บทที่2
ศิษย์อันดับสองเยว่ฉี
ณ ทะเลตงไห่
ทามกลางห้วงสมุทรสีครามมีตำหนักตั้งตระหง่านตา แลดูยิ่งใหญ่ทรงอำนาจพอๆกับคลื่นทะเลที่แปรปรวนและลมพายุที่บ้าคลั่งของทะเลต่งไห่ ตำหนักแห่งนี้เต็มไปด้วยดอกไม้พันชนิด กลิ่นหอมรัลจวนกลบกลิ่นไอทะเลจนหมดสิ้น
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งแอบลอบมองเยว่ฉีอยู่สักพัก เห็นนางเหม่อลอยไม่เลิกจึงร้องเรียกด้วยความสนิทสนม “ท่านอาจารย์” เด็กหนุ่มเริ่มขมวดคิ้วเพราะทางทีของเยว่ฉีในตอนนี้ไม่สนใจตนเลยสักนิด
“ท่านอาจารย์ ท่านหาอาจารย์อา พบแล้วหรือ” เด็กหนุ่มไม่ละความพยายามเอ่ยถามเื่ที่ตนอยากรู้อย่างต่อเนื่อง และก็เป็อีกครั้งที่ไร้การโต้ตอบของอีกฝ่าย เยว่ฉียังนิ่งเงียบจมอยู่ในความคิดตน
เด็กหนุ่มเริ่มหมดความอดทน จึงเดินเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยะโเสียงดัง “ท่านอาจารย์ ๆ ท่านได้ยินข้าหรือไม่” เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เยว่ฉีหลุดจากภวังค์คราวนี้นางมองเห็นเด็กหนุ่มตรงหน้าเสียที
“เสี่ยวสิง กลับมาแล้วหรือ” เยว่ฉีเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่น ใบหน้านางยิ้มรับอย่างอ่อนโยน
เสี่ยวสิงเดินวกกลับมาเด็ดดอกไม้เล่น เอ่ยตอบด้วยนำ้เสียงเบื่อหน่าย “โถ่...ท่านอาจารย์ ข้ากลับมานานแล้ว เป็ท่านเองนั้นเหละที่ยังมิกลับ ข้าร้องเรียกท่านตั้งครึ่งค่อนวันแล้ว”
เยว่ฉีได้ยินเช่นนั้นก็อดหัวเราะกับคำเปรียบเปรยของศิษย์ผู้นี้ไม่ได้ “ฮ่าๆ... จิ้งจอกน้อยจอมเ้าเล่ห์ ถ้าเป็การประชดประชัน อาจารย์เช่นข้าคงต้องให้ศิษย์เช่นเ้าสอนเสียแล้ว” เยว่ฉี มักจะหัวเราะให้กับคำพูดเสี่ยวสิงเสมอ เดิมทีนางพบเสี่ยวสิงตอนเดินทางกลับทะเลตงไห่ ตอนนั้นเสี่ยวสิงาเ็หนักจนคืนร่างเป็จิ้งจอกน้อย นางจึงอุ้มเขากลับมารักษาที่นี้จนพลังฟื้นฟูคืนทั้งหมด ถึงกระนั้นเ้าจิ้งจอกน้อยก็ไม่ยอมไปไหนจะกราบนางเป็อาจารย์ให้ได้ นางเป็พวกหัวอ่อนให้กับคนดื้อรั้นจึงยอมรับไว้ จิ้งจอกน้อยในยามนั้นเติบโตเป็บุรุษรูปงามร่างกายกำยำ ั์ตาสีฟ้าสดใส เสียเพียงอย่างเดียวปากที่ไม่สร้างสรรค์ของเขาชอบชักนำภัยมาสู่ตนบ่อยครั้ง
เสี่ยวสิงเมื่อได้ยินเยว่ฉีพูดเช่นนั้นก็รีบบอกปัดอย่างอารมณ์ดี “มิกล้าๆ เื่เช่นนี้ท่านอย่าเรียนรู้เลย อ่อ...ท่านหาอาจารย์อาเจอแล้วหรือ” เสี่ยวสิงวนมาถามเื่ที่เขาอยากรู้จนได้
“ใช่ เจอแล้ว” เยว่ฉีตอบเสียงเรียบ นางไม่คิดจะปิดบัังศิษย์คนนี้จึงบอกออกไปตามตรง
เ้าจิ้งจอกน้อยได้ฟังเช่นนั้นก็ตื่นเต้นถามกลับในทันที “อาจารย์อาอยู่ที่ใด ข้าต้องไปคารวะเสียหน่อย” รอยยิ้มปรากฎบนใบหน้าเสี่ยวสิง เขารอคำตอบจากเยว่ฉีอย่างตั้งใจ
เยว่ฉีเห็นท่าทีศิษย์ของตนก็ให้เหนื่อยใจ นางถอนลมหายใจเฮือกใหญ่แล้วค่อยตอบกลับไปอย่างอ่อนโยน “ถูกจองจำอยู่ที่เขาเหลียงซาน” คำตอบของนางหยุดความลิงโลดของเสี่ยวสิงทันที
เด็กหนุ่มเสี่ยวสิงเริ่มหันกลับมาประเมินกริยาท่าทางของอาจารย์ตนอีกครั้ง มุมปากเขายกยิ้มข้างหนึ่งแล้วเอ่ยถามนางต่อ “เหตุใดท่านอาจารย์ถึงดูเศร้ายิ่งนัก” เขาลอบมองท่าทีของเยว่ฉีต่อ เห็นนางเงียบไม่โต้ตอบจึงเอ่ยขึ้น
“ท่านหาวิธีช่วยอาจารย์อา ออกมามิได้ใช่หรือไม่” ไร้คำตอบจากเยว่ฉีเช่นเดิม นางยังคงเงียบสายตาเลื่อนลอยมองออกไปที่ท้องทะเลกว้าง
คราวนี้เสี่ยวสิงยกยิ้มกว้าง เอ่ยต่ออย่างอารมณ์ดี “ท่านเคยบอกข้าว่า ท่านอาจารย์ปู่ฮุ้ยเหอ หล่อหลอมร่างเป็อากาศธาตุสถิตรวมกับเขาเหลียงซาน หมื่นปีให้หลังนี้มิมีผู้ใดสามารถเข้าไปได้” เสี่ยวสิงยังเห็นเยว่ฉีนิ่งเงียบ แต่หัวคิ้วนางเริ่มขมวดเข้าหากันแสดงให้เห็นว่านางเริ่มคิดตามที่เขาพูดแล้ว เสี่ยวสิงกระแอมแล้วเอ่ยต่อ
“แล้วท่านยังเคยบอกข้าอีกว่า อาจารย์อาิหลัน เชี่ยวชาญในการสร้าง ศัสตราวุธ ยิ่งนัก ทั้งศัสตราวุธก็มีอานุภาพร้ายกาจ ทุกสิ่งที่อาจารย์อาสร้างขึ้นล้วนเป็สิ่งล้ำค่าของเหล่าทวยเทพทั้งหลาย รวมถึงกระบี่ทลายพิภพที่อยู่ข้างกายเทพาหานตง อาจารย์อาเป็คนเก่งกาจยิ่งนัก เหตุใดถึงถูกจองจำได้นานขนาดนี้เล่า ข้าเชื่อว่าอาจารย์อาต้องหาทางออกมาได้แน่” สิ่งที่เขาเอ่ยเหมือนปลอบใจแต่ก็คล้ายกับการชี้นำในเวลาเดียว
เยว่ฉีที่นิ่งเงียบมานานจึงเอ่ยขึ้น “เ้าคิดเช่นนั้นหรือ”
เสี่ยวสิงตอบด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม “ท่านอาจารย์ ข้าคิดว่าควรสอบถามท่านอาจารย์อาว่าศัสตราวุธใดสามารถทำลายเขตอาคมได้ ถึงศัสตราวุธที่อาจารย์อาสร้างจะถูกเก็บในเจดีย์ผลึกแก้วของชั้นฟ้า แต่ท่านอาจารย์เป็ถึงเทพายืมมาใช้สักชิ้นสองชิ้น เทียนตี้ ยังต้องให้ความเกรงใจท่านถึงสามส่วน และอีกอย่างหมอกมายาที่เกิดขึ้นบนหุบเขาเหลียงซานต้องมีเงื่อนงำเป็แน่”
คำตอบทีเล่นทีจริงของเสี่ยวสิง ทำให้เยว่ฉีมองเห็นหนทางที่จะช่วยิหลันได้ นางจึงหายตัวไปทันที
“หรือว่าท่านมิคิด...เฮ้ๆๆ ...ท่านอาจารย์ ท่านไปั้แ่เมื่อใด” เสี่ยวสิงที่มัวแต่เล่นดอกไม้ จึงไม่รู้ว่าเยว่ฉีได้หายไปแล้ว
“พูดก็พูดไปหมดแล้ว ถือว่าข้าทำหน้าที่เสร็จลุล่วง” เมื่อไม่มีใครอยู่ เด็กหนุ่มจึงเอ่ยกับตนเองเบาๆ

หุบเขาเหลียงซาน
เยว่ฉีกลับมาที่หุบเขาแห่งนี้อีกครั้ง ตอนนี้หุบเขาเหลียงซานช่างแตกต่างไปจากเมื่อก่อนยิ่งนัก ต้นไม้ที่เคยเขียวชอุ่มกับถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก หุบเขาก็เต็มไปด้วยน้ำทะเลสีดอกท้อล้อมรอบ ดูแล้วช่างสวยงามชวนให้น่าหลงไหลยิ่งนัก มันเป็เหมือนหมอกมายาล่อหลอกพวกผึ้งน้อยที่หลงไหลให้กับความโลภ เพียงเพราะ้าอยากศัสตราวุธถึงเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี้
ถึงพวกเขาจะรับรู้ความร้ายกาจของหุบเขาแห่งนี้ แต่ก็ไม่อาจหยุดยังความ้าได้เลยสักนิด เหตุเพราะคำเล่าลือที่กล่าวว่าในหุบเขาเต็มไปด้วยศัสตราวุธ ที่เทพศัสตราิหลันได้สร้างทิ้งไว้มากมาย ขึ้นชื่อว่าอันตรายเท่าใดก็ไม่อาจหยุดยั้งการเข้าไปเลี่ยงดวงของเหล่าทวยเทพทั้งหลายได้
เยว่ฉีลงจากเรือแล้วมองไปรอบๆอีกครั้ง “เหตุใดท่านอาจารย์ ถึงต้องสร้างหมอกมายานี้ขึ้นมาด้วย ปริศนารอบด้านเสียจริง” นางเอ่ยออกมาอย่างเบื่อหน่าย
เยว่ฉีเมื่อนึกถึงคำพูดของเสี่ยวสิงก็นึกสมเพชตนเอง เหตุใดนางถึงคิดไม่ได้นะ ครั้งก่อนก็เช่นกันคำพูดทีเล่นทีจริงของเสี่ยวสิงทำให้นึกถึงเขาเหลียงซาน นางเหนื่อยใจกับความโง่เขลาของตนยิ่งนัก เหตุใดจึงนึกไม่ถึงว่าหมอกมายาไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อปกป้องศัสตราวุธของิหลัน แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องิหลันเองต่างหาก
เยว่ฉีหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ มันคือระฆังเลี่ยงหลิงที่ิหลันเคยให้ไว้กับนาง ระฆังนี้เปรียบดังแสงสว่างขจัดหมอกมายา ยิ่งเสียงระฆังดังไกลเท่าใดหมอกมายาก็เลือนหายไปเท่านั้น
ิหลัน ได้สร้างระฆังนี้ขึ้นทั้งหมดห้าชิ้น ส่งให้ท่านอาจารย์ และศิษย์พี่ทุกคน ดังนั้นการที่เยว่ฉีจะเข้าไปในหุบเขาเหลียงซานจึงเป็เื่ง่าย แต่ถึงยังไงก็ไม่อาจใช้พลังเซียนได้ เยว่ฉีจึงทำได้เพียงเดินไปทีละก้าว รอบตัวของนางในตอนนี้เผยภาพต้นไม้เขียวชอุ่ม แม่พันธุ์กล้วยไม้นานาชนิดช่างเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน ยกเว้นเพียงสายลมที่ไม่มีแม้แต่จะพัดผ่าน ความคุ้นเคยเช่นนี้ ทำให้จิตใจนางหนักอึ้งทุกย่างก้าว ความบอกช้ำเสมือนยืดระยะทางให้ยาวไกลยิ่งขึ้น เยว่ฉีต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเดินมาถึงเขตอาคมที่ใช้กักขังิหลัน
เยว่ฉีหายใจถี่ขึ้นเพราะความเหนื่อยล้า การมาที่นี้ทำให้นางเหนื่อยทั้งกายทั้งใจในเวลาเดียวกัน นางปรับลมหายใจให้นิ่งแล้วเอ่ยเรียกิหลัน “ศิษย์น้อง ข้ามีเื่จะปรึกษากับเ้า” เยว่ฉีรอสักพักแต่ก็ไร้เสียงตอบกลับ
ภายในใจเยว่ฉีเริ่มกังวลขึ้นจึงเอ่ยร้องเรียกอีกครั้ง “ศิษย์น้อง เ้าได้ยินข้าหรือไม่” ใจเยว่ฉีเริ่มสั่นสะท้าน เพราะเหตุใดจึงไร้เสียงตอบกลับเช่นนี้ “ศิษย์น้อง อย่าล้อข้าเล่นเลย ขานรับข้าเถิด” นางถามย้ำให้แน่ชัดอีกครั้ง เผื่อิหลันอาจหยอกล้อนางเล่น
แต่แล้วก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากถ้ำ เยว่ฉีถอดสีหน้า ใบหน้านางตอนนี้ซีดเผือกอย่างเห็นได้ชัด ความคิดหลากหลายปรากฎขึ้นมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบุคคลอันตรายที่มีระฆังเลี่ยงหลิงเช่นเดียวกับนาง ความคิดนี้ช่างเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางตัว เยว่ฉีชาไปทั้งตัวเอ่ยเสียงสั่น “จิ้นสิง”