
์เก้าชั้นฟ้า... ดินแดนที่มนุษย์นับล้านเฝ้าใฝ่ฝันถึง สถานที่ที่เต็มไปด้วยปราณเซียนบริสุทธิ์ เมฆามงคลลอยล่องทอประกายเจ็ดสี เสียงพิณทิพย์บรรเลงแว่วหวานกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ เหล่านางฟ้าเทพธิดาร่ายรำด้วยท่วงท่าที่งดงามเหนือจินตนาการ
ทุกสิ่งบน์ล้วนสมบูรณ์แบบ... สมบูรณ์แบบเสียจนน่าเบื่อ!
บนตำหนัก ‘เมฆาเร้นจันทร์’ ซึ่งเป็ที่ประทับส่วนพระองค์ของโอรสแห่งมหาเทพ ร่างโปร่งบางในชุดตี้จวินสีขาวบริสุทธิ์ขลิบเงินกำลังนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งหยกหมื่นปี เส้นผมสีหมึกยาวสยายแผ่กระจายไปตามพื้นหยก ดวงตาเรียวหงส์ที่มักจะหรี่ลงครึ่งหนึ่งด้วยความเกียจคร้านมองดูลูกท้อ์ในมือราวกับกำลังมองดูก้อนหินที่ไร้ค่า
“รสชาติจืดชืดยิ่งนัก!... กินมาจะห้าหมื่นปีแล้ว! ข้ายังต้องกินไอ้ลูกไม้นี่ไปอีกนานแค่ไหนเนี่ย!”
‘เฟิ่งเหลียน’ โอรสองค์เล็กของมหาเทพผู้ปกครอง์เก้าชั้นฟ้าถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะโยนลูกท้อ์ที่มนุษย์ยอมแลกด้วยชีวิตเพื่อให้ได้กินสักคำทิ้งไปทางหน้าต่างอย่างไม่ไยดี เสียงลูกท้อตกกระแทกหัวเซียนรับใช้ที่เดินผ่านไปมาดัง ‘ปั้ก’ แต่ไม่มีใครกล้าบ่น เพราะทุกคนบน์รู้ดีว่า โอรสเทพองค์นี้... ดื้อรั้น เอาแต่ใจ และมีพลังอำนาจที่น่ากลัวพอ ๆ กับบิดาของเขา!
“ท่านโสมเทพ... ท่านมหาเทพทรงรับสั่งให้ท่านไปเข้าเฝ้าที่ตำหนัก์พ่ะย่ะค่ะ ทรงบอกว่าถึงเวลาที่ท่านต้องรับตำแหน่งดูแลการโคจรของดวงดาวแล้วพ่ะย่ะค่ะ...” เซียนรับใช้ชราองค์หนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ
“ดูแลดวงดาว?” เฟิ่งเหลียนเลิกคิ้ว “งานพรรค์นั้นข้าให้หมาป่า์ไปวิ่งไล่งับดาวเล่นยังทำได้เลย ทำไมข้าต้องไปนั่งจัดระเบียบดาวพวกนั้นด้วย ไม่เอา ข้าไม่ไป ข้าปวดหัว ข้าเวียนหัว ข้าธาตุไฟเข้าแทรก ข้ากำลังจะตาย”
เซียนชราหน้ากระตุก ท่านเป็โอรสเทพที่กำเนิดจากแก่นแท้ของจักรวาล ท่านจะไปธาตุไฟเข้าแทรกได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ!
“แต่ว่ามหาเทพทรงพิโรธมากเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ทรงตรัสว่าถ้าวันนี้ท่านไม่ไปรับตำแหน่ง จะทรงตัดเงินเดือน... เอ๊ย ตัดงบประมาณของวิเศษในตำหนักของท่านทั้งหมด!”
คำขู่นั้นไม่ได้ทำให้เฟิ่งเหลียนสะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขาลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนตั่งหยก ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มเ้าเล่ห์ “ตาแก่ขี้บ่นเอ๊ย... คิดจะบังคับให้ข้าทำงานงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ! ข้าเกิดมาเพื่อเป็ภาระของจักรวาล ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานนะ!”
ว่าแล้ว ร่างสีขาวบริสุทธิ์ก็สะบัดแขนเสื้อวูบเดียว หายวับไปจากตำหนักเมฆาเร้นจันทร์ ทิ้งให้เซียนชรายืนอ้าปากค้าง ก่อนจะกรีดร้องเสียงหลง “แย่แล้ว! ท่านโสมเทพจะหนีไปแล้ว! ผู้ใดก็ได้ไปทูลมหาเทพที!”
ณ บ่อน้ำจุติ (บ่อเกิดมรรคผล)
สถานที่แห่งนี้คือจุดเชื่อมต่อระหว่าง์และโลกมนุษย์ เหล่าเทพเซียนที่้าลงไปบำเพ็ญเพียรเผชิญด่านเคราะห์จะต้องมาะโลงบ่อน้ำนี้เพื่อไปเกิดใหม่ เฟิ่งเหลียนปรากฏตัวขึ้นที่หน้าบ่อน้ำด้วยท่าทางสบายใจเฉิบ
เทพยามสององค์ที่เฝ้าบ่ออยู่เห็นโอรสเทพเสด็จมาก็รีบคุกเข่าทำความเคารพตัวสั่นเทา
“ทะ... ท่านโสมเทพเสด็จมาที่นี่ มีธุระอันใดให้ผู้น้อยรับใช้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“ไม่มีอะไร พวกเ้าทำหน้าที่ของพวกเ้าไปเถิด ข้าแค่มาเดินเล่นน่ะ” เฟิ่งเหลียนโบกมือปัด ๆ ชะโงกหน้ามองลงไปในบ่อน้ำที่หมุนวนด้วยกระแสพลังแห่งวัฏสงสาร “แหม... ข้างล่างนี้คือโลกมนุษย์สินะ ได้ยินพวกเซียนชั้นผู้น้อยคุยกันว่า โลกมนุษย์มีของกินอร่อย ๆ มีสุราเมามายมากมาย มีหอนางโลม... เอ๊ย มีสถานที่บันเทิงเริงรมย์มากมาย และที่สำคัญ ถ้าเกิดเป็ลูกเศรษฐี ก็ไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากผลาญเงินพ่อแม่ไปวัน ๆ ช่างเป็วิถีชีวิตที่ประเสริฐแท้!”
เทพยามสององค์มองหน้ากันเลิ่กลั่ก “เอ่อ... ท่านโสมเทพ คงไม่ได้คิดจะ...”
“คิดสิ!” เฟิ่งเหลียนหันมายิ้มแฉ่ง ยิ้มที่ทำให้เทพยามรู้สึกเหมือนเห็นูเาไฟกำลังจะะเิ “ข้าจะลงไปเกิด! ข้าจะไปเป็คุณชายเสเพล ข้าจะไปใช้ชีวิตให้สุดแสนจะไม่เอาไหนไปเลย ข้าเบื่อที่จะต้องมานั่งกินลูกท้อและฟังเสียงสวดมนต์แล้ว!”
“มะ... ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! มหาเทพไม่ได้มีราชโองการให้ท่านลงไปเผชิญด่านเคราะห์ หากท่านะโลงไปโดยพลการ ์จะปั่นป่วน โลกมนุษย์จะวุ่นวายนะพ่ะย่ะค่ะ!”
“ข้าไม่สน!”
เฟิ่งเหลียนไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาหลับตาลง ใช้ปราณเซียนอันมหาศาลของตนผนึกความทรงจำและพลังส่วนใหญ่เอาไว้ในส่วนลึกของจิติญญา เพื่อไม่ให้ร่างมนุษย์ที่เขาจะไปสิงสถิตต้องะเิเป็จุณเพราะรับพลังเทพไม่ไหว จากนั้นร่างเพรียวบางก็กระโจนลงสู่บ่อน้ำจุติราวกับนักะโน้ำโอลิมปิก!
“ตูม!!!”
แสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาจากบ่อน้ำ ก่อนจะพุ่งทะยานลงสู่เบื้องล่าง เทพยามทั้งสองกอดคอกันร้องไห้โฮ
“จบสิ้นแล้ว... ์จบสิ้นแล้ว! โอรสเทพหนีลงไปโลกมนุษย์แล้ว!!”
โลกมนุษย์ - แคว้นต้าจ้าว เมืองหลวงฉางอัน
ณ จวนเสนาบดีกรมพิธีการ สกุลหลี่
บรรยากาศภายในจวนเสนาบดีที่เคยเงียบสงบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของบัณฑิตผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย เสียงร้องไห้คร่ำครวญของบ่าวไพร่ดังระงมไปทั่วเรือนตะวันตก
“คุณชายสาม! คุณชายสามอย่าเพิ่งตายนะเ้าคะ! ฮือออออ!”
บนเตียงไม้แกะสลักหลังใหญ่ ร่างของเด็กหนุ่มอายุสิบแปดปีนอนแน่นิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มเ้าสำราญบัดนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษ ริมฝีปากเขียวคล้ำ ที่มุมปากมีคราบสุราและเศษอาหารไหลซึมออกมา กลิ่นเหล้าเหม็นฉุนคละคลุ้งไปทั่วห้อง
เขาคือ ‘หลี่เฟิ่งเหลียน’ บุตรชายคนที่สามของเสนาบดีกรมพิธีการ หลี่ซ่างซู ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็ขุนนางที่เ้าระเบียบและตงฉินที่สุดในราชสำนัก ทว่าบุตรชายคนที่สามผู้นี้กลับเป็ข้อยกเว้นของทุกกฎเกณฑ์
หลี่เฟิ่งเหลียนผู้นี้ ไม่ชอบอ่านตำรา ไม่ชอบฝึกวรยุทธ์ ทั้งชีวิตวัน ๆ เอาแต่หิ้วกรงนกเดินเตาะแตะไปตามตรอกซอกซอย แวะโรงเตี๊ยม เข้าหอนางโลม เป็ที่เอือมระอาของคนทั้งเมืองหลวง และวีรกรรมล่าสุดที่ทำให้เขาต้องมานอนหยอดน้ำข้าวต้ม (หรืออาจจะไม่ได้หยอดอีกเลย) ก็คือ... การไปรับคำท้าดวลเหล้าัพ่นไฟกับคุณชายสกุลหวังที่หอหมื่นบุปผา
ด้วยความห้าวเป้งบวกกับคอที่อ่อนยิ่งกว่าพับเป็ด หลี่เฟิ่งเหลียนกระดกเหล้าที่มีดีกรีแรงพอจะฆ่าช้างได้เข้าไปรวดเดียวสามไห ผลก็คือ... สำลักเหล้า หายใจไม่ออก และสิ้นใจตายคาอกแม่นางน้อยในหอนางโลม!
บ่าวไพร่ต้องรีบหามร่างไร้ิญญาของคุณชายสามกลับมาที่จวน ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งจวน
เสนาบดีหลี่ ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเคร่งขรึม ยืนกำไม้เท้าแน่นจนข้อป้อมขาวซีด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไปด้วยความโกรธและความอับอาย ในขณะที่ ฮูหยินหลี่ ผู้เป็มารดานั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่ข้างเตียง พลางเขย่าร่างบุตรชายที่ไม่ตอบสนอง
“ลูกแม่... อาเหลียนของแม่ เ้าตื่นขึ้นมาสิ! หมอ! หมออยู่ไหน ทำไมยังไม่มาอีก!”
“ปล่อยให้มันตายไปนั่นแหละ!” เสนาบดีหลี่ตวาดลั่น เสียงดังจนกระเบื้องบนหลังคาสั่น “ข้าอุตส่าห์ส่งมันไปเรียนกับราชครู มันก็โดดเรียน! ข้าให้มันไปฝึกขี่ม้า มันก็เอาม้าไปขายเอาเงินไปซื้อเหล้า! วันนี้มันถึงกับไปตายในหอนางโลม! ข้า... ข้าผู้เป็ถึงเสนาบดีกรมพิธีการ ผู้ดูแลจารีตประเพณีของแผ่นดิน จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! พรุ่งนี้ข้าจะเขียนฎีกาขอลาออกจากราชการ!”
“ท่านพี่! ลูกเรากำลังจะตายนะเ้าคะ ท่านยังมีกะจิตกะใจมาห่วงเื่หน้าตาอีกหรือ!” ฮูหยินหลี่ตอกกลับทั้งน้ำตา
ในขณะที่สองสามีภรรยากำลังเถียงกันอยู่นั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า เหนือหลังคาจวนเสนาบดีหลี่ มีแสงสีทองสายเล็ก ๆ ทะลุผ่านก้อนเมฆ พุ่งตรงลงมายังร่างของเด็กหนุ่มที่นอนนิ่งสนิทบนเตียง!
วาบ...
แสงนั้นซึมซาบเข้าสู่กลางหน้าผากของหลี่เฟิ่งเหลียนอย่างเงียบเชียบ
ภายในห้วงจิติญญาอันมืดมิดของร่างมนุษย์ เฟิ่งเหลียน (โอรสเทพ) ลืมตาขึ้น เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงความอึดอัดที่บีบรัดรอบตัว
‘อืม... ร่างนี้ตายสนิทแล้วสินะ ิญญาเดิมแตกซ่านไปหมดแล้ว เหลือแต่ความทรงจำอันน้อยนิด’
เฟิ่งเหลียนเริ่มซึมซับความทรงจำของร่างนี้ เขาเห็นภาพเด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งที่วัน ๆ เอาแต่เกาะแกะสาว ๆ โดนคนอื่นหลอกเอาเงิน และสุดท้ายก็สำลักเหล้าตายอย่างอนาถ
‘โง่บัดซบ...’ โอรสเทพบน์ถึงกับสบถในใจ ‘แต่ก็เอาเถอะ พื้นเพเป็คุณชายไร้ประโยชน์ ไม่เอาถ่าน คงไม่มีใครคาดหวังอะไรหรอก แบบนี้แหละตรงกับที่ข้าตั้งใจไว้เลย! ข้าจะได้นอนโง่ ๆ เป็ผักต้มไปวัน ๆ โดยไม่มีใครมาบังคับให้ไปทำงาน!’
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เฟิ่งเหลียนก็เริ่มเดินพลังปราณเซียนที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด (เพราะถูกผนึกไว้) เพื่อซ่อมแซมหลอดลมที่ตีบตันและขับพิษสุราออกจากร่างกายอันอ่อนแอนี้
บนเตียงนอน มือที่ซีดเผือดของเด็กหนุ่มเริ่มกระตุกเบา ๆ
“ฮือออ อาเหลียน... แม่จะอยู่ต่อไปได้อย่างไรเล่าลูก...” ฮูหยินหลี่ยังคงร้องไห้ไม่หยุด
ทันใดนั้นเอง...
“แค่ก! แค่ก ๆ ๆ ๆ ๆ! โอ้กกกกกกก!”
หลี่เฟิ่งเหลียนที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว จู่ ๆ ก็เด้งตัวพรวดขึ้นมานั่งบนเตียง ก่อนจะพ่นน้ำสีอำพันกลิ่นเหม็นหึ่งออกมาเต็มพื้นห้อง
“ว้ายยยยย!” บ่าวไพร่ะโหลบกันจ้าละหวั่น
“ละ... ลูกแม่! ลูกแม่ฟื้นแล้ว! ฟ้าดินเมตตาโดยแท้!” ฮูหยินหลี่ถลาเข้าไปกอดลูกชายแน่น
เฟิ่งเหลียน (ที่ตอนนี้เข้ามาสิงร่างอย่างสมบูรณ์แล้ว) รู้สึกเหมือนหัวหมุนติ้ว หูอื้อไปหมด กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของสุราผสมกับกลิ่นเหงื่อของมนุษย์ทำให้จมูกเซียนของเขาแทบจะพังทลาย เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แต่ก็พบว่าปอดของมนุษย์นั้นช่างเล็กและบอบบางเหลือเกิน
“ปล่อย... อึดอัด...” เสียงแหบพร่าดังหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากบาง
ฮูหยินหลี่รีบคลายอ้อมกอด “อาเหลียน เ้าเป็อย่างไรบ้างลูก เจ็บตรงไหนบอกแม่มาสิ!”
เฟิ่งเหลียนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาที่เคยขุ่นมัวด้วยฤทธิ์สุราบัดนี้กลับกระจ่างใสและลึกล้ำราวกับสระน้ำบน์ เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง สถาปัตยกรรมไม้แกะสลักแบบโลกมนุษย์ ผ้าห่มปักลายงาช้าง และกลุ่มคนที่ยืนล้อมรอบเตียง
‘วุ่นวายเสียจริง...’ เขาคิดในใจ พยายามจะส่งกระแสจิตสั่งให้บ่าวไพร่พวกนี้หุบปาก ‘จงเงียบ...’
ทว่า... ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนยังคงส่งเสียงดังโวยวาย
‘อ้าว ลืมไป นี่มันมนุษย์ธรรมดา รับกระแสจิตเทพไม่ได้นี่ โธ่เอ๊ย ลำบากจังเลย ต้องใช้ปากพูดเหรอเนี่ย’ เฟิ่งเหลียนลอบถอนหายใจในความไร้ประสิทธิภาพของเผ่าพันธุ์มนุษย์
เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเอง “หนวกหู... ออกไปให้หมด ข้าจะนอน”
คำพูดที่ดูสงบนิ่งและเ็าเกินกว่าปกติของคุณชายสาม ทำให้ทุกคนในห้องชะงักไปชั่วครู่ ปกติแล้วถ้าหลี่เฟิ่งเหลียนฟื้นขึ้นมาหลังจากการเมามาย เขาจะต้องโวยวายหาน้ำ หาสุรา หรือไม่ก็ร้องไห้กลัวพ่อตี แต่เหตุใดวันนี้... ทำไมคุณชายสามถึงดูกดดันแปลก ๆ?
เสนาบดีหลี่ที่ยืนแข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อเห็นลูกชายฟื้นคืนชีพ ก็ได้สติกลับมา ความโกรธที่ถูกระงับไว้ด้วยความใเมื่อครู่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เขาพุ่งพรวดเข้ามาที่ข้างเตียง เงื้อไม้เท้าขึ้นสูง
“ไอ้ลูกทรพี! เ้ายังกล้าตื่นขึ้นมาอีกรึ! ทำไมเ้าไม่ตาย ๆ ไปซะ เป็ความอับอายของสกุลหลี่จริง ๆ! เ้ามันตัวผลาญสมบัติ! เ้ามันคนไร้ประโยชน์!”
ไม้เท้ากำลังจะฟาดลงมาที่ไหล่ของเด็กหนุ่ม ฮูหยินหลี่กรีดร้องเตรียมเอาตัวบัง
ทว่า... หลี่เฟิ่งเหลียนกลับไม่ได้หลับตาปี๋หรือหดคอหนีเหมือนทุกครั้ง เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้น ปรายตาคู่งามมองบิดาของตนในชาตินี้ด้วยสายตาเรียบเฉย... เรียบเฉยเสียจนน่าขนลุก
เสนาบดีหลี่ชะงักกึก ไม้เท้าในมือที่เงื้ออยู่ค้างเติ่งกลางอากาศ จู่ ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนมีูเาทั้งลูกมากดทับลงบนบ่า อากาศรอบตัวเย็นเฉียบลงกะทันหัน เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมสายตาของไอ้ลูกชายไม่เอาถ่านคนนี้ถึงทำให้เขารู้สึก... หวาดกลัวจนอยากจะคุกเข่าลงไปกราบ!
‘นี่ข้าเป็อันใดไปงั้นหรือ... เหตุใดข้าถึงสั่นเพียงนี้...’ เสนาบดีหลี่คิดอย่างสับสน
เฟิ่งเหลียนจ้องตาบิดาอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะดึงสายตากลับมา เขารู้ตัวว่าเผลอปล่อยจิตสังหารของเทพออกมานิดหน่อย (แค่นิดเดียวจริง ๆ ถ้าปล่อยมากกว่านี้ เสนาบดีหลี่คงธาตุแตกตายไปแล้ว) เขารีบเก็บพลังเทพของตนกลับเข้าไป ซ่อนไว้ใต้คราบของคุณชายผู้เสเพล
“ท่านพ่อ...” เฟิ่งเหลียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ ยานคางตามสไตล์คนี้เี “ข้าเพิ่งผ่านความเป็ความตายมา ท่านจะตีข้าให้ตายอีกรอบก็ตามใจเถิด แต่รอก่อนได้หรือไม่ ข้าหิวข้าว... ขอน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมสักชามเถอะ แล้วค่อยมาตีข้า”
เสนาบดีหลี่อ้าปากค้าง ไม้เท้าในมือหล่นตุ้บลงกับพื้น ไอ้เด็กเหลือขอนี่... เพิ่งฟื้นจากความตายก็ร้องกินไก่ตุ๋นโสมเลยเรอะ! ความสำนึกผิดอยู่ที่ใดกัน!
“เ้า... เ้า!” เสนาบดีหลี่ชี้หน้าลูกชาย นิ้วสั่นระริก “ดี! ดีมาก! ในเมื่อเ้ายังลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ พรุ่งนี้เช้า ข้าจะลากคอเ้าเข้าวัง! ข้าจะพาเ้าไปเข้าเฝ้าฝ่าาในท้องพระโรง ให้ฝ่าาเป็ผู้ลงทัณฑ์คนเสเพลเช่นเ้า ให้รู้กันไปเลยว่าสกุลหลี่จะยอมตัดหางปล่อยวัดเ้าแล้ว!”
พูดจบ เสนาบดีหลี่ก็สะบัดแขนเสื้อ เดินกระทืบเท้าตึงตังออกจากห้องไปด้วยความโมโหปนสับสน ทิ้งให้ฮูหยินหลี่นั่งสะอื้นไห้ลูบผมลูกชาย
“อาเหลียน... เ้าอย่าไปเถียงพ่อเขาสิลูก พรุ่งนี้ถ้าเข้าวัง เ้าต้องสำรวมนะลูกนะ ฝ่าาทรงเข้มงวดมาก หากเ้าทำตัวเสียมารยาท หัวเ้าจะหลุดจากบ่าเอานะลูก”
เฟิ่งเหลียนที่กำลังลูบท้องตัวเองเพราะความหิว เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
‘ฝ่าา? อ้อ... ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าจ้าว ผู้ปกครองมนุษย์ดินแดนนี้สินะ’
ในความทรงจำของร่างนี้ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีพระนามว่า ‘จ้าวิ’ เป็ฮ่องเต้หนุ่มที่รูปงาม เด็ดขาด และเปี่ยมไปด้วยพระบารมี ขุนนางทั้งบุ๋นบู๊ต่างเกรงกลัวและเคารพเทิดทูน
แต่ในความทรงจำของโอรสเทพแห่ง์เก้าชั้นฟ้า...
‘จ้าวิ... จ้าวิ... ชื่อนี้คุ้น ๆ แฮะ’ เฟิ่งเหลียนพยายามขุดค้นความทรงจำอันยาวนานห้าหมื่นปีของตน ‘อ้อ! นึกออกแล้ว! ไอ้เด็กจ้าวิ เซียนอาลักษณ์ระดับล่างที่เคยทำพู่กันตกใส่เท้าข้าเมื่อร้อยปีก่อนนี่เอง! เห็นท่านพ่อบอกว่าจะส่งมันลงมาบำเพ็ญบารมีเป็ฮ่องเต้ในโลกมนุษย์สักสามชาติ... ที่แท้ก็มาเป็ฮ่องเต้อยู่ที่นี่นี่เอง!’
มุมปากของคุณชายสามกระตุกขึ้นเป็รอยยิ้มที่ทำให้บ่าวไพร่ในห้องรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกมนุษย์... แท้จริงแล้วก็คือเซียนรับใช้ระดับล่างบน์ที่เคยวิ่งซื้อซาลาเปาให้เขากิน!
‘หึ... พรุ่งนี้จะพาข้าไปเข้าเฝ้าจ้าวิงั้นเหรอ? น่าสนุกดีนี่ ข้าอยากจะรู้นักว่า ถ้าไอ้เซียนนั่นเห็นหน้าข้า มันจะตะลึงจนตกบัลลังก์ัเลยหรือไม่’
“ท่านแม่... ข้าไม่เป็อันใดแล้ว ท่านไปสั่งห้องครัวทำอาหารมาให้ข้าเถิด เอาเยอะ ๆ นะ ข้าหิวจนกินไก่ได้ทั้งตัวแล้ว” เฟิ่งเหลียนเอนหลังลงนอนบนหมอน ั์ตาทอประกายซุกซน “ส่วนเื่พรุ่งนี้... ท่านไม่ต้องห่วง ข้าสัญญาว่าฝ่าาจะต้อง... ‘ประทับใจ’ ในตัวข้าอย่างแน่นอน!”
ฮูหยินหลี่ปาดน้ำตา พยักหน้ารับคำอย่างงง ๆ ก่อนจะรีบสั่งบ่าวไพร่ให้ไปเตรียมอาหาร ไม่กล้าซักไซ้ว่าความประทับใจที่บุตรชายพูดถึงคืออะไร
เมื่อทุกคนออกไปจากห้องจนหมด หลี่เฟิ่งเหลียนก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาดู ผิวพรรณของมนุษย์ช่างหยาบกระด้างเมื่อเทียบกับกายทิพย์ พลังปราณที่ััได้ก็เบาบางราวกับหมอกควัน แต่ถึงกระนั้น เขากลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด
“โลกมนุษย์... ความอ่อนแอ... ความหิวโหย... ช่างเป็ความรู้สึกที่แปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจเสียจริง”