คืนนั้น ทั่วทั้งเขตศิษย์รับใช้ตกอยู่ในความเงียบสงัด ภายในห้องพักเล็ก ๆ มีเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันที่ส่องสว่างอยู่เพียงริบหรี่
อาเหมียวหลับไปนานแล้ว เหลือเพียงเหวินซานที่ยังคงนั่งอยู่หน้าเตาหลอมด้วยท่าทางมุ่งมั่น เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ หยิบสมุนไพรต้นแรกขึ้นมาแล้วหย่อนลงในเตาอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงเริ่มโคจรพลังิญญาตามวิธีที่ระบุไว้ในตำรา
ตำราของผู้าุโไม่ได้ใช้พลังิญญาเป็เชื้อเพลิง แต่ใช้อักขระบนเตาหลอมเหนี่ยว เมื่อนำธาตุไฟจากฟ้าดิน ผู้เริ่มต้นจึงสามารถหลอมโอสถได้ แม้พลังิญญาจะยังอ่อนแอ
เปลวไฟสีส้มอ่อนค่อย ๆ ปรากฎขึ้นใต้เตาหลอม แต่มันอ่อนแอเสียจนแทบจะดับลงอยู่ตลอดเวลา เหวินซานกัดฟันแน่น พยายามประคองเปลวไฟให้คงที่ที่สุด
แต่ไม่นานนัก เสียงดัง "ปัง!" ก็ปรากฏขึ้น
ควันดำพวยพุ่งออกจากเตาหลอมทันที ฝาเตากระเด็นออกไป สมุนไพรด้านในกลายเป็เถ้าถ่าน เหวินซานถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนทันทีว่า
"ครั้งที่ 1 เปลวไฟไม่นิ่ง สมุนไพรไหม้ก่อนที่จะหลอมรวม"
เขาไม่ยอมเสียเวลาโทษตนเอง แต่กลับเริ่มทำใหม่ทันที
เสียงะเิดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสมุดบันทึกมีรอยขีดเพิ่มขึ้นทุกหน้า
เวลาผ่านไปจนฟ้าเริ่มสาง สมุนไพรที่ซื้อมาเกือบครึ่งกองหายไปกลายเป็เถ้าถ่านหมดสิ้น แต่เขายังคงไม่ได้โอสถแม้แต่เม็ดเดียว
อาเหมียวลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อเห็นควันดำเต็มห้องก็รีบโบกมือไล่ควัน "แค่ก ๆ น้องเหวิน! เ้าจะรมควันข้าหรืออย่างไร"
เหวินซานหัวเราะแห้ง ๆ "ขออภัย" อาเหมียวมองสมุดที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือของอีกฝ่ายก่อนจะถอนหายใจ "พักบ้างเถอะ คนเราจะหลอมโอสถสำเร็จได้อย่างไรในคืนเดียว" เหวินซานเพียงพยักหน้าตอบรับ
หลายวันผ่านไป หลังจากทำงานประจำเสร็จสิ้น เหวินซานจะรีบกลับมาฝึกหลอมโอสถทุกคืน แม้จะล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่การควบคุมพลังิญญาของเขากลับละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ เดิมทีพลังิญญาภายในร่างของเขามักจะกระจัดกระจาย แต่หลังจากฝึกควบคุมเปลวไฟทุกวัน มันก็เริ่มไหลเวียนอย่างเป็ระเบียบโดยที่เ้าตัวไม่ทันสังเกตเห็น
ขณะเดียวกัน ภายในตันเถียน หินสีดำพลันสั่นไหวขึ้นอย่างแ่เบา อักขระสีทองเส้นหนึ่งปรากฎขึ้นเพียงชั่วพริบตา ก่อนจางหายไปในความมืด
เหวินซานซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับเปลวเพลิงไม่ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นแม้แต่น้อย
เมื่อการหลอมโอสถล้มเหลวอีกครั้ง เหวินซานไม่ได้รู้สึกผิดหวัง กลับกันเขาหยิบสมุดขึ้นมาเขียนเพิ่มว่า "ครั้งที่ 17 เปลวไฟนิ่งขึ้นกว่าก่อน พลังิญญาสูญเสียน้อยลง เข้าใกล้ความสำเร็จอีกก้าว"
เด็กหนุ่มปิดสมุดลงแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านทางหน้าต่าง ก่อนจะกำหมัดแน่น "อีกไม่นาน... ข้าจะต้องหลอมสำเร็จ"
หลังจากวันนั้น ทุกคืนเมื่อเสร็จงานประจำ เหวินซานจะกลับมานั่งหน้าเตาหลอม แม้ความล้มเหลวจะเพิ่มจากครั้งที่สี่เป็ครั้งที่สิบ และจากครั้งที่สิบเป็ครั้งที่สิบเจ็ด แต่ทุกข้อผิดพลาดล้วนถูกบันทึกไว้ในสมุดอย่างไม่ตกหล่น
เตาหลอมใบเล็กของเขาเต็มไปด้วยรอยไหม้ พื้นห้องเต็มไปด้วยขี้เถ้าสมุนไพร ส่วนสมุดบันทึกเองก็ถูกเขียนจนเกือบเต็มเล่ม
อาเหมียวซึ่งนอนอยู่บนเตียงอีกฝั่งมองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าพร้อมหัวเราะ "น้องเหวิน... ข้าว่าห้องพวกเราจะกลายเป็ห้องรมควันก่อนที่เ้าจะหลอมโอสถสำเร็จเสียอีก"
เหวินซานยิ้มบาง "หากสำเร็จจริง ข้าจะให้เ้ากินเป็คนแรก"
อาเหมียวหัวเราะเสียงดัง "ตกลง! เช่นนั้นข้าจะยอมสูดควันต่ออีกสักพัก" ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน
หลายคืนต่อมา… เหวินซานเปิดสมุดบันทึกอีกครั้ง หน้ากระดาษเต็มไปด้วยตัวอักษรแน่นขนัด ทั้งการที่เพลิงแรงเกินไป ตัวยาแตกก่อนรวมตัว จังหวะใส่สมุนไพรผิด และพลังิญญาไม่สมดุล เขาหลับตาลง ทบทวนข้อผิดพลาดทั้งหมดทีละข้อ ไม่นานเขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
"ลองอีกครั้ง..." เปลวไฟค่อย ๆ ลุกขึ้นใต้เตาหลอม ครั้งนี้เหวินซานไม่รีบร้อน เขาควบคุมไฟให้เบาราวกับเปลวเทียน สมุนไพรแต่ละชนิดถูกหย่อนลงตามลำดับอย่างแม่นยำ
สามลมหายใจ ทุกอย่างเป็ไปตามที่เขาบันทึกไว้ เวลาผ่านไปภายในเตาหลอมไม่มีเสียงะเิ ไม่มีควันดำ กลับมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยออกมาแทน
เหวินซานหัวใจเต้นแรง เขาไม่รีบเปิดฝาเตาแต่รออีกสามลมหายใจตามที่ตนเองสรุปไว้ เมื่อถึงเวลาเขาจึงค่อย ๆ ยกฝาเตาขึ้น
กลิ่นโอสถบริสุทธิ์พวยพุ่งออกมา กลางเตาหลอมมีโอสถสีเขียวอ่อนวางอยู่หนึ่งเม็ด แม้รูปร่างยังไม่สมบูรณ์นัก ผิวเม็ดยายังมีรอยแตกร้าวเล็กน้อย แต่มันคือโอสถที่หลอมสำเร็จ
เหวินซานมองมันนิ่ง ๆ ก่อนรอยยิ้มจะค่อย ๆ ปรากฎบนใบหน้า "สำเร็จแล้ว..." น้ำเสียงนั้นเบาราวกับกระซิบแต่เต็มไปด้วยความยินดี
อาเหมียวที่กำลังงีบอยู่สะดุ้งตื่น "อะไรนะ" เมื่อเห็นโอสถในมือเหวินซาน เขารีบะโลงจากเตียง ดวงตาเบิกกว้าง
"สำ...สำเร็จจริงหรือ" เหวินซานพยักหน้า อาเหมียวถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความดีใจ "ฮ่า ๆ ๆ! พี่เหวิน! เ้าทำได้จริง ๆ!" เขาตบไหล่เหวินซานอย่างแรง "ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าต้องทำได้!" เหวินซานหัวเราะ
"ข้าเพียงหลอมยาขั้นหนึ่งสำเร็จเท่านั้น แต่ยังห่างไกลจากนักหลอมยาขั้นหนึ่งนัก แต่ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน เ้าบอกว่าข้าจะรมควันจนตายไม่ใช่หรือ"
อาเหมียวเกาศีรษะอย่างเขิน ๆ "ก็... ใครจะไปคิดว่าเ้าจะทำได้เร็วขนาดนี้" พูดจบเขารีบวิ่งออกจากห้อง ไม่นานก็กลับมาพร้อมไก่อบตัวหนึ่งที่ห่อด้วยใบตอง "นี่! ข้าเก็บเงินซื้อไว้ั้แ่ต้นเดือน เดิมตั้งใจจะกินวันเกิด แต่วันนี้ถือว่าเป็วันสำคัญกว่า"
เหวินซานมองไก่อบในมืออาเหมียวด้วยความมึนงงและประหลาดใจ เขาจำได้ดีว่าเงินเบี้ยหวัดของศิษย์รับใช้นั้นมีน้อยนิดเพียงใด การจะซื้อไก่อบตัวหนึ่งได้นั้นต้องอดออมอย่างหนักหนาสาหัส "เ้าไปเอาเงินมาจากไหนมากมายขนาดนี้?"
อาเหมียวเห็นท่าทางสงสัยของสหายจึงกวาดสายตามองซ้ายมองขวาอย่างมีพิรุธ ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเสียงเบาหวิว "ข้าไปขโมยมาจากห้องครัวของพวกศิษย์สายนอกมาน่ะสิ!"
เหวินซานเบิกตากว้างด้วยความใ แต่อาเหมียวกลับตีสีหน้าเรียบเฉยพลางหัวเราะร่า ราวกับว่าการขโมยของไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไรเลย เขาจัดการวางไก่อบลงตรงหน้าเหวินซาน
"เอาเถอะน่า วันนี้เ้าหลอมโอสถสำเร็จแล้ว เื่อื่นเอาไว้ค่อยว่ากัน กินให้อิ่มเถอะ!"
"เ้า..." อาเหมียวรีบยัดไก่อบใส่มือเขา "พวกเราฉลองกันเถอะ เพื่อนคนแรกของข้าหลอมโอสถสำเร็จแล้ว"
คำว่าเพื่อนทำให้เหวินซานชะงักไปชั่วขณะ นับั้แ่สูญเสียหมู่บ้าน เขาไม่เคยรู้สึกถึงความอบอุ่นเช่นนี้อีกเลย เหวินซานยิ้มออกมาอย่างจริงใจ เป็รอยยิ้มที่ไม่เจือความเศร้า
"ขอบใจ" ท่ามกลางความเงียบสงบของยามค่ำคืน ทั้งสองนั่งล้อมวงกินไก่อบอยู่หน้าห้องพัก
กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารผสานกับไอเย็นของสายลมยามดึกช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เสียงพูดคุยเื่ราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดำเนินไปอย่างเป็ธรรมชาติทำให้เกิดเสียงหัวเราะที่ดูเหมือนจะหายไปจากชีวิตของเหวินซานกลับมาดังขึ้นอีกครั้ง
หลังจากอาเหมียวจัดการเก็บกวาดเศษอาหารเรียบร้อยแล้ว เหวินซานก็หยิบสมุดบันทึกเล่มเดิมคู่ใจออกมา วางลงบนตักแล้วเปิดไปยังหน้าถัดไปอย่างใจเย็น เขาจุ่มพู่กันลงในหมึกอย่างแช่มช้า ก่อนจะจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษเพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญ
ครั้งที่ 18 หลอมโอสถสำเร็จเป็ครั้งแรก แม้โอสถยังมีตำหนิ แต่ทุกความผิดพลาดที่ผ่านมา... ล้วนไม่สูญเปล่า
เขาวางพู่กันลง ไม่รีบเขียนบรรทัดต่อไป เพียงเงยหน้ามองท้องฟ้าที่พร่างพรายไปด้วยหมู่ดาวอยู่นาน ท่ามกลางความเวิ้งว้างนั้น ความทรงจำเก่าก่อนเริ่มผุดขึ้นมาอย่างแ่เบาและเงียบเชียบ ภาพของจางิที่กำลังขยันขันแข็งผ่าฟืนอยู่หน้ากระท่อม เสียงหัวเราะสดใสของจางลี่ที่คอยวิ่งไล่ตามหลังเขาไปทั่วและกลิ่นอายของอาหารรสเรียบง่ายในยามเย็น ทุกภาพจำยังคงแจ่มชัดราวกับว่าเหตุการณ์เ่าั้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ไม่ผิดเพี้ยน
เหวินซานเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมาที่มุมปาก ก่อนจะพึมพำกับความว่างเปล่าเบา ๆ ว่า "ท่านพ่อ... ข้าทำได้แล้ว" แม้ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาจากความมืดมิด หัวใจของเขากลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ราวกับว่าถ้อยคำนั้นได้สื่อผ่านไปถึงิญญาของผู้เป็พ่อที่ล่วงลับไปแล้วจริง ๆ
เมื่อพลังภายในสงบลง เหวินซานรีบส่งจิตเข้าสู่ตันเถียนด้วยความระแวดระวัง หินสีดำก้อนนั้นยังคงลอยนิ่งสนิทอยู่ที่ตำแหน่งเดิม
ในจังหวะที่เขากำลังจะถอนจิตออก ความรู้สึกแปลกประหลาดพลันแล่นริ้วขึ้นจากหินสีดำ
อักขระสีทองที่เพิ่งปรากฏขึ้น พลันส่องสว่างวาบ แผ่ซ่านความเย็นเยียบไปตามเส้นชีพจรทั่วร่าง แทนที่เขาจะเป็ผู้บังคับพลัง แต่มันกลับเหมือนมีกระแสพลังมหาศาลจากหินก้อนนั้นไหลทะลักออกมาเองโดยไม่รอการสั่งการของเขา ราวกับมันกำลังบังคับให้ร่างของเขาต้องรับกระแสพลังที่อัดแน่นนี้ไว้
อาเหมียวที่กำลังก้าวเท้าจะกลับเข้าห้องชะงักฝีเท้าทันที เขาหันขวับกลับมามองด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าคือกระแสลมขนาดเล็กที่กำลังหมุนวนเป็เกลียวอยู่รอบร่างของเหวินซาน แรงกดดันจากพลังที่พุ่งพล่านเริ่มสั่นะเืข้าวของภายในห้อง
"น้องเหวิน" อาเหมียวอุทานเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
เหวินซานไม่อาจตอบรับเสียงร้องเรียกนั้น สติทั้งหมดของเขาถูกดึงเข้าสู่ภวังค์ที่ควบคุมไม่ได้ ร่างกายของเขาร้อนผ่าวขึ้นกะทันหัน ราวกับประตูที่เคยปิดตายมานานนับปี บัดนี้กำลังถูกกระแสพลังมหาศาลจากหินดำกระชากเปิดออกอย่างรุนแรง
"อึก..." เหวินซานกัดฟันแน่น พยายามประคองสติที่เหลืออยู่ไม่ให้ดับวูบไปขณะที่พลังภายในร่างกายกำลังพุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่งโดยที่เขาไม่ได้เป็ผู้ควบคุมแม้แต่น้อย
"อีกนิดเดียว..." เหวินซานกัดฟันแน่นและพยายามควบแน่นพลังต่อไปอย่างมุ่งมั่น
ครู่ต่อมา
ตู้ม! เสียงคล้ายบางสิ่งแตกสลายดังขึ้นภายในร่างกาย คอขวดที่ขวางกั้นเขามานานพลันพังทลายลง พลังิญญาจากฟ้าดินหลั่งไหลเข้าสู่ตันเถียนอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อย ๆ สงบนิ่งลง
หลังจากพลังิญญาภายในร่างสงบลง เขาก็หลับตาอีกครั้ง ใช้จิตััมุ่งเข้าสู่ตันเถียน ไม่นาน หินสีดำก้อนเดิมก็ปรากฎขึ้นตรงหน้า มันยังคงลอยนิ่งอยู่กลางตันเถียนเช่นเดิม
อักขระสีทองเส้นแรกบนผิวของมัน กลับไม่ได้เลือนหายไปเหมือนทุกครั้ง มันค่อย ๆ เปล่งประกายแ่เบา ราวกับลมหายใจของสิ่งมีชีวิตที่กำลังหลับใหล แสงสีทองสั่นไหวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ สงบลง
แต่ครั้งนี้... อักขระเส้นนั้นไม่ได้ดับลงไปอีก
เหวินซานขมวดคิ้ว เขาเฝ้ามองอยู่พักใหญ่ ทว่าหินสีดำกลับไม่ตอบสนองอีก ราวกับเพียง้าบอกให้รู้ว่า บางสิ่งภายในมันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ตราบใดที่มันยังไม่เป็อันตราย เขาก็ยังไม่คิดกังวลกับมันมากนัก "สักวัน... ข้าคงรู้เองว่ามันคืออะไรกันแน่"
เหวินซานค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความยินดี เขากำหมัดแน่นพลางััถึงพลังที่แข็งแกร่งกว่าเดิมอย่างชัดเจน พลันนั้นเขาก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าประหลาดใจ ร่างกายของเขารู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ราวกับความหนักอึ้งที่สะสมมานานมลายหายไปสิ้น แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็พบว่ามีคราบเมือกสีเทาเหนียวเหนอะหนะซึมออกมาตามรูขุมขนทั่วทั้งร่างของเขา ส่งกลิ่นเหม็นอับคลุ้งไปทั่วบริเวณ
อาเหมียวที่เฝ้ามองอยู่รีบวิ่งเข้ามาทันที ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างยินดีปรีดา "น้องเหวิน! เ้าทำได้จริง ๆ! เพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่นานก็เลื่อนขั้นแล้ว!" แต่เมื่อเขาเห็นสภาพของเหวินซานที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบ ก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะปิดจมูกแล้วหัวเราะร่าด้วยความขบขัน
"แต่เดี๋ยวก่อนนะ สภาพเ้าตอนนี้ดูไม่ได้เลย! ิัที่เปื้อนคราบนั่น ไม่รู้จะขำหรือจะสงสารดี กลิ่นเ้าตอนนี้แรงกว่าปุ๋ยสมุนไพรอีก"
เหวินซานก้มมองตนเองแล้วก็ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ ออกมา แม้จะเหม็นจนตัวเองยังทนแทบไม่ไหว