เมื่อเห็นเล่าจื๊อและหยวนสื่อทะยานร่างมุ่งหน้าไปยังห้วงโกลาหลอันเวิ้งว้างเหนือชั้นฟ้าสามสิบสามชั้น สวีทงก็รีบปิดประตูถ้ำพำนักทันที ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น
ยามนี้เขาได้รับรางวัลจากระบบเป็ ‘วิชาต้นกำเนิดฟ้าดิน’ แล้ว นับว่าเท้าข้างหนึ่งได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังอย่างเป็ทางการ
หากฝึกฝนตามวิชาโคจรพลัง ‘ต้นกำเนิดฟ้าดิน’ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะบรรลุถึงระดับเดียวกับมหาเทพผานกู่ในอดีต เพราะวิชานี้ก็คือวิชาเดียวกับที่มหาเทพผานกู่ใช้ฝึกฝนมานั่นเอง!
ขอเพียงข้าฝึกฝนจนสำเร็จและพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังก่อนที่มหันตภัยอู๋เยา*[1] จะสิ้นสุดลง เมื่อถึงเวลานั้น อย่าว่าแต่หงจวินเลย ต่อให้เป็วิถี์ก็มิอาจลากข้าเข้าไปพัวพันในมหันตภัยใหญ่ได้!
หากไม่เข้าสู่กงล้อแห่งมหันตภัย ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงจุดจบอันมืดมนที่ต้องถูกบังคับให้กลืนโอสถสยบปราชญ์ได้!
เมื่อมีปณิธานอันแน่วแน่เป็เครื่องยึดเหนี่ยว สวีทงก็ไม่คิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป เขาเริ่มชักนำปราณิญญาฟ้าดินและโคจรปราณตามเคล็ดวิชาทันที
เวลาช่างกระชั้นชิดนัก!
เพราะเขาไม่แน่ใจว่า แม้เขาจะไม่ไปฟังการบรรยายเต๋าที่วังจื่อเซียว ไม่พึ่งพาปราณม่วงหงเิเพื่อบรรลุปราชญ์ และไม่ก่อตั้งนิกายเจี๋ย แต่ถ้าหากถึงคราวของมหันตภัยชำระกัลป์ในศึกสถาปนาเทพแล้ว เขายังไม่สามารถหลุดพ้นจากฟ้าดินหรือก้าวพ้นการควบคุมของวิถี์ได้ เขาจะยังถูกวิถี์บีบบังคับให้ต้องเข้าสู่มหันตภัยเพื่อรับเคราะห์แทนผู้อื่นอยู่หรือไม่
อีกทั้งยามนี้ หงจวินได้เริ่มบรรยายเต๋าแล้ว พลังบำเพ็ญของเหล่ายอดฝีมือในหงฮวงย่อมต้องก้าวะโอย่างรวดเร็ว จนกว่าตำแหน่งปราชญ์ทั้งหลายจะถูกกำหนดจนครบถ้วน
ปราณิญญาอันหนาแน่นถูกชักนำตามเคล็ดวิชา และค่อย ๆ หลอมรวมเข้าสู่ร่างกาย
เพียงเริ่มฝึกฝน ใบหน้าของสวีทงก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความยินดี
วิชาต้นกำเนิดฟ้าดินสมกับเป็วิชาที่มหาเทพผานกู่ฝึกฝน ช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ !
เพียงแค่การทำความเข้าใจเบื้องต้น พลังบำเพ็ญในร่างกลับสั่นไหวราวกับพร้อมจะทะลวงคอขวดได้ทุกเมื่อ!
ยามนี้พลังบำเพ็ญของเขาอยู่ในขอบเขตเซียนทองต้าหลัวขั้นต้น ตามความทรงจำในหัว ครั้งล่าสุดที่เขาปิดด่านบำเพ็ญต่อเนื่องนานหลายพันปี พลังกลับนิ่งสนิทไร้ความเคลื่อนไหว มิอาจหาหนทางทะลวงขั้นได้เลย
ทว่าเมื่อครู่นี้ เพียงแค่ทำความเข้าใจวิชาต้นกำเนิดฟ้าดินคร่าว ๆ จุดคอขวดในร่างกายกลับมีสัญญาณของการทะลวงผ่านปรากฏขึ้น!
นี่คือข่าวดี ข้าต้องฉกฉวยโอกาสนี้ไว้ และเร่งรีบใช้ทุกเสี้ยวลมหายใจให้คุ้มค่า!
สวีทงสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเร่งเร้าพลังกฎเกณฑ์ของตนเพื่อชักนำปราณิญญาฟ้าดินเข้าสู่ร่างทันที
และพลังบำเพ็ญของเขาก็เริ่มยกระดับขึ้นอย่างช้า ๆ !
…
ณ วังจื่อเซียว
เมื่อเหล่ายอดฝีมือมารวมตัวกันพร้อมหน้า พวกเขาต่างมองเห็นอาสนะทั้งหกที่วางเรียงรายอยู่ในวัง
เนื่องจากสวีทงไม่ได้มา ดังนั้นเหตุการณ์จึงต่างออกไปจากตำนานเดิมของหงฮวง ผู้ที่ได้อาสนะในท้ายที่สุดประกอบด้วย เล่าจื๊อ หยวนสื่อ หนวี่วา จุ่นถี เจียอิ่น และคุนเผิง
ส่วนการที่จุ่นถีและเจียอิ่นสามารถได้ที่นั่งทั้งคู่นั้น ย่อมเป็เพราะหงอวิ๋นเป็ฝ่ายอาสาสละที่นั่งให้
ทว่า จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายก็ยังไร้เงาของทงเทียน เื่นี้จึงดึงดูดความสนใจจากทุกคน
สามวิสุทธิ์ซึ่งถือกำเนิดจากิญญาต้นกำเนิดของผานกู่มักจะอยู่รวมกันเป็เอกเทศเสมอมา ไฉนเลยจะมีใครเคยเห็นพวกเขาทั้งสามแยกจากกัน
แต่นึกไม่ถึงว่าในยามที่ปราชญ์บรรยายเต๋า เล่าจื๊อและหยวนสื่อจะนั่งอยู่บนอาสนะ ในขณะที่ทงเทียนกลับไม่ปรากฏกาย เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายจึงอดไม่ได้ที่จะคิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา
ทว่ายังไม่ทันที่ผู้ใดจะได้ใคร่ครวญนานนัก ภายในวังจื่อเซียวพลันปรากฏร่างของชายชราในชุดนักพรตป่านธรรมดาคนหนึ่งขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ชายชราผู้นั้นนั่งลงบนเตียงเมฆาโดยที่ไม่มีผู้ใดััได้แม้แต่น้อย เพียงแค่เขากวาดสายตามองไปยังทุกคน พวกเขาก็ััได้ถึงแรงกดดันอันแปลกประหลาดที่น่าครั่นคร้าม
ท่านผู้นี้ก็คือ มรรคาจารย์หงจวิน!
ดวงตาของทุกคนฉายแววประหลาดใจ
นี่น่ะหรือคือพลังของปราชญ์?
เพียงแค่การปรากฏกาย ก็สร้างแรงกดดันมหาศาลที่มิอาจพรรณนาได้ให้กับทุกคนในที่แห่งนี้
แม้แต่เล่าจื๊อ ผู้เป็พี่ใหญ่ของสามวิสุทธิ์ที่เกิดจากิญญาต้นกำเนิดของผานกู่ ในยามนี้ดวงตาก็เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง และพลันนึกถึงทงเทียนที่รั้งอยู่ที่เขาคุนหลุนขึ้นมาทันที
“หยวนสื่อ ครานี้ทงเทียนไม่มา นับว่าเขาเลือกผิดพลาดมหันต์แล้ว พลังของปราชญ์นั้นเหนือล้ำกว่าที่เราจินตนาการไว้มากนัก”
“นั่นสินะ ข้าเองในยามนี้ยังไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะต้านทานการโจมตีเพียงครั้งเดียวของเขาได้หรือไม่”
หยวนสื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาพลางรู้สึกหวั่นเกรงอยู่ในใจ
ทว่าแม้ทั้งสองจะรู้สึกเสียดายแทนเพียงใด แต่ก็ไร้หนทางแก้ไข ในเมื่อเื่ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ทงเทียนย่อมมาไม่ทันการฟังการบรรยายเต๋าในครั้งนี้แน่นอน
เมื่อหงจวินเห็นปฏิกิริยาของเหล่ายอดฝีมือ ในใจก็บังเกิดความพึงพอใจสายหนึ่ง
ทว่าเมื่อสายตาของเขากวาดผ่านไปยังอาสนะแถวหน้าสุด เขาก็ต้องชะงักไปครู่หนึ่ง
ประหลาดนัก เหตุใดทงเทียนถึงไม่อยู่ที่นี่?
เหล่ายอดฝีมือที่ยังคงสังเกตท่าทีของหงจวินย่อมสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้เช่นกัน
พวกเขาต่างพากันคาดเดาไปต่าง ๆ นานาว่า หรือแม้แต่ปราชญ์เองก็ยังรู้สึกสับสนที่ทงเทียนหายไป?
หรือว่า... เื่นี้จะมีแผนการร้ายใดซ่อนอยู่?
แต่ไม่นานนัก หงจวินก็ถอนสายตากลับมาและมองไปยังผู้คนอื่น ๆ
“พวกเ้าจงนั่งตามลำดับนี้สืบไป ห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงที่นั่งอีก”
เหล่ายอดฝีมือเ่าั้ต่างััได้ถึงพลังอันลึกล้ำสุดหยั่งของหงจวินผู้เป็ปราชญ์ ย่อมไม่มีใครกล้าคัดค้าน จึงพร้อมใจกันกล่าวว่า
“น้อมรับคำสั่งของท่านปราชญ์”
เมื่อไม่เห็นทงเทียนบนอาสนะ หงจวินจึงเริ่มค้นหาร่องรอยของทงเทียนภายในวังจื่อเซียวทันที
แต่ในไม่ช้า เขาก็ยืนยันความจริงได้อย่างหนึ่งว่า ทงเทียนไม่ได้มาจริง ๆ
ครานี้หงจวินถึงกับงงันไปเลยทีเดียว
ทงเทียนคือหนึ่งในเศษเสี้ยวิญญาต้นกำเนิดของมหาเทพผานกู่ ร่างกายแบกรับบุญบารมีจากการเบิกฟ้ามหาศาล และยังเป็กุญแจสำคัญในการผสานมรรคาของเขาอีกด้วย
ในยามนี้ เขาได้หยั่งรู้ลิขิต์ไปบ้างแล้ว และวิถี์ก็ได้เริ่มจับจ้องไปที่สามวิสุทธิ์แล้วเช่นกัน
ต้องรู้ไว้ว่า การบรรยายเต๋าครั้งนี้ เขามีจุดประสงค์เพื่อเตรียมตัวสำหรับการผสานมรรคา โดยอาศัยการบรรยายเต๋าเพื่อรวบรวมพลังโชคชะตาของสรรพชีวิตในหงฮวง เพื่อเร่งกระบวนการผสานมรรคาให้เร็วขึ้น
แต่ตอนนี้ กุญแจสำคัญของเขาอย่างทงเทียน หนึ่งในสามวิสุทธิ์ กลับขาดหายไปเสียอย่างนั้น
หรือว่า ทงเทียนจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น?
หงจวินรีบเริ่มพยากรณ์สืบเสาะสถานการณ์ของทงเทียนในใจทันที ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่าสีขาวโพลน มิอาจพยากรณ์หาความจริงที่แน่ชัดได้เลย
เขาสามารถพยากรณ์ได้เพียงว่า ยามนี้ทงเทียนยังคงอยู่ในวังอวี้ซวีและมิได้เกิดอุบัติเหตุใด ๆ
แต่ไฉนทงเทียนถึงไม่เดินทางมาฟังการบรรยายเต๋าของข้า หรือว่าการบรรยายเต๋าของข้าจะไม่มีแรงดึงดูดต่อทงเทียนเลยแม้แต่น้อย?
ต้องเข้าใจว่า พลังโชคชะตาแห่งฟ้าดินที่ทงเทียนแบกรับไว้นั้นยิ่งใหญ่หาใดเปรียบ การขาดหายไปของทงเทียนย่อมเป็ความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับหงจวินอย่างแน่นอน
เป็เพราะข้าชี้แจงไม่ชัดเจน หรือเขายังััถึงพลังของข้าไม่ได้กันแน่?
หากเป็เช่นนั้น ครั้งหน้าที่บรรยายวิถีกึ่งปราชญ์ ข้าต้องประกาศให้ชัดเจน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าแค่เซียนทองต้าหลัวตัวเล็ก ๆ จะสามารถต้านทานสิ่งล่อใจอันเป็วาสนาสู่ขอบเขตกึ่งปราชญ์ได้
หงจวินครุ่นคิดในใจก่อนจะกลับมามีท่าทีสงบเยือกเย็นดังเดิม เขาเมินเฉยต่อสายตาอันประหลาดใจของเหล่ายอดฝีมือ และเริ่มบรรยายเต๋า
“การบรรยายเต๋าครั้งนี้ จะว่าด้วยเื่วิถีแห่งต้าหลัว โดยมีกำหนดเวลาสามพันปี พวกเ้าจงตั้งใจฟังให้ดี”
“วิถีแห่งเต๋านั้น กล่าวได้ว่าเป็ความลึกลับอันล้ำลึก เป็ความลี้ลับท่ามกลางความสงัดมืดมน เป็ถ้อยคำที่มิอาจพรรณนา เปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรมแห่งจักรวาล”
หงจวินเอ่ยเน้นทีละคำ วาจาดั่งดอกบัวบาน ถ่ายทอดมหาเต๋าออกมาจากปาก ทั่วทั้งวังจื่อเซียวอบอวลไปด้วยปราณม่วงจาง ๆ
กลิ่นอายแห่งมหาเต๋าพลิ้วไหวไปทั่วทั้งวังจื่อเซียว เหล่ายอดฝีมือทุกคนต่างปิดตาลงเพื่อทำความเข้าใจวิถีแห่งต้าหลัวที่หงจวินบรรยาย พลางตรวจสอบและยืนยันสิ่งที่ตนเองเคยเรียนรู้มา
ไม่นานนัก พวกเขาก็เริ่มดูดซับปราณม่วงและกลิ่นอายแห่งเต๋าที่อบอวลอยู่ในวังจื่อเซียวเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้พลังบำเพ็ญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ในชั่วขณะนั้น ยอดฝีมือเกือบทุกคนรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับสามพันมหาเต๋าโดยตรง จิตใจของพวกเขาสว่างไสว พลังบำเพ็ญภายในร่างก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
…
เวลาสามพันปีในสายธารแห่งกาลเวลาของหงฮวงนั้นผ่านไปเพียงชั่วพริบตา
เหล่าผู้คนในวังจื่อเซียวยังคงจมดิ่งอยู่ในเต๋าที่หงจวินบรรยายจนมิอาจถอนตัวได้ ทว่าเมื่อครบสามพันปี หงจวินก็หยุดการบรรยายลง
“การบรรยายเต๋าครั้งนี้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ในการบรรยายเต๋าครั้งที่สอง ข้าจะบรรยายเื่วิถีกึ่งปราชญ์ พวกเ้าห้ามพลาดเป็อันขาด!”
สุรเสียงของหงจวินดังกังวาน มิใช่เพียงแค่กึกก้องอยู่ในวังจื่อเซียวเท่านั้น แต่มันยังแผ่กระจายไปทั่วทุกมุมของพิภพหงฮวง!
เขาไม่้าให้ทงเทียนที่กำลังปิดด่านอยู่นั้นพลาดประโยคนี้ไป มิฉะนั้นหากถึงเวลาแล้วเ้านั่นไม่มาอีก เขาจะทำอย่างไรได้?
วิถีกึ่งปราชญ์งั้นหรือ?
เมื่อสิ้นเสียงของหงจวิน เหล่ายอดฝีมือในวังจื่อเซียวต่างก็เบิกตากว้าง ลมหายใจเริ่มติดขัดด้วยความตื่นเต้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า กึ่งปราชญ์คือขอบเขตที่อยู่เหนือขึ้นไปจากเซียนทองต้าหลัวอีกขอบเขตหนึ่ง!
ที่แท้การจะพิสูจน์มรรคาบรรลุปราชญ์ ยังต้องผ่านขอบเขตกึ่งปราชญ์ก่อนงั้นหรือ!
…
ในขณะเดียวกันบนเขาคุนหลุน สวีทงที่ปิดด่านบำเพ็ญมาตลอด บัดนี้พลังบำเพ็ญของเขาได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนทองต้าหลัวขั้นปลายแล้ว และมีวี่แววว่าจะก้าวเข้าสู่ขั้นสูงสุดของเซียนทองต้าหลัวได้ในไม่ช้า
ภายในเวลาเพียงสามพันปี จากขอบเขตเซียนทองต้าหลัวขั้นต้น ทะยานขึ้นสู่ขั้นสูงสุด ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ เรียกได้ว่าน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!
[1] มหันตภัยอู๋เยา คือ าระหว่างเผ่าอู๋ (ใช้คาถาอาคมหรือพ่อมดแม่มด) และ เผ่าปีศาจ