บทที่ 52 โชคดีขั้นเทพขั้นเซียน
“คุณบอกฉันมาเถอะว่าดีขึ้นรึยัง!” เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าถ้าผู้ชายคนนี้ยังอยู่ที่บ้านเธอต่อไป ห้วงมิติของตัวเองก็แสดงประโยชน์อะไรออกมาไม่ได้อีก
โดยเฉพาะในช่วงนี้ ผู้ชายคนนี้ราวกับกินยาผิดสำแดง เขาเอาแต่มองมาที่ตนด้วยสายตาเสน่หา
“ฉันรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังไม่ฟื้นตัวดีทั้งหมด” เยี่ยเสิ่นเหยียนพูดขึ้นยิ้ม ๆ
เขามองเสิ่นทิงหงที่ทำตัวฟึดฟัดราวกับแมวพองขนก็รู้สึกว่า การได้หยอกเด็กสาวเล่นก็ดูน่าสนุกไม่หยอก
“ฉัน… คุณ…” เสิ่นทิงหงไม่รู้จะพูดยังไงดี ทำให้การสนทนาจบลงอย่างรวดเร็ว
เสิ่นทิงหงหมุนตัวออกไปจากห้องที่เยี่ยเสิ่นเหยียนอาศัยอยู่ เธอรู้สึกว่าน้ำในบ่อช่วยเรื่องการฟื้นฟูร่างกายได้ดีมาก สำหรับของจากห้วงมิติ เธอมีความมั่นใจมาก ไอ้ผู้ชายคนนี้ต้องกำลังโกหกแน่ ๆ
อีกอย่าง เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะให้จากไปได้เมื่อไหร่ แต่ต้องไม่ให้เรื่องนี้ทำให้อาหารที่เก็บไว้เสียไปเปล่า ๆ ยังไงของที่หัวหน้าส่งมาให้เยี่ยเสิ่นเหยียนด้วยความเห็นใจ คนของบ้านเสิ่นก็ไม่กล้ากินเยอะ ดังนั้นเสิ่นทิงหงจึงเตรียมที่จะขึ้นเขาไปอีกครั้ง
ด้วยสภาพของเยี่ยเสิ่นเหยียน ยังไงก็ไม่สามารถตามเธอขึ้นเขาไปอยู่แล้ว เธออยู่แต่ก็เอาของในห้วงมิติออกมาไม่ได้ แต่ถ้าขึ้นเขาเธอเอาพวกมันออกมาได้
แต่ฤกษ์เดินทางกลับไม่ดี พอออกมาเลยเจอเข้ากับเสิ่นชิงชิง
เสิ่นทิงหง “...”
เสิ่นชิงชิงอมยิ้มและพูดอย่างลึกลับว่า “ทิงหง พี่ใหญ่เธออยู่บ้านไหม”
“ไม่อยู่!”
ใบหน้าที่ยิ้มแย้มอยู่ของเสิ่นชิงชิงหุบลงทันที
“งั้นเหรอ”
จากนั้นจึงสังเกตเห็นว่าเสิ่นทิงหงสะพายตะกร้าไว้บนหลัง จึงดึงสติกลับมาได้อีกครั้ง
“เธอจะไปไหนเหรอ”
เสิ่นทิงหง “ขึ้นเขาน่ะ!”
“ฉันไปด้วยสิ” เสิ่นชิงชิงตาเป็นประกายขึ้นอีกครั้ง
ความจริงแล้วเสิ่นทิงหงอยากขึ้นเขาไปล่าโชค เอาของดีกลับมาสักหน่อย แต่สุดท้ายกลับมีหางงอกติดมาหนึ่งหาง
ตอนนี้เสิ่นชิงชิงก็สะพายตะกร้าไว้บนหลัง เป็นตะกร้าที่หาเอาจากในบ้านเสิ่น
พลังของเสิ่นชิงชิงมีมาเต็มสิบ ปากเล็ก ๆ นี่พูดไม่หยุดตลอดทาง
“ทิงหง พี่ทิงเหวินไปไหนเหรอ”
เสิ่นทิงหง “ฉันไม่รู้เหมือนกัน น่าจะไปที่ศูนย์เยาวชนละมั้ง ช่วงนี้ต้องดูแลเยี่ยเสิ่นเหยียนอยู่ที่บ้านคงเหนื่อยไม่น้อย ตอนนี้อาการเยี่ยเสิ่นเหยียนดีขึ้นมากแล้ว เลยปล่อยเขาไปพักหนึ่งวัน”
“อ่อออ อย่างงั้นเหรอ” เสิ่นชิงชิงพยักหน้า
“ใช่แล้ว ทิงหง เยี่ยเสิ่นเหยียนจะพิการไหม” พูดเสร็จก็รู้สึกว่าคำพูดของตัวเองไม่ค่อยถูกต้อง จะซุบซิบอะไรก็ไม่ควรซุบซิบเรื่องของคู่เสิ่นทิงหง
เสิ่นทิงหง “...”
“น่าจะไม่นะ”
“ดีแล้ว ๆ”
หลังจากรู้ตัวว่าพูดผิดไป เสิ่นชิงชิงก็เงียบลงค่อนข้างมาก ทั้งสองต่างเดินขึ้นเขากันไปอย่างเงียบ ๆ
แน่นอนว่าเป็นเธอฝ่ายเดียวที่คิดว่าตัวเองพูดผิดไป ความจริงแล้วเสิ่นทิงหงไม่ได้รู้สึกอะไรเลย อย่างมากก็แค่รู้สึกว่าเธอพูดมากไปหน่อย
หลังจากขึ้นเขามา เสิ่นทิงหงก็พาเสิ่นชิงชิงเดินไปจุดที่ตัวเองเก็บเห็ดทั่วไปกับเห็ดหูหนูได้ก่อนหน้านี้ สองวันก่อนหน้านี้ฝนเพิ่งตกไป เสิ่นทิงหงจึงคิดจะเสี่ยงโชคดูสักหน่อย
แต่ว่า…
แต่โชคคราวนี้ไม่ค่อยดีนัก นอกจากเห็ดไม่กี่อันแล้วก็ไม่เจออะไรอีก ต่างกับครั้งก่อนที่เสิ่นทิงหงมาอย่างสิ้นเชิง ครั้งนั้นเก็บแล้วเก็บอีก เยอะเสียจนเสิ่นทิงหงเก็บไม่ไหว
ทั้งสองคนเดินไปมองไปรอบ ๆ คอยดูว่ามีอะไรที่พอจะเก็บกลับไปได้บ้าง
เสิ่นทิงหงก็คอยหาจังหวะ ดูว่าจะหยิบอะไรออกมาได้บ้าง
อยู่ ๆ เสิ่นชิงชิงก็ทำราวกับเจอแผ่นดินใหม่ยังไงยังงั้น “มีเห็ด!”
รอจนเธอวิ่งออกไปเก็บเห็ด เสิ่นทิงหงก็หยิบกระต่ายออกมาจากห้วงมิติหนึ่งตัวอย่างเร็ว จากนั้นก็โยนลงพื้น แล้วแกล้งตะโกนออกไปด้วยความตื่นเต้นว่า “ชิงชิง มานี่เร็ว”
เสิ่นชิงชิงรีบมาด้วยความสนใจ
“แม่เจ้า กระต่ายตัวโตขนาดนี้เลยเหรอ”
เสิ่นชิงชิงมองไปที่กระต่ายสีเทาตัวใหญ่ที่สลบอยู่ในมือเสิ่นทิงหงด้วยความตกใจ
ไม่ใช่ว่าเธอเคยเห็นกระต่ายป่า แต่กระต่ายที่อ้วนท้วนขนาดนี้เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก
“เจ้านี่ไม่ได้จะจับกันได้ง่าย ๆ นะ ทิงหง เธอจับมันได้ยังไงน่ะ!” ดวงตาคู่นั้นของเสิ่นชิงชิงเป็นประกาย
“ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ ๆ ก็วิ่งมาหาฉัน น่าจะเพราะว่าอ้วนเกินไปเลยเคลื่อนไหวไม่คล่องตัวมั้ง ฉันแค่ยื่นมือคว้าไปก็จับได้แล้ว แต่กลัวว่ามันจะหนีไปได้ก็จับมันฟาดลงพื้น”
“โชคดีจริง ๆ”
เสิ่นชิงชิงพ่นลมหายใจ
เสิ่นทิงหงยิ้มแห้งหนึ่งที คนที่พูดโกหกได้อย่างไม่กระโตกกระตากก็เธอเองนี่แหละ จากนั้นไม่นาน พอเสิ่นชิงชิงไม่ทันสังเกต เสิ่นทิงหงก็ ‘บังเอิญ’ เจอเข้ากับไข่ไก่ป่ารังหนึ่งอีกครั้ง
เสิ่นชิงชิงมองเสิ่นทิงหงอย่างอิจฉา
“เธอนี่มันโชคดีขั้นเทพขั้นเซียนอะไรเนี่ย”
“ชู่ว… พูดอะไรเทพ ๆ เซียน ๆ” เสิ่นทิงหงพูดเตือน
“ที่นี่ไม่มีคนอื่นอยู่อยู่แล้วน่า แต่ฉันอิจฉาโชคเธอจริง ๆ นะ” เสิ่นชิงชิงพูดอย่างไม่สนใจ
เสิ่นทิงหงยิ้ม “ไม่ต้องอิจฉาหรอก เย็นนี้มากินข้าวที่บ้านด้วยกันสิ”
เสิ่นชิงชิงโบกมือ “แบบนั้นไม่ได้!”
ตัวเธอกินมากไปคำหนึ่ง พวกเสิ่นทิงหงก็จะได้กินน้อยไปคำหนึ่ง
“เดี๋ยวให้เธอนั่งข้างพี่ใหญ่ของฉัน”
“ได้!”
เสิ่นชิงชิงตอบตกลงหน้าตาเฉย ท่าทางนั้นทำให้เสิ่นทิงหงขำจนแทบแย่ เสิ่นชิงชิงถึงเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหยอกเข้าให้ เลยเริ่มไล่ตีเสิ่นทิงหงคืน
“เธออย่าตีมั่วนะ ในตะกร้าด้านหลังยังมีไข่ไก่อยู่ ถ้าแตกไปจะทำยังไง!”
เสิ่นชิงชิงคิดเห็นตามนั้น เลยไม่หาเรื่องเพื่อนสนิทอีก
ทั้งสองคนช่วยกันหาอะไรมาคลุมไข่ไก่ในตะกร้าของเสิ่นทิงหงไว้ แต่ถือกระต่ายป่าไว้ในมือแล้วค่อย ๆ เดินลงเขาไป
ระหว่างทางได้พบกับคนงาน ทันทีที่เห็นกระต่ายป่าในมือเสิ่นทิงหง ทุกคนต่างตาลุกวาว
แต่เหยื่อเล็ก ๆ ประเภทนี้ ส่วนใหญ่ใครหามาได้ก็เป็นของคนคนนั้น จึงไม่มีใครกล้าพูดว่าเธอฝักใฝ่สังคมนิยม ใครบ้างที่ไม่ไปจับปลาในแม่น้ำหรือขึ้นไปเก็บอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ บนภูเขาบ้าง ถ้าไปฟ้องเพียงเพราะอิจฉาตาร้อนด้วยเรื่องนี้ ต่อไปก็จะไม่มีใครหาประโยชน์จากจุดนี้ได้
นี่เป็นกฎที่ตกลงกันไว้ดีแล้ว ที่เสิ่นทิงหงเดินถือลงมาอย่างโจ่งแจ้งได้ก็ด้วยเหตุผลนี้ มีของถือมาอย่างเปิดเผย ย่อมเป็นเรื่องมีเกียรติ
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกครั้งที่หาของมาได้ก็จะเอาออกมาให้คนอื่นดู เสิ่นทิงหงเองก็ไม่ได้โง่ นี่ถือเป็นครั้งแรก
ถ้าให้เห็นไปเสียทุกครั้ง หลายครั้งเกินไปย่อมสร้างปัญหา
“นีเอ๋อร์บ้านเสิ่น วันนี้โชคดีจัง”
“นั่นซิ กระต่ายตัวนี้อ้วนจริง ๆ”
เสิ่นทิงหงยิ้มทักทายกลับไป
“โชคดีจริง ๆ แหละค่ะ กระต่ายตัวนี้มันโง่น่ะ ไม่งั้นฉันคงจับมันไม่ได้หรอกค่ะ”
เธอแสดงท่าทางออกไปว่าดีใจอย่างมาก ราวกับว่าเพิ่งเคยจับได้เป็นครั้งแรก
ถึงแม้ทุกคนจะอิจฉา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรให้มากความ
รอจนพวกเธอเดินผ่านไป เสียงซุบซิบนินทาจึงเกิดขึ้น
“นี่ ดู ๆ ไปแล้วตอนนี้นีเอ๋อร์บ้านเสิ่นออกจะแปลกไปเยอะนะ ก่อนหน้านี้เคยเห็นเธอขึ้นเขากับเขาเสียที่ไหน”
“เฮ้ ตอนนี้ไม่ต้องไปเรียนแล้ว กลับมาก็ต้องหยิบจับอะไรบ้างสิ”
“โอ๊ย ก่อนหน้านี้ทำตัวหัวสูง เห็นชัด ๆ ว่าเป็นพวกงี่เง่า แต่กลับทำตัวเป็นสาวคนเมือง ตอนนี้ก็ไม่พ้นต้องกลับมาทำงาน” หญิงที่แต่งงานแล้วคนหนึ่งที่อิจฉาเสิ่นทิงหงพูดใบหน้าบูดบึ้ง
“จะดึงเขาลงมาเหรอ อย่างน้อยคนเขาก็ไม่ต้องลงดินลงแรง”
“ใช่สิ สูงจนเธอไม่ติดฝุ่นเลยละ”
ยังไงตระกูลเสิ่นก็เป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง คนตระกูลเสิ่นย่อมช่วยพูดให้คนตระกูลเดียวกัน ไม่ไปช่วยคนนอกแทนอยู่แล้ว
ในที่สุดหญิงแต่งงานแล้วคนนั้นก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ