“ชีเหนียง เช่นนี้จะดีจริงหรือ? หากมอบทุกอย่างให้ไปแล้วที่อำเภอเฉาจะทำเช่นไร?”
“ไม่ต้องห่วง ข้ามิใช่คนที่ทำสิ่งใดแล้วไม่คิด ก่อนอื่น คงต้องแจ้งไปที่อำเภอเฉาก่อน”
“เช่นนั้นข้าควรลงมือเมื่อใดดี?” ตู้หมิงเจวียนกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นความคิดของชีเหนียงช่างยอดเยี่ยม ในเมื่อไม่อาจรักษาให้เป็นของตนเองไว้ได้เช่นนั้นผู้อื่นก็อย่าได้หวังจะเอาไปได้ง่ายๆ เช่นกัน
ชีเหนียงคำนวณระยะเวลาการส่งสาส์นจากเมืองหลวงไปถึงอำเภอเฉา อย่างเร็วสุดก็ต้องใช้เวลาจเจ็ดวันแต่ช่วงนี้เมืองหลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงมากเกินไป
“ขอข้าคิดดูก่อน ว่าทำอย่างไรจึงจะปลอดภัยที่สุด”
ขณะที่สตรีทั้งสองกำลังหารือกันอยู่ในห้องทันใดนั้นก็มีเสียงของจ้าวจือชิงดังขึ้นจากลานบ้าน
“คนเล่า? เหตุใดกลับมาจึงไม่เห็นผู้ใดอยู่เลย? เกิดอันใดขึ้นกัน?”
จ้าวจือชิงแกล้งส่งเสียงดังเขารู้ว่าชีเหนียงกำลังมีแขก หากแต่อย่างไรก็อยากเห็นปฏิกิริยาของนางที่ไม่ได้พบเจอเขานานเช่นนี้อยู่ดี
ยังไม่ทันที่ชีเหนียงจะได้ออกไปก็มีเสียงของหลานไฉ่เตี๋ยดังขึ้น
“เจ้าเคราร่างโต โหวกเหวกอันใดกัน? ระวังเถอะเดี๋ยวชีเหนียงได้ออกมาด่าเจ้าแน่!” น้ำเสียงที่หลานไฉ่เตี๋ยใช้ค่อนข้างแย่มากแค่ฟังก็รู้ว่าจัดการธุระข้างนอกไม่ราบรื่นจึงอารมณ์เสีย
เดิมทีพวกเขาเจอสถานที่ที่น่าสนใจแห่งหนึ่งราคาก็เจรจากันเกือบเสร็จแล้ว แต่แล้วพอจะทำสัญญา คนผู้นั้นกลับเปลี่ยนใจกะทันหัน หลานไฉ่เตี๋ยมิใช่คนที่จะยอมให้ผู้อื่นรังแกได้ง่ายๆจึงแสดงละครร่ำไห้โวยวายอยู่กลางถนน
จนได้รับการขอโทษพร้อมทั้งเงินชดเชยกลับมาแน่นอนว่านางต้องการสถานที่แห่งนี้มากกว่าเงินชดเชยแต่ไม่ว่านางจะใช้กลอุบายอย่างไร คนผู้นั้นก็ไม่ยอม สุดท้ายจึงยอมบอกความจริงว่ามีคนต้องการสถานที่ตรงนี้เช่นกัน เขาจึงไม่อาจปล่อยเช่าให้พวกนางได้
“เหอะ! ใช้อำนาจรังแกคนชัดๆ! รอวันใดข้ารุ่งเรืองขึ้นมา ได้เห็นดีกันแน่! เหอะ!”
หลานไฉ่เตี๋ยจึงทั้งบ่นทั้งด่าไปตลอดทางกลับส่วนจิ่งซีก็ค่อนข้างรำคาญสตรีผู้นี้ จึงแยกไปคนละทาง
พอกลับมาถึงก็พบกับจ้าวจือชิงเข้าพอนึกถึงตอนถูกลักพาตัวที่วัดเฉิงเอิน ชายผู้นี้เคยข่มขู่นางไว้ไม่น้อย นางจึงพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดี
จ้าวจือชิงไม่คุ้นเคยกับสตรีผู้นี้อยู่แล้วย่อมไม่เห็นนางอยู่ในสายตา หลานไฉ่เตี๋ยจึงได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “มีแต่พวกตาสุนัขมองคนต่ำ! เหอะ!”
ชีเหนียงรู้จักนิสัยของจ้าวจือชิงดีแม้ภายนอกเหมือนจะมิใช่คนคิดเล็กคิดน้อย แท้จริงแล้วกลับไม่ยอมผู้ใดง่ายๆตอนนี้ที่ยังใจเย็นกับไฉ่เตี๋ยก็เพราะกำลังควบคุมอารมณ์ตัวเองอยู่ หากไฉ่เตี๋ยยังทำตัววุ่นวายต่อคาดว่าเขาคงจับนางโยนออกนอกบ้านไปแน่
“ข้าจะออกไปดูก่อน เจ้ารอในห้องนะ”
ชีเหนียงพูดจบก็เดินออกมาที่ลานบ้านเมื่อไฉ่เตี๋ยเห็นนางก็เหมือนเห็นผู้ช่วยชีวิตจึงโผเข้าไปหา “ชีเหนียง ช่วยข้าด้วย เจ้านักเลงโตผู้นี้คิดจะทำมิดีมิร้ายข้า!”
นางจงใจกล่าวหาจ้าวจือชิงเพราะต้องการให้ชีเหนียงอยู่ข้างตนเนื่องจากรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจที่จ้าวจือชิงมีต่อนางอยู่ก่อนแล้ว
“สตรีเช่นเจ้าหรือ!” จ้าวจือชิงเอ่ยออกมาอย่างดูแคลนโดยไม่แม้แต่จะชายตามองนางหลานไฉ่เตี๋ยได้แต่กระทืบเท้าด้วยความโมโห อีกทั้งชีเหนียงยังไม่มีท่าทีเข้าข้างนางอีก
“ฮึ พวกเจ้ารังแกข้ากันทั้งนั้น…”
พูดจบก็เอามือปิดวิ่งร้องไห้กลับห้องตนไป
ชีเหนียงไม่คิดไปปลอบหลานไฉ่เตี๋ยด้วยเพราะนิสัยนางหากระบายอารมณ์เสร็จแล้วก็จะกลับมาดีขึ้นได้เอง
“ชีเหนียง ไม่เจอกันนานเพียงนี้เหตุใดเจ้าจึงไม่สนใจข้า จะไปมองนางทำไมกัน?” จ้าวจือชิงก้าวขึ้นมาหมุนตัวชีเหนียงให้หันมามองตน
นางที่ก้มหน้าอยู่รับรู้ได้ถึงกลิ่นกายของเขาพยายามดิ้นรนเล็กน้อย จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองแล้วแสร้งทำเป็นขุ่นเคือง
“รีบปล่อยมือเสีย หากมีคนมาเห็นเข้าจะดูไม่ดี”
เมื่อเห็นนางไม่ได้โกรธจริงจังจ้าวจือชิงก็แย้มรอยยิ้มก่อนจะลดมือลง “ชีเหนียงครั้งนี้เครื่องปรุงขายดียิ่งนัก ตอนนี้เรามีสินค้าเครื่องปรุงหลายอย่างแล้ว ทั้งยังเริ่มขายหลายๆที่รอบอำเภอเฉาด้วย ข้าว่าอีกไม่นานคงขยายได้ทั่วแคว้นต้าชาง”
วิธีพูดเช่นนี้ก็เหมือนกับการบอกชีเหนียงกลายๆถึงความเคลื่อนไหวในช่วงนี้ของตน
เขาก้มหน้ากระซิบข้างหูชีเหนียง “ชีเหนียงที่อยู่อำเภอเฉาช่างน่าเกลียดนัก เจ้าก็เหลือเกิน เหตุใดต้องใช้กลอุบายทำให้ตนเองดูน่าเกลียดเช่นนั้นด้วยหากไม่ใช่เพราะรู้ว่าคนผู้นั้นคือตัวปลอม ข้าคง…”
ขณะพูดก็พบว่าสายตาที่ชีเหนียงจ้องมองตนนั้นแปลกๆเหมือนจะฆ่าเขาให้ได้ โดยเฉพาะใบหน้าฝืนยิ้มนั้น ทำให้หัวใจเขาบีบเกร็งขึ้นมาทันที
“ชี ชีเหนียง เจ้าเป็นอะไรไป?”
นางปรายตามองจ้าวจือชิงคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนคนนี้ก็จะเป็นพวกมองคนแค่เปลือกนอก แม้จะรู้ดีว่าบุรุษย่อมมองรูปโฉมสตรีเป็นอย่างแรกหากนางทั้งอ้วนและน่าเกลียดขึ้นมาจริงๆ คนผู้นี้ก็จะไม่มีใจให้นางสินะ?
เมื่อนึกถึงคำว่ามีใจชีเหนียงก็เริ่มกระวนกระวายเล็กน้อย เหตุใดงจึงคิดไปถึงเรื่องนี้ได้เขาจะชอบคนแบบไหน ก็ไม่เห็นเกี่ยวอันใดกับนางเสียหน่อยทำไมนางต้องใส่ใจเรื่องไร้สาระเช่นนี้
“ไม่มีอะไร ข้าอยากส่งสาส์นฉบับนี้ไปที่อำเภอเฉา เจ้ามีหนทางทำให้ไปถึงที่นั่นในสามวันหรือไม่?”
เดิมทีชีเหนียงแค่ตั้งใจจะเปลี่ยนหัวข้อจึงเอ่ยถึงเรื่องนี้ ผู้ใดจะคิดว่าจ้าวจือชิงกลับมีวิธีเสียได้
“วิธีน่ะมี แค่อาจต้องเสียเงินหน่อย” พูดจบเขาก็จ้องชีเหนียง “เกิดอันใดขึ้น?”
ชีเหนียงรู้สึกไม่มั่นใจว่าเขาจะสามารถส่งสาส์นให้ถึงอำเภอเฉาได้ภายในสามวันจึงเอ่ยถามย้ำ “เจ้าทำได้แน่หรือ?”
“ได้แน่นอน แต่เจ้าต้องบอกข้าก่อนว่าเกิดอันใดขึ้น มิเช่นนั้นข้าหากได้แต่คาดเดาไปเองงานคงไม่สำเร็จ”
แม้นางจะรู้ว่าเขาอาศัยโอกาสสืบเรื่องราว แต่ก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอันใด เพราะถ้าสถานความงามปิดตัวลงทุกคนก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่ดี
“ข้าเตรียมจะปิดสถานความงามในอำเภอเฉา”
เมื่อฟังถึงตรงนี้ดวงตาของจ้าวจือชิงหรี่เล็กลงเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นท่าทางใจเย็นของชีเหนียง จึงรู้ว่านางไม่ได้ล้อเล่น
“เพราะเหตุใด?”
ชีเหนียงไม่ต้องการให้เขารู้มากเกินไปจึงเอ่ยตอบ “ไม่มีเหตุผลอันใด เพราะข้าไม่อยากเปิดแล้วเลยจะปิดก็เท่านั้น อีกทั้งตอนนี้ข้ายังต้องดูแลเรือนพักผ่อนอันหยางอีกไหนจะการวิจัยเครื่องปรุง แค่นี้ก็ยุ่งมากพอแล้ว แปลกหรือ?”
“ได้ ได้ ได้ ชีเหนียงจะทำสิ่งใดก็ได้ทั้งนั้น!”
แม้ปากเอ่ยไปเช่นนั้นแต่ในใจเขากลับยังมีความสงสัยอยู่จึงแอบส่งสัญญาณบางอย่างออกไป ให้คนที่ซ่อนตัวอยู่ออกไปสืบเรื่องราวมา
หลังจากได้รายงานเรื่องที่ให้ไปสืบมาจึงได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วมีคนจับจ้องสถานความงามอยู่ ชีเหนียงจึงตัดสินใจปิดกิจการสถานความงามแห่งนี้ลง
“องค์หญิงเฉาหยางอย่างนั้นหรือ? มือช่างสาวมาได้ไกลนัก!”
-----