ระบบกาชาอาชีพสุดแกร่ง กับ ทายาทมหาเศรษฐีสุดป่วน

    บทที่ 12

    ‘ไม่คิดว่าพวกเธอจะร้ายกาจขนาดนี้...’ โอ๊ตมองไปทางสองสาวในห้องเรียน ในความคิดของเขาคิดอย่างนั้นจริง แต่จะโทษพวกเธอก็ไม่ได้ มันเป็นความประมาทของเขาเองที่ไม่รอบคอบ แต่ทันใดนั้นเองในขณะที่เขาจ้องมองพวกเธอ เฟิร์นก็หันมามองที่โอ๊ตเช่นกัน ทำให้ท่าทีของโอ๊ตนั้นเปลี่ยนไป เขาลุกลี้ลุกลนราวกับจะบอกว่า ‘เขาไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น..จริงจรี๊งงงนะ’“นี่ยัยเฟิร์น.. โกหกเขาอย่างนั้นจะดีเหรอ ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลย” มนต์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิดไม่น้อย ทั้งๆที่พวกเธอไม่ได้กุมความลับอะไรของโอ๊ตเอาไว้เลย พวกเธอแค่สวมรอย และให้เขาทำตามเท่านั้นเอง“แกอย่าคิดมากสิ! มันไม่ดีหรือไงที่ให้เขามาเที่ยวกับแกน่ะ อีกอย่างมันก็เป็นโอกาสที่ดีเลยไม่ใช่เหรอ แกจะได้บอกความในใจกับเขาสักทีไงล่ะ” เฟิร์นกล่าว จะให้พูดกันตามตรงเธอเองก็รำคาญลูกตาไม่น้อยเลยทีเดียวที่เพื่อนเธอเอาแต่แอบมองเขามาโดยตลอด ส่วนไอ้เจ้าผู้ชายโง่นั่นก็เอาแต่ซื่อบื้อไม่รู้สึกตัวสักที ทั้งๆที่ดาวมหาลัยอย่างมนต์ไปชอบ เห็นแล้วมันอดที่จะเข้าไปช่วย(เสือก)ไม่ได้“ฉันคิดว่าถ้าเขามารู้ทีหลัง เขาจะยิ่งเกลียดฉันหรือเปล่า..” มนต์กล่าวอย่างไม่มั่นใจ“แกนี่น้า.. มันจะไปยากอะไรล่ะ เราก็แค่ต้องรู้ความลับของนายนั้นให้ได้ก็เท่านั้น ทุกอย่างก็จะกลายเป็นความจริงแล้ว..” เฟิร์นกล่าวกับเพื่อนรักด้วยสีหน้าที่บ่งบอกได้ว่าความคิดของเธอนั้นฉลาดแค่ไหน“นั่นสินะ! แล้วเราจะไปรู้ความลับของเขาได้ยังไงกันล่ะ..” มนต์ที่ได้ยินอย่างนั้น เธอก็กล่าวถามกลับ“จะไปยากอะไรล่ะ แกก็รู้นี่ ตอนเย็นของทุกวันนายนั่นจะทำตัวไม่ค่อยว่างเสมอๆ ฉันคิดว่าความลับของนายนั่นจะต้องอยู่ในช่วงเวลาตอนเย็นนั้นอย่างแน่นอน..” เฟิร์นกล่าว มนต์ก็ปิ๊งความคิดตามที่เพื่อนบอก“แกจะบอกว่าให้เราสะกดรอยตามโอ๊ตอย่างนั้นเหรอ.. แต่ว่ามันจะไม่เหมือนพวกสตอร์คเกอร์ โรคจิตอะไรอย่างนั้นใช่ไหม” มนต์กล่าว และด้วยพื้นฐานความเป็นนางฟ้าของเธอ เธอก็กังวลใจไม่น้อย“เอาน่า แกก็เหลืออีกอาทิตย์เดียวแล้วนะ ก่อนที่พวกเราจะเรียนจบ และแยกย้ายกันไป ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้นายนั่นจะไปทำงานที่ไหน แกจะรู้เหรอ เขาอาจจะย้ายไปต่างจังหวัด และไม่ได้เจอกันอีกเลยก็ได้นะ” เฟิร์นเองก็ต้องงัดไม้ตายของตัวเองออกมา เพื่อให้เพื่อนของเธอไม่โลกสวยจนเกินไป“นั่นสินะ.. ฉันจะทำ” มนต์กล่าวเรียกความมั่นใจของตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองที่โอ๊ตอย่างจริงจัง แน่นอนว่าในดวงตาของทั้งสองจ้องมองกันอย่างไม่ได้นัดหมาย โอ๊ตทำได้เพียงแต่ยิ้มเพียงเท่านั้น และมันเป็นรอยยิ้มที่มนต์แทบจะไม่เคยเห็นเลยตลอดที่เรียนด้วยกันมา แน่นอนว่าเธอนั้นต้องหลบสายตาเธอด้วยความเขินอาย คลาสเรียนดำเนินต่อไปจนจบ และก็มีเรียนต่อที่คณะแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาเลือกที่เขาลงเรียนเอาไว้ วิชาการรักษา และการกู้ชีพเบื้องต้น แน่นอนว่าสำหรับโอ๊ตที่ต้องอยู่เพียงลำพัง ถ้ามันเกิดอะไรขึ้น เขาจะได้สังเกตอาการ และรักษาตัวเองเบื้องต้นได้ นอกจากนี้ถ้าเรียนวิชานี้แล้วเขายังสามารถทำงานเป็นหน่วยกู้ภัยได้อีกเสมือนเป็นอาชีพเสริมถ้าเขาไม่สามารถหางานได้ในทันที แต่ตอนนี้มันก็ไม่ได้สำคัญสำหรับโอ๊ตอีกต่อไป เพราะเขามีระบบกาชาสุ่มอาชีพสุดโกงอยู่ในมือแล้ว แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อลงเรียนไปแล้วก็ต้องไปเรียนล่ะจริงไหม ถ้าติด F ขึ้นมาเขาก็จบไม่ทันเพื่อนๆอย่างแน่นอน ว่าแล้วก็ได้เวลาที่เขาจะต้องไปเรียน โอ๊ตรีบชิ่งตัวออกมาจากห้องเรียนเดิม เพื่อไปเรียนต่อที่คณะแพทย์ทันที“นายนั่นกำลังจะออกห้องเรียนแล้ว พวกเรารีบตามนายนั่นไปกันเถอะ..” เฟิร์นที่ตาดีมองเห็นโอ๊ตรีบร้อนเหมือนกำลังจะหนีพวกเธอไป เธอก็รีบเอ่ย และเก็บข้าวเก็บของอย่างรีบร้อนทันที พวกเธอจะพลาดไม่ได้ ส่วนมนต์ก็ได้แต่พยักหน้ารับ และเก็บของตามเพื่อนของเธอไป เมื่อออกจากห้องเรียนมาได้แล้ว โอ๊ตก็รีบมุ่งตรงไปยังรถที่จอดอยู่คณะข้างๆในทันที เขาพยายามมองซ้ายมองขวาเพื่อความปลอดภัยอีกครั้ง ความลับของเขาจะต้องไม่แตกเพิ่มอีกเด็ดขาด“แกดูนายโอ๊ตนั่นสิ.. ทำท่าทางมีพิรุธอะไรบางอย่างด้วย” เฟิร์นกล่าวในขณะที่พวกเธอแอบอยู่ที่เสาหนึ่งของตึก มนต์เองก็จ้องตาไม่กะพริบเช่นกัน และพวกเธอก็แปลกใจ เพราะจู่ๆนายโอ๊ตนั่นก็เดินขึ้นรถเบนซ์คันหรูหรา และขับออกไปอย่างรวดเร็ว“เดี๋ยวนะ นายโอ๊ตนั่นเป็นลูกคนรวยเหรอเนี่ย.. ไม่เห็นจะเคยรู้เลย” เฟิร์นกล่าวถามเพื่อเรียกสติของตัวเองกับเพื่อนของเธอ แน่นอนว่ามนต์เองก็ตกใจไม่น้อยเช่นกัน“นั่นสิ! ฉันเคยเห็นโอ๊ตเขาขึ้นแต่รถเมย์ กับพี่วินมาตลอด นี่ก็ครั้งแรกเลยที่ฉันเห็นเขาขับรถยนต์.. อาจจะเป็นรถของคนอื่นหรือเปล่า” มนต์กล่าว และวิญญาณนักสืบของเฟิร์นก็เริ่มทำงานอย่างเต็มทีj“ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ว่าเขาไม่เห็นจะต้องเอามาจอดไกลขนาดนี้เลย.. ฉันคิดว่าเรื่องนี้เราจะต้องสืบกันอย่างละเอียดแล้วล่ะ” เฟิร์นกล่าวอย่างข้องใจไม่น้อย แม้ว่าวันนี้จะไม่ได้อะไร แต่วันพรุ่งนี้เธอจะไม่พลาดแน่นอน ..กลับมาทางด้านของโอ๊ต..“ครั้งหน้าเราควรไปจอดที่อื่นดีกว่า ทั้งๆที่คิดว่ามันคนละคณะแล้ว ยังจะมีคนเห็นอีก..” โอ๊ตขับไปคิดไป เขาต้องหาที่จอดรถใหม่เสียแล้วจนกว่าจะหาวิธีจัดการกับรถยนต์คันนี้ได้ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งปวดหัว เพราะรถคันนี้มันสร้างปัญหาให้กับเขาไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่นานโอ๊ตก็เดินทางมาถึงตึกของคณะแพทย์ซึ่งเป็นตึกที่เขาจะต้องเรียน แม้ว่าคณะแพทย์นี้จะอยู่นอกมหาวิทยาลัย แต่มันก็ไม่ได้ไกลเท่าไร เหตุผลที่คณะนี้จะต้องอยู่ข้างนอกเป็นเพราะว่าตัวคณะเองก็เปิดบริการทางการแพทย์ และคนภายนอกก็เข้ามาใช้บริการด้วยเช่นกัน ถ้าอยู่ในรั้วของมหาวิทยาลัย คงจะไม่สะดวกเอามากๆ เนื่องด้วยปัญหาจำนวนคน และที่จอดรถ แม้ว่าที่จอดรถจะมีอยู่อย่างจำกัด แต่ก็มีโซนหนึ่งที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย โอ๊ตยอมเสียเงินเพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลาหาที่จอดรถ และเขาก็เสียไป 20 บาทอย่างเซ็งๆ เขาคิดว่าพวกคนเหล่านี้หากินกันง่ายจริงๆ แต่จะให้ว่าได้อย่างไร เพราะมันเป็นที่จอดรถส่วนบุคคล พวกเขามีสิทธิ์เรียกเก็บเงินตามกฎหมาย มันถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับคนที่มีที่ดินใกล้ๆกับโรงพยาบาลชื่อดังอย่างนี้“กว่าจะหาที่จอดได้ ก็เล่นขับมาไกลขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย..” แม้ว่าจะไกลแต่เขาก็จะเสียเวลาไม่ได้แล้ว เพราะมีเวลาอีกแค่ 15 นาทีก่อนที่คลาสเรียนจะเริ่มต้นขึ้น แน่นอนว่าเขาจะต้องเริ่มวิ่งแล้ว เผื่อจะมีเหตุอะไรฉุกเฉินจะได้เข้าเรียนได้ทัน แต่ในขณะที่เขากำลังมุ่งหน้าไปเรียนอยู่นั้นเอง“คุณท่าน!.. คุณท่านขอรับ!..” เสียงของชายวัยกลางคนร้องออกมาอย่างตกใจ ที่จู่ๆเจ้านายของเขาก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้น โอ๊ตที่ได้ยินเสียงนั้น มันเรียกความสนใจจากเขาไม่น้อย เขาหันไปในจังหวะเดียวกับที่ดวงตาของเขาใช้ทักษะอาชีพแพทย์เทวะอย่างไม่ได้ตั้งใจ ‘พลังภายในอย่างนั้นเหรอ.. ถ้าปล่อยเอาไว้ ชายคนนั้นต้องตายแน่นอน’ โอ๊ตกล่าวพร้อมกับกัดฟันแน่น เขามองซ้ายมองขวา ไม่มีใครที่ดูจะช่วยเหลือชายคนนั้นได้เลย เขาจะต้องเลือกระหว่างไปเรียนให้ทัน กับช่วยเหลือชีวิตของคนอื่นที่ไม่รู้จัก แต่แล้วเขาก็ต้องกัดฟัน เพราะความดีในตัวมันทำพิษ“คุณ.. ช่วยจัดพยุงเขาไว้อย่างนั้นแหละ..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับรีบวางกระเป๋าของเขาเอาไว้ข้างทาง และเข้าไปจับชีพจรของชายชราทันที“คุณเป็นหมออย่างนั้นเหรอ...” ชายวัยกลางคนเอ่ยถามกับโอ๊ตอย่างไม่ไว้ใจ เพราะดูจากการแต่งตัวแล้ว ดูเหมือนจะเป็นแค่นักศึกษาเพียงเท่านั้น“เงียบก่อน!... หือ อวัยวะภายในปั่นป่วน..” โอ๊ตหันมากล่าวกับชายวัยกลางคน ก่อนที่เขาจะวินิจฉัยโรคที่ชายชราคนนี้เป็น แน่นอนว่าทุกอย่างที่โอ๊ตได้ทำไปนั้น มันเหมือนกับว่าเขาทำมันไปโดยที่ไม่รู้ตัว ประหนึ่งว่าเขารู้ว่าต้องทำอะไรอย่างไร ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวไปเองอย่างเชี่ยวชาญ อ๊ากกก! โอ๊ตที่ใช้มือสัมผัสกับหลังของชายชรา นิ้วมือของเขาปรากฎเป็นแสงพลัง ‘ลมปราณ’ แน่นอนว่าโอ๊ตนั้นไม่รู้จักว่ามันคือพลังอะไรกัน เขารู้เพียงอย่างเดียวว่าถ้าทำอย่างนี้ชายคนนี้แล้วเขาจะรอด“ไม่ต้องตกใจไป นั่นเป็นเลือดเสียของเขา.. ถ้าคุณสังเกต สีหน้าของคุณปู่เขาเริ่มดีขึ้นแล้ว..เอาล่ะ นายช่วยพยุงตัวของเขาไปพิงกับต้นไม้ตรงนั้นเอาไว้ก่อน..” โอ๊ตกล่าว ชายวัยกลางคนเองก็พยักหน้าหลังจากที่เขาเห็นสีหน้าของคุณท่านเริ่มดีขึ้น แม้ว่าตอนแรกเขาจะบ่น และลงมือตอนที่เห็นเลือดของคุณท่านแล้ว“เกิดอะไรขึ้น.. นายเป็นหมออย่างนั้นเหรอ” จู่ๆผู้หญิงคนหนึ่งที่วิ่งมาจากถนนตรงกันข้ามก็เอ่ยถามกับโอ๊ต และโอ๊ตเองก็ไม่รู้จะตอบยังไง เขาได้เพียงแต่นิ่งเงียบ และพยายามเบี่ยงประเด็นออกไป“อวัยวะภายในของเขาปั่นป่วน คุณช่วยดูแลเขาต่อทีนะ ผมกำลังรีบ..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับรีบชิ่งออกไปในทันที อยู่ตรงนี้นานก็ไม่ได้ ถ้าถูกจับได้ขึ้นมา มันคงไม่จบง่ายๆแน่ ดังนั้นการหนีเป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว“เดี๋ยวก่อน!..”