EP : 39 พบเจออีกครั้ง
กว่าทุกคนจะยอมสงบก็เล่นทำเอาเว่ยลู่เซียนแทบกุมขมับเพราะไม่มีใครสนใจเสียงของนางเลย
“ข้าเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าข้าไปเปิดหน้าต่างเอาไว้เองเพราะงั้นท่านพี่ใจเย็นๆ ก่อนนะเจ้าคะ” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกตอนนี้พวกนางกำลังตกเป็นที่สนใจของคนอื่นไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย
“ท่านอาจารย์ของเราเป็นคนเช่นนี้เองหรอกหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของอาจารย์ทั้งสองของเขาที่ปกติจะนิ่งเงียบแต่พอเวลานี้กลับโมโหง่ายเมื่อมีเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับหญิงสาวคนนั้น
“ถ้ามีน้องสาวเช่นนี้แล้วรู้ว่ามีคนแอบเข้าห้องน้องสาวของตัวเอง เป็นข้าก็โมโหเหมือนกัน” ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยบอก
“ห้ะ!! เจ้าว่าอะไรนะ น้องสาวอย่างนั้นหรือ” ชายหนุ่มร้องอย่างตกใจก่อนจะเอ่ยถามสหายของตัวเอง
“ก็ใช่นะสิ อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้ว่านั้นน้องสาวของท่านอาจารย์นะ” ชายหนุ่มเอ่ยบอกสหายของตัวเอง มันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมาเนี่ย
“ก็ใช่นะสิ” ชายหนุ่มยอมรับอย่างอายๆ
“ท่านพี่ข้าไปโรงหมอก่อนนะเจ้าคะ” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกพลางหายตัวไปทันทีก่อนที่พี่ชายของนางจะทันได้กล่าวอะไรออกมา
เว่ยลู่เซียนมาถึงก็เดินเข้าโรงหมอทันที วันนี้คนก็ยังเยอะเหมือนเดิม
“ท่านหมอหญิงท่านมาพอดีเลยขอรับ ตอนนี้โอสถบางตัวขายหมดไปแล้วขอรับ” กงห้าวเอ่ยบอกทันทีที่เห็นหน้าของเว่ยลู่เซียน
“อืมๆ ข้าหลอมมาแล้ว อ๋อ จริงสิ พวกเจ้าก็เพิ่มระดับลมปราณด้วยล่ะ เพราะอาจจะมีการต่อสู้ในโรงหมอของข้าเกิดขึ้น ข้าจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง นี่โอสถเพิ่มระดับเอาไว้แบ่งกัน” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกพลางส่งโอสถไปให้กับกงห้าวไปด้วย
“เอ่อ ขอบคุณขอรับท่านหมอหญิง” กงห้าวเอ่ยบอกอย่างพลางรับโอสถทั้งหมดมา
แม้จะรู้ว่ามันไม่เหมาะสม แต่เมื่อเขาคิดตามถ้าหากเขามีระดับลมปราณสูงขึ้นอย่างน้อยก็จะช่วยปกป้องโรงหมอแห่งนี้ได้หากวันไหนเว่ยลู่เซียนไม่อยู่
ทุกคนอาจจะคิดว่าทำไมนางไม่เก็บโอสถไว้ใช้เอง ขอบอกเอาไว้ก่อน ถึงใช้ไปนางก็ไม่เลื่อนระดับง่ายๆ หรอก
เพราะโอสถพวกนั้นถ้าเป็นระดับลมปราณระดับต่ำมันจะช่วยได้มาก แต่ถ้านางใช้คงหมดเป็นร้อยขวดเป็นแน่
เว่ยลู่เซียนเดินเข้าห้องทำงานของตัวเองไป โดยมีจงอินเดินเอาสมุดบัญชีทั้งหมดมาให้นางตรวจ
“จริงสิ ข้าว่าจะให้พวกเจ้าผลัดกันหยุดคนละหนึ่งวันเพื่อจะให้ไปเพิ่มระดับลมปราณยังไงก็ไปตกลงกันเอาเองนะ” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอก
“เอ่อ อันนี้จริงไม่ต้องก็ได้ขอรับกลางคืนพวกข้ายังมีเวลาอยู่ขอรับ” จงอินเอ่ยบอกเพราะรู้ดีว่างานที่นี่มันหนักหากพวกเขาขาดไปคนหนึ่งอีกสองคนคงต้องเหนื่อยมากเป็นแน่
“ตามใจพวกเจ้าก็แล้วกัน” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกพลางนั่งตรวจดูบัญชีต่อไปเงียบๆ พอตรวจเสร็จแล้วก็คิดว่าจะตรวจคนไข้สักหน่อย
“จงอินมีคนไข้รายไหนหนักๆ เชิญมาที่ห้องของข้าได้เลย” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกก่อนจะเก็บของทุกอย่างให้เข้าที่
“ขออนุญาตขอรับ”
“เจ้านาย…”
“เข้ามา” เว่ยลู่เซียนยังไม่ทันได้ฟังในสิ่งที่หลงฉี่เอ่ยบอก นางก็กล่าวขึ้นทันที
เว่ยลู่เซียนนางรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครเลยไม่คิดจะฟังคำพูดของหลงฉี่
นางมองโม่ฉิงหลานที่สภาพดูไม่ได้ ขาทั้งสองหักเส้นแถมลมปราณถูกทำลายอีกต่างหากซึ่งนางรู้ดีว่าเป็นฝีมือของใคร
ถ้าไม่ใช่พี่ชายของนางก็ไม่รู้จะเป็นใครไปได้แล้วล่ะ
“เอ่อ” โม่ฉิงหลานพูดไม่ออกเพราะไม่คิดว่าจะมาเจอนางที่นี่
เขารู้ดีว่านี่เป็นโรงหมอของเว่ยลู่เซียนแต่ได้ข่าวว่านางไม่เข้าโรงหมอมาหลายวันเขาก็เลยคิดว่าไม่น่าจะมาเจอนางที่นี่ ถ้าพี่ของนางรู้เข้าเขาจะไม่ตายใช่หรือไม่
“เข้ามาสิ” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกอีกครั้ง ชายอีกคนที่มาด้วยก็เข็นรถเข็นที่มีโม่ฉิงหลานนั่งอยู่เข้ามาด้านในทันที
“ท่านแม่ไม่มาด้วยหรือ” เว่ยลู่เซียนเอ่ยถามเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายอึดอัด
นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากเจอนางหรอกเพราะคนที่ทำให้โม่ฉิงหลานเป็นแบบนี้ก็คือนางทั้งนั้น
แต่ทำไมกันนะ ทำไมนางไม่รู้สึกเสียใจหรือสงสารอีกฝ่ายเลยล่ะ
“มาแต่ท่านแม่ติดธุระอีกเดี๋ยวก็คงมา” โม่ฉิงหลานพยายามทำตัวให้นิ่งที่สุด
“งั้นหรือ เอาล่ะ ค่ารักษาข้าจะไม่คิดก็แล้วกันเพราะต้นเหตุมันมาจากข้าทั้งหมด แต่ข้าจะคิดค่าโอสถเท่านั้น ซึ่งมันแพงมาก” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกเพราะต้นเหตุมันมาจากนางทั้งนั้นจะไปโทษใครได้
“เข้าใจแล้ว” โม่ฉิงหลานเอ่ยบอก
“ดื่มนี้ไปเสีย แต่จะเจ็บปวดหน่อยนะ พาเขาไปนอนบนเตียงแล้วก็จับเขาเอาไว้ด้วย” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกพลางส่งขวดโอสถให้อีกฝ่ายไปด้วย
สิ่งที่นางจะทำคือรักษาเส้นลมปราณให้เขาก่อน เพราะมันจะได้รักษาขาที่หักของเขาได้ง่ายขึ้น
เว่ยลู่เซียนมองโม่ฉิงหลานดื่มโอสถไปก็ทำการฝังเข็มเพื่อเปิดจุดลมปราณทันทีอย่างรวดเร็วพลางกลับมานั่งที่เก้าอี้
พลางฟังเสียงร้องแผ่วๆ ของอีกฝ่ายจะพยายามกลั้นเสียงเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
“ร้องออกมาก็ได้นะ ข้างนอกไม่ได้ยินหรอก” เว่ยลู่เซียนเอ่ยออกมาอย่างอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเมื่ออีกฝ่ายทำหน้าตลกๆ ในการกั้นเสียงร้อง คิดดูขนาดคนที่จับโม่ฉิงหลานยังพยายามกลั้นขำเลย
"มะ ไม่มี...ทะ อ๊าก!!” ทันทีที่โม่ฉิงหลานเปิดปากพูดก็ส่งเสียงร้องทันทีอย่างห้ามไม่อยู่ มันเจ็บปวดทรมานเจียนตายจนขาของเขามันจะระเบิดอยู่แล้ว
เว่ยลู่เซียนนั่งมองครู่เดียวก็ลุกขึ้นไปดึงเข็มออกจากนั้นไม่นานเสียงร้องก็เริ่มเบาลง
“ต่อไปก็ขวดนี้” เว่ยลู่เซียนส่งโอสถอีกขวดไปให้กับโม่ฉิงหลานก่อนจะกลับมานั่งแล้วอธิบายบอก
“ท่านต้องโคจรลมปราณก่อน จากนั้นค่อยดื่มพอท่านดื่มไปแล้วท่านก็โคจรลมปราณไปที่ขาของท่านที่หักจนกว่ามันจะหาย แต่มันจะเจ็บปวดนิดหน่อยอดทนหน่อยก็แล้วกัน” เว่ยลู่เซียนกล่าวจบก็จิบน้ำชาไปด้วยเบาๆ
โม่ฉิงหลานไม่อยากจะเชื่อคำพูดนางนัก เพราะไอ้ที่ว่าเจ็บนิดหน่อยนั้นไม่ใช่เลยสักนิดดูได้จากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
เว่ยลู่เซียนที่อีกฝ่ายดื่มโอสถลงไปแล้วก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่ออีก อันที่จริงนางรักษาให้โม่ฉิงหลานเลยได้นะ
แต่นางไม่ทำนั้นเป็นเพราะว่านางไม่คิดค่ารักษานางก็เลยให้อีกฝ่ายช่วยตัวเองไป นางทำในสิ่งที่อีกฝ่ายทำไม่ได้เท่านั้นเอง
“อ๊าก!!”
“ท่าทางจะเจ็บน่าดู” เว่ยลู่เซียนมองโม่ฉิงหลานที่ร้องออกมาแบบไม่อดกั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาเช่นนั้น