# บทที่ 15 — ตำรับใต้ตราผนึก
เมื่อกลับถึงหอโอสถ ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่
เสิ่นเยว่โหรวมิได้หยุดพักแม้เดินทางมาทั้งคืน นางพาเหวินหลัวเข้าสู่ห้องรักษาชั้นในทันที ขณะที่ป้าผู้าุโถือกล่องหยกสีแดงเข้มตามเข้ามา กล่องนั้นมีตราหกชั้นซ้อนกัน และกุญแจเงินรูปดอกบัวห้อยอยู่บนข้อมือนาง
“ผู้าุโหอโอสถอนุญาตให้ใช้ของในห้องเก็บยาชั้นในได้หนึ่งครั้ง” นางกล่าว “แต่ตำรับต้องมีชื่อ เหตุผล และผู้รับผิดชอบ หากใช้ผิด แม้เป็ข้าก็ต้องตอบต่อเ้าสำนัก”
เสิ่นเยว่โหรวรับกล่องมาโดยไม่เงยหน้า “ข้ารับผิดชอบเอง”
“เ้าแน่ใจว่าตำรับนี้ใช้ได้”
“ไม่แน่ใจ” นางตอบตรง ๆ “แต่เป็ทางเดียวที่ไม่ทำลายเส้นลมปราณเขา”
โม่เฉินยืนอยู่ข้างประตู เขาเห็นแสงบนเข็มยึดชะตาอ่อนลงกว่าเมื่อคืนมาก ทุกครั้งที่มันกะพริบ เส้นดำใต้ผิวเหวินหลัวก็ขยับราวกับกำลังทดลองหาทางหลุด
“เหลือเวลาเท่าไร” เขาถาม
“ไม่ถึงห้าชั่วยาม” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “และตำรับนี้ต้องใช้สาม่ หาก่แรกพลาด เราจะไม่มีเวลาเริ่มใหม่”
นางเปิดกล่องหยก ภายในมีขวดแก้วเล็กบรรจุน้ำค้างสีทองอ่อน ใบหญ้าสีแดงเหมือนเปลวไฟ และเมล็ดสีขาวหนึ่งเม็ดที่มีเส้นชีพจรเต้นอยู่ใต้ผิว
“น้ำค้างแก่นสุริยะ” นางกล่าวพลางหยิบขวดแรก “หญ้าเพลิงคืนชีพ และเมล็ดผนึกจิต ตำรับนี้ใช้แสงสุริยะเผาไอมาร ใช้หญ้าเพลิงพยุงเส้นลมปราณ แล้วใช้เมล็ดผนึกจิตปิดความทรงจำที่พิษพยายามฉีกออก”
“ถ้าปิดความทรงจำ เขาจะให้การได้อย่างไร” เจียงอวี้หลานถาม นางยืนอยู่หลังม่านผนึกพร้อมแผ่นหยกบันทึกคำให้การ แต่ไม่ก้าวเข้ามาใกล้คนเจ็บ
“เมล็ดไม่ได้ลบความทรงจำ” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “มันปิดแผลในจิต หากไม่ใช้ พิษจะกัดจนความทรงจำแตกออกเอง เหลือเพียงเื่ที่ทำให้เขากลัวที่สุด”
คำตอบทำให้ไม่มีใครถามต่อ พวกเขาไม่จำเป็ต้องเลือกระหว่างชีวิตกับความจริงอีกแล้ว หากปล่อยไว้ก็จะเสียทั้งสองอย่าง
เสิ่นเยว่โหรวเริ่มบดหญ้าเพลิงคืนชีพในครกหิน กลิ่นเผ็ดร้อนกระจายไปทั่วห้อง ก่อนผสมน้ำค้างแก่นสุริยะลงทีละหยด น้ำยาในครกเปลี่ยนจากสีแดงเป็สีทองเข้ม แล้วกลับกลายเป็สีใสเหมือนหยดน้ำธรรมดา
“ท่านป้า ช่วยประคองเส้นชีพจรหัวใจ” นางสั่ง “ลั่วชิงเสวี่ย ดูประตู อย่าให้ใครเข้าใกล้โดยไม่ได้รับอนุญาต เจียงอวี้หลาน หากข้าให้สัญญาณ ให้เปิดแผ่นหยกบันทึกเสียง ไม่ใช่เพื่อสอบ แต่เพื่อให้เหวินหลัวยึดเสียงคนเป็หลักเมื่อจิตเขาหลุด”
โม่เฉินมองนาง “แล้วข้าล่ะ”
เสิ่นเยว่โหรวหยุดมือชั่วครู่ “เ้าจับมือเขาไว้”
“แค่นั้น?”
“เ้าอยากทำมากกว่านั้นหรือ” นางถามกลับ “พิษในร่างเ้ายังไม่สะอาด หากส่งปราณผิดจังหวะ พิษสองชนิดจะตอบสนองกันทันที”
โม่เฉินส่ายหน้า เขาเข้าใจดีว่าหน้าที่ง่ายที่สุดอาจสำคัญที่สุดในเวลานี้ เขานั่งข้างเตียง จับมือที่เย็นจัดของเหวินหลัวไว้โดยไม่ส่งปราณแม้แต่น้อย
เมื่อยาหยดแรกเข้าสู่ปากคนเจ็บ เส้นดำทั้งแขนก็กระตุกแรง เหวินหลัวลืมตาขึ้นทันที แต่สายตาไร้จุดหมาย เขาไม่ได้มองคนในห้อง หากกำลังเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ตรงหน้า
“อย่าเอาน้องสาวข้าไป…” เขาพูดแ่ “ข้าทำแล้ว…ข้าทำตามทุกอย่างแล้ว…”
เสิ่นเยว่โหรวปักเข็มเงินเพิ่มสองเล่ม แล้วให้เจียงอวี้หลานเปิดแผ่นหยกบันทึกเสียง เสียงของนางดังสม่ำเสมอในห้อง
“เหวินหลัว เ้ากำลังอยู่หอโอสถ เ้าปลอดภัย น้องสาวเ้ายังมีชีวิต”
คำพูดซ้ำไปมาไม่ได้มีพลังวิเศษ แต่มันทำให้ลมหายใจที่ขาดเป็่ของเขาค่อย ๆ ตามจังหวะเสียงได้ โม่เฉินกำมือเขาแน่นขึ้นเมื่อเส้นดำพยายามลามผ่านข้อมือ
่ที่สองเริ่มขึ้น เสิ่นเยว่โหรวบดเมล็ดผนึกจิตลงในน้ำยาที่เหลือ กลิ่นหอมบาง ๆ แทนที่กลิ่นเผ็ดร้อน ราวกับฝนตกบนดินแห้ง แต่ในเวลาเดียวกัน เหงื่อเย็นก็ไหลเต็มหน้าผากนาง
“ตราเริ่มต้าน” นางกล่าว “มันพยายามฝังตัวในความทรงจำที่เขาถูกบังคับให้กลัวมากที่สุด”
“เราทำอะไรได้” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“อย่าถามเขาถึงรายละเอียด” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “ให้เขาจำว่าเขากลับมาแล้วก็พอ”
โม่เฉินก้มมองชายบนเตียง “เหวินหลัว ฟังข้า น้องสาวเ้าถูกพบแล้ว เราไม่ได้พาเ้าออกจากโรงเก็บสมุนไพรเพื่อให้เ้ากลับไปเป็หมากของพวกมัน”
เสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่เหวินหลัวขยับนิ้วตอบในมือเขา เส้นดำที่แขนจึงชะงักอยู่ครู่หนึ่ง เสิ่นเยว่โหรวใช้จังหวะนั้นปักเข็มเงินลงกลางฝ่ามือ แล้วเทน้ำยาหยดสุดท้ายลงบนปลายลิ้นของเขา
เสียงเหมือนใบไม้แห้งถูกเผาดังขึ้นจากอกเหวินหลัว กลิ่นกำยานเย็นซึ่งติดอยู่ในห้องมาตลอดหลายวันพลันจางหาย เส้นดำใต้ผิวค่อย ๆ แตกเป็ผงละเอียด ก่อนถูกขับออกทางปลายนิ้วเป็คราบสีดำบนผ้ารอง
เข็มทองดำบนอกเหวินหลัวดับแสงลงพร้อมกัน
เสิ่นเยว่โหรวรีบเอานิ้วแตะชีพจร นางนิ่งอยู่นานจนโม่เฉินเกือบถาม แต่ในที่สุดไหล่ของนางก็คลายลง
“ตราถูกถอนแล้ว” นางกล่าว “เส้นลมปราณเสียหายบ้าง แต่รักษาได้ เขาจะไม่ตายเพราะพิษนี้”
โม่เฉินปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ เขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตนกำมือเหวินหลัวแน่นเพียงใด จนอีกฝ่ายขยับนิ้วตอบเบา ๆ เป็สัญญาณว่าความรู้สึกกลับมาแล้วจริง ๆ
แต่เสิ่นเยว่โหรวไม่ยอมให้ใครดีใจเร็วเกินไป นางถอนเข็มเงินออกทีละเล่ม ตรวจดูคราบสีดำบนผ้ารอง แล้วหยิบกระจกหยกเล็กวางเหนือหน้าอกเหวินหลัว แสงจากกระจกไม่ส่องผ่านิั หากไหลตามแนวเส้นลมปราณที่เพิ่งถูกพิษกัด
“ส่วนที่เสียหายอยู่ตรงหัวใจและข้อมือซ้าย” นางอธิบาย “เขาจะไม่ใช้ปราณได้เต็มที่อีกหลายเดือน แต่ตราหลักหายไปแล้ว หากมีใครพยายามส่งคำสั่งผ่านกระจกหรือกำยานเย็น มันจะไม่ผูกกับชีพจรเขาเหมือนเดิม”
เจียงอวี้หลานจึงหยิบแผ่นหยกบันทึกคำให้การขึ้นมา “ข้าต้องบันทึกสภาพเขาก่อนการสอบ เพื่อไม่ให้ภายหลังมีใครบอกว่าฝ่ายกฎบังคับให้ปากคำในขณะที่เขาถูกพิษควบคุม”
นางกล่าวอย่างเป็ทางการต่อหน้าป้าของโม่เฉิน เสิ่นเยว่โหรว และลั่วชิงเสวี่ยว่า เหวินหลัวได้รับการรักษาแต่ยังาเ็ คำให้การหลังจากนี้จะหยุดทันทีเมื่อผู้รักษาเห็นว่าไม่ปลอดภัย ทุกคำพูดจะมีพยานและบันทึกเสียง
โม่เฉินชอบความรอบคอบนี้มากกว่าการได้คำตอบเร็ว ๆ คดีของกัวเหยียนเริ่มมีน้ำหนักเพราะหลักฐานไม่ใช่เพียงคำกล่าวหา และคดีต่อไปก็ต้องเดินแบบเดียวกัน มิฉะนั้นเครือข่ายที่ซ่อนอยู่จะใช้ช่องโหว่ของกฎย้อนทำลายพยานทั้งหมด
ป้าของเขายืนเงียบอยู่ข้างเตียง ก่อนกล่าวกับเหวินหลัวที่ยังลืมตาไม่เต็มที่ “เ้าถูกบังคับและยังต้องรับผิดชอบในส่วนที่ทำ แต่เมื่อเ้าพูดความจริง ไม่มีใครในวังบุปผามารจะส่งเ้ากลับไปให้คนที่ใช้ครอบครัวเ้าข่มขู่”
เหวินหลัวหลับตาลง น้ำตาไหลออกจากหางตาเพียงเส้นเดียว เขาไม่ได้ขอให้ใครยกโทษ เขาเพียงพยักหน้าช้า ๆ ราวกับคำพูดนั้นทำให้เขากล้ายอมรับว่าตนต้องมีชีวิตต่อเพื่อรับผลของสิ่งที่ทำ
ลั่วชิงเสวี่ยเดินไปวางแก้วน้ำอุ่นไว้ข้างเตียง “น้องสาวเ้าปลอดภัยแล้ว” นางพูด “หากนางจำอะไรได้ เราจะฟัง แต่จะไม่บังคับให้นางจำ”
เหวินหลัวมองนางแล้วหันมาทางโม่เฉิน “ข้า…ขอบคุณ”
โม่เฉินส่ายหน้า “ขอบคุณเสิ่นเยว่โหรว นางเป็คนดึงเ้ากลับมา”
“แล้วเ้าล่ะ” เหวินหลัวถามเบามาก
“ข้าแค่ไม่อยากให้คนที่คิดใช้เ้าเป็หมากชนะง่ายเกินไป”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาด้วยสายตาเหมือนรู้ว่าเขากำลังพูดลดความสำคัญของตนเองอีกแล้ว แต่ครั้งนี้นางไม่แย้ง นางเพียงเก็บเครื่องมือรักษาและส่งยาเม็ดหนึ่งให้เหวินหลัว “กินแล้วนอน หากอยากชดใช้ ก็รอดให้ได้ก่อน”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศที่ตึงมานานผ่อนลงเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะคดีจบ แต่เพราะอย่างน้อยคนหนึ่งที่ศัตรูตั้งใจทำให้เงียบ ถูกดึงกลับมามีสิทธิ์เลือกว่าจะพูดอะไรด้วยตัวเองอีกครั้ง
ระบบลอยขึ้นตรงหน้าเขา ดวงตาอีโมจิเป็รูปดาวแฉกประหลาด
“ภารกิจชะตาสำเร็จ”
“โฮสต์ช่วยผู้ถูกกำหนดให้ตาย รักษาความทรงจำสำคัญ และตัดเส้นทางการควบคุมของเครือข่ายพระจันทร์ม่วง”
“ได้รับแต้มชะตา 28 แต้ม”
ตัวเลขมุมหน้าต่างเปลี่ยนจาก 12 เป็ 40
โม่เฉินมองเลขนั้นเพียงชั่วครู่ ก่อนหันกลับมามองเสิ่นเยว่โหรว นางนั่งพิงโต๊ะอย่างหมดแรง มือยังเปื้อนคราบยาและพิษ
“พักก่อน” เขาบอก
“คนที่ชอบพูดเื่พักกับคนอื่นไม่ใช่เ้าแล้วหรือ” นางตอบ แม้เสียงอ่อนล้า แต่ยังมีแรงพอจะย้อนเขา
“ข้าเริ่มเรียนรู้แล้ว”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลุดยิ้มเล็กน้อย “งั้นเรียนต่อไป อย่ากลับไปเป็คนเดิมเร็วเกิน”
หลังเหวินหลัวหลับไปอีกหนึ่งชั่วยาม เจียงอวี้หลานจึงเริ่มคำให้การอย่างเป็ทางการ คราวนี้ไม่มีเข็มยึดชะตา ไม่มีตราพิษ และไม่มีเหตุผลให้รีบเร่งจนต้องบีบให้เขาพูดเกินกำลัง
“คนสวมผ้าคลุมขาวเคยแสดงหน้าให้เ้าเห็นหรือไม่” นางถาม
เหวินหลัวส่ายหน้า “ไม่เคย แต่ข้าเห็นข้อมือนาง มีรอยไหม้รูปครึ่งดอกบัวใต้ถุงมือขาว และนางใช้น้ำหอมกำยานเย็นกลบกลิ่นยา”
“นางให้คำสั่งจากที่ใด”
“บางครั้งผ่านกระจกในห้องเอกสาร บางครั้งนางมาที่โรงเก็บสมุนไพร” เขาพูดช้า ๆ “แต่ครั้งสุดท้าย นางบอกว่าต้องพา ‘กระบี่ผู้พิทักษ์’ กลับไปยังที่ของมันก่อนกลีบสุดท้ายบาน”
“กระบี่ผู้พิทักษ์คืออะไร” โม่เฉินถาม
เหวินหลัวหลับตานึก “ข้าไม่เคยเห็นกระบี่ แต่ได้ยินนางพูดกับคนในกระจกว่า ‘ของนั้นยังหลับอยู่ใต้ประตูหิน ลานกระบี่เป็เพียงทางลง’ แล้วนางก็พูดว่า ถ้าโม่เฉินกับลั่วชิงเสวี่ยไม่ยอมมอบเงื่อนไข พวกมันจะใช้พิธีเรียกกระบี่ให้ตื่นเอง”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศหนักลงอีกครั้ง ศัตรูไม่ได้้าเพียงปิ่นหรือหยกเพื่อเปิดประตู พวกมันมีแผนสำรองที่อาจปลุกสิ่งใต้ประตูด้วยวิธีรุนแรงกว่า
“พิธีเรียกใช้ที่ไหน” เจียงอวี้หลานถาม
เหวินหลัวขมวดคิ้ว “ข้าไม่รู้ชื่อ…ข้าได้ยินแค่ ‘หอหลอมกระบี่เก่า’ ใต้ลานกระบี่ และคืนที่กลีบสุดท้ายบาน คนของพวกมันจะเอาคัมภีร์ที่ขโมยไปวางที่แท่นกลาง”
ลั่วชิงเสวี่ยจับกล่องปิ่นที่เอวแน่นขึ้น “ถ้าหอหลอมกระบี่เก่าอยู่ใต้ประตูหิน เราต้องปิดมันก่อน”
“เราจะปิด” ป้าของโม่เฉินกล่าว “แต่ไม่ใช่คืนนี้โดยไม่มีแผน เราได้ตำแหน่ง พิธี และหลักฐานเพิ่มแล้ว การเดินเข้าไปเพียงเพราะกลัวไม่ใช่การหยุดพิธี”
โม่เฉินเห็นด้วย แม้ในใจเขารู้สึกว่าเวลาห้าวันยังคงบีบเข้ามา เขาเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า คนที่วางแผนเก่งไม่ใช่คนที่ไปถึงศัตรูก่อนเสมอไป แต่เป็คนที่เลือกได้ว่าจะไม่ให้ศัตรูกำหนดสนามทุกครั้ง
เมื่อการสอบสวนจบ เสิ่นเยว่โหรวเรียกเขาออกไปหน้าระเบียง แสงเช้าส่องผ่านกลีบดอกไม้ในสวนที่เริ่มฟื้นสีตามปกติ
“พิษของเ้าไม่ได้ถูกถอนเพราะข้ารักษาเหวินหลัว” นางกล่าวก่อนเขาจะเข้าใจผิด “แต่ข้าพบว่าน้ำค้างแก่นสุริยะสามารถกดมันได้นานกว่าเม็ดยับยั้งพิษ หากมีเพิ่ม ข้าอาจสร้างตำรับรักษาเ้าได้”
“ของนั้นเหลือไหม”
“เหลือน้อยเกินกว่าจะเสี่ยงใช้โดยไม่มีตำรับสมบูรณ์” นางตอบ “และอาจมีแหล่งเดียวที่สำนักเก็บไว้—หอหลอมกระบี่เก่า”
โม่เฉินมองไปทางลานกระบี่ที่ถูกต้นสนบังไว้ เขาไม่ชอบความบังเอิญนี้เลย สิ่งที่อาจช่วยชีวิตเขาอยู่ในที่เดียวกับสิ่งที่ศัตรูกำลังจะปลุก
หน้าต่างระบบลอยขึ้นตรงหน้า ปากอีโมจิยิ้มช้า ๆ
“เส้นทางชะตาใหม่เปิดแล้ว”
“เข้าสู่หอหลอมกระบี่เก่าก่อนพิธี หรือปล่อยให้ศัตรูเปิดประตูก่อน”
โม่เฉินยังไม่ตอบ เขารู้ว่าครั้งนี้คำตอบไม่ใช่การเลือกเดินเข้าไปหรือถอยหนี
แต่คือการหาวิธีเข้าไปโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าเขาเป็คนเปิดเกม