อาทิตย์ยอแสง

    บทที่ 3 มุมที่แตกต่าง (1)

    “วันนี้มีอะไรอยากคุยกับหมอไหมคะ น้าของรสาบอกว่า รสามีเรื่องอยากบอกพวกเรา” หมอถามขึ้นอย่างใจเย็น แต่หญิงสาวกลับหันมามองหมอด้วยสายตาราบเรียบ“อยากออกไปมองท้องฟ้าข้างนอก” รสาพูดขึ้นอย่างนั้น คนในห้องก็พากันแปลกใจ ยกเว้นก็แต่จินดาที่ยิ้มออกมา“ทำไมถึงอยากไปข้างนอกเพื่อดูท้องฟ้าล่ะคะ” หมอยังคงถามต่อ ถึงแม้จะพอรู้อยู่แล้วว่าคนไข้เริ่มที่จะเปิดใจให้“สีที่มองมีอิทธิพลต่อความรู้สึกและจิตใจ เหมือนงานศิลปะที่เราดู เช่นภาพที่ลงสีแดงให้ความรู้สึกเร่าร้อน รุนแรง ก็เหมือนที่ห้องนี้เป็นสีขาว ก็เพื่อให้ความรู้สึกเบาบาง อ่อนโยน ให้ความหวังกับคนนอนรอคอยอยู่นิ่ง แต่ฉันชอบมองท้องฟ้า เพราะภายในใจถึงมันจะว่างเปล่า แต่กลับรู้สึกอึดอัด สีฟ้ามันช่วยให้คนรู้สึกปลอดโปร่ง ปลอดภัย และมันทำให้รู้ว่าตัวเองยังมีลมหายใจอยู่”“รสาดูจะมีความรู้เรื่องสีดีนะคะ” หมอถามขึ้นเพื่อละลายพฤติกรรมให้คนไข้ผ่อนคลายลง จินดาค่อยๆ ถอยไปยืนข้างภาวินที่ยืนมองคนไข้อยู่นิ่งๆ“ฉันวาดภาพขายน่ะ ถ้าไม่ทำอะไรเลยคงอดตาย มีคนต้องเลี้ยงอีกเป็นฝูง น่าเบื่อชะมัด” จินดาแทบจะหลุดขำออกมาก่อนจะหันมองคนที่นั่งนิ่งอยู่ข้างๆ“จริงอย่างที่รสาบอก ถ้าเธอไม่ทำงานคนแรกที่จะอดตายคือน้าแน่นอน” จินดากระซิบคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แต่รสากลับตวัดสายตาไปมองจนจินดายกมือขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้แล้ว“แล้วรสาวาดภาพเลี้ยงใครบ้างคะ” หมอถามขึ้นต่อ รสาได้แต่มองหมอ“คนแก่ ผู้ชาย แล้วก็ปลิงที่เอาแต่สูบเงิน” รสาพูดอย่างนั้น จินดาก็พยายามกลั้นหัวเราะออกมา แต่หมอกลับพยักหน้าไม่ขัดกับสิ่งที่คนไข้พูดออกมา“ถ้ารสาไม่อยากอยู่อย่างที่รสาพยายามคิดก่อนหน้า คนพวกนั้นที่ต้องพึ่งรสาอาจจะแย่ก็ได้นะ”“ไม่หรอกค่ะ” รสาพูดขึ้นเสียงเรียบก่อนจะหยุดนิ่งคิดแล้วพูดต่อ “ยัยป้าแก่ ฉันคิดว่าจะโยนเงินให้สักก้อนคงพอจะส่งลูกหลานเรียนจนจบแล้วอยู่ได้จนถึงแก่ตาย ส่วนพวกปลิง ควรที่จะตายไปกับความไม่รู้จักพอ ตายไปกับความโลภมากของตัวเองซะ ส่วนผู้ชาย ฉันก็ส่งเสียให้เขาเรียนแล้ว วาดรูปจนมือแทบหัก คิดว่าจะปล่อยวางได้แล้ว แต่เกิดดันอยากได้นู่นได้นี่จนฉันยังตายไม่ได้ขึ้นมาอีก” รสาพูดขึ้นอย่างนั้นก่อนจะมองหน้าหมอคนสวยตรงหน้า “หมอควรรู้ไว้นะว่าค่าเทอมเด็กเดี๋ยวนี้แพงบรรลัยเลย จะให้ไปกัดก้อนเกลือกินก็น่าสมเพช”“น่าสงสารจ้ะ ไม่ใช่น่าสมเพชนะรสา น้าบอกเราหลายรอบแล้ว” จินดาพูดแก้ขึ้นมาเมื่อเห็นหน้าเหวอของหมอ แต่รสาก็มองไปทางคนพูดอย่างเบื่อหน่าย“มันไม่เหมือนกันตรงไหน มันก็ pathos เหมือนกัน ฉันอ่านพจนานุกรมมานะป้า” รสาพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง พอเธออธิบายความหมายก็พอจะทำให้คนที่อยู่ภายในห้องเข้าใจขึ้นมาบ้าง“แต่มันมีคำอื่นนะ เช่น น่าสงสาร น่าเศร้าใจอะไรประมาณนั้น” จินดาบอกอย่างยิ้ม ๆ แต่รสากลับสะบัดหน้ากลับไปหาหมออีกครั้ง “มันเป็นคำที่แรงมากนะรสา ใครได้ยินคงจะเสียใจ คิดว่าเราด่าเขา”“ไม่ได้ด่าสักหน่อย แต่คนบางคนก็สมควรถูกด่า” รสาบอกจินดาอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันมาคุยกับหมอต่อ “ฉันคุยกับหมอเรื่องค่าเทอมเด็กเดี๋ยวนี้ใช่ไหม ไหนจะค่ากินค่าอยู่อีก โชคดีที่ฉันรวยนะ ถ้าหมอจะมีลูกก็คิดดี ๆ โชคดีนะที่ส่งคนรักเรียนไปเรียน ไม่งั้นคงได้ไปลากไอ้บ้านั่นมาฆ่าแล้ว”“เขาชื่ออะไรเหรอคะ” หมอถามขึ้นอย่างอ่อนโยน“หมออย่าไปรู้จักเลย เพราะตอนนี้ฉันกำลังจะโมโหไอ้บ้านั่น ส่งเรียนจนได้ทำงานทำการดี ๆ ฉันเสียเงินไปไม่รู้ตั้งเท่าไร แต่ตอนนี้ดันไปตามตูดใครก็ไม่รู้ หมอว่าน่าโมโหไหมล่ะ” รสาพูดขึ้นอย่างด้วยใบหน้าเบื่อหน่ายภาวินฟังสิ่งที่รสาพูดแล้วก็คิดว่าน่าจะออกไปรอข้างนอกดีกว่าเป็นส่วนเกินอยู่อย่างนี้ เพราะมันดูจะเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไป แต่จินดากลับจับแขนเอาไว้อย่างขำ ๆ“อยู่ฟังต่อเถอะ กำลังสนุกเลยนะ” จินดาบอกอย่างนั้นก่อนจะหันไปพยักพเยิดให้หันไปมองคนที่กำลังถูกหมอชวนคุยอยู่ “ลมไม่คิดว่าเรื่องที่รสากำลังพูดสนุกหรือยังไง”ภาวินมองเข้าไปดวงตาจินดาที่มองมาก่อนที่เขาจะหันไปมองคนที่ยังคงนั่งมองหน้าหมอนิ่ง เขาคิดว่าการที่คนเราไม่ว่าจะพูดอะไรออกมา อย่างน้อยมันก็ไม่ควรที่จะถูกมองเป็นเรื่องตลกอย่างที่สายตาของจินดากำลังพยายามบอกออกมา“รสาอยากเจอเขาไหมคะ” รสาได้ยินที่หมอบอกอย่างนั้นก่อนจะยิ้มออกมาบาง ๆ“ฉันมีความสุขกับการได้มองเขาจากที่ตรงนี้ ฉันแค่อยากเห็นเขาใช้ชีวิตอย่างที่เขาเป็น มีความสุขในแบบที่เขาอยากทำ ฉันสัญญากับตัวเองว่า ฉันจะสนับสนุนเขาทุกสิ่งที่เขาอยากจะได้ อยากจะเป็น”“ดูเหมือนรสาจะรักเขามากนะ” หมอบอกพร้อมกับยิ้มออกมาบาง ๆ“ฉันไม่เชื่อในความรักหรอกหมอ แต่วันที่ฉันเห็นเขา มันทำให้ฉันนึกถึงตัวเองก่อนที่จะเป็นแบบนี้” รสาบอกอย่างนั้น หมอก็เลยหันไปมองทางคนที่อยู่มุมห้องทั้งสองคนก่อนจะหันกลับมาทางคนไข้ “ฉันไม่อยากให้เขาเป็นเหมือนฉัน เขายังมีโอกาสที่จะมีความสุข”“แต่รสาก็มีความสุขได้เหมือนกัน” รสาได้ยินอย่างนั้นก่อนจะยกยิ้มขึ้นมา“ฉันเลยมีความสุขกับการได้ดูเขาอยู่ตรงนี้ ฉันมีความสุขกับการที่ต้องมาไล่ดูหอพัก ฉันมีความสุขกับการที่ต้องจ่ายค่าเทอมแพงหูฉี่ ฉันมีความสุขกับการที่เห็นใบเกรดที่เขาส่งมาอวดว่าไม่โดนฉันลดเงินเดือน ฉันมีความสุขที่เห็นเขาประสบความสำเร็จ”“เหมือนแม่ที่กำลังดูแลลูกชายเลยนะคะ” รสาได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ“ไม่หรอก ฉันไม่เหมาะที่จะแม่คน แล้วอีกอย่างฉันยังมีความสุขกับการเห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้นมากกว่า”“แต่ถึงอย่างนั้นรสาก็ส่งเสียเขาอย่างดีไม่ใช่เหรอคะ คุณต้องอยู่คอยสนับสนุนเขาไปอีกนาน และเขาคงจะเสียใจถ้าคุณจากไป” หมอบอกอย่างนั้น รสากลับส่ายหน้า“ไม่หรอกค่ะ เขาคงจะไม่รู้สึกอะไรด้วยซ้ำถ้าฉันตายไป พอฉันไม่ต้องขยันหาเงินมาเลี้ยงดูปูเสื่อเขาไม่ให้น่าเวทนา มันก็เหมือนชีวิตว่างเปล่า ไร้จุดหมายขึ้นมา แต่ฉันพึ่งมาคิดได้ว่า ถ้าไอ้บ้านั่นยังทำตัวโง่อยู่อย่างนี้ ฉันคงยังตายไม่ได้ ฉันทำพินัยกรรมแบ่งสมบัติให้ไอ้บ้านั่นกับป้าแก่ขี้บ่นคนละครึ่งแล้ว แต่ถ้าตายตอนนี้ไอ้บ้านั่นคงโดนปลิงมาสูบมาไปจนหมด ส่วนป้าแก่ก็คงหอบเงินไปเสวยสุขกับครอบครัวตัวเอง”“พูดเหมือนคนแก่หวงสมบัติไปได้” จินดาพูดขึ้นกับภาวินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แต่ดูเหมือนคนหูดีจะตวัดตาไปมองทันที จนจินดาได้แต่ส่งยิ้มให้ ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับได้แต่ยืนด้วยใบหน้าเรียบนิ่งราวกับไม่รับรู้เรื่องที่ได้ยิน“พินัยกรรมเหรอคะ”“อืม หมอไม่ต้องสนใจหรอก ช่วงหลัง ๆ ว่างมากก็นั่งคำนวณทรัพย์สินเล่น ๆ ก็เลยทำพินัยกรรมเอาไว้ ถ้าสองคนนั้นโง่ไม่เอา หมออยากได้ไหมล่ะ” รสาพูดเหมือนกำลังพูดเรื่องทั่วไป แต่หมอกลับได้แต่มองคนพูดตาปริบ ๆ“น้าเอานะ ถ้ารสาเกิดชิงตายไปก่อน น้าคงลำบากแย่” จินดาพูดขึ้นอย่างขำ ๆ แต่คนอื่นกลับไม่ทันมุกตลกของทั้งสองคนที่พูดขึ้นมา“ล้อเล่นน่ะหมอ ฉันยังไม่ตายตอนนี้หรอก ถ้าเกิดตายตอนนี้ คงตายตาไม่หลับ ตายอยู่ดี ๆ แล้วเกิดอยากฟื้นมาฆ่าคนก็ทำไม่ได้ แล้วอีกอย่างใครจะยอมยกสมบัติของตัวเองให้คนอื่นง่าย ๆ กันล่ะ จริงไหม?” รสาพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่งจนภายในห้องเงียบขึ้นมา“รสาเขาล้อเล่นน่ะหมอ มุกมันไม่ค่อยขำใช่ไหมคะ” จินดาพูดขึ้นอย่างนั้น หมอก็เลยยิ้มออกมา“รสาเป็นคนใจดีนะคะ หมอฟังมาก็เห็นรสาคอยช่วยคนนั้นคนนี้ตลอด” หมอพูดขึ้นอย่างนั้น“รู้ว่าใจดี เลยโดนเอาเปรียบอย่างนี้ไง” รสาบอกเสียงเรียบ“คงไม่ใช่สองคนที่รสาคิดจะยกสมบัติให้ใช่ไหม” รสาได้ยินอย่างนั้นก็ยกมือโบกไปมา“หมอคิดว่ายังไงล่ะ คนหนึ่งก็เป็นป้าแก่ขี้บ่นน่ารำคาญ แต่ก็พอจะพึ่งพาได้ ส่วนอีกคนก็เป็นพวกไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาเลย หรือรู้แต่โง่ไปยอมชาวบ้านชาวช่อง ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ยังดีที่ไปทำงานทำการเพื่อประโยชน์ชาวบ้านชาวช่องเลยพอจะมองข้ามไปได้บ้าง” รสาบอก“วันนี้โดนรสาเล่นไปหลายดอกเลยนะ” จินดาขึ้นกับคนข้าง ๆ ที่ยังยืนเงียบอยู่“คุณไม่อยากให้พวกเขาลำบากใช่ไหมคะ” หมอถาม“อืม ไอ้บ้านั่น เป็นคนดีเกินไป เขาคงอึดอัดใจถ้าต้องทำตามคำสั่งที่ผิด ถ้าฉันไม่อยู่เขาคงเหมือนตัวคนเดียว ฉันอยากให้เขาได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ ถึงแม้ถ้าวันหนึ่งฉันต้องตายไปก่อน ส่วนป้าแก่ ก็พูดยากเหมือนกัน เธออยู่กับฉันมาตั้งแต่ฉันยังไม่เกิดด้วยซ้ำ เรื่องมากมายที่เคยเกิดขึ้น เธอรู้เกือบทั้งหมด ถึงเธอจะช่วยอะไรไม่ได้ก็เถอะ” รสาพูดขึ้นอย่างนั้นก่อนจะมองหน้าหมอ “หมอคงกำลังจะถามฉันว่าเรื่องอะไร ฉันบอกป้าแก่ไปแล้วว่าฉันจะรักษา แต่ถ้าหมออยากรู้เรื่องอะไรก็ให้ไปถามป้าแก่เถอะ ฉันรู้ตัวว่าฉันอ่อนแอเกินกว่าจะพูดเรื่องพวกนั้นเอง”“ถ้าอย่างนั้น วันนี้เราพอแค่นี้ก่อนนะคะ” หมอพูดขึ้นเมื่อเนใบหน้าที่เริ่มมีชีวิตชีวาเศร้าหมองลง“เมื่อไรจะได้กลับบ้าน” รสาถามขึ้น“หมอขอรอผลตรวจก่อนนะคะ แต่หมอคงต้องให้รสานอนดูอาการสักพักก่อน”“ออกไปนอนห้องเตียงเดิมได้ไหม อยากเห็นท้องฟ้า” รสาถามขึ้นอย่างนั้น แต่หมอกลับหันไปทางพยาบาลสองคนที่ยืนจดการสนทนาอยู่เงียบๆ ด้านหลัง“ได้ค่ะ”“ถ้าอย่างนั้นรอสักครู่นะคะ”“ขอบคุณ แต่หมอ อย่าบอกเรื่องนี้กับคนอื่นนะ ไม่อย่างนั้นฉันคงได้มานอนในนี้อีกเป็นล้านรอบ” รสาบอกอย่างนั้น หมอเลยหันไปมองคนไข้ของตัวเอง“หมายถึงอาของรสาเหรอคะ” หมอถามขึ้นอย่างใจเย็น“ทุกคนที่นั่นแหละ รำคาญ บอกว่างดเยี่ยมไปเลยก็ได้ เห็นหน้าแล้วปวดประสาท” รสาบอกอย่างนั้น “แล้วเจ้าของไข้จะใช้ชื่อป้าแก่หรือไอ้คนที่ยืนหน้านิ่งนั่นก็ได้ สุดท้ายฉันก็ต้องจ่ายเงินเองอยู่ดี” หญิงบอกพร้อมกับชี้นิ้วไปทางคนที่ยืนเงียบ ๆ อยู่มุมห้องทั้งสองคน“ได้ใช่ไหมคะหมอ อย่างน้อยถ้ารสาตาย ฉันก็มีสมบัติของรสาเป็นหลักประกันอยู่” รสาได้ยินจินดาพูดเล่นขึ้นมาอย่างนั้น แต่พยาบาลก็ก้าวเข้ามากระซิบว่ารสาไม่มีอะไรติดตัวมาเลย“ป้าแก่ กลับบ้านไปขนตู้เซฟมาสักตู้เป็นหลักประกันให้โรงพยาบาลหน่อย เขาไม่เชื่อว่าฉันมีเงิน” รสาพูดออกมาด้วยเสียงเบื่อหน่าย“รสาสั่งไม่กลัวน้าถูกปล้นเลยหรือยังไง” จินดาพูดขึ้นเสียงตื่น ๆ เมื่อรสาสั่งให้ไปขนตู้เซฟมา“ถ้าไม่ใช่ชื่อของสองคนนี้เป็นเจ้าของไข้ ฉันคงจะไม่อารมณ์รักษาสักเท่าไร ฉันเคยได้ยินว่าคนไข้มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการรักษาใช่ไหม ถ้าอย่างนั้น...”“หมอ ตามใจรสาเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นจะปวดหัวกันยิ่งกว่านี้” จินดาพูดขึ้น“ถ้าอย่างนั้นหมอขอโทรไปถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก่อนนะคะ” หมอบอกอย่างแบ่งรับแบ่งสู้“ป้ายืมตังค์ไปจ่ายค่าโรงพยาบาลหน่อยสิ กลับบ้านแล้วจะคืนให้” รสาหันมาบอก เพราะตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีอะไรสักอย่าง“ดอกร้อยละร้อย ตกลงไหมล่ะ” จินดาถามขึ้นอย่างนั้น รสาก็ได้แต่กลอกตาไปมา“ร้อยละร้อยก็ได้ แต่ค่าเทอมของนทีกับธารา ป้าจ่ายเองแล้วกัน” รสาบอกพร้อมกับปัดมือไปมา“แหม น้าพูดเล่น คนกันเองจะทำแบบนั้นได้ยังไง” รสาหันไปมองจินดาก่อนจะส่ายหน้าน้อย ๆ กับสิ่งที่จินดาพูดออกมา“ถ้าอย่างนั้นหมอขอตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมาย้ายรสาไปที่เตียง” หมอบอกอย่างนั้นก่อนจะออกไปกับพยาบาล“ตั้งแต่ป้ากลับมา ป้ากลับไปบ้านฉันแล้วหรือยัง” รสาถามขึ้น“ยัง มีอะไรหรือเปล่า” รสาได้ยินอย่างนั้น นิ้วเรียวก็เผลอเคาะไปบนตักของตัวเองช้าๆ“ลม นายไปเอาคลิปพวกนั้นมาจากไหน” รสาถามขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จนคนที่ยืนนิ่งเลิกคิ้วขึ้น“อาของเธอเอามาให้ฉัน บอกว่าให้เอาไปให้ตำรวจ” รสาหันไปมองจินดาทันที“น้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” จินดาบอกแบบนั้น“ส่วนนายจะกลับไปรายงานพวกนั้นว่าฉันเป็นบ้าใกล้ตายอะไรก็ตามใจ แต่เรื่องที่ได้ยินวันนี้ฉันหวังว่านายจะไม่เอาไปบอกใคร” รสาพูดขึ้นอย่างนั้นก็เห็นคิ้วหนามุ่นขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ “ฉันไม่ได้สั่ง แต่ฉันกำลังขอร้องนาย”

    “ป้าไปคุยกับหมอเถอะ เขาคงคิดว่าฉันปั้นน้ำเป็นตัวไปหลายกระบุงแล้ว ส่วนนายจะไปกับป้าหรือกลับก็ตามใจ” รสาพูดขึ้นอย่างนั้น จินดาก็จับแขนให้ภาวินเดินออกไปด้วยกัน