เสียงนกหวีดดังซ้ำอีกครั้งเป็จังหวะเดียวกันทุกประการ หัวหน้าหน่วยเอียงศีรษะฟังอย่างตั้งใจ นิ้วที่กำอาวุธคลายลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
วินาทีนั้นยาวนานราวกับชั่วโมง ชิงหยวนรู้สึกทุกเส้นประสาทในร่างกายเกร็งจนแทบแตกสลาย ไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตาเพราะกลัวว่าจะพลาดสัญญาณอันตรายเพียงเสี้ยววินาที ปราณที่เหลืออยู่ในร่างแทบไม่พอประคองตัวเองให้ยืนตรงได้อีกต่อไป แต่เขาก็ยังฝืนยืนนิ่งด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้
"สัญญาณเรียกกลับด่วน" เขาคิดในใจ ความไม่พอใจแฝงอยู่ลึกๆ "ไม่ใช่จากทีมของข้า...มาจากหน่วยหลักที่บุกหุบเหวเมื่อคืน"
—
ชิงหยวนยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ กระบี่ในมือพร้อมรับมือทุกความเป็ไปได้ แม้ในใจจะเริ่มมีความหวังเล็กๆ ผุดขึ้นมาจากคำพูดนั้น เขาไม่กล้าแสดงออกทางสีหน้าแม้แต่น้อย เพราะรู้ดีว่าความประมาทเพียงเสี้ยววินาทีอาจทำลายทุกอย่างที่ยื้อมาได้จนถึงตอนนี้
หัวหน้าหน่วยยังคงยืนนิ่งอยู่อีกครู่หนึ่ง ราวกับปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่กดดันแทนคำพูด สายตาที่มองผ่านผ้าปิดหน้าเลื่อนจากใบหน้าชิงหยวนไปยังปากซอกหินเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะถอนหายใจแ่เบาราวกับกำลังปล่อยวางบางอย่างที่ยังค้างคาใจอยู่ไม่หมด
หัวหน้าหน่วยหันกลับมามองชิงหยวนอีกครั้ง สายตาที่เคยเยือกเย็นเปลี่ยนเป็การชั่งน้ำหนักอย่างจริงจัง "โชคดีของท่านที่นายท่านเรียกตัวข้ากลับพอดี" เขาพูดช้าๆ "ไม่งั้นข้าคงต้องพิสูจน์ความจริงเื่หมูป่าของท่านให้เห็นกับตาจนได้"
เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างการทำตามคำสั่งกับความสงสัยที่ยังค้างอยู่ในใจ สัญญาณเรียกกลับจากหน่วยหลักไม่ใช่เื่ที่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อมันมาจากปฏิบัติการที่ปะทะกับคนเฝ้าก้นเหวผู้ลึกลับเมื่อคืน หากมีเบาะแสสำคัญกว่าเกิดขึ้นที่นั่น การเสียเวลาไล่ตามความสงสัยที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดตรงนี้อาจไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร
ชิงหยวนไม่รู้เลยว่าในหัวของศัตรูตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ เขาได้แต่ยืนนิ่ง ระงับลมหายใจให้เป็ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่หัวใจเต้นรัวราวกับจะะโออกจากอก ทุกวินาทีที่ผ่านไปในความเงียบนั้นหนักอึ้งราวกับมีก้อนหินกดทับอยู่บนบ่า เขารู้ว่าหากคำโกหกเื่หมูป่าถูกจับได้ในตอนนี้ ไม่มีทางที่ตัวเองในสภาพปราณพร่องจะต้านทานได้อีกต่อไป
—
เขาถอยกระบี่กลับเข้าฝักอย่างเชื่องช้า ท่าทีไม่รีบร้อนแม้จะได้รับคำสั่งเร่งด่วน ราวกับ้าแสดงให้เห็นว่าการถอยครั้งนี้เป็การตัดสินใจของตัวเอง ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวสิ่งใด
"ข้าจะจำใบหน้าท่านไว้ ผู้าุโสำนักกระบี่์" เขาพูดก่อนหันหลังจะเดินจากไป น้ำเสียงเ็าปนคำเตือนแฝงอยู่ "ถ้าท่านโกหกข้าจริง สักวันหนึ่งเราจะได้เจอกันอีก และวันนั้นข้าจะไม่ให้โอกาสท่านพูดซักคำ"
เขาหยุดก้าวอีกครั้งเมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ หันกลับมามองชิงหยวนเป็ครั้งสุดท้าย "แล้วก็บอกท่านเ้าสำนักของท่านด้วยว่า...ถ้าเื่ไฟไหม้หมู่บ้านมันเชื่อมโยงกับเด็กหนุ่มที่ข้าตามหาจริงๆ ข้าจะไม่มีวันปล่อยผ่านง่ายๆ อีกครั้งแน่นอน" เขาทิ้งท้ายก่อนหันหลังเดินจากไปอย่างแน่วแน่ ไม่หันกลับมามองอีกแม้แต่ครั้งเดียว
—
ชิงหยวนไม่ตอบ เพียงจับตาดูทุกย่างก้าวของศัตรูจนกระทั่งร่างนั้นเลือนหายไปกับเงาไม้ทางทิศตะวันตก เสียงฝีเท้าค่อยๆ เบาลงจนหายไปกับความเงียบของป่าโดยสิ้นเชิง
คำเตือนสุดท้ายนั้นยังคงก้องอยู่ในหูเขาไม่หยุด — ไม่ใช่คำขู่ธรรมดาที่พูดเพื่อข่มขวัญ แต่เป็คำสัญญาที่ฟังดูจริงจังราวกับผูกมัดไว้แล้วด้วยเกียรติของนักฆ่ามืออาชีพ เขารู้ดีว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้ยังไม่ใช่จุดจบที่แท้จริง เพียงแค่การถอยทัพชั่วคราวเท่านั้น สักวันหนึ่งเงาร่างนั้นอาจกลับมาพร้อมคำตอบที่ชัดเจนกว่าเดิม
เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกนานหลายอึดใจ ไม่กล้าเชื่อว่าทุกอย่างผ่านพ้นไปได้จริง จนกระทั่งขาที่เกร็งไว้ตลอดเวลาเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ร่างกายที่ฝืนทนมาตลอดในที่สุดก็ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น กระบี่หลุดจากมือกระทบดินดังเบาๆ
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาแล่นผ่านความคิดของเขาราวกับภาพในฝัน ทุกคำโกหกที่ต้องเรียบเรียงอย่างเร่งด่วน ทุกวินาทีที่ต้องเดิมพันชีวิตของทุกคนไว้กับไหวพริบเพียงเสี้ยววินาที เขาไม่เคยรู้สึกใกล้ความตายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต แม้แต่ตอนที่ต้องปะทะกับศัตรูตัวเป็ๆ ก็ยังไม่หนักหนาเท่าการยืนนิ่งรอคอยชะตากรรมโดยไม่รู้ผลลัพธ์เช่นครั้งนี้
—
"ท่านชิงหยวน!" เฟยหลงพุ่งออกมาจากซอกหินทันทีที่แน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว วิ่งเข้าไปประคองร่างที่ทรุดตัวอยู่ "ท่านเป็อะไรหรือเปล่า"
"ข้าไหว" ชิงหยวนหอบหายใจแรง เหงื่อท่วมตัวจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม "แค่หมดปราณาไปมากกว่าที่คิด...มันจบแล้วจริงๆ ใช่ไหม"
"จบแล้ว" เฟยหลงยืนยันเสียงสั่น น้ำตาที่กลั้นไว้ตลอดในที่สุดก็ไหลออกมาอย่างไม่อาจหยุดยั้ง "มันไปแล้วจริงๆ"
เขากอดชิงหยวนไว้แน่นโดยไม่ทันคิด ปล่อยให้ความกลัวที่สะสมมาตลอดหลายชั่วโมงระบายออกมาพร้อมน้ำตา ชิงหยวนไม่ได้ผลักไสหรือปลอบใจด้วยคำพูดใดๆ เพียงปล่อยให้เด็กหนุ่มร้องไห้อยู่บนบ่าตัวเองอย่างเงียบๆ ทั้งสองต่างรู้ดีว่าคำพูดใดๆ ในตอนนี้ล้วนไร้ความหมายเมื่อเทียบกับความโล่งใจที่ท่วมท้นอยู่ในใจ
หลังจากปล่อยให้น้ำตาไหลจนหมดแรง เฟยหลงถอยออกมาเช็ดหน้าด้วยหลังมืออย่างเขินอาย รู้สึกแปลกใจในตัวเองเล็กน้อยที่ปล่อยให้อารมณ์พรั่งพรูออกมาขนาดนี้ต่อหน้าคนอื่น ทั้งที่ในอดีตเขาไม่เคยยอมให้ใครเห็นตัวเองอ่อนแอแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าอายเลยสักนิด ความสัมพันธ์ที่ผ่านคืนแห่งความตายมาด้วยกันได้เปลี่ยนความหมายของคำว่า "อ่อนแอ" ไปโดยสิ้นเชิง
—
ทั้งสองรีบกลับเข้าไปในซอกหินเพื่อดูอาการคนเฝ้าก้นเหว ใบหน้าซีดเผือดของคนเฝ้าก้นเหวทำให้หัวใจของทั้งคู่หล่นวูบ ชิงหยวนคลานเข้าไปตรวจชีพจรทันทีทั้งที่แขนขาแทบไม่มีแรง
"ยังอยู่" เขาพูดโล่งใจเมื่อััได้ถึงจังหวะเต้นที่แ่แต่ยังคงมี "แต่ต้องพาไปหาหมอจริงๆ โดยเร็วที่สุด แผลแบบนี้เกินกว่าที่เราจะรักษาเองได้ต่อไป"
เฟยหลงมองแผลที่สีข้างซึ่งเย็บปะด้วยเถาวัลย์อย่างหยาบๆ อีกครั้ง สังเกตเห็นว่าขอบแผลเริ่มบวมแดงผิดปกติ อาจเป็สัญญาณของการติดเชื้อที่กำลังลุกลาม เขากัดฟันแน่นด้วยความรู้สึกไร้ประโยชน์ที่กลับมาเยือนอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นครอบงำ เพียงบอกตัวเองว่าต้องทำทุกอย่างที่ทำได้ต่อไปแม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม
ชิงหยวนฉีกชายเสื้อของตัวเองที่ยังพอสะอาดออกมาเปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่ มือที่สั่นเทาจากความอ่อนล้าทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าปกติ เขาพยายามระลึกถึงตำรับยาสมุนไพรพื้นฐานที่เคยเรียนรู้มาจากสำนัก แต่ในป่าลึกเช่นนี้แทบไม่มีพืชชนิดใดที่คุ้นเคยพอจะนำมาใช้ได้ทันที ได้แต่ทำเท่าที่ทำได้และภาวนาให้ร่างกายของอาจารย์อาทนไหวจนกว่าจะถึงหมอ
—
เฟยหลงพยักหน้าเห็นด้วย มองไปรอบตัวด้วยความกังวล "แต่หมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดก็ถูกเผาไปแล้ว แล้วเราจะไปหาใครได้อีก"
ชิงหยวนนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ "มีหมู่บ้านอีกแห่งห่างจากที่นี่ไปทางใต้ประมาณครึ่งวัน ข้าเคยผ่านตอนเดินทางมา มีหมอสมุนไพรอยู่คนหนึ่ง ไม่รู้ฝีมือแค่ไหนแต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย" เขาพยายามลุกขึ้นยืนแต่ขาอ่อนแรงจนต้องเกาะผนังหินไว้
"ครึ่งวัน" เฟยหลงพูดซ้ำอย่างกังวล มองไปที่แผลของคนเฝ้าก้นเหวที่ยังคงซึมเืออกมาทีละน้อยแม้จะห้ามไว้แล้วหลายชั้น "ในสภาพแบบนี้ท่านจะทนไหวหรือ"
"ไม่มีทางเลือกอื่น" ชิงหยวนตอบเสียงหนักแน่น แม้ร่างกายจะยังสั่นเทาจากความอ่อนล้า "อยู่ที่นี่ต่อไปอันตรายกว่ามาก ทั้งสัตว์ป่า ทั้งความเป็ไปได้ที่จะมีคนอื่นตามรอยเข้ามาอีก เราต้องออกเดินทางทันทีที่ท่านพอจะขยับได้"
เฟยหลงมองไปที่ป่ารอบตัวอีกครั้งด้วยความหนักใจ ทั้งเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ทั้งสภาพร่างกายของทุกคนที่บอบช้ำจนแทบไม่เหลือแรง แต่เขารู้ดีว่าชิงหยวนพูดถูก การรีรออยู่ตรงนี้มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงให้มากขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงกัดฟันสลัดความกลัวทิ้งไปแล้วเริ่มรวบรวมสัมภาระเท่าที่ยังเหลืออยู่ให้พร้อมสำหรับการเดินทาง
—
ระหว่างที่เฟยหลงเข้าไปช่วยพยุง คนเฝ้าก้นเหวขยับตัวเบาๆ เปลือกตาเปิดขึ้นเป็เส้นบาง มือที่อ่อนแรงเอื้อมมาจับข้อมือเฟยหลงไว้เบาๆ
"เฟยหลง..." เสียงแหบแห้งกระซิบออกมา แม้จะเบามากแต่ก็ชัดเจนพอจะได้ยิน "มีเื่หนึ่ง...ที่ข้าต้องบอกเ้าให้ครบ ก่อนที่จะสายเกินไปกว่านี้"
เฟยหลงคุกเข่าลงทันที กุมมือของผู้าุโไว้แน่น "ท่านผู้าุโ เก็บแรงไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวเราพาท่านไปหาหมอ แล้วค่อยคุยกันทีหลังก็ได้"
"ไม่" คนเฝ้าก้นเหวส่ายหน้าอ่อนๆ ดวงตาที่มองมาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแม้ร่างกายจะอ่อนล้าสุดขีด "ครั้งที่แล้วข้าถูกตัดบทไปสองครั้งแล้ว ข้าไม่อยากเสี่ยงเป็ครั้งที่สาม เื่พ่อของเ้า...มันสำคัญกว่าที่เ้าคิดมากนัก"
เฟยหลงรู้สึกหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ คำพูดที่ค้างคาในใจมาั้แ่คืนที่หนีออกจากหุบเหวในที่สุดก็กำลังจะได้รับคำตอบ
ชิงหยวนที่ยืนอยู่ไม่ไกลหันมามองด้วยสีหน้าใไม่แพ้กัน เขาเองก็เคยได้ยินประโยคที่ค้างไว้นี้มาก่อนในคืนที่จำเขาได้ครั้งแรก รู้ดีว่ามันหนักหนาเพียงใดสำหรับอาจารย์อาที่จะเอ่ยมันออกมา จึงเลือกนั่งลงเงียบๆ ข้างๆ ไม่ขัดจังหวะ ปล่อยให้่เวลาสำคัญนี้เป็ของเฟยหลงกับอาจารย์อาโดยแท้จริง
เฟยหลงกลืนน้ำลายด้วยความประหม่า มือที่กุมมือผู้าุโไว้เริ่มเย็นเยียบจากความกังวล เขาเฝ้ารอคำตอบนี้มานานจนบางครั้งเกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยตั้งคำถามอะไรไว้ในคืนนั้น แต่ตอนนี้เมื่อคำตอบใกล้จะปรากฏจริงๆ กลับรู้สึกกลัวมากกว่าอยากรู้เสียอีก ราวกับส่วนลึกในใจเข้าใจดีว่าคำตอบที่กำลังจะได้ยินอาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เขาเคยเชื่อมาตลอดชีวิต
ลมเย็นพัดผ่านซอกหินเบาๆ ราวกับธรรมชาติเองก็หยุดฟังไปพร้อมกัน คนเฝ้าก้นเหวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความเ็ป ริมฝีปากที่แห้งผากขยับช้าๆ เตรียมพูดคำต่อไปที่รอคอยมานานกว่าสิบปี