ตอนที่ ๑๔
อานุภาพปีกทอง
“พระองค์เ้าดาบทอง!...ข้าเดาว่าน่าจะมีดาบทองเป็ศาสตราวุธประจำกายเป็แน่จึงได้ชื่อเช่นนั้น”
วรรณพยักหน้าสนับสนุนความคิดของปราณแล้วจึงเล่าว่าพระองค์เ้าดาบทองนั้นถูกส่งไปศึกษาที่อาณาจักรยูโรเปี้ยนั้แ่เยาว์วัยองค์มหาจักรพรรดิฯ ปรารถนาจะให้บุตรชายนำความรู้และวิทยาการใหม่ๆ จากต่างแดนมาพัฒนาอาณาจักร
จนเมื่อสามปีที่ผ่านมา พระองค์เ้าดาบทองปรารถนาจะกลับเมืองพอดีกับการเปิดตัวสำนักเดินอากาศวิหคอัคคีที่สัญจรไปมาระหว่างอาณาจักรไชยครามและอาณาจักรยูโรเปี้ยนพอรู้ว่าเป็เรือเหาะจากอาณาจักรไชยครามจึงเดินทางกลับมาสร้างความประหลาดใจให้องค์มหาจักรพรรดิในทันที
พอพระองค์เ้าดาบทองได้เห็นบ้านเมืองที่แม้จะยิ่งใหญ่อลังการแต่ระบบระเบียบยังไม่เข้าที่เข้าทางต้องพระทัยจึงได้เสนอแนวทางแก่มหาจักรพรรดิซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนิกายจอมเทพวสวัตตีเป็อย่างดี
“ถ้าจะกล่าวว่ายุคนี้นิกายจอมเทพมีหน้ามีตาและมีบทบาทมากขึ้นก็ไม่ใช่เื่แปลก”
“นิกายจอมเทพกับพระองค์เ้าดาบทองคงจะมีผลประโยชน์ระหว่างกันสินะครับ?”
วรรณพยักหน้าหันไปรินน้ำชาดื่มแล้วรินให้บุตรชายปราณขยับมารับไปดื่มแล้ววรรณจึงว่า
“ครั้งหนึ่งพระองค์เ้าดาบทองเคยไปที่อาณาจักรภารตคณราชย์และได้รู้จักสนิทสนมกับอภิรักษ์เมธาธรรพ เ้านิกายจอมเทพคนปัจจุบัน ที่ตอนนั้นกำลังศึกษาสรรพวิชาที่นั่นจนสนิทสนมคุ้นเคยเป็อย่างดีเลยทำให้ทั้งสองยิ่งคบหาฉันมิตรอย่างเปิดเผยซึ่งตอนนั้นทั้งสองต่างไม่รู้เื้ัของกันและกันและตอนนี้อภิรักษ์กลายเป็คนสนิทของพระองค์เ้าดาบทองไปแล้ว!”
ปราณนั่งนิ่งรวบรวมข้อมูลทั้งมวลแล้วพ่นลมหายใจยาว
“เื่นี้วุ่นวายนัก!”
“ก็เพราะเป็แบบนั้นไง! ตอนนี้สำนักหมัดอินทรีของเราจึงถูกลดระดับความสัมพันธ์กับราชสำนัก แม่จึงตัดสินใจที่จะไม่นำสำนักของเราเข้าไปมีบทบาทใดๆในราชสำนักซึ่งพ่อของเ้าก็เห็นด้วยทุกประการ...แต่ที่สำคัญกว่านั้น...”
วรรณจ้องมองบุตรชายส่ายศีรษะ เล่าอย่างช้าๆสีหน้าเศร้าสร้อย
“สำนักนภาเวหาหาวบัดนี้เปลี่ยนนามเป็สำนักวิหคอัคคีและยังก่อตั้งกิจการลูกในนามสำนักเดินอากาศวิหคอัคคีทำงานด้านการบินโดยสมบูรณ์และกลายเป็ส่วนสำคัญของวังไปแล้ว...ความเหินห่างของสำนักวิหคอัคคีกับสำนักของเราก็ห่างไกลออกไปเช่นกัน!”
“แล้วท่านลุงล่ะครับ!”
“ท่านลุงโกรธมากที่ทวิชถือวิสาสะเปลี่ยนนามสำนักและลบรายชื่อท่านลุงที่เป็ผู้ร่วมก่อตั้งสำนักออกโดยถาวรโดยอ้างว่าระยะเวลาที่ท่านลุงหายไปนั้น พวกเขารับไม้ต่อการดูแลจากภาคย์และอัมพุชาในการช่วยปลุกพลังฌานพญาครุฑพ่าห์ในกายของสองสาวให้ตื่นขึ้นมาทั้งยังช่วยบ่มเพาะพลังฌานยุทธ์ให้ก้าวะโ ถึงเวลาที่ท่านลุงควรตอบแทนเขาบ้าง นั่นจึงทำให้ท่านลุงของเ้าพูดอะไรไม่ออก...จากนี้สำนักวิหคอัคคีจะเป็ทรัพย์สินและการของสกุลวายุภักษ์โดยสมบูรณ์!”
ปราณลุกขึ้นกัดกรามกรอดๆ
“บัดซบชะมัด!...คิดไม่ถึงว่าท่านอาทวิชจะกระทำเช่นนี้กับท่านลุงแล้วท่านลุงอยู่ที่ไหนแล้วล่ะครับ?”
“โอสถศาลามหาวิหาร!...ส่วนเดือน-ดาว ตอนนี้แต่งงานกับแสง-ขรรค์เป็ที่เรียบร้อยย้ายไปอยู่ที่เชียงคลองแล้วพาปิ่นมณีไปที่นั่นด้วย”
วรรณเล่าความยืดยาวน้ำตาไหลเอ่อรู้สึกเศร้าสร้อยกับท่านพี่ของตนยิ่งนัก
ปราณหงุดหงิดฉุนเฉียวเป็ฟืนเป็ไฟเริ่มมองเห็นสกุลวายุภักษ์เป็ศัตรูไปแล้ว
“สกุลวายุภักษ์กล้าทำแบบนี้กับท่านลุง...ข้ายอมไม่ได้”
“ใจเย็นก่อนปราณ...ท่านลุงสอนเ้าให้ใจร้อนแบบนี้หรือ?”
วรรณเสียงเข้มใช้สายตาดุปราณจึงนั่งลงหลับตาหายใจเข้า-ออกลึกๆ ราว ๕ วินาทีเพื่อควบคุมอารมณ์โกรธขึ้งให้สลายไป จนเริ่มกลับมามีสติมากขึ้น วรรณเอ่ยตักเตือนบุตรชาย
“เ้าจงใช้สติให้มาก...ทวิชกับนรารัตน์อยู่ในระดับจักรพรรดิยุทธ์ตอนนี้พวกเขามีบริวารมิใช่น้อยอีกทั้งยังติดต่อกับบรรดาคหบดีจากอาณาจักรยูโรเปี้ยนให้เข้ามาลงทุนในอาณาจักรไชยคราม...ขืนเ้าบุ่มบ่ามเข้าไปหาเื่นอกจากจะไม่สำเร็จแล้ว อาจจะเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่นเปล่าๆ...จงจำไว้...ต่อให้คนคนนั้นจะทำผิดมหันต์เพียงใดหากเขาสามารถมอบผลประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ ได้ เขาเ่าั้ก็จะกลายเป็คนดี”
ได้ยินวรรณสอนเช่นนั้นก็พยักหน้าเขาจำต้องระงับสติและใจเย็นให้มากขึ้นวรรณได้อธิบายว่าเหตุการณ์ั้แ่ผลัดแผ่นดินเริ่มมีความวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ
แม้องค์ไชยครามจะมิได้นั่งครองบัลลังก์ก็ตามแต่ยังมีอำนาจและบทบาทอยู่มิใช่น้อยและยิ่งทำให้องค์ไชยครามสามารถไปไหนมาไหนได้สะดวกสบายมากขึ้น
“พรุ่งนี้แม่จะพาเ้าไปร้านกาแฟแห่งใหม่เ้าอาจจะได้เห็นอะไรแปลกๆ”
ปราณย่นคิ้วงงกับร้านกาแฟเปิดใหม่ไม่เข้าใจว่ามีความสำคัญอย่างไร
“หึหึหึ...ไว้พรุ่งนี้เ้าก็จะรู้เอง! ร้านนี้มิใช่ร้านกาแฟของอาณาจักรเราหรอก รสชาติแปลกแตกต่างจากที่เราดื่มกันทุกวันนี้อาจจะมีราคาแพงกว่าสิ่งที่เราอาจจะได้มากกว่านั้นคือการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนซึ่งมักจะเป็นักฌานยุทธ์และคหบดีชั้นสูง”
**********
ราวเจ็ดโมงเช้าภุชโคในชุดรัดรูปสีน้ำตาลแดงก็ปรากฏกายหน้าสำนักหมัดอินทรี
นางต้องตื่นแต่เช้ามืดก็เพราะสำนักหมัดอินทรีอยู่เขตแดนระหว่างเมืองอโยดากับอ่างสุวรรณต้องเดินทางมาร่วมชั่วโมงกว่าๆ ก็หมายความว่าทุกครั้งที่ภุชโคตั้งใจจะมาสำนักหมัดอินทรีนางจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ยิ่งวันนี้มาถึงราวเจ็ดโมงแทบไม่ได้นอน
ซึ่งที่จริงแล้วภุชโคก็นอนไม่หลับเพราะกระสับกระส่ายถึงปราณอยากเจอตัวโดยไว ดวงหน้าในวันนี้แดงระเรื่อแววตาเป็ประกาย ทันทีที่ศิษย์หนุ่มเห็นนางเข้าก็กรูเข้าไปต้อนรับจ้องมองด้วยความเสน่หา
ภุชโคแย้มยิ้มให้ดังเคยมารู้อยู่บ้างว่าแต่ละคนพยายามที่จะทำความรู้จักแต่เมื่อวันนี้บุรุษที่นางเฝ้ารอมายาวนานกลับมาแล้ว จึงรีบบอกศิษย์กลุ่มนั้นเพื่อปิดโอกาสความสัมพันธ์พิเศษ
“ข้ามาพบปราณ!”
ได้ยินนามนายน้อยที่เอ่ยอย่างสนิทชิดเชื้อแสดงว่าภุชโคมีการติดต่อกับปราณมาก่อนแล้ว ต่างหน้าซีดหยุดแสดงอาการดีใจจนเกินงามแล้วค่อยๆ คลายกลุ่มก้อน บุรุษคนหนึ่งรีบวิ่งไปรายงานทันที
ภุชโคเยื้องกรายแช่มช้าไปนั่งรอปราณใต้อาคารมองดูการฝึกซ้อมของแต่ละคนต่างก็ส่ายศีรษะ ความรัดกุมและความเข้มข้นของการฝึกปรือหาได้เท่าเทียมกับเมื่อครั้งที่ปราณยังเยาว์วัยอยู่ไม่!
ราว๕ นาที ปราณก็ปรากฏกายพร้อมด้วยวรรณ ภุชโคแววตาเป็ประกายวิ่งเข้ากอดปราณเหมือนครั้งแรกที่พวกเขาเจอกันโดยไม่สนใจสายตาหนุ่มๆ ที่นึกอิจฉานายน้อยของพวกเขาที่จู่ๆ ก็มีหญิงงามกอดเช่นนั้น
ปราณไม่ทันตั้งตัวจึงยืนนิ่งหน้าแดงก่ำก้มมองสตรีร่างสูงเพรียวในชุดรัดรูปแสดงสัดส่วนที่งดงามแล้วยิ้มแห้งๆ
“ข้าคิดถึงเ้าจังปราณ!...”
“ฮ้า!!!...อะ...อะไรกัน?...เราเพิ่งจะเจอกันเมื่อวานเองมิใช่หรือ?”
“ก็นั่นแหละ!...เมื่อวานก็ส่วนเมื่อวานสิ...วันนี้ก็ส่วนวันนี้”
ภุชโคกอดปราณแน่นขึ้นหลับตาหยีด้วยความรู้สึกมันเขี้ยว กลิ่นกายบุรุษสุดปลื้มแตะจมูกจนแทบจะอยากจะกอดปราณแบบนี้ทั้งวันแต่พอเหลือบเห็นวรรณก็คลายกอด ประนมกรกล่าวทักทายทันที สีหน้าอายน้อยๆ
“ฮ่าๆๆ..ไม่เป็ไรหรอกภุชโค...เ้าไม่ได้เจอปราณมายาวนานจะกอดบุตรชายข้าแบบนี้ก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร...เมื่อวานข้าเล่าให้ปราณฟังแล้วนะว่าเ้ามาต่อว่าข้าร่วมเดือนเื่ที่ปราณไปแล้วไม่ลาเ้า”
ภุชโคใจหายวาบยืนบิดกายไปมาด้วยความเอียงอาย
“ท่าน...ท่านน้าเล่าหมดเลยหรือคะ?”
“ใช่สิ!...ข้าก็ต้องเล่าให้หมดแหละ ปราณจะได้รู้ว่าเขาไม่ควรลืมเ้า”
ปราณเห็นดวงหน้าภุชโคดูอายๆแต่ก็มีรอยยิ้มสวยงาม ทำเอาปราณยิ้มหวาน ขยับกายโอบเอวภุชโคจนเธอใ
“อุ๊ย!...”
“ข้าไม่ลืมเ้าหรอกภุชโค...ทำไม?...สะดุ้งขนาดนั้น...ข้าโอบเอวเ้าไม่ได้หรือ?ทีเมื่อวาน...”
ปราณกำลังจะพูดต่อภุชโคก็เอามือปิดปากปราณทันทีสีหน้าเอียงอาย
“บ้า...เ้าจะพูดอะไรตรงนี้...ข้าอายนะ!”
“ฮ่าๆๆๆอายก็ได้ด้วยแฮะ เมื่อวานก็ไม่เห็นมีอะไรนี่นา...เ้าถูกข้าอุ้มก็เพราะเราต่างอยู่บนนภาขืนข้าไม่อุ้มหรือโอบกระชับเ้าคงร่วงสู่พื้นแล้วกระมัง!”
วรรณที่ได้ยินบุตรชายพูดเช่นนั้นก็คลายความกังวลบรดาหนุ่มๆ ที่ได้ยินแว่วๆ ก็ใจชื้นขึ้นมาเป็ทิวแถวต่างคิดในเื่ลึกลับซับซ้อนเกินงามกันทั้งนั้น
ภุชโคคลายกังวลยิ้มหน้าบานแก้มแดงอมชมพูขยับมือของนางกุมมือปราณหลวมๆ บรรดาศิษย์สาวๆ ที่เห็นเช่นนั้นก็ทำท่าเอียงอายแทนนึกอิจฉาภุชโค ศิษย์ชายหญิงต่างตะลึงงันกับความสนิทสนมอันรวดเร็วของทั้งสองมองด้วยความประทับใจหามีใครนึกริษยาอาฆาตไม่!
วรรณจึงว่าวันนี้จะพาปราณไปร้านกาแฟสดภุชโคเบิกตาโตยิ้มกว้าง
“ข้าก็กำลังคิดจะพาปราณไปที่นั่นพอดีเลยค่ะ!...”
“งั้นก็ดีเลย!...งั้นเราก็ไปด้วยกัน”
ปราณเห็นทั้งสองพูดคุยถึงร้านกาแฟก็ยิ่งย่นคิ้ว
“ร้านนี้สำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ?”
วรรณและภุชโคต่างมองหน้ากันทั้งสองได้ข้อมูลเกี่ยวกับในรั้วในวังก็จากร้านกาแฟสดแห่งนี้
“เดี๋ยวไปถึงเ้าก็จะรู้เอง!”
แล้ววรรณจึงเดินนำทั้งสองไปที่รถม้าออกเดินทางไปตลาดกลางทันที
“ไม่ต้องลำบากเสียเวลาเดินทางด้วยรถม้าหรอกครับท่านแม่!”
ปราณเอ่ยแย้งการเดินวรรณชะงักมองหน้าบุตรชาย แม้จะรู้ว่าปราณสามารถเหาะได้แต่ก็ต้องเผาผลาญพลังฌานยุทธ์พอสมควร ยิ่งมีภุชโคไปด้วยแล้วภุชโคยังเหาะไม่ได้จะยิ่งเป็ภาระ
“เหาะไปงั้นหรือ?...จากสำนักของเราไปในเมืองมิใช่ระยะทางใกล้ๆนะ เ้ากับแม่เหาะไปก็พอไหวแต่ภุชโคล่ะ?”
ปราณยิ้มน้อยๆแล้วก็บังคับบริเวณสะบักของตนเอง ปรากฏปีกทองอร่ามขนาดกว้างข้างละหนึ่งเมตรครึ่งออกมาทำเอาวรรณตกตะลึง บรรดาศิษย์น้อยใหญ่ที่เห็นไกลๆ ก็อ้าปากค้างอุทานลั่นชี้มือชี้ไม้ให้เห็นกันชัดๆ
“นายน้อยมีปีก!...”
ปีกสีทองขยับกระพือเบาๆเกิดแรงลมอ่อนๆ ปะทะร่างวรรณและภุชโค วรรณตกตะลึงถอยกรูดหนึ่งก้าวหน้าตาตื่น
“เ้า...เ้ามีปีกด้วยหรือ?”
“ครับท่านแม่!...พญาเวนไตยประทานให้ข้า มันมีนามว่า ปีกทองครุฑบันดาลครับ!”
“ปีกทองครุฑบันดาล...ช่างเป็นามที่ไพเราะยิ่งนัก”
วรรณพ่นลมหายใจรู้สึกเอ็นดูและภูมิใจกับบุตรชายของตนยิ่งนักเมื่อได้ของวิเศษติดกายกลับมาเช่นนี้ นางเดาว่าปราณจะต้องเป็ที่รักของพญาเวนไตยอย่างแน่นอนลูบหัวบุตรชายเบาๆ แล้วโอบกอด
“แม่ภูมิใจในตัวเ้าจริงๆมิเสียแรงที่ฝากฝังท่านลุงให้ช่วยดูแล...ถ้าอย่างนั้นแสดงพลังของปีกทองครุฑบันดาลให้แม่ชมหน่อย...แค่เห็นก็ตื่นเต้นแล้ว”
ปราณพยักหน้าแล้วโอบเอวสตรีทั้งสองกระชับกายหันมองภุชโคที่หน้าแดงซ่าน ร่างกายของเธอแนบจะแนบสนิทกับปราณมือคล้องคออย่างคล่องแคล่ว วรรณเห็นอาการเช่นนั้นก็พยักหน้าเอ่ยแซว
“เ้าสองคนไปเหาะเหินเล่นกันมาแล้วสินะ...ดีๆๆฮ่าๆๆๆ....แม่มีความสุขที่สุด”
แล้ววรรณก็ทำตามภุชโคบ้างด้วยรูปร่างที่ยังแข็งแรงสัดส่วนงดงามในชุดรับรูปสีแดงเพลิงมิได้แตกต่างจากหญิงสาววัย๒๐ ต้นๆ เมื่อทั้งสองถูกปราณโอบเอวกระชับแน่นทำให้ดูเหมือนว่านายน้อยแห่งสำนักหมัดอินทรีกำลังโอบสตรีงดงามทั้งสองในวัยเดียวกันขึ้นทะยานกลางหาว
ปราณนำทั้งสองเหาะเหนือสำนักสูงราว๕๐ เมตร ค้างกลางอากาศให้ทั้งสองให้ชมทิวทัศน์เบื้องล่างและโดยรอบพักหนึ่งทั้งวรรณและปราณคล้องคอกระชับปราณด้วยความตื่นเต้นเมื่อปราณรู้สึกว่าทั้งสองเตรียมพร้อมเหินทะยานเขาก็ฉีกยิ้มกระชับเอวซ้ายขวาให้แน่นขึ้น
“จับข้าแน่ๆนะท่านแม่...ส่วนภุชโคเ้าก็รู้แล้วนี่ต้องจับข้าอย่างไร!”
ปราณบอกภุชโคเบาๆจนลมหายใจรดต้นคอนางพยักหน้าก้มหน้าเล็กน้อย ปราณจึงพุ่งทะยานแหวกอากาศหายวับหายจากสำนักในชั่วพริบตาทิ้งลำแสงทอง-ขาวไว้ทางด้านหลังจนสลายกับอากาศธาตุบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ต่างอุทานในความมหัศจรรย์ของนายน้อยปราณกันจนก้องลานโล่ง
**********