเผชิญกับความยากจนไม่กี่ปีที่ผ่านมาชีวิตของเธอจึงค่อยๆ ดีขึ้น อ้างอิงจากประสบการณ์ที่เธอพบเจอมาเธอก็ไม่ยอมเช่นกัน
เมื่อเอาใจตนเองไปวัดใจคนอื่น เธอจึงเริ่มระวังซูอิน
แต่ในวันนี้เมื่อบุตรสาวของตนเองถูกทำร้ายทำให้ลางสังหรณ์ที่ไม่ดีของเธอเป็จริง
เธอไม่เหมือนกับคู่สามีภรรยาไร้สมองอย่างใน endless love ที่ทอดทิ้งบุตรแท้ๆของตนเองเพื่อไปเลี้ยงดูบุตรบุญธรรม คนใกล้ชิดกลับห่างไกล คนห่างไกลกลับใกล้ชิดเธอรู้ดีว่าตนเองควรยื่นมือไปทางใด ไม่ควรส่งเสริมความทะเยอทะยานของเด็กใจร้ายเช่นนั้น เธอจำเป็ต้องสั่งสอน
วันนี้ทั้งวัน อู๋อู๋คอยปลอบโยนบุตรสาวและคิดหาวิธีรับมือกับเื่นี้
หลิงเมิ่งเข้าใจในสิ่งที่เธอจะทำ กอดเธอด้วยความดีใจพร้อมร้องว่า “คุณแม่ดีที่สุด” “หนูรักคุณแม่ที่สุด” ขณะที่เกลี้ยกล่อมให้อู๋อู๋ยิ้มเธอก็ไม่ลืมวางแผนด้วยเช่นกัน
หลังจากที่มารดาและบุตรสาวคิดแผนการเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นว่าถึงเวลาเลิกเรียนพวกเขาก็ล็อกประตูใหญ่จากด้านใน และนั่งรออยู่ที่โซฟา เตรียมขังซูอินไว้นอกบ้านตั้งใจแสดงอำนาจต่อเธอ
แต่รอแล้วรอเล่าจนฟ้ามืด นาฬิกาคุณปู่ในห้องนั่งเล่นดังขึ้นบอกเวลาสองทุ่มก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเธอ
ซูอินยังไม่กลับ หลิงจื้อเฉิงที่ทำโอทีที่บริษัทได้กลับมาเสียก่อนแสงไฟของรถส่องมาจากนอกประตู หลิงเมิ่งรีบไปเปิดประตู ต้อนรับบิดาอย่างอบอุ่น
หลังจากนั้นไม่นาน ซูอินที่ตั้งใจทำงานเพื่อเก็บเงินเป็ค่าเล่าเรียนก็กลับมาเสียงกริ่งหน้าประตูดัง สองแม่ลูกที่นั่งอยู่บนโซฟาหันมาสบตากันยังไม่ทันที่พวกเธอจะมีปฏิกิริยาตอบสนองหลิงจื้อเฉิงที่อยู่ในห้องน้ำชั้นล่างก็โผล่หน้าออกมาและเดินไปเปิดประตูบ้าน
แผนการแสดงอำนาจล้มเหลว
“อินอิน ทำไมกลับมาช้าล่ะ” หลิงจื้อเฉิงถาม
ในเวลาเดียวกัน เสียงที่เคร่งขรึมของอู๋อู๋ก็ดังขึ้น “เื่กระโปรงของเมิ่งเมิ่งเมื่อเช้าเป็ฝีมือเธอใช่ไหม”
ซูอินหันไปพยักหน้ากับหลิงจื้อเฉิงโดยไม่อธิบายอะไรเมื่อเผชิญกับสายตาคมกริบที่มองมาของอู๋อู๋ เธอก็มองหลิงเมิ่งด้วยสีหน้ากึ่งยิ้ม
“เธอบอกแบบนั้นหรือ”
“เธออย่าข่มขู่เมิ่งเมิ่งเชียวนะ!”
แววตาคู่นั้นดุดันมากกว่าเดิม อู๋อู๋ลุกจากโซฟาก้าวไปตรงหน้าของซูอิน ยกมือจะตบหน้าเธอ
ซูอินตาไวมือไว หลบได้ทัน พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้หันมาตบหล่อนกลับ
“เมื่อวานฝนตก ระเบียงมีฝนสาดเข้ามา บนกระเบื้องมีรอยเท้าทิ้งไว้”
เธอเอ่ยออกมาเบาๆ สีหน้าของหลิงเมิ่งเปลี่ยนไปทันที หันไปมองระเบียงโดยไม่รู้ตัว
ท่าทีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด อีกสามคนมองเห็นสถานการณ์ทั้งหมดหลิงจื้อเฉิงยังคงสับสน อู๋อู๋มองหลิงเมิ่งโดยไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
ซูอินหัวเราะเบาๆ “ฉันโกหก ป้าสวี่จะคอยสำรวจประตูและหน้าต่างทุกวันก่อนกลับ”
“เธอ…” ท่าทีของหลิงเมิ่งเปลี่ยนไปอีกครั้งใบหน้าของเธอแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด
ซูอินหันหน้าไปมองอู๋อู๋ มือของอีกฝ่ายที่ยกขึ้นมาชะงักไป “ครั้งหน้าก่อนจะลงมือรบกวนตรวจสอบความจริงให้แน่ชัดก่อนนะคะ เพราะบางคนก็ทำตัวเอง รับกรรมเองทำชั่วย่อมได้รับผลกรรมชั่ว”
เธอเอ่ยทิ้งไว้แค่นั้นก่อนจะถอดรองเท้าและเดินกลับไปยังห้องของตนเอง
บรรยากาศในห้องรับแขก เหลือทิ้งไว้เพียงความประหม่า