กริ๊งงง~
เสียงสัญญาณหมดคาบเรียน่เช้าดังขึ้นพร้อม ๆ กับที่บริเวณระเบียงทางเดินเริ่มเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
“ถอยหน่อยค่ะ~ ทุกคนช่วยหลบทางให้หน่อยนะคะ~” เจียงมั่วพยายามหอบหิ้วถังน้ำอย่างทุลักทุเล เธอเบียดเสียดฝ่าฝูงชนจนมาถึงหน้าห้องเรียนห้องแปด โชคดีเหลือเกินที่ที่นั่งของฉีอิ้นหรานอยู่ติดริมหน้าต่าง เจียงมั่วยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนจะะโเรียกชื่อเขาเสียงดังลั่น “ฉีอิ้นหราน!”
ชายหนุ่มหันขวับมาตามสัญชาตญาณ ทว่าในวินาทีนั้นเอง น้ำเย็นจัดทั้งถังก็ถูกราดโครมลงบนศีรษะของเขาอย่างจัง ทุกคนที่อยู่แถวนั้นแล้วเห็นเหตุการณ์ถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง
ฉีอิ้นหรานชะงักนิ่งไปพักใหญ่กว่าจะเรียกสติกลับคืนมาได้ เขาเอื้อมมือปาดน้ำออกจากใบหน้าพลางกัดฟันกรอดด้วยความโมโห “เจียงมั่วใช่ไหม? ฉันจำเธอได้แล้ว”
“เจียงมั่ว เธอทำอะไรของเธอน่ะ?” จู่ ๆ เสียงแหลมสูงของกู้หลิงเยว่ก็ดังแว่วมาจากอีกฟากของทางเดิน หญิงสาวฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยความฉุนเฉียวและตรงดิ่งมายังจุดเกิดเหตุทันที
แววตาของฉีอิ้นหรานฉายแววรังเกียจออกมาวูบหนึ่ง เขาหมุนตัวเตรียมจะเดินหนีเพื่อตัดรำคาญ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับกู้หลิงเยว่ตรงระเบียงทางเดินจนได้
กู้หลิงเยว่รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา เธอมองฉีอิ้นหรานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังปนประหม่า “อิ้นหราน นายเป็อะไรไหม?”
เธอยื่นผ้าเช็ดหน้าค้างไว้กลางอากาศอยู่นานสองนาน แต่อีกฝ่ายกลับนิ่งเฉยและไม่มีทีท่าว่าจะรับมันไปเลยสักนิด ห่าวซือฉีที่เห็นบรรยากาศเริ่มชวนอึดอัด จึงรีบสอดขึ้นมาว่า “จะเป็อะไรได้ยังไงล่ะ? โดนน้ำเย็นจัดราดใส่โครมใหญ่ขนาดนั้น คงหนาวสั่นไปถึงกระดูกเลยล่ะมั้ง! หลิงเยว่ เธอพาคุณชายฉีไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหน่อยดีกว่าไหม?”
เธอพูดพลางขยิบตาให้กู้หลิงเยว่อย่างมีเลศนัย
กู้หลิงเยว่แสร้งทำท่าทีเอียงอายก่อนจะเอ่ยปากอ้อมแอ้ม “แบบนี้...มันจะดีเหรอ?”
ทว่า ั์ตาของเธอกลับปิดซ่อนความตื่นเต้นลนลานที่อยากจะทำเต็มแก่ไว้ไม่มิด
ฉีอิ้นหรานแค่นหัวเราะออกมาอย่างเ็าก่อนจะตัดบท “ฝันกลางวันอยู่หรือไง?”
สิ้นคำพูดประโยคนั้นของเขา ใบหน้าของกู้หลิงเยว่ก็ถอดสีด้วยความอับอายขายหน้าขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มเดินเบี่ยงตัวจากไป แต่พอสาวเท้าไปได้แค่ไม่กี่ก้าว ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาหันกลับมาส่งยิ้มยั่วเย้าให้เจียงมั่ว “เธอเนี่ยน่าสนใจดีนะ ยินดีด้วย เธอเรียกร้องความสนใจจากฉันสำเร็จแล้ว”
ผู้คนรอบข้างที่มุงดูอยู่พากันส่งเสียงโห่ฮิ้วแซวดังลั่นไปทั่วระเบียง สีหน้าของกู้หลิงเยว่ดูแย่ถึงที่สุด เธอจ้องมองเจียงมั่วด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้น “ที่แท้เธออยากจะเข้าเรียนที่อวี้เต๋อใจจะขาดก็เพราะอิ้นหรานสินะ? เจียงมั่ว อะไรที่เธออยากได้ฉันยกให้เธอได้ทั้งนั้น แต่ยกเว้นอิ้นหรานคนเดียว เพราะเขาเป็ผู้ชายคนแรกที่ฉันชอบ”
“ว้าววว~” บรรดาคนที่มุงพากันส่งเสียงแซวรับเป็ปี่เป็ขลุ่ยอีกรอบ
“สุดยอด! ดาวโรงเรียนสารภาพรักต่อหน้าคนทั้งห้องเลยเหรอ? อ๊าก... จะบ้าตาย!”
“ไม่รู้ว่าวันนี้จะมีผู้ชายอกหักกันกี่คน แต่ที่แน่ ๆ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองอกหักแล้วว่ะ”
จ้าวตงอวี่มองกู้หลิงเยว่อย่างไม่ยากเชื่อสายตา ก่อนจะพูดออกมาด้วยความไม่เข้าใจ “หลิงเยว่ เธอรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา?”
“ฉันรู้ตัวดี” เพราะถ้าเธอไม่ประกาศความเป็เ้าของั้แ่ตอนนี้ ฉีอิ้นหรานต้องโดนยัยแพศยาเจียงมั่วอ่อยจนหลงเสน่ห์ไปแน่ ๆ
“หมอนั่นมันมีดีตรงไหน? ฉันสู้มันไม่ได้ตรงไหนฮะ?” จ้าวตงอวี่ชี้มือไปยังทิศทางที่ฉีอิ้นหรานเพิ่งเดินจากไป ก่อนจะชี้กลับมาที่ตัวเอง พลางคาดคั้นถามกู้หลิงเยว่เหมือนคนไร้สติ
“ในสายตาของฉัน เขาเพอร์เฟกต์ที่สุด ตงอวี่ เราเป็เพื่อนกันแบบนี้ไม่ดีเหรอ?”
“ไม่ดี” จ้าวตงอวี่แค่นยิ้มประชดประชัน “ฉันไม่ได้อยากเป็แค่เพื่อนกับเธอหลิงเยว่ ฉันจะทำให้เธอเห็นเองว่าฉันดีกว่ามัน!”
กู้หลิงเยว่เลิกสนใจจ้าวตงอวี่ แล้วหันมาจ้องเจียงมั่วตาเขม็งแทน “ฉันไม่ก้าวก่ายเื่ที่เธอเข้ามาอยู่ที่บ้านตระกูลกู้ และไม่ขัดขวางเื่ที่เธอสนิทกับพี่ใหญ่ แต่เื่อิ้นหรานคือสิ่งที่ฉันยอมไม่ได้เด็ดขาด เจียงมั่ว เธอช่วยอยู่เงียบ ๆ เจียมตัวหน่อยได้ไหม?”
เจียงมั่วส่ายหัวเบา ๆ อย่างระอากับละครรักหวานเลี่ยนตรงหน้า “เธออยากจะทำอะไรก็เื่ของเธอ เธอจะมองเขาเป็สมบัติล้ำค่าก็ช่าง แต่สำหรับฉัน เขามันไม่มีค่าอะไรเลยสักนิด แล้วก็กู้หลิงเยว่ เลิกทำตัวเสแสร้งแบบนี้ซะทีจะได้ไหม?”
กู้หลิงเยว่เม้มปากแน่นแสร้งทำท่าทางน่าสงสารเหมือนน้ำตาจะร่วง “เจียงมั่ว ฉันหวังดีอยากให้ทุกคนอยู่กันอย่างสงบจริง ๆ นะ เธอพูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง? ตอนนั้นเธอก็รับปากกับพี่ใหญ่ไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าจะตั้งใจเรียน ไม่อย่างนั้นต่อให้พี่ใหญ่จะยอมบริจาคตึกให้โรงเรียนเพื่อเธอ ก็คงช่วยรั้งเธอไว้ไม่ได้หรอก”
สายตาของห่าวซือฉีเป็ประกายขึ้นมาทันที กู้เหลียนยอมบริจาคตึกหลังหนึ่งเพื่อเจียงมั่วเนี่ยนะ! ขนาดกู้หลิงเยว่ที่เป็น้องสาวแท้ ๆ ยังไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษขนาดนี้เลย! กู้เหลียนจะตามใจเจียงมั่วเกินไปไหม?
เธอทนเก็บความสงสัยไม่ไหวอีกต่อไป จึงเอ่ยปากถามขึ้นมา “หลิงเยว่ เธอเลิกปิดบังได้แล้ว เจียงมั่วมีความเกี่ยวข้องอะไรกับบ้านตระกูลกู้กันแน่? ฉันไม่เคยได้ยินเธอเล่าเื่ยัยนี่ให้ฟังเลย”
แววตาของกู้หลิงเยว่หม่นแสงลงทันตา ก่อนจะเอ่ยเสียงแ่เบา “ทุกบ้านก็มีเื่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันทั้งนั้นแหละ เื่บางเื่มันพูดลำบาก ซือฉี เธออย่าถามอีกเลยนะ”
คำพูดกำกวมของเธอชวนให้คิดเตลิดเปิดเปิงไปไกลมาก และในหัวของห่าวซือฉีก็ถูกตีความไปเรียบร้อยแล้วว่า 'เจียงมั่วเป็กิ๊กเด็กของกู้เหลียน' อะไรทำนองนั้น เพราะปกติกู้เหลียนจะตามใจกู้หลิงเยว่มาก แต่จู่ ๆ ก็มีเจียงมั่วโผล่มา แถมยังดูได้รับความเอ็นดูมากกว่า นอกเหนือจากความสัมพันธ์แบบชู้สาวแล้ว เธอก็นึกถึงเหตุผลอื่นไม่ออกอีกเลย
กู้หลิงเยว่บีบมือตัวเองแน่นด้วยความกังวล เธอระแวงเหลือเกินว่าเจียงมั่วจะโพล่งเื่ภูมิหลังของเธอออกมาต่อหน้าทุกคน โชคดีที่เจียงมั่วเพียงแค่แค่นเสียงเหอะในลำคอเบา ๆ คล้ายกับคร้านจะอธิบายให้เสียเวลา ห่าวซือฉีกัดฟันกรอด คิดไปเองเสร็จสรรพว่าที่เจียงมั่วเงียบเป็เพราะกลัวจนหัวหดและรู้สึกผิด
เมื่อกลับเข้ามาในห้องเรียน เพื่อนสนิทของห่าวซือฉีเห็นเธอหน้าตาไม่ค่อยดี จึงรีบเสนอแผนการเพื่อเอาอกเอาใจ “ซือฉี ยัยเจียงมั่วนั่นเพิ่งมาวันแรกก็ซ่าขนาดนี้ ฉันเองก็หมั่นไส้ยัยนั่นเหมือนกัน ให้พวกเราแกล้งยัยนั่นหน่อยดีไหม จะได้รู้ซะบ้างว่าห้องแปดถิ่นใคร?”
ห่าวซือฉีปรายตากลับมามองเพื่อนคนนั้นอย่างเนือย ๆ “มีอะไรก็รีบพูดมา อย่ามัวแต่ลีลา!”
เพื่อนสาวมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง แล้วลดเสียงต่ำลง “คาบสุดท้ายของตอนบ่ายเป็วิชาเคมีไม่ใช่เหรอ? ครูจางหลานคนนั้นขึ้นชื่อเื่ความเนี้ยบแถมหัวโบราณจะตาย งั้นเราลอง...”
เมื่อพูดจบ ยัยเพื่อนคนนั้นก็จ้องมองห่าวซือฉีด้วยสายตาคาดหวัง ห่าวซือฉียิ้มเย็นที่มุมปากก่อนจะพยักหน้าตกลงรับคำ
และแล้วคาบสุดท้ายใน่บ่ายก็มาถึง จางหลานเดินหนีบหนังสือเข้ามาในห้องเรียน ก่อนจะเริ่มสอนในทันที “ทุกคนหยิบหนังสือขึ้นมา เปิดไปที่หน้า 26...” พูดไม่ทันขาดคำ สายตาก็กวาดมองไปรอบห้องเรียนอย่างรวดเร็ว
ปัง ปัง ปัง!
เธอทุบโต๊ะหน้าห้องด้วยความหงุดหงิดฉุนเฉียว “ฉีอิ้นหราน! เธอคิดว่าที่นี่เป็บ้านเธอหรือไง ยังจะนอนอีก? นอนั้แ่เช้าจนถึงป่านนี้ยังไม่พออีกเหรอ? ขนาดหมูยังนอนไม่เก่งเท่าเธอเลย หยิบหนังสือขึ้นมา!”
ทว่า ฉีอิ้นหรานกลับทำเป็หูทวนลม เขาพลิกตัวไปอีกฝั่งแล้วหลับต่ออย่างไม่แยแส ทำเอาจางหลานโมโหจนหน้าดำคร่ำเครียด เธอเดินตรงเข้าไป ตั้งท่าจะเอื้อมมือไปบิดหูฉีอิ้นหราน แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นเจียงมั่วเข้าเสียก่อน เธอจึงหยิบหนังสือเคมีของเจียงมั่วขึ้นมาสะบัด ทันใดนั้น หนังสือเล่มดังกล่าวก็ปลิวว่อนกลายเป็เศษกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงกราวลงมาราวกับสายฝนตก
“นี่มันเื่อะไรกัน?”
เจียงมั่วกะพริบตาปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา ก่อนจะแกล้งถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ถ้าหนูบอกว่าไม่รู้ ครูจะเชื่อไหมคะ?”
จางหลานแค่นหัวเราะประชด “เธอคิดว่าฉันจะเชื่อไหมล่ะ?”
เจียงมั่วส่ายหน้าช้า ๆ
“เพราะฉะนั้น เจียงมั่ว เธอควรจะมีคำอธิบายดี ๆ ให้ฉันนะ”
“มีคนแกล้งหนูค่ะ...”
“งั้นบอกมาสิว่าใคร?”
เจียงมั่วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องเรียน สุดท้ายเธอก็ชี้นิ้วตรงไปยังห่าวซือฉี “ยัยนั่นค่ะ ยัยนั่นเป็คนทำ!”
ห่าวซือฉีรีบลุกพรวดพราดขึ้นมาแก้ตัวทันที “เจียงมั่ว อย่ามาปรักปรำฉันมั่ว ๆ นะ เธอพูดว่าฉันเป็คนทำ เธอมีหลักฐานหรือเปล่าล่ะ?”
จางหลานหันมามองเจียงมั่วเช่นกัน “ฉันเป็คนยุติธรรม ตราบใดที่เธอพิสูจน์ได้ว่ามีคนอื่นมาฉีกหนังสือของเธอ ฉันจะไม่ลงโทษ แต่ถ้าไม่มี เธอต้องไปวิ่งที่สนามโรงเรียนสิบรอบ!”
เจียงมั่วยืนก้มหน้านิ่ง มือทั้งสองข้างกำแน่นเข้าหากัน เธอไม่มีหลักฐานยืนยันจริง ๆ นั่นแหละ
ห่าวซือฉีได้ใจและสำทับต่ออย่างผู้ชนะ “เจียงมั่ว จะใส่ร้ายคนอื่นน่ะ หัดเตรียมตัวมาหน่อยนะ ลองถามเพื่อน ๆ ในห้องดูสิ มีใครเห็นฉันเดินไปแถวที่นั่งของเธอหรือเปล่า?”
เพื่อน ๆ ในห้องหันมามองหน้าสลับกันไปมา จนกระทั่งมีใครบางคนเริ่มเปิดทางขึ้นมาว่า “มะ...ไม่เห็นนะ”
เมื่อมีคนแรก คนอื่น ๆ จึงพากันเออออห่อหมกตาม ๆ กันไปหมด
จางหลานตบโต๊ะเสียงดัง “เจียงมั่ว ตอนนี้เธอยังมีอะไรจะแก้ตัวอีกไหม? เถียงครู ฉีกตำราเรียน ในหัวเธอยังมีกฎระเบียบอยู่บ้างไหม? ออกไปข้างนอกเดี๋ยวนี้เลย! ถ้าวิ่งไม่ครบสิบรอบห้ามกลับเข้ามา!”
ห่าวซือฉีรีบผสมโรงซ้ำเติมต่อ “เจียงมั่ว ทำผิดก็ต้องกล้ารับสิ ไม่อย่างนั้นโรงเรียนอวี้เต๋อของเราคงต้อนรับคนแบบเธอไม่ไหวหรอก”
“นั่นสิ ไม่มีมารยาทแถมไม่มีหัวนอนปลายเท้าด้วย ไม่รู้หลุดมาจากบ้านนอกคอกนาไหน”
“ฉันว่ายัยนี่มาเรียนที่อวี้เต๋อ คงจะมีจุดประสงค์แอบแฝงแน่ ๆ ...”
เจียงมั่วสูดหายใจเข้าลึก ตวัดสายตาคมกริบมองห่าวซือฉีแวบหนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากห้องเรียนไปโดยไม่เอ่ยปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว