เสี่ยวหยี่ยืนตะลึงมองการต่อสู้ตรงหน้าแล้วหน้าก็เห็นภาพซ้อนบนเรือลำใหญ่มีโจรป่าถือดาบตะลุยขึ้นมาไล่ฟันคนบนเรืออย่างบ้าคลั่งบุรุษองอาจผู้หนึ่งถือกระบี่สั่งการให้คนบนเรือต้านเอาไว้อย่างสุดกำลัง
“อย่าทำร้ายลูกข้า!”
เสียงหญิงสาวที่ถูกเอาดาบใหญ่พาดอยู่บนคอร้องขึ้นขณะที่มือข้างหนึ่งยังยอมปล่อยมือจากเด็กหญิงข้างๆ เสี่ยวหยี่ก้มลงมองมือของนางเป็มือเล็กๆ ไม่เหมือนกับภาพที่เห็นทุกครั้งที่นางอยู่ในสภาพท่านหญิง
กงเชายกมือขึ้นตบบ่าเสี่ยวหยี่เบาๆ
“เ้าเป็อันใด?กลัวมากหรือ?”
เด็กหญิงกระพริบตาถี่“ไม่เ้าค่ะ” เสี่ยวหยี่เดินออกจากที่ซ่อนตัวเดินนำหน้าบุรุษทั้งสามไปยังศพโจรในห้องโถงกว้าง
“พวกนี้คงจะอาศัยตอนที่ไฟไหม้ขโมยข้าวของของหัวหน้าโจรมาจึงได้ถูกตามล่าเช่นนี้ดีจริงที่พวกเขาไม่ได้ตามล่าเรา”ซูเยว่ใช้เท้าเขี่ยแขนของศพแรกเพื่อให้แน่ใจว่าคนพวกนี้ตายหมดแล้ว
“เสียดายดาบถูกเก็บไปหมดแล้วไม่เช่นนั้นพวกเราก็น่าจะได้อาวุธติดมือไปบ้าง” กงเชาเดินไปรอบๆ
นักพรตจูเินั่งลงค่อยๆคลำไปตามสาบเสื้อ “ไม่แน่นะ พวกมันอาจจะซ่อนเงินทองไว้ในตัวอีกก็ได้”
“เมื่อครู่คนพวกนั้นก็ค้นตัวหมดแล้วนี่ขอรับ”
“วิสัยของโจรย่อมจะตั้งคิดหาที่ซ่อนที่ยากจะมีคนหาเจอ” จูเิผู้เ้าเล่ห์ลูบไปจนเจอว่าที่สะโพกของศพที่สองเมื่อใช้มือตบมีเสียงคล้ายกระดาษ“เ้าคนนี้ร้ายกาจนัก” นักพรตหนุ่มดึงเชือกผูกกางเกงของศพนั้นออกล้วงมือไปในเตี่ยวก็พบตั๋วแลกเงินซ่อนอยู่สองใบ “นี่ปะไร? ข้าพบตั้งสองร้อยตำลึง”
ซูเยว่กับกงเชาตาเบิกโพลงด้วยความตื่นเต้นพวกเขารีบทะยานไปยังศพที่เหลือแล้วตบดูตามบั้นสะโพกแต่กลับไม่พบสิ่งใด
“ปัดโธ่! ์เข้าข้างท่านอาจารย์ผู้เดียวเท่านั้นไม่เผื่อแผ่ให้พวกข้าบ้างเลยขอรับ”
ซูเยว่ยังไม่ยอมแพ้เขาลูบไปตามแขนและขาของศพที่สาม “เฮ้อ! ไม่เห็นจะมี ศพนั่นล่ะ!” ศิษย์พี่ใหญ่หันไปมองหน้ากงเชา
ชายหนุ่มที่นั่งยองๆค้นศพที่สี่ก็ส่ายหน้า “ไม่มีเหมือนกันขอรับ”
“ก็อย่างว่าล่ะเนาะพวกเขาคงไม่ฉลาดพร้อมกันทั้งสี่หรอกจริงไหม?”
บุรุษทั้งสามลุกขึ้นยืนนักพรตจูเิเห็นว่าคงไม่เหลือเงินทองในตัวศพทั้งสี่แล้วก็เดินกลับไปยังเรือนเล็กยามนั้นฝนยังตกอยู่แต่ท้องฟ้าคลายความมืดลงไปมาก ซูเยว่เดินตามหลังอาจารย์ของตนไป
กงเชาหันมามองเสี่ยวหยี่ที่ยังนั่งยองๆมองศพคนที่สาม
“เ้าสงสัยอะไรหรือ?”
“ข้าว่าคนผู้นี้คือหัวโจกของกลุ่มเขาเก่งกาจที่สุดจนต้องใช้คนตั้งหกคนรุมฆ่า” เสี่ยวหยี่ขยับเท้าเข้าไปใกล้
“น่าจะใช่”
เสี่ยวหยี่มองเห็นสายหนังอยู่ใต้สายผ้าคาดเอวที่ถูกดันขึ้นเล็กน้อย
“เอ๊ะ!ศิษย์พี่รองมาช่วยข้าทีเ้าคะ” มือของเสี่ยวหยี่ลูบอยู่บนผ้าคาดเอวของศพ“ช่วยข้าถอดผ้าคาดเอวเขาออกที”
กงเชาทำตามคำร้องขอ เมื่อปลดผ้าคาดเอวออกจึงได้เห็นสายหนังที่คาดรอบเอว เสี่ยวหยี่ทำตาโตชั่วแวบหนึ่งความทรงจำของนางก็ปรากฏภาพในตำราเล่มใหญ่
“ข้าตามหามาตั้งนาน ที่แท้เ้าตกมาอยู่ในค่ายโจรนี่เอง”
ท่าทางของเสี่ยวหยี่คล้ายกับกำลังละเมอนางพูดออกมาในขณะที่มือสองข้างลูบไปบนสายคาดเอวหนังของศพลวดลายของสายหนังนั่นแปลกตาสำหรับกงเชา เด็กหญิงปลดเอาสายหนังออกมาความยาวของมันเท่ากับความยาวของกระบี่เล่มหนึ่งนางรัดสายหนังนั่นเข้ากับเอวของตนเอง
กงเชาเอียงหน้าขมวดคิ้วมองเสี่ยวหยี่“เ้ารู้จักของสิ่งนี้หรือ?”
“เ้าค่ะมันหายไปจากจวนของข้าร่วมยี่สิบปีแล้ว ข้าตามหามันมาตลอด มันคือ กระบี่สะกดพยัคฆ์”
สีหน้าของเด็กหญิงดูเคร่งขรึมนางลูบไปรอบๆ เอวของตนเองแล้วยิ้มด้วยความพอใจ ครู่หนึ่งก็มองสำรวจศพนั้นอีกครั้ง
“พวกเขารีบหนีกันมาเช่นนี้คงไม่มีโอกาสซ่อนของมีค่าได้ดีนัก”เด็กหญิงถอดรองเท้าของศพที่สองออกตั๋วแลกเงินสี่ใบร่วงลงมา นางรีบหยิบขึ้นมาดู“์เมตตาเราแล้วศิษย์พี่รอง แบ่งกันคนละสองใบก็แล้วกัน”
กงเชาตะลึงยื่นมือไปรับมาดู“ใบละหนึ่งร้อยตำลึงเชียว”
“ท่านกับข้าแบ่งกันคนละครึ่งนะเ้าคะ”
ชายหนุ่มยิ้มกว้าง“ความจริงมันควรเป็ของเ้า”
“ข้าบอกแล้วว่าข้าจะตอบแทนท่านสิบเท่าร้อยเท่าท่านรับไว้เถอะ” กงเชามองหน้าศิษย์น้องด้วยความประหลาดใจนับวันเด็กหญิงตรงหน้ายิ่งดูสุขุมและแสดงความเฉลียวฉลาดให้เขาได้เห็น“ลองถอดรองเท้าศพอื่นดูหน่อยเ้าค่ะ เผื่อจะมีอีก”
ศพที่หนึ่งกับสองไม่มีแต่ศพที่สี่มีอยู่สองใบ กงเชากวาดตามองทั้งสี่ศพอีกคราหนึ่ง เขายื่นตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้กับเด็กหญิง
“เห็นทีคนที่เหลือคงจะซ่อนไม่ทันเพราะถูกตามตัวเจอเสียก่อน”
เสี่ยวหยี่รับตั๋วแลกเงินมาซุกไว้ในสาบเสื้อต่อไปนางไม่ต้องคอยรีดไถเงินจากศิษย์พี่รองอีกแล้วตอนนี้นางมีเงินส่วนตัวถึงสามร้อยตำลึง
คนทั้งสองเห็นว่าคงไม่มีสิ่งใดให้ค้นอีกแล้วจึงพากันเดินกลับไปที่เรือนด้านหลังฝนก็ยังคงตกอยู่ ทว่าซูเยว่กลับกำลังย่างไก่ตัวหนึ่งอยู่หน้ากองไฟ
“ท่านได้ไก่มาจากไหนน่ะ?”
“ข้ากับอาจารย์ได้ยินเสียงมันร้องอยู่ด้านหลังก็เลยเดินออกไปดูไม่คิดเลยว่าจะมีไก่ป่าหลงมาแถวนี้”
กงเชากับเสี่ยวหยี่หันไปมองกำแพงเรือนด้านหลังที่ผุพังจนแทบจะดูไม่เป็กำแพงแล้ว
“ไม่น่าแปลกหรอกด้านหลังเป็ป่ารกขนาดนั้น”
พอไก่ย่างใกล้จะสุกส่งกลิ่นหอมอวลไปทั่วเรือนเล็กฝนก็หยุดตกพอดี เสี่ยวหยี่เห็นหนังไก่ที่กำลังกรอบพอดีก็แลบลิ้นกลืนน้ำลายส่งสายตาและร้องอ้อนวอนของชิมหนังไก่
“ไมได้ๆต้องแบ่งให้ท่านอาจารย์ก่อน” ซูเยว่หันไปหยิบเอากระดาษที่ตัดเป็แผ่นๆไว้ในย่ามของตนออกมา ใช้มีดตัดแบ่งน่องไก่ให้กับนักพรตจูเิ จากนั้นก็เป็เสี่ยวหยี่และก็กงเชา
เมื่อกินเสร็จนักพรตหนุ่มก็บอกให้ศิษย์ทุกคนออกเดินทาง
“พวกเราคงต้องไปหาที่อื่นกบดานสักพักยามนี้ข้าเกรงว่าโจรป่าพวกนั้นคงจะสืบรู้แล้วว่าเราอยู่ที่เขาหงส์ ป่านนี้พวกเขาคงจะไปดักที่เชิงเขาแล้ว”
********************************
