หมู่บ้านฉางซิงลี่ที่ไป๋จงอาศัยอยู่นั้น ขึ้นตรงกับตำบลเว่ยสุ่ยเป่ยถิง
หญิงสาวที่ชื่อว่าอวี้เอ๋อร์ มีชื่อเต็มว่าโจวอวี้ อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านฉางเล่อลี่ ซึ่งอยู่ติดกับหมู่บ้านฉางซิงลี่ ระยะทางระหว่างสองหมู่บ้านนี้ไม่ไกลกันนัก
เมื่อก่อนไป๋หลานมักจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนที่หมู่บ้านฉางเล่อลี่อยู่บ่อยครั้ง ทันทีที่เดินเข้าประตูหมู่บ้าน นางก็ทักทายลี่เจียนเหมินของที่นี่อย่างกระตือรือร้น จากนั้นจึงพาไป๋จงเดินลึกเข้าไปด้านใน
สองพี่น้องมาถึงหน้าเรือนหลังหนึ่งอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าประตูใหญ่ไม่ได้ปิด จึงเดินเข้าไปโดยตรง
สภาพแวดล้อมในบ้านของโจวอวี้ดีกว่าของไป๋จงมาก ที่นี่ทั้งประตูและกำแพงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ลานบ้านกว้างขวาง ทั้งยังปลูกต้นหม่อนไว้จำนวนหนึ่ง ตรงตามคำบรรยายที่ว่า 'บ้านขนาดห้าหมู่ ปลูกต้นหม่อนล้อมรอบ[1]' อย่างยิ่ง
ภายในลานบ้านมีหญิงสาวอีกคนหนึ่ง กำลังใช้ครกหินตำข้าวอยู่ เสียงครกหินที่กระแทกขึ้นลงดังอึกทึก หญิงสาวหันหลังให้ประตูใหญ่ จึงไม่ได้สังเกตว่ามีคนสองคนเข้ามาในบ้าน
"อวี้เอ๋อร์!" ไป๋หลานตบไหล่หญิงสาวเบา ๆ
หญิงสาวผู้นั้นก็คือโจวอวี้ ในที่สุดนางก็พบว่ามีคนมาด้านหลังจึงหันกลับมามอง และเมื่อเห็นคนที่นางคิดถึงมาหลายเดือนยืนอยู่ในลานบ้าน ความโหยหาก็พรั่งพรูออกมาในทันที
"อวี้เอ๋อร์!"
ไป๋จงจำได้ว่านางเป็ใครจากความทรงจำที่สืบทอดมา โจวอวี้มีรูปร่างหน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวผ่อง แม้จะมองด้วยสายตาของคนยุคปัจจุบันอย่างไป๋จง นางก็ยังถือเป็สาวงามที่หาได้ยาก
นางไม่ได้มีรูปร่างกำยำเหมือนคนที่ทำงานหนักในไร่นา แต่มีรูปร่างสูงโปร่งระหง ผมยาวถูกรวบไว้ด้วยปิ่นปักผม แสดงว่าถึงวัยปักปิ่นแล้ว ท่วงท่าสง่างามดุจหยก
"นี่ท่านกลับมาจริง ๆ หรือเ้าคะ!"
โจวอวี้วิ่งเหยาะ ๆ มาตรงหน้าไป๋จง แต่แล้วฝีเท้าก็หยุดลงอย่างรวดเร็ว นางมองเขาด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม ใบหน้าสวยเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อในทันที
ไป๋จงกล่าวเสียงเบา "เพิ่งเสร็จศึก จึงกลับมาเยี่ยมเ้า"
"พี่ใหญ่ ท่านทำแบบนี้ไม่ได้นะเ้าคะ"
ไป๋หลานรู้สึกร้อนใจแทนเขา พี่ใหญ่ของนางช่างไม่รู้จักเอาใจหญิงสาวเลย นางจึงกล่าวว่า "อวี้เอ๋อร์ พี่ใหญ่เตรียมจะมาทาบทามสู่ขอแล้วเ้าค่ะ เขาบอกว่าพอกลับมาจะแต่งเ้าเข้าบ้าน ต่อไปเ้าก็จะเป็พี่สะใภ้ใหญ่ของข้าแล้ว"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาของเด็กสาว ทำให้ใบหน้าของโจวอวี้ยิ่งแดงก่ำมากขึ้น จากนั้นนางก็นึกอะไรบางอย่างได้ ความแดงระเรื่อจางหายไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าที่ควรจะมีความสุขกลับกลายเป็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูท่าทางลังเลใจเป็อย่างยิ่ง
"มะ... ไม่ได้เ้าค่ะ!" โจวอวี้เอ่ยคำสองคำนี้ออกมาอย่างยากลำบาก
การที่นางพูดเช่นนี้คือการปฏิเสธ ไป๋จงชะงักไป และถามออกไปตามสัญชาตญาณ "เหตุใดจึงไม่ได้?"
พวกเขามิได้หมั้นหมายกันไว้หรอกหรือ?
"เพราะข้าบอกว่าไม่ได้อย่างไรเล่า"
ที่ด้านหลังลานบ้าน ประตูห้องที่ปิดแง้มอยู่ถูกผลักออก ชายสองคนเดินออกมา คนที่พูดคือชายที่เดินนำหน้า ชื่อว่าโหมวเล่อ เป็นายด่านตำบลเว่ยสุ่ยเป่ยถิง อายุสามสิบต้น ๆ บิดาของเขาเคยสร้างผลงานในการรบ จึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็ต้าฟูขั้นห้า
โหมวเล่อยังมีพี่เขยเป็เสี้ยนเว่ย[2]ในอำเภอเหมยเสี้ยน ด้วยความสัมพันธ์และบรรดาศักดิ์ จึงได้เป็นายด่านตำบลเมื่อหลายปีก่อน
ในความทรงจำของไป๋จง โหมวเล่อมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักในตำบลเว่ยสุ่ยเป่ยถิง ไม่ใช่คนดีอะไร แต่กลับมาปรากฏตัวที่นี่
ส่วนคนที่ตามหลังมาก็คือบิดาของโจวอวี้ ชื่อว่าโจวสือ ชื่อตรงกับตัวตน เขาเป็คนซื่อสัตย์และเรียบง่าย
"ท่านพ่อ" โจวอวี้เดินไปหลบด้านหลังบิดา ไม่กล้าเผชิญหน้ากับไป๋จงอีก
ไป๋จงถามว่า "นายด่านโหมวพูดเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร?"
"เ้าคือไป๋จงแห่งหมู่บ้านฉางซิงลี่ ที่สร้างผลงานในสนามรบจนได้รับบรรดาศักดิ์ปู้เกิงผู้นั้นรึ?"
โหมวเล่อเคยได้ยินเื่ของไป๋จงมาบ้าง เขาได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์จากบิดามานานแล้ว ในฐานะต้าฟูไม่จำเป็ต้องเกณฑ์แรงงาน หากพูดตามคำสมัยหลังก็คือลูกหลานผู้ดีที่เสเพลคนหนึ่ง จึงไม่ได้รู้สึกอะไรมากกับผู้ที่ได้รับบรรดาศักดิ์จากการฆ่าศัตรูในกองทัพ
บรรดาศักดิ์ต้าฟูยังอยู่เหนือกว่าปู้เกิง โหมวเล่อจึงไม่ได้เห็นไป๋จงอยู่ในสายตา
"ถูกต้อง!" ไป๋จงพยักหน้า
โหมวเล่อหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ "เป็เ้าจริง ๆ ด้วย ได้ยินว่าเ้ากับอวี้เอ๋อร์มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ตอนนี้เลิกคิดถึงนางเสียเถิด อีกไม่นานนางจะกลายเป็อนุภรรยาคนที่แปดของข้า อวี้เอ๋อร์ เ้าว่าจริงหรือไม่?"
โจวอวี้ก้มหน้าไม่กล้าตอบ น้ำตาคลอเบ้า
"ท่านลุงคิดเห็นอย่างไรขอรับ?" ไป๋จงถามต่อ
คำว่า ท่านลุงในที่นี้หมายถึงบิดาของโจวอวี้
โจวสือเหลือบมองโหมวเล่อ พลางคิดในใจว่าคงต้องขอโทษไป๋จงแล้ว จึงถอนหายใจกล่าวว่า "เมื่อครู่พวกเราปรึกษากันแล้ว ข้ายอมตกลง"
"ท่านลุง ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไรเ้าคะ?"
ไป๋หลานไม่อยากเชื่อว่านี่คือเื่จริง นางไม่ได้มาที่นี่เพียงสิบกว่าวัน เหตุใดจู่ ๆ จึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ เมื่อก่อนไม่ใช่แบบนี้
ไป๋จงไม่ได้โกรธ เขาถามอย่างสงบว่า "อวี้เอ๋อร์ เกิดเื่อะไรขึ้น?"
เื่นี้ดูท่าจะไม่เรียบง่าย โหมวเล่อไม่ใช่คนดี ในสถานการณ์ปกติ โจวสือไม่มีทางยอมตกลงแน่นอน
โจวอวี้ไม่พูดอะไร สองมือกำชายเสื้อไว้แน่น ไป๋จงมั่นใจว่าบ้านของนางต้องเกิดเื่ขึ้นแน่ โจวอวี้เป็สาวงามที่มีชื่อเสียงในตำบล ความงามที่นำภัยมาสู่ตนย่อมถูกผู้อื่นหมายปองเป็ธรรมดา
หากเป็ไป๋จงคนก่อน เขาอาจจะวู่วามพานางหนีไป แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางวู่วาม จึงกล่าวเรียบ ๆ ว่า "ข้าเข้าใจแล้ว หลานเอ๋อร์ พวกเรากลับกันเถอะ"
"พี่ใหญ่!" ไป๋หลานไม่ยอมไป แต่ถูกไป๋จงลากออกจากประตู
โหมวเล่อคิดว่าไป๋จงกลัวตน จึงหัวเราะเยาะ และส่งสายตาละโมบไปยังโจวอวี้ โจวอวี้หวาดกลัวจนต้องหลบอยู่หลังบิดา โจวสือรู้สึกจนปัญญาอย่างยิ่ง
ด้านนอก
ไป๋หลานกล่าวด้วยความสับสน "พี่ใหญ่ ข้าคิดว่าอวี้เอ๋อร์ถูกบังคับเ้าค่ะ"
ไป๋จงย่อมดูออกว่าถูกบังคับ จึงกล่าวว่า "แต่พวกเราไม่รู้อะไรเลย จะช่วยนางได้อย่างไร?"
ตามที่เขารู้ คนเดียวที่ทำให้โจวอวี้ต้องกังวลก็คือบิดาของนาง มารดาเสียชีวิตไปนานแล้ว และไม่มีพี่น้องคนอื่น ปัญหาน่าจะอยู่ที่ตัวโจวสือ
ไป๋หลานถามด้วยความกังวล "จะทำอย่างไรดีเ้าคะ?"
"พวกเรากลับไปก่อน แล้วค่อยสืบให้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านลุง ถึงจะหาทางแก้ไขได้"
ไป๋จงไม่ได้คิดจะทอดทิ้ง โจวอวี้เป็รักวัยเยาว์ของเขา ทั้งยังหมั้นหมายกันไว้ ย่อมมีหน้าที่ต้องช่วยนาง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับโหมวเล่อที่เป็นายด่านตำบล สองพี่น้องในตอนนี้ยังไม่มีหนทาง เดิมทีพวกเขามาด้วยความคาดหวัง แต่สุดท้ายกลับต้องกลับไปด้วยความหดหู่
.....
ผู้ที่เดินทางไปยังเมืองชื่อลี่เพื่อส่งราชโองการให้ไป๋จงและประกาศรางวัล ในที่สุดก็กลับถึงเมืองเสียนหยาง และรายงานเื่ความพ่ายแพ้ให้อิ๋งเจิ้งทราบ เนื่องจากพ่ายแพ้ ราชโองการจึงยังไม่ถูกส่งต่อไป เื่การมอบบรรดาศักดิ์จึงต้องถูกระงับไว้ก่อน
บรรดาศักดิ์ที่ไป๋จงเฝ้ารอ จึงต้องรอต่อไปอีก
ในขณะนี้ใบหน้าของอิ๋งเจิ้งเคร่งขรึม เขามองรายงานการทหารล่าสุดเกี่ยวกับเมืองอี๋อันบนโต๊ะ ค่ายหลักของหวนอี่ถูกตีแตก กองทัพแสนนายที่ไปโจมตีแคว้นจ้าว สุดท้ายเหลือเพียงสองหมื่นกว่าคนที่สามารถกลับถึงมณฑลซ่าง
แคว้นหานและแคว้นเว่ยส่งทหารมาช่วยแคว้นจ้าวอย่างกะทันหัน เมืองเยี่ยเฉิงและเมืองฝานอู๋ที่เิอู่และหวังเปินโจมตี ต่างจบลงด้วยความล้มเหลว กองทัพต้องถอยร่นกลับไป
หวนอี่ซึ่งพ่ายแพ้เป็คนแรกยังไม่ทันกลับมา รายงานการทหารต่าง ๆ ก็ถูกส่งมาถึงเมืองเสียนหยางด้วยม้าเร็ว และวางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าอิ๋งเจิ้ง
อิ๋งเจิ้งมองทุกคนในท้องพระโรงแล้วกล่าวเสียงเย็น "พวกเ้าบอกข้ามาว่าเหตุใดศึกนี้จึงพ่ายแพ้?"
"เมืองฝานอู๋และเมืองเยี่ยเฉิงยังพอว่า แคว้นหานและแคว้นเว่ยส่งทหารมาช่วยแคว้นจ้าว ข้าเข้าใจได้ แต่กองทัพแสนนายที่หวนอี่นำทัพ กลับเหลือเพียงสองหมื่นกว่าคนที่กลับมาได้ พ่ายแพ้ยับเยินเพียงนี้ หวนอี่เป็คนไร้ค่ารึ?"
เมื่อพูดจบ อิ๋งเจิ้งก็ตบฝ่ามือลงบนโต๊ะเบื้องหน้า จนจู๋เจี่ยนกระจัดกระจายเต็มพื้น เขายอมรับความพ่ายแพ้ได้ แต่ยอมรับการพ่ายแพ้อย่างราบคาบเช่นนี้ไม่ได้ กองทัพแสนนายเกือบจะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ความพ่ายแพ้ขนาดนี้ เขาไม่อาจยอมรับได้
ไม่ว่าจะเป็หวังเจี่ยน หลี่ซือ หรือแม้แต่อัครมหาเสนาบดีหวังว่าน ในตอนนี้ต่างประสานมือยืนนิ่ง ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก
"กราบทูลท่านอ๋อง แม่ทัพหวนอี่... กลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ผู้ที่ทำลายบรรยากาศนี้เป็คนแรก คือจ้าวเกาที่รีบเดินเข้ามาในท้องพระโรง เพื่อแจ้งข่าว หลังจากพูดจบ เขายืนตัวเกร็งด้วยความประหม่า เพราะเกรงว่าท่านอ๋องจะระบายโทสะลงที่ตน
[1] บ้านขนาดห้าหมู่ ปลูกต้นหม่อนล้อมรอบ เป็แิการปกครองด้วยคุณธรรมของ 'เมิ่งจื่อ' ที่ว่า 'หากครอบครัวชาวบ้านแต่ละครัวเรือน ได้รับการจัดสรรที่ดินสำหรับสร้างบ้านคนละ 5 หมู่ แล้วรอบ ๆ บ้านนั้นปลูกต้นหม่อนเอาไว้เพื่อเลี้ยงไหมและทอผ้า ราษฎรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปก็จะมีเสื้อผ้าแพรพรรณสวมใส่ให้อบอุ่นร่างกาย ไม่ต้องทนหนาวเหน็บ' ทำให้ราษฎรมีกินมีใช้ มีปัจจัยสี่ขั้นพื้นฐานอย่าง
[2] เสี้ยนเว่ย ผู้บัญชาการทหารอำเภอ ขุนนางผู้ดูแลฝ่ายความมั่นคง การทหาร และการปราบปรามฏในอำเภอ มีอำนาจสั่งการกองกำลังประจำเขต