มารสยบฟ้า

    บทที่ 29 : ชุดคลุมเงารัตติกาล

    บนชั้นที่ห้าของหอไต่พฤกษา เมื่อโม่เฟิงเดินขึ้นมาถึง เขารู้สึกประหลาดใจยิ่ง เพราะสัมผัสได้ว่าความหนาแน่นของพลังลมปราณบนชั้นนี้ มีมากกว่าชั้นที่สี่ถึงห้าเท่า เมื่อรวมกับโอสถทวิลมปราณที่แลกมา มันทำให้เขามั่นใจ ว่าจะสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่แปด หรือไม่ก็อาจทะลวงเข้าสู่ระดับที่เก้าได้ไม่ยากนัก

     

    โม่เฟิงไม่รอช้า เดินไปยังจุดศูนย์กลางของชั้นที่ห้า ทิ้งกายนั่งลงไปกับพื้น ปิดเปลือกตาทั้งสองข้าง แล้วจึงเริ่มทำการดูดกลืนพลังลมปราณเข้าสู่ร่างกาย

     

    กลุ่มที่ได้คะแนนเป็นสามอันดับแรกในงานล่าสัตว์อสูร ต่างก็ใช้ชีวิตอยู่ในห่อไต่พฤกษา กระทั่งผ่านไปสิบวัน ปิงหยุน ลู่ห่านและเสี่ยวฟ่าน ต่างสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่แปดได้แล้ว ส่วนตงห่าวยังติดอยู่ที่ระดับเจ็ด แต่เขาก็ใกล้จะทะลวงเข้าสู่ระดับที่แปดแล้วเช่นกัน

     

    ขณะที่พวกเขากำลังฝึกฝนอยู่ ฮัวเจี่ยก็เดินลงมาจากชั้นที่สอง ครบกำหนดเวลาที่ต้องออกไปจากหอไต่พฤกษา แม้จะยังไม่อยากออก แต่พวกเขาก็จำเป็นต้องออก ซึ่งในระหว่างที่เดินผ่าน ฮัวเจียได้สบถออกมาเบา ๆ  “หึ เจ้าพวกขยะ!”

     

    ปิงหยุนหาได้ใส่ใจกับถ่อยคำดูถูกเหล่านี้ เขามั่นใจว่าอีกไม่นาน ระดับพลังของเขาจะต้องอยู่เหนือกว่าอีกฝ่าย ตอนนี้ก็แค่รอเวลา อดทนและฝึกฝนต่อไปเท่านั้น

     

    หลังกลุ่มของตระกูลเฟิงเดินออกไปจากหอ เสี่ยวฟ่านก็ตะโกนขึ้นมา “มันน่าเจ็บใจนัก อย่าให้ถึงทีของข้าบ้างล่ะ!”

     

    ปิงหยุนมองท่าทางของเสี่ยวฟ่านด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเอ่ยชักชวนทุกคน “พลังลมปราณบนชั้นที่หนึ่งน่าจะไม่เพียงพอแล้ว พวกเราขึ้นไปที่ชั้นสองกันเลยดีกว่า”

     

    ร่างกายของพวกเขาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมบนชั้นที่หนึ่งได้แล้ว จึงไม่รู้สึกถึงแรงกดดันบนชั้นนี้อีก รวมถึงพลังลมปราณที่มีอยู่ ก็ไม่มากพอที่จะทำให้พวกเขาพัฒนาไปสู่ระดับที่สูงกว่าได้ การขึ้นไปบนชั้นที่สองจึงเป็นทางเลือที่มีประโยชน์มากกว่า

    ส่วนโม่เฟิงที่อยู่บนชั้นห้า ระดับพลังของเขานั้นก้าวกระโดดยิ่งกว่าผู้ใด แม้จะผ่านไปแค่สิบวัน ระดับพลังของเขากลับเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จากกำเนิดลมปราณระดับห้า กลายเป็นกำเนิดลมปราณระดับที่หก และตอนนี้ก็ใกล้จะเข้าสู่ระดับที่เจ็ดแล้ว

     

    เมื่อใกล้จะเข้าทะลวงเข้าสู่ระดับที่เจ็ด โม่เฟิงสัมผัสได้ว่า พลังลมปราณที่เคยมีอยู่อย่างเนืองแน่น บัดนี้กลับเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด

     

    “ค่ายกลบนชั้นที่ห้า ฟื้นฟูพลังลมปราณได้ไม่ทันต่อการดูดกลืนของข้า จำเป็นต้องใช้โอสถเข้ามาช่วยเสริม”

     

    โม่เฟิงไม่ได้คาดหวังกับพลังลมปราณบนชั้นที่ห้าอีกต่อไป เขาหยิบโอสถทวิลมปราณที่ติดตัวออกมาจับโยนใส่ปากไปหนึ่งเม็ด เริ่มทำการดูดกลืนพลังลมปราณอีกระลอกหนึ่ง

     

    อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องโถงใหญ่ของตระกูลเฟิง ฮัวหยงผู้เป็นหัวหน้าตระกูล และกวงหงผู้อาวุโส รวมถึงคนอื่น ๆในตระกูล ต่างกำลังนั่งหารือเกี่ยวกับแผนการบางอย่าง

     

    ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ถัดจากกวงหงได้เอ่ยขึ้น “เรียนท่านผู้นำ ข้าได้ยินมาว่าตระกูลเฉียนที่เคยเป็นกลาง เวลานี้กลับขายสินค้าให้กับตระกูลปิงในราคาแสนถูก ดูเหมือนพวกเขาจะเลือกข้างแล้ว หากเป็นเช่นนี้...อาจจะกระทบถึงแผนการที่ได้วางเอาไว้”

     

    ชายอีกคนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกวงหงเอ่ยสมทบขึ้น “แม้ตระกูลยินจะยืนอยู่ฝั่งเรา แต่ถ้าตระกูลเฉียนยื่นมือไปช่วยฝั่งนั้น แม้พวกเราจะได้ลัทธิหัตถ์ปีศาจเข้ามาร่วมด้วย การยึดครองเมืองตะวันดับย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย”

     

    ฮัวหยงทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะหันมาทางกวงหง “กวงหง! ค่ายกลอัญเชิญทัพอสูร ลัทธิหัตถ์ปีศาจดำเนินการไปถึงไหนแล้ว? ใกล้พร้อมหรือยัง?”

     

    “จากที่คุยกันไว้เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ค่ายกลอัญเชิญทัพอสูรจะพร้อมในอีกครึ่งปีหลังจากนี้”

     

    ฮัวหยงผงกศีรษะเป็นการรับรู้ ประเมินสถานการณ์ดูแล้ว หากตระกูลปิงได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเฉียน ไม่นานพวกเขาจะกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง ดังนั้นตระกูลเฟิงจะเสียโอกาสนี้ไปไม่ได้

     

    ฮัวหยงจึงได้สั่งการกับกวงหง “แจ้งลัทธิหัตถ์ปีศาจ หลังจากนี้สามเดือนให้พวกมันลงมือได้เลย”

     

    ผ่านไปหนึ่งเดือน ปิงหยุน ตงห่าว ลู่หานและเสี่ยวฟ่านต่างเดินออกมายืนรอโม่เฟิงที่หน้าหอไต่พฤกษา ระดับพลังของแต่ละคนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด พวกเขาต่างก็อยู่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบ ยกเว้นเพียงแค่ตงห่าวเท่านั้น ที่ยังอยู่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่เก้าอยู่

     

    บนชั้นที่ห้าของหอไต่พฤกษา โม่เฟิงยังคงฝึกฝนกระบวนท่าต่าง ๆ ทั้ง เหวี่ยงหมัด กระโดดเตะ หมุนตัว การเคลื่อนไหวของเขาแต่ละท่วงท่ากระทบกับบรรยากาศบนชั้น เกิดเสียงขณะเคลื่อนไหวไปมาตามจังหวะ ฟุบ ฟุบ ฟุบ!

     

    ผ่านไปชั่วครู่โม่เฟิงได้หยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด ผ่อนลมหายใจยาวออกมา ฟูววววว!

     

    “น่าจะได้เท่านี้”

     

    โม่เฟิงพอใจกับระดับพลังของตัวเองในเวลานี้ แม้ในช่วงแรก ๆ ระดับพลังลมปราณของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อพลังลมปราณบนชั้นที่ห้าเหลือน้อย แม้จะมีโอสถทวิลมปราณเข้ามาช่วยเสริม แต่ก็ช่วยได้ไม่มากนัก การพัฒนาของเขาจึงเชื่องช้าลง ทำให้ช่วงหลังได้แต่ฝึกฝนกระบวนท่า  ระดับพลังของเขาจึงหยุดอยู่ที่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่เก้า

     

    โม่เฟิงเตรียมเดินลงมาจากชั้นที่ห้า เนื่องจากวันนี้ต้องไปเข้าร่วมงานประมูลที่ได้นัดหมายกับเฉียนเป่ยไว้ แต่ก่อนจะเดินลงไป พลันนึกถึงแท่งไม้ที่ได้รับมาจากเหม่ยเซียง “ข้าต้องเลือกของสักชิ้นติดไม่ติดมือกลับไปด้วย”

     

    โม่เฟิงกวาดสายตาไปรอบ ๆ มองดูศาสตราวุธและวัตถุวิเศษที่ถูกเก็บอยู่บนชั้นที่ห้าแห่งนี้

     

    “มีแต่ของล้ำค่า!” ไม่ว่าจะมองไปยังทิศทางไหน ของทุกชิ้นล้วนแต่เป็นสมบัติล้ำค่า แม้ไม่อาจประเมินระดับความสามารถของอาวุธเหล่านี้ออก แต่เขาสามารถสัมผัสได้จากความรู้สึก และสัญชาติญาณของตัวเอง ว่าอาวุธที่อยุ่บนชั้นนี้ ล้วนแต่เป็นศาสตราวุธและวัตถุวิเศษที่ไม่ต่ำไปกว่าระดับสาม

     

    ในบรรดาสิ่งของที่มีอยู่มากมาย มีอยู่เพียงสามชิ้นเท่านั้น ที่สามารถดึงดูดความสนใจของโม่เฟิงได้ ซึ่งของทั้งสามชิ้นนี้ได้แกหอกเหล็กเงิน แหวนผลึกสีฟ้าอ่อน และชุดคลุมสีดำทึบ

     

    เนื่องจากศาสตราวุธและวัตถุวิเศษที่อยู่บนชั้นที่ห้าแห่งนี้ มิได้มีแผ่นป้ายเขียนระบุความสามารถของพวกมันเอาไว้ โม่เฟิงจึงต้องลองทดสอบดู โดยเริ่มจากหอกเหล็กสีเงิน แหวนผลึกสีฟ้าอ่อน และชุดคลุมสีดำ ไล่มาตามลำดับ

     

    เมื่อได้ทำการทดสอบ โม่เฟิงจึงเข้าใจความสามารถของพวกมันได้ในระดับหนึ่ง หอกเหล็กช่วยเสริมพลังโจมตีให้กับผู้ใช้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอาวุธระดับหนึ่งและสอง พลังทำลายล้างของหอกเหล็กเงินด้ามนี้ นับว่าทรงพลังมากกว่าสามถึงสี่ส่วนเลยทีเดียว

     

    แหวนผลึกสีฟ้าอ่อนก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันมากนัก มันเป็นหนึ่งในแหวนมิติที่วิเศษมาก เนื่องจากพื้นที่ของแหวนวงนี้ ใหญ่กว่าพื้นที่ของแหวนมิติหยกธาราที่เขาได้สวมใส่อยู่ถึงเจ็ดส่วน มันใหญ่เพียงพอที่จะเก็บบ้านหลังเล็ก ๆ ทั้งหลังเข้าไปได้

     

    ส่วนผ้าชุดคลุมสีดำตัวสุดท้ายนั้น...ในบรรดาสิ่งของทั้งสามชิ้น ชุดคลุมสีดำตัวนี้ถือว่าน่าอัศจรรย์ใจเป็นที่สุด

     

    ตอนที่โม่เฟิงได้หยิบเสื้อคลุมมาลองสวมดู เมื่อเขาทำการถ่ายเทพลังลมปราณเข้าไป เขาไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยงแปลงใด ๆ เลยแม้แต่น้อย แต่ขณะที่กำลังจะถอดชุดคลุมออก สิ่งมหัศจรรย์ที่น่าเหลือเชื่อก็ได้ประจักษ์แก่สายตาของเขา

     

    “ร่างกายข้าหายไป!”

     

    โม่เฟิงมองดูร่างของตนที่หายไปอย่างสับสน มันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม แต่ความรู้สึกของร่างกายยังคงอยู่ จนผ่านไปสามสิบลมหายใจ ร่างกายของเขาก็กลับสู่สภาพเดิม ปรากฏขึ้นมาให้เห็นอีกครั้ง

     

    เห็นความสามารถของชุดคลุมสีดำตัวนี้แล้ว โม่เฟิงจึงตัดสินใจได้ในทันที “ชุดคลุมตัวนี้แหละน่าจะมีประโยชน์กับข้ามากที่สุด”

     

    แม้โม่เฟิงอยากจะได้หอกเหล็กเงิน แต่มันยังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับตัวเขาในตอนนี้ เพราะนอกจากหอกเหล็กเงินแล้ว ยังมีศาสตราวุธอีกมากมาย ที่มีพลังทำลายล้างใกล้เคียงกับหอกเหล็กเงิน ส่วนแหวนผลึกสีฟ้าอ่อนก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีเงิน...ของพวกนี้เขาจะหาซื้อมาเมื่อไหร่ก็ได้ แตกต่างจากชุดคลุมสีดำตัวนี้

     

    ก่อนจะลงไปข้างล่าง โม่เฟิงได้สำรวจชุดคลุมอย่างละเอียดอีกครั้ง จึงสังเกตเห็นว่ามีตัวอักษรสลักอยู่บริเวณคอเสื้อของชุดคลุม ดูแล้วน่าจะเป็นคำเรียกขานของชุดคลุมตัวนี้  ‘เงารัตติกาล’

     

    หลังจากสำรวจชุดคลุมเงารัตติกาลอย่างละเอียดแล้ว โม่เฟิงจึงเดินลงมาที่ชั้นล่าง เดินเข้าไปหาลูกศิษย์ผู้ทำหน้าที่ดูแลหอ พร้อมกับยื่นแท่งไม้ที่ได้รับมาจากเหม่ยเซียงให้กับอีกฝ่าย “ข้าต้องการแลกมันกับชุดคลุมตัวนี้”

     

    แม้จะแปลกใจที่เห็นโม่เฟิงมีแท่งไม้ที่เอาไว้ใช้แลกสิ่งของ แต่ก็มิได้แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมา เพียงทำตามหน้าที่ ตรวจสอบแท่งไม้ดังกล่าวว่าเป็นของจริงหรือไม่ “เป็นของจริง! ข้าจะประทับตราบนชุดคลุมตัวนี้ให้ จากนั้นเจ้าสามารถนำมันออกไปใช้ได้เลย”

     

    โม่เฟิงสวมชุดคลุมเงารัตติกาลเดินออกมาหอไต่พฤกษา เห็นว่าทุกคนกำลังยื่นรออยู่ หัวใจของโม่เฟิงรู้สึกเบิกบาน

     

    แม้ตัวเขาจะสูญเสียความทรงจำ ไม่รู้ว่าครอบครัวของตนเองเป็นใคร และอยู่ ณ ที่แห่งหนใด แต่กลุ่มคนที่อยู่ด้านหน้าตอนนี้ เปรียบเสมือนคนในครอบครัวของเขาเลยทีเดียว

     

    เห็นโม่เฟิงเดินออกมาจากหอ เสี่ยวฟ่านฉีกยิ้มด้วยความดีใจ รีบวิ่งเข้าไปหา “ดูระดับพลังลมปราณของข้าสิระดับพลังของข้าตอนนี้อยู่ที่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบแล้ว ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ ๆ”

     

    ระดับพลังของทุกคนก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด เทำให้โม่เฟิงรู้สึกยินดีเป็นยิ่งนัก “พวกเจ้าฝึกจนมีระดับพลังรุดหน้าถึงเพียงนี้ ข้ามั่นใจ...ว่าพวกเจ้าจะต้องได้เป็นตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียวอย่างแน่นอน”

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ถ้าใครนึกหน้าตาชุดคลุมของพี่โม่ไม่ออก ดูได้จากปกนิยายเลยครับ ^-^

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ