เมื่อข้าเดินทางมาถึงก็ได้พบเข้ากับผู้เข้าร่วมการทดสอบฝ่ายชายมายืนรออยู่ตรงนี้กันนานแล้ว ผู้เข้าร่วมการทดสอบฝ่ายชายที่อยู่ตรงหน้าข้านั้น มีราวๆเกือบยี่สิบคนได้ หนึ่งในนั้นที่ยืนอยู่ก็มีพี่สี่ด้วยเช่นกันเมิ่งฉิงหันซ้ายแลขวาไปมาก็พบเข้ากับสายตาของหลี่หลินที่กำลังจ้องเขม็งมาทางเขาอย่างไม่ละสายตา เมื่อตนพบเจอน้องสาวแล้ว ขาเล็กๆทั้งสองข้างก็พลันวิ่งแจ้นเข้าหานางโดยทันที กล่าวได้ว่าเมื่อพบเจอนางก็ช่วยทำให้เขาอุ่นใจขึ้นมาในระดับหนึ่ง แถมเมื่อคืนเจ้าพวกนั้นก็พูดคุยโอ้อวดกันไปมาเสียงดังเจื้อยแจ้วกันทั้งคืน ดังเสียจนเขาแทบไม่ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว
ไม่นานนักหญิงสาวทั้งห้าก็เดินเข้ามายังจุดนัดหมายกันอย่างพร้อมเพรียง ใบหน้าของพวกนางล้วนแล้วแต่สะอาดสะอ้านไร้ซึ่งรอยตำหนิแลเครื่องประทินโฉมใดๆบนใบหน้า อายุอานามของพวกนางคงเลยวัยปักปิ่นมาแล้วสายตาของหนึ่งในห้าหันมาทางข้า สีหน้าของนางแลดูตื่นเต้นเสียจนเกินงามนัก มือทั้งสองของนางต่างไม่อยู่นิ่ง ข้างหนึ่งตบเข้าที่ไหล่ของสตรีด้านข้างด้วยความรุนแรง อีกข้างหนึ่งชี้นิ้วมาทางที่ข้ายืนอยู่ สายตาของนางเป็นประกายเสียจนน่าขนลุกขนพองเมื่อหญิงสาวทั้งสี่ที่เหลืออยู่อดกลั้นความหงุดหงิดใจไว้ไม่ได้จึงพากันตัดสินใจมองตามนิ้วเรียวของหญิงสาวผู้น่าขนลุกที่ชี้มายังข้าด้วยความพร้อมเพรียง พวกนางได้พบเข้ากับเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มสมวัยเด็กเล็กยืนอยู่ด้านหน้า ไม่นานสตรีทั้งห้าก็พากันมุ่งหน้ามาที่ข้าทันที คล้ายกับว่าพวกนางเห็นเมิ่งฉิงเป็นเพียงธาตุอากาศ พวกนางต่างผลักเมิ่งฉิงให้กลับเข้าไปอยู่ในกลุ่มของชายฉกรรจ์โดยมิได้แยแส อีกทั้งยังไม่ลืมที่จะส่งสายตาอาฆาตให้เขาอีกเป็นการตบท้ายเมิ่งฉิงถลึงตากลมโตของเขาใส่พวกนางด้วยความโมโหที่ถูกสตรีแปลกหน้าที่ทั้งนิสัยเสียและอายุมากกว่ากีดกันเขาออกจากน้องสาวของตน‘นี่พี่สาว...ท่านจะล่อลวงน้องของข้าไปไม่ได้นะ!’เมิ่งฉิงโอดครวญอยู่ในใจเพียงลำพัง ข้ายืนอ้ำอึ้งไปมาอยู่นานสองนาน จนกระทั่งพวกนางหันกลับมายังข้าพร้อมกับส่งรอยยิ้มอันหวานหยดย้อยมาให้ สมองของพวกนางได้กระทบกระเทือนเข้ากับฝาผนังของเรือนพักกันหรือไม่? นางเป็นสตรีกันจริงๆรึเปล่า? และที่สำคัญ...นางควรพิศวาสพี่สี่ที่เป็นเด็กหนุ่มหน้าตาคมคายมิใช่หรือ เหตุใดจึงมายืนส่งยิ้มเช่นนี้ให้ข้าเล่า!? ข้ามิได้มีรสนิยมชมชอบไม้ป่าเดียวกันเสียหน่อย!ข้ายกมือน้อยๆของตนขึ้นมากุมขมับ ใจจริงอยากจะเอาขาเล็กๆของข้าขึ้นมาก่ายบนหัวตัวเองเสียด้วยซ้ำ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันนี่?“น้องสาว เจ้ามีชื่อเสียงเรียงนามว่าอันใดหรือ?”ในขณะที่ข้ากำลังหัวหมุนอยู่นั้น ก็ได้มีเสียงอ่อนหวานเอ่ยแทรกเข้ามาท่ามกลางสมรภูมิความคิดในจิตใจของข้า“เหตุใดพวกท่านจึงไม่บอกกล่าวชื่อแซ่ของพวกท่านก่อนจะเอ่ยปากถามข้าเล่า?”ข้าพองแก้มออกมาเล็กน้อยด้วยความรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์กับพวกนางนัก พวกนางควรจะแนะนำตัวเองก่อนแล้วค่อยถามชื่อแซ่ของข้ามิใช่หรือ? การกระทำเช่นนี้ของพวกนางช่างเสียมารยาทยิ่งนัก
หญิงสาวที่เอ่ยถามหน้าถอดสีเล็กน้อย แต่ทว่าเมื่อตระหนักให้ดีฝ่ายที่เสียมารยาทก็คงเป็นตัวนางเอง ก่อนจะถามชื่อผู้ใดนางก็ควรที่จะแนะนำตัวเองเสียก่อน เมื่อคิดได้ดังนั้นนางจึงส่งยิ้มอันเจิดจรัสก่อนจะเอ่ยปากแนะนำตัวเอง“พวกเราทั้งห้าเป็นพี่น้องแซ่เฉิน พวกเราไม่มีชื่อจึงได้ใช้ตัวเลขในการเรียกชื่อพี่น้องตามลำดับอาวุโสแทน ข้า...เฉินอู่ อายุย่างเข้าสิบห้า”นางพูดพลางเริ่มผายมือของนางออกไปทางพี่ๆที่ยืนอยู่ด้านข้างของตนเพื่อเป็นการส่งสัญญาณในการบอกให้แนะนำตัว“ข้าเฉินอี เป็นพี่ใหญ่ของพวกนาง อายุข้าปีนี้ก็ย่างเข้าสิปแปดแล้ว”“ข้าเฉินเอ้อ ข้าเป็นพี่รองอายุสิบหกจ้ะ”“ข้าเฉินซาน ส่วนที่ยืนอยู่ข้างข้าคือเฉินซื่อ พวกเราเป็นพี่น้องฝาแฝดกันปีนี้ก็อายุสิบห้า”เฉินซื่อพยักหน้าหงึกหงักเสียจนมวยผมเล็กๆของนางสั่นไปมา ดูแล้วช่างน่าขันยิ่งนัก“ข้าแซ่จาง นามหลี่หลิน อายุแปดปีและเด็กชายที่พวกท่านได้ผลักออกไปคือพี่ชายของข้าเอง”“...”อยู่ๆข้าก็รู้สึกว่าบริเวณที่พวกเราหกคนยืนอยู่ต่างเงียบสงัดไปเสียพักใหญ่
พวกเราทั้งหกต่างพูดคุยสารทุกข์สุกดิบแบบทั่วไป น่าแปลกที่พวกเราต่างเข้ากันได้ดีพอสมควร แต่ที่น่าแปลกใจมากกว่านั้นคือในการสนทนากันทุกครั้ง เฉินซานมักจะคอยพูดแทนเฉินซื่ออยู่ตลอดเวลา ส่วนเฉินซื่อเองก็มิได้มีท่าทีรำคาญใจแต่อย่างใด แต่กลับทำราวกับว่าสิ่งที่เฉินซานทำมันเป็นเรื่องที่ปกติส่วนพี่น้องคนอื่นๆของนางเองก็มีท่าทีที่คุ้นชินกับพวกนางทั้งสองคน ข้าจึงอดสงสัยทั้งคู่ไม่ได้“ข้ามีอะไรจะถามพวกเจ้า”“อะไรหรือ?”พี่น้องแซ่เฉินถามข้ากลับมาด้วยความพร้อมเพรียง“เหตุใดเฉินซานจึงมิให้เฉินซื่อเป็นคนพูดเองเล่า? ทำไมเจ้าจะต้องคอยพูดแทนนางทุกเรื่องด้วย?”“เอ่อ...”เฉินซานมีสีหน้าที่ลำบากใจเล็กน้อยเมื่อได้สดับรับฟังคำถามของข้า
หลังจากที่เฉินซานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงตัดสินใจที่จะบอกความจริงออกไป“เฉินซื่อ...นางเป็นใบ้” นางตอบหลี่หลินออกไปเมื่อไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบรับจากฝ่ายตรงข้าม จึงส่งผลให้นางยิ่งร้อนรนใจ เพราะตลอดระยะเวลาที่อยู่หมู่บ้านผู้คนที่รู้ว่าเฉินซื่อเป็นใบ้ก็มักจะตีตัวออกห่างหรือไม่ก็คอยรังแกนางอยู่ร่ำไป เฉินซานเองก็ไม่อยากเห็นภาพเหล่านั้นวนซ้ำเข้ามาอีก เพราะพวกนางพี่น้องทั้งห้าต่างก็เจอเรื่องที่เลวร้ายในหมู่บ้านมามากนัก แต่เฉินซื่อเพียงแค่เจอหนักกว่าพวกนางเท่านั้น“แต่นางยังสามารถได้ยินเสียงอยู่นะ!”เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยมิได้ตอบรับอะไรใดๆ นางจึงรีบเสริมต่อโดยเร็ว“ฝาแฝดนี่...มีกระแสจิตพูดคุยกันด้วยหรือไม่?”เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามพร้อมกับประกายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทางฝั่งผู้ชายหาได้สนการแนะนำตัวไม่ พวกเขาสนแต่เพียงการโอ้อวดและพนันกันว่าผู้ใดจะได้เป็นศิษย์ น่าแปลกพวกท่านพี่ของข้าเองก็ล้วนแล้วแต่เป็นชายฉกรรจ์ทั้งสิ้น แต่เหตุใดรัศมีความน่าเกรงขามของพวกเขาจึงเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของพวกท่านพี่เลยแม้แต่น้อย…แถมยังมิอาจละทิ้งกิเลสเพื่อมุ่งมั่นในการเข้าฝากตัวเป็นศิษย์อีกด้วยเมิ่งฉิงทอดถอนหายใจพลางหันกลับไปมองทางด้านน้องสาวของตน สายตาของเขากลับเห็นพวกนางยืนคุยกันด้วยความสนิทสนม ถึงแม้ว่าอายุของพวกนางจะห่างกันอยู่พอสมควร แต่กลับเข้ากันได้ดีเสียจนในใจของเขารู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อย‘เหล่าอิสตรีช่างน่าอิจฉานัก’เขาบ่นในใจพร้อมกับถอนหายใจออกมาอีกเฮือกใหญ่
เสียงระฆังทองสลักลายพยัคฆ์ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เสียงของมันช่วยเรียกความสนใจจากผู้เข้าร่วมการทดสอบได้อย่างดี ลูกศิษย์ในสำนักต่างพากันยกกระบี่และกล่องไม้มาสองกล่องใหญ่ก่อนจะนำมันมาวางไว้ที่ด้านหน้าของพวกเขา กล่องไม้ทั้งสองเมื่อถูกเปิดออกก็เกิดลำแสงเล็กๆขึ้นมา กล่องหนึ่งมีกระพรวน อีกกล่องหนึ่งมีห่อผ้าขนาดกลางบรรจุเอาไว้มากมายลูกศิษย์ที่รับผิดชอบในการเป็นผู้นำของการทดสอบก็ได้เดินออกมาพร้อมกับกระจกทองแดงใบใหญ่“การทดสอบครั้งนี้กล่าวได้ว่าอันตรายยิ่งนัก หากผู้ใดพลาดพลั้งไม่ระวังชีวิตของคนผู้นั้นก็ยากที่จักหวนคืน...”เสียงของเขาช่างน่าเกรงขามไม่เปลี่ยนเลย แถมยังรู้สึกได้ถึงความกดดันที่แผ่มาจากวาจาของเขาด้วยเช่นกัน พวกเราทุกคนต่างลอบกลืนน้ำลายกันอย่างยากลำบาก“ข้าจึงจะขอถามพวกเจ้าอีกครั้งว่า มีผู้ใดต้องการถอนตัวออกจากการทดสอบครั้งนี้รึไม่?”“...”ไร้ซึ่งเสียงตอบรับของผู้เข้าร่วมการทดสอบ“ขอย้ำอีกครั้งว่าการทดสอบนี้ใช้ระยะเวลาถึงสามวันสองคืน หากพวกเจ้าไม่สามารถอยู่รอดได้จนถึงรุ่งสางของวันที่สาม ข้าก็จะขอถือสิทธิ์ไม่รับผิดชอบใดๆต่อชีวิตน้อยๆของพวกเจ้า เพราะสำนักของเราไม่รับผู้อ่อนแอ!”เสียงตวาดอันเกรี้ยวกราดดังกึกก้องไปมา ส่งผลให้ชายฉกรรจ์หลายต่อหลายคนเริ่มเดินออกมาจากกลุ่ม ส่วนสตรีที่หลับไม่ยอมตื่นก็ถูกขับออกจากการทดสอบทันที เมื่อนับรวมผู้ที่เหลืออยู่ทั้งชายและหญิง ต่างมีไม่ถึงสิบห้าคน หญิงหกคน ชายเก้าคน
เมื่อมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดจะถอนตัวแล้ว ลูกศิษย์ของสำนักจึงเริ่มร่ายคาถาใส่กระจกทองแดงบานใหญ่ทันที เมื่อร่ายจบภาพในกระจกจึงแปรเปลี่ยนจากเงาสะท้อนของผู้คนเป็นป่าแห่งหนึ่งทันที ข้าวของในกล่องไม้มากมายก็เริ่มถูกหยิบออกมาวางไว้บนโต๊ะตัวใหญ่ กระบี่มากมายถูกจัดให้วางเรียงรายกันอยู่บนราวจัดเก็บกระบี่“ก่อนที่พวกเจ้าจะเข้าป่ามายาแห่งนี้ไป ขอให้พวกเจ้าเตรียมรับของที่สำนักเตรียมเอาไว้ให้ด้วย”เขาพูดพลางชี้นิ้วไปยังโต๊ะตัวใหญ่
ทุกคนไม่รอช้าจึงรีบหยิบของตรงนั้นกันไปคนละอย่างทันที อาวุธที่ได้เป็นเพียงกระบี่ระดับต่ำ กระพรวนทองแดง และห่อผ้าที่ใส่อาหารกับสิ่งของเล็กๆน้อยๆเท่านั้น“กระพรวนที่ทุกคนได้ไปเมื่อพวกเจ้าเจอกับอันตรายที่ยากจะรับมือก็ให้สั่นกระพรวนเหล่านี้ มันจะช่วยส่งเจ้ากลับมายังที่นี่ หากต่อสู้ไม่ไหวจงอย่าฝืน ภายในมิได้มีเพียงปีศาจระดับหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีภาพมายาที่ทำให้พวกเจ้าละกิเลส โลภ โกรธ หลงไม่ได้อยู่ด้วยเช่นกัน รักษาชีวิตของพวกเจ้าเอาไว้ให้ดี...”กระจกทองแดงตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็เริ่มพากันทยอยเดินเข้าไป ทางสำนักมิได้กำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้ว่าต้องไปเดี่ยวหรือกลุ่ม จึงทำให้ข้าและพี่น้องแซ่เฉินเดินเข้าไปพร้อมกัน ทีแรกข้าก็อุ่นใจเมื่อคิดว่าหากเข้าไปแล้วก็คงจะได้อยู่รวมตัวกัน แต่ผิดคาด เมื่อเดินเข้ามาพวกเราต่างก็ถูกจับแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทางทันที สำนักหยางอินช่างร้ายกาจนัก ข้าเริ่มออกเดินร่อนเร่ไปมา ด้วยความที่ข้าไม่เคยเดินป่าจึงทำให้ข้าหลงทางอย่างง่ายดาย ข้าเดินวนเวียนไปมาที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายจึงตัดสินใจที่จะนั่งอยู่ที่เดิมจนกว่าจะค่ำ มิรู้ว่าป่านนี้ผู้อื่นจะบู๊กันไปมากน้อยเพียงใด แต่สำนักก็ไม่ได้บอกว่าห้ามอยู่ที่เดิมเฉยๆจนครบกำหนดเสียหน่อย “อาจจะเจ้าเล่ห์ไปบ้างแต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียหน่อย”ข้าส่งเสียงอันภาคภูมิออกมาอีกครั้งก่อนจะนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นหญ้าด้วยความสบายใจ เหล่าลูกศิษย์และอาจารย์ทั้งหลายต่างมองสถานการณ์ของแต่ละคนผ่านลูกแก้วใบใหญ่ เมื่อพวกเขาเห็นการกระทำของสาวน้อยแซ่จางก็อดที่จะเกิดความเอือมระอามิได้“คนเช่นนี้จะเข้ามาเป็นศิษย์ของสำนักเราจริงๆหรือ”ศิษย์พี่ใหญ่ผู้รับผิดชอบการทดสอบครั้งนี้บ่นออกมา พร้อมกับอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมากุมขมับของตน“นางก็ฉลาดหลักแหลมอยู่มิใช่หรือที่สามารถหาช่องโหว่ของกฎการทดสอบครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว?”เสียงแหบแห้งดังขึ้นมา เขากล่าวชมเด็กสาวตัวน้อยทันที นึกไม่ถึงว่านางจักเจ้าเล่ห์เฉกเช่นเดียวกับพี่ชายของนาง พี่น้องช่างเหมือนกันเสียจริง...หึๆ“อ...อาจารย์ลุง!”ศิษย์พี่ใหญ่ที่เคยนั่งกุมหัวอยู่ หางตาเจ้ากรรมก็พลันเหลือบเห็นการมาเยือนของอาจารย์ลุง ด้วยความตกใจจึงลุกขึ้นมาคารวะด้วยความรวดเร็ว“ท่านมาดูการทดสอบหรือขอรับ?”“อืม นึกไม่ถึงว่านางจะมาตามคำเชิญชวนของข้าจริงๆ”ผู้ที่ถูกเรียกขานว่าอาจารย์ลุงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงน่ายินดี เขาเริ่มกวาดสายตามองลูกแก้วลูกอื่นๆไปมาด้วยความใคร่รู้ คนอื่นๆต่างกำลังออกตามล่าปีศาจกันเสียจนวุ่นวายไปหมด ตัดภาพกลับมาที่เด็กสาวแซ่จาง นางช่างทำให้ข้าหวนถึงความหลังเสียจริง ในปีนั้นพี่สามของนางก็กระทำเช่นนางนี่แหละ นั่งอยู่เฉยๆ รอจนถึงวันที่เสร็จสิ้นการทดสอบแล้วจึงค่อยออกมาจากป่าโดยไร้รอยขีดข่วนแต่ถ้าหากยังปล่อยให้นางนอนเล่นอยู่เช่นนี้มันก็คงจะง่ายดายเกินไปนัก เขาดีดนิ้วขึ้นมาหนหนึ่ง ก็ได้ให้กำเนิดสัตว์อสูรระดับสองออกมา ก่อนที่จะส่งมันไปยังจุดที่หลี่หลินอยู่ “ถ้าไร้ซึ่งการทดสอบเจ้าจะแข็งแกร่งได้เยี่ยงไร...สาวน้อย”มุมปากของเขายกยิ้มเย็นขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะหายตัวไปจากตรงนั้นทันที... ลำแสงของดวงอาทิตย์กำลังจะถูกท้องฟ้ายามรัตติกาลกลืนกินเสียจนหมดสิ้น เมิ่งฉิงเดินตามหาแม่น้ำในป่าก็ได้พบเข้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์โดยบังเอิญ ในกลุ่มนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นสี่คน เมิ่งฉิงจึงตัดสินใจเข้าไปสมทบกับพวกเขาทันที“เจ้าเด็กนี่หาพวกเราเจอ”“ยินดีต้อนรับเข้าสู่กลุ่มของพวกข้า ฮ่าๆๆ”ชายวัยยี่สิบสองคนเอ่ยทักเขาด้วยน้ำเสียงน่ายินดี “รวมเจ้าเด็กคนนี้กลุ่มของพวกเราก็เป็นห้าคนแล้ว! เกาะกลุ่มกันเอาไว้ โอกาสรอดของพวกเราก็ยิ่งสูง”ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางกล่าวขึ้นมา“อย่าตายก็แล้วกัน”ชายหนุ่มรูปร่างสูงผู้ครอบครองใบหน้าคมคายกล่าว เมื่อจบคำพูดของเขาทุกคนก็เงียบปากลงโดยพลัน ชายวัยยี่สิบที่เอ่ยทักเมิ่งฉิงเป็นคนแรกเอี้ยวตัวมาทางเขาพร้อมกับกระซิบกระซาบบางอย่างออกมา“เจ้าอย่าไปถือสาเจ้านั่นเลย ถึงแม้จะหน้าตาย เย็นชา หล่อเกินไป ตัวสูง และในปากยังเลี้ยงสุนัขเอาไว้อีกหลายพันตัว แต่เขาก็ชอบช่วยเหลือพวกข้าตลอดนะ”“อ่อ...”เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าท่านต่างหากที่เลี้ยงสุนัขเอาไว้ในปาก?“อะแฮ่ม! ก่อนอื่นข้าขอแนะนำตัว ข้าลู่จิน พอมีวรยุทธ์ติดตัวมาบ้างและได้ฝึกฝนตบะมาแค่เล็กน้อยเท่านั้น ตอนนี้อยู่ระดับไค่ฉื่อ[1]ขั้นที่สาม”ลู่จินพูดพลางยืดอกและทำท่าให้ดูงามสง่ามากที่สุด ใบเผยรอยยิ้มที่เยาะเย้ยออกมาอย่างผู้เหนือกว่า“ไค่ฉื่อขั้นสาม…นั่นมันก็แค่ระดับเริ่มต้นมิใช่รึ? ระดับเริ่มต้นมิสามารถฝึกพลังอาคมได้ทำได้มากที่สุดก็แค่ดูดซับพลังปราณธาตุและฝึกท่วงท่ากระบี่ได้เพียงสองท่า”ชายหนุ่มใบหน้านิ่งเรียบพูดหักล้างเขาในทันใด เป็นแค่ไค่ฉื่อขั้นที่สามริอาจทำตัวอวดโอ้ถึงเพียงนี้ หากปล่อยให้เขาไปตบกับสัตว์อสูรระดับสองเพียงลำพัง เกรงว่าเจ้าขี้อวดลู่จินจะถูกสัตว์อสูรตบกลับมาแทน บรรยากาศมาคุกำลังก่อตัวขึ้นมาทีละเล็กละน้อย เมื่อเห็นท่าไม่ดี เมิ่งฉิงจึงตัดสินใจเป็นผู้ทลายความเงียบงัน“ข้าแซ่จาง จางเมิ่งฉิง ปีนี้ข้าอายุย่างสิบเอ็ดปียังมิเคยฝึกตบะใดๆ เพียงแต่ถูกท่านพ่อและพี่ใหญ่สั่งสอนเพลงกระบี่มาค่อนข้างเยอะพอสมควร”คนทั้งสามหันมาจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย เด็กตัวแค่นี้แต่กลับได้ร่ำเรียนกระบวนท่าของเพลงกระบี่งั้นรึ!? ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
ลู่จินแอบริษยาเล็กน้อยแต่ก็ได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นลงไป“พวกเจ้าก็รีบแนะนำตัวเสียสิ!”เขาดันศอกไปทางชายที่อายุเท่ากันทันที“อ่อ! ข้าไม่มีแซ่ เรียกข้าว่าพี่หลางก็ได้”ชายผู้มีอารมณ์แจ่มใสตลอดเวลากล่าวขึ้น“ข้าอายุเท่ากับลู่จิน จะเรียกข้าว่าพี่หรืออาก็ได้นะ”“ส่วนข้าฮุ่ยหวง ปีนี้สิบแปด”“จ้าวหลิว อายุมากกว่าเมิ่งฉิงห้าปี”จ้าวหลิวพูดจบพลางปล่อยรังสีความเยือกเย็นออกมา
เขามาถึงริมแม่น้ำก่อนผู้ใด แต่ทว่าไม่นานนักเจ้าพวกนี้ก็โผล่พรวดวิ่งหัวซุกหัวซุนออกมาจากพุ่มไม้ สุดท้ายก็จับพลัดจับผลูมารวมตัวเป็นกลุ่มเดียวกันจนได้“คนอื่นที่เหลือจะเป็นอย่างไรก็ช่าง พวกเรารอดก็พอ”ฮุ่ยหวงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง“มันจะไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือ?” เมิ่งฉิงถามด้วยความสงสัย“ไม่หรอก ยังมีกลุ่มลูกศิษย์ของสำนักทิศบูรพาอีกหลายกลุ่มที่จะต้องฝึกตบะและถูกส่งตัวไปยังขุนเขาชงซ่าน ขุนเขาแห่งทิศบูรพา เมื่อเข้าไปอยู่ในขุนเขาแล้ว การแข่งขันมากมายจะดุดันมากขึ้น และการประลองเองก็เสี่ยงกับชีวิตมาก หากผู้ใดชนะการประลองก็จะถูกคัดเลือกให้เป็นศิษย์ผู้สืบทอดและศิษย์เอก”“ศิษย์ผู้สืบทอดกับศิษย์เอกไม่เหมือนกันหรอกหรือ?”ลู่จินเอ่ยถามออกมา ศิษย์ผู้สืบทอดและศิษย์เอกมิใช่ตำแหน่งเดียวกันหรอกหรือ?ฮุ่ยหวงทำสีหน้าครุ่นคิดออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบลู่จิน“ศิษย์เอกและศิษย์ผู้สืบทอดไม่เหมือนกัน ศิษย์ผู้สืบทอดคือผู้ที่รับหน้าที่สืบทอดวิชาของอาจารย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคาถา วรยุทธ์ หรือแม้แต่การปรุงโอสถก็ได้รับสืบทอด และศิษย์ผู้สืบทอดจะมีเพียงผู้เดียวในขณะที่ศิษย์เอกมีได้ถึงสามคน ศิษย์เอกจะได้รับวิชาและคาถาต่างๆที่ใช้ร่วมกับปราณธาตุ อาวุธเวทย์ กระบวนท่ากระบี่ และการปรุงโอสถ เพียงแต่จะสืบทอดได้ไม่เท่าศิษย์ผู้สืบทอดเท่านั้นเอง”เมื่อฮุ่ยหวงอธิบายจบ คนทั้งสี่เองก็กำลังจะถามเขาต่อ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรมากมาย พื้นดินก็พลันสั่นไหวอย่างรุนแรงจนทั้งหมดเสียหลักล้มลง ต้นไม้โดยรอบสั่นไหวรุนแรงเสียจนโค่นหักไปหลายส่วน พุ่มไม้สั่นไหวไปตามแรงสั่นของพื้นดิน เงาร่างยักษ์ใหญ่ร่างหนึ่งก็พลันปรากฏกาย
[1] ไค่ฉื่อ คือ ลำดับขั้นการบำเพ็ญตบะขั้นเริ่มต้น