หุบเข้าพิทักษ์ธรรม
ทางใต้ของแผ่นดินต้าเชียง มีหุบเขาใหญ่ด้วยกันหลายหุบเขา แต่ละหุบเขามีสะพานพาดยาวถึงกันและกัน ระยะทางจากหุบเขาไปอีกหุบเขาหนึ่ง ไม่สามารถมองเห็นด้วยระยะสายตา มองไปด้านล่างสะพาน เห็นเพียงหุบเหวลึก ที่เต็มไปด้วยหมอกขาว
อากาศตีขึ้นมาจากข้างล่าง ทำให้สะพานแกว่งไปมาเพราะอากาศด่านล่าง แต่มีหุบเขาหนึ่งหุบเขา ที่ขนาดใหญ่กว่าที่หุบเขาแห่งอื่น เป็หุบเขาขนาดใหญ่ที่สุด มีหุบเขาเล็กจำนวนมากรอบล้อมอยู่
หุบเขาที่มีขนาดใหญ่มีสิ่งก่อสร้างคล้ายตำหนักขนาดใหญ่ อยู่บนูเามากมาย หลายพันหลัง บนยอดเขาสูงสุด มีบ้านหลังหนึ่ง ล้อมรอบด้วยแม่น้ำเล็กสายหนึ่ง เนื่องจากบ้านหลังนี้ตั้งอยู่จุดสูงสุดบนูเา ทำให้รายล้อมไปด้วยหมอกขาวคล้ายก่อนเมฆ
ในบริเวณแม่น้ำสายเล็กแห่งนั้น มีชายชรากำลังนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง ชายชรารูปร่างผอมแห้ง แรงน้อย สวมเสื้อผ้าสีฟ้า มัดผมง่ายๆ หนวดขาวยาวจนถึงหน้าอก ในบริเวณที่ล้อมรอบด้วยหมอกขาว เห็นคนหนึ่งคนเดินมาอย่างช้าๆ เดินจนมาถึงริมแม่น้ำที่ชายชรา กำลังตกปลา
ชายชราที่เดินเข้ามาคนนี้สวมชุดสีฟ้าเช่นกัน เสื้อผ้าดูสะอาดสะอ้านเรียบร้อย ไม่เหมือนของชราตกปลา กล่าวออกมา
“ท่านกงซุนอี้…”
กงซุนอี้ หลับตาถือคันเบ็ดเงียบเฉย ไม่กล่าวสิ่งใด
ชายชราคนนั้นเห็นกงซุนอี้ไม่ตอบ เลยนึกว่าหูเบาไม่ได้ยิน จึงเร่งเสียงขึ้นเล็กน้อย กล่าว
“ อ่ะแฮ่ม..ท่านกงซุนอี้…ท่านกงซุนอี้”
เสียงดังกว่ารอบที่แล้ว
กงซุนอี้ ก็ยังคงไม่ตอบอยู่เช่นเคย เห็นเพียงหลับตาถือคันเบ็ดอยู่อย่างนั้น
ชายชราคนนั้นทนไม่ไหว ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ กล่าวออกมาเสียงดัง
“ท่านกงซุนอี้!!!!!!!!”
“อ๊าา! เอ๊ออ! หยางเวียนเทียน! เ้าจะะโทำไมกัน ที่นี่แม้มีเพียงข้าคนเดียวก็หัดเกรงใจผีสางมันบ้าง ที่บ้านไม่เคยสอนเื่มารยาทรึ.. ”
กงซุนอี้ใสะดุ้งตื่น โวยวายกลบเกลื่อน
“น๊ะน๊ะนี่ท่าน!! ก็ข้าเรียกท่านตั้งหลายรอบแล้ว ท่านก็ไม่ตอบข้าสักนิด ไม่ต้องมาสอนเื่มารยาทกับข้าเลย ถ้าอย่างข้าเรียกไม่มี อย่างท่านไม่ว่าอะไร ห๊ะ! ท่านน่ะ! จะนอน จะตกปลา เลือกเอาสักอย่างไม่ได้รึไง นิ่งเงียบแบบนี้ ใครเห็นก็ว่าตาย!!”
“แล้วตายมั้ย?”
กงซุนอี้โต้แย้ง
“เห๊อะ!! ก็อยากให้ตายๆไปเหมือนกันแหละ "
“แกสิตาย! มาโหวกเหวกโวยวายบ้านคนอื่นเค้าเนี้ย มีอะไร…”
หยางเวียนเทียนสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามปรับอารมณ์ตัวเอง สงบได้แล้วจึงกล่าว
“ สำนักกำลังจะรับศิษย์ ท่าน้าศิษย์ร่วมสำนักเท่าไหร่กัน ”
"เ้ามาถามข้าทำไม เ้าเป็เ้าสำนัก ไม่ใช่ข้าเสียหน่อย…จะรับแค่ไหนสำคัญด้วยหรือไง ขอแค่มีดีสักคนสองคนก็คุ้มค่าแล้ว แผ่นดินต้าถังกำลังจะย่อยยับ ถ้าเรายังไม่ทำอะไร เป็ทองไม่รู้ร้อนอยู่อย่างนี้ ข้าคงตายตาไม่หลับ"
กงซุนอี้เงียบสักพัก จึงกล่าวต่อ
“ด่านทดสอบพวกนั้น ไม่ได้ใช้มา20ปีแล้ว ไม่รู้ว่าฝุ่นจะจับเยอะรึเปล่า หวังว่าจะยังไม่พังไปเสียก่อน ผ่านด่านมาเท่าไหร่ก็รับมาเท่านั้นแหละ อย่าไปคิดเยอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
กงซุนอี้กล่าวด้วยใบหน้าหัวเราะ
“เหอะๆ เปลี่ยนอารมณ์ไวเสียจริง…ข้าก็แค่มาถามความเห็นเ้าไปงั้นๆแหละ ข้าก็คิดๆไว้ประมาณนี้อยู่แล้ว”
หยางเวียนเทียนกล่าวเสร็จก็จากลา…
กงซุนอี้ จากที่ใบหน้ายิ้มๆก็เปลี่ยนเป็เคร่งขรึมอีกครั้ง
'แผ่นดินนี้จะอยู่ต่อหรือว่าจะโดนแผ่นดินอื่นกลืนกิน ก็คงจะรู้ไม่อีกไม่นาน…'
2เดือนต่อมา
จากสถานที่สงบเมื่อ2เดือนก่อน กลับเปลี่ยนกลายเป็ครึกครื้น มีผู้คนอยู่เต็มไปหมด บางกลุ่มยังถึงกลับตั้งแผงลอยขายของกันไปทั่วตลอดทางเดินเข้าหุบเขา บางกลุ่มดูก็รู้ว่าไม่ใช่เด็กกันแล้ว ไม่ต้องหวังมาเข้ารับการทดสอบเลย ขอแค่มาดูเพื่อเป็สักขีพยานให้แก่อัจฉริยะ ที่กำลังจะมาถึง…
ในหมู่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา มีบุรุษที่สวมชุดคลุมสีดำไว้ภายนอกดูลึกลับ เดินไปตรงที่แผงขายลอยแห่งหนึ่ง กล่าวออกมา
“พี่ชายท่าน ข้อขอฝากม้าไว้กับท่าน ให้ท่านช่วยดูแลได้เลยหรือไม่…” เซียวเย่พูดพร้อมกับยืนมือที่ถือศิลาปราณให้กับชายเ้าของแผงลอยผู้นั้น
เ้าของแผงลอยพอเห็นสิ่งที่เซียวเย่ยื่นออกมาให้เพื่อเป็ค่าจ้าง ก็รีบคว้าไว้ราวกลับกลัวว่ามันจะหายไป
“โอ้ นี่มันน ได้เลย ได้เลย จะดูแลให้อย่างดีเลยนายท่าน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เ้าของแผงลอยรับสายบังเหียนม้าจากเซียวเย่ รีบจูงม้าไปข้างหลัง
เซียวเย่เดินต่อไป เดินไปยังไม่ถึงสถานที่รับการทดสอบ ก็ได้ยินเสียงดังจากข้างหน้าทางเดิน เซียวเย่มองไปข้างหน้า ก็เห็นบุรุษสองคนกำลังต่อสู้กัน คนมุงดูการต่อสู้ รอบล้อมเป็วงกลม
เซียวเย่เดินเข้าไปถามคนที่มุงดูอยู่
“พี่ชาย พี่ชาย ใครต่อสู้กันอยู่ข้างหน้าอย่างงั้นเรอะ?”
“หืออ…นี่เ้าไม่รู้จัก2คุณชายงั้นเรอะ ได้ๆ เ้าตั้งใจฟังให้ดี อะแฮ่มมม!”
“ คุณชายผู้สวมชุดสีแดง ดูดุดันผู้นั้น อายุ20ปี เป็ลูกชายของผู้นำตระกูลหัว ตระกูลใหญ่ของแคว้นทางตะวันออก ผู้ปกครองทั่วทั้งแคว้นแดนตะวันออก ชื่อของคุณชายคือหัวเฉิน อายุเพียง20ปีก็อยู่ขอบเขตปราณสะสมขั้นสูงสุดแล้ว เป็ผู้มีพร์อันสูงส่ง เป็ผู้ถนัดใช้เคล็ดวิชาต่อสู้สาย อัคคี เห็นรึไม่ บนดาบของเค้า มีเปลวเพลิงอัคคีพุ่งออกมาห่อหุ้มดาบเอาไว้ มันช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ด้วยเคล็ดวิชาอัคคีได้หลายส่วน ชื่อดาบเพลิงแดง นั่นคือดาบประจำตระกูลที่สืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น คงเป็ที่แน่นอนแล้วที่เค้าคือผู้นำตระกูลคนต่อไป เพราะมีแต่ผู้นำตระกูลเท่านั้น ที่จะถือครองอาวุธดาบชิ้นนั้นได้”
ระหว่างคนที่พูดอยู่กำลังมันปาก จะพูดต่อ เซียวเอ้ก็ตัดบท พูดสวนขึ้นมา
“อาวุธประจำตระกูลอย่างงั้นเรอะ แล้วถ้าเทียบกับอาวุธตี้อีหล่ะ เป็อย่างไร?”
"โอ่ยย…เ้าจะเอามาเทียบกันได้อย่างไร จริงอยู่ที่อาวุธตี้อี มีความคมและแข็งแกร่งเป็เลิศ แต่มันก็แค่นั้น มันไม่ได้ถูกช่วยล่อเลี้ยงด้วยปราณธาตุ ซึ่งทำให้ไม่สามารถช่วยเพิ่มพลังในการต่อสู้ด้วยธาตุต่างๆได้ อาวุธตี้อีก็ดีแล้ว แต่ยังดีไม่พอก็แค่นั้น"
“ อ่อ! กลับมาเื่แรก เ้าอย่าพึ่งขัดปากข้าสิ อ่ะแฮ่ม เ้าเห็นคนที่ต่อสู้กับหัวเฉินที่สวมเสื้อผ้าสีขาวหรือไม่ เค้าเป็ผู้มีพร์อย่างไม่ต้องสงสัย เค้าคือคนของหมู่บ้านเสวี่ยทางตะวันตก ที่เป็แคว้นอันหนาวเหน็บตลอดทั้งปี เค้าคือหนึ่งในคุณชายเช่นกัน ชื่อว่า เสวี่ยเจี้ยน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็ผู้ใช้เคล็ดวิชาต่อสู้สายน้ำแข็ง เห็นที่มือซ้ายเค้าหรือไม่ นั่นคือกระบี่ขาวเสวี่ย อาวุธประจำหมู่บ้านเสวี่ย ผู้ที่ใช้เคล็ดวิชาน้ำแข็งจะแข็งแกร่งขั้นหลายส่วน อายุ19ปี ขอบเขตปราณสะสมขั้นสูงสุดเช่นเดียวกัน ไม่รู้ไปโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางไหน เจอหน้ากันเป็ต้องต่อสู้กันทุกครั้งไป แถม.. ”
เซี่ยวเย่มองไปยังคุณชายทั้งสองที่ต่อสู้กัน ระหว่างที่คนข้างๆยังแพ่มไม่หยุด
“โอ้วว ชอบโชว์พลังกันนี่เอง นึกว่าเื่อะไร”
เซียวเย่เปิดผ้าคลุมส่วนหัวออก เดินต่อไปฝ่าวงล้อม โดยไม่สนใจผู้คนที่มุงดูอยู่หรือสองคุณชายที่ต่อสู้กันอยู่เลย
หัวเฉิน เอาดาบพาดไว้ที่หลังคอ กล่าว
“เห้ออ แถวนี้มันหนาวจริงๆ เ้าว่ามั้ยเสวี่ยเจี้ยน เห็นแล้วอยากจะเผาให้ละลายไปเสียจริง”
“ หนาวก็แล้วอย่างไร ไม่หนาวแล้วอย่างไร เ้าเห็นข้ากี่ครั้ง ก็หาข้ออ้างนู่นนั่นนี่ มาประมือกับข้าตลอดอยู่แล้ว ไปไหนก็เอาแต่โวยวายเสียงดัง หัวเฉินเ้ามันน่ารำคาญไม่ใช่น้อย”
“ก็เ้ามันดูผอมแห้งแรงน้อย ข้าก็เลยชวนมาออกกำลังกายเล็กน้อย เผื่อจะดูสมชายขึ้นมาบ้าง ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“วันนี้แหละ ข้าจะเข้าเป็ศิษย์สายตรงของ…”
พูดยังไม่ทันจบ ปลายสายตาก็หันไปเห็นบุรุษคนหนึ่ง หน้าตาคล้ายเด็กน้อย ไม่สิ! นี่มันเด็กน้อยของจริง! เดินทางมายังพวกตน ไม่สิ! เด็กน้อยคนนั้น ไม่ได้หันมามองทั้งสองคนเลยด้วยซ้ำ
เดินผ่านมาระหว่างกลาง เหมือนคุณชายทั้งสองเป็เพียงแค่ฝุ่นตามทางเดิน
“ไอ่หนู ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น รีบกลับบ้านไปซะ”
หัวเฉินตวาดออกมาด้วยความโมโห เพราะเด็กที่ไหนไม่รู้เมินพวกตน
“หนูน้อย เ้าทำอย่างนี้มันน่ารำคาญไม่ใช่น้อย”
เสวี่ยเจี้ยน ก็ไม่ชอบพวกจุ้นจ้านเพราะ เพราะเ้าตัวมองว่ามันน่าลำคาน?
“จะโชว์พาวเวอร์ก็ไปโชว์กันที่อื่น ที่นี่คือทางเดินทางไปด่านทดสอบของสำนักพิทักษ์ธรรม ไม่ใช่อยากจะทำอะไรก็ทำ ไสหัวไปซะ”
เซียวเย่กล่าวตอบ ไม่สบตาเดินทางต่อไป
ผู้คนโดนรอบที่มุงดูอยู่ อ้าปากค้าง ไอ่เด็กน้อยนี่มันกินดีหมีเข้าไปรึไง ใจกล้าเกินไปแล้ว ใจอยากจะเข้าไปช่วยแค่ขาไม่อยากขยับเลยสักนิด บางคนสงสาร บางคนรู้สึกสมน้ำหน้า ต่างคนต่างแสดงความรู้สึกที่แตกต่างกัน…
“โชว์พาวเวอร์? ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่เ้ากำลังด่าข้าใช่มั้ย!!”
"ไอ่หนู!!! ดี ดี วันนี้ข้าจะขอตบปากเ้าสักครั้ง สั่งสอนแทน บิดามารดาของเ้าที่ไม่สั่งสอน ไอ่เด็กไม่มีมารยาท!!"
หัวเฉิน ตวาดลั่นโมโหถึงขีดสุด พุ่งเข้าไปจับดาบในมือขวาแน่น ในใจยังคงนึกสงสารเด็กไม่รู้ความ ้าเพียงตบหน้าสั่งสอนเท่านั้น
เสวี่ยเจี้ยน เพียงแต่มองดู ไม่กล่าวหรือไม่ขยับสิ่งใด
เซียวเย่ ยังคงเมินต่อ ยืนอยู่กลับที่รอหัวเฉินพุ่งเข้ามา หัวเฉินเห็นเซียวเย่ยังคงเมินตนเอง ก็ยิ่งโมโหขึ้นไปอีก ง้างมือออกแบมือหมายตบหน้าสั่งสอน จังหวะสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เซียวเย่ขยับหน้าออกเล็กน้อย หลบฝ่ามือหัวเฉินได้พอดิบพอดี โน้มตัวไปข้างหน้า เท้าขวาก้าวไปข้างหน้า หมัดขวาหมุนควง ชกสวนไปที่หน้าท้อง
‘ควงวายุ’
ตูมมมม!!
หัวเฉิน อยู่ๆก็ทำหน้าตา ปากจู๋ น้ำลายทะลักออกมา กระเด็นออกไปหลาย10เมตร
หัวเฉินฝืนทนความเ็ป ใช้ดาบแทงลงผืนดิน พยายามรั้งแรงกระแทก จึงหยุดลง
หันหน้าไปมองด้วยความตกตะลึง รอจนความเ็ปบรรเทาลง จึงกล่าว
“เ้าเป็ใครกันแน่?”
"ชื่อของข้านั้นไม่สำคัญ แต่เ้าบังอาจลบหลู่บิดามารดาของข้า ข้าจะสั่งสอนเ้าให้หลาบจำ"