“คุณก็ไปคุยกับพวกสังคมสงเคราะห์เองแล้วกัน ไม่เกี่ยวกับผมแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ"
ตำรวจพูดขึ้นอย่างไม่แยแส ก่อนจะเดินไปขึ้นลิฟต์อย่างเสียมารยาท
"ไอ้สันดาน" ชายหนุ่มสบถเบาๆ
ตัวเขาแม้เป็ตำรวจเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่เคยพูดจาแย่ๆใส่ประชาชนเลยสักครั้ง
โจนาธานรู้ดีว่าภายในสถานสงเคราะห์เด็กของประเทศแห่งนี้เป็อย่างไร เพราะตนกับภรรยาได้เคยเอาสิ่งของไปบริจาคหลายครั้งแล้ว
ดังนั้น จึงเป็ธรรมดาที่ไม่อยากให้เฟรีสถูกส่งไปที่นั่น
ส่วนเื่รับเด็กชายมาเป็ลูกบุญธรรม เขาเชื่อว่าเซซาเรียเองก็คงจะเห็นด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะนี่เป็เด็กที่เธอได้แลกชีวิตช่วยมา รับรองว่าย่อมไม่อยากให้เขาไปลำบากแน่นอน
ต่อมาหลังจากคุยกับหมอเสร็จ ตำรวจหนุ่มก็เข้าไปเยี่ยมเฟรีสในห้อง แต่ก็พบว่าเด็กน้อยนั้นกำลังหลับสนิท
เขาจึงวางแผนว่าจะไปเยี่ยมอาสากู้ภัยหัวโล้นที่อยู่โรงพยาบาลเดียวกันก่อน แล้วค่อยย้อนมาหาเฟรีสทีหลัง
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณ แอนโทนี่ แพตเตอร์สัน เข้าเยี่ยมได้หรือยังครับ” โจนาธานถามเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
“ไเชิญที่ชั้น 3 ห้องพิเศษ 201 เลยค่ะ”
10 นาทีต่อมา
“สวัสดีครับคุณ แอนโทนี่” โจนาธานทักทายชายวัยกลางคนหัวล้าน
"คุณ..."
เมื่อเห็นสภาพของชายตรงหน้า ตำรวจหนุ่มก็ถึงกับพูดไม่ออก เนื่องจากขาขวาั้แ่หัวเข่าลงมาของเขานั้นได้หายไปแล้ว
“เฮ้ อย่าทำหน้าแบบนั้น ผมไม่เสียใจหรอก อย่างน้อยแฟนคุณกับเ้าหนูนั่นก็รอด" แอนโทนี่พูดพร้อมกับยิ้มออกมา
แต่คำพูดนั้นกลับทำให้โจนาธานยิ่งเสียใจมากขึ้นไปอีก ชายหัวล้านเห็นดังนั้นจึงชวนคุยเื่อื่นแทนเพื่อเปลี่ยนอารมณ์
ทั้งคู่ก็คุยกันอยู่นานสองนานจนแทบลืมเวลา บางทีอาจเพราะเป็คนประเภทเดียวกันก็ได้ ทั้งสองจึงสนิทกันอย่างรวดเร็ว
ถ้าเป็ในนิยายจีนโบราณก็คงจะดื่มเหล้าสาบานเป็พี่เป็น้องกันไปแล้ว
“เอาล่ะ ไม่กวนพี่แล้ว พักผ่อนมากๆล่ะ มีอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เต็มที่เลยนะ" โจนาธานพูดพร้อมกับยื่นกระดาษชิ้นเล็กๆซึ่งมีเบอร์โทรติดต่อและที่อยู่ให้
" อ้อ...แล้วก็เื่ค่ารักษาพยาบาลผมจะรับผิดชอบเอง ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด ไม่งั้นผมกับภรรยาคงนอนไม่หลับแน่นอน แค่นี้ก็รู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้ว"
กล่าวจบตำรวจหนุ่มก็ออกจากห้องไปโดยไม่เปิดโอกาสให้แอนโทนี่ปฏิเสธแม้แต่น้อย
กลับมาที่ห้องผู้ป่วยรวมหมายเลข 2
ฟืบ ปี๊ป ฟืบ ปี๊บ
เสียงน่ารำคาญของเครื่องมือแพทย์ยังคงดังไม่หยุด
‘เฮ้อ นี่คงต้องไปอยู่ไอ้ที่เลี้ยงเด็กกำพร้าเหมือนตอนนั้นอีกแล้วสินะ’ เฟรีสถอนใจยาว
เมื่อนึกถึงเื่อดีตสีหน้าของเขาก็ดูหม่นหมองเข้ากับบรรยากาศในห้องแบบสุดๆ
ที่ทั้งสามคนพูดหน้าห้องเมื่อครู่นั้นเขาได้ยินหมดแล้ว ถึงเื่อื่นจะได้ยินไม่ค่อยชัดนัก แต่คำว่าสถานสงเคราะห์เด็กกลับได้ยินชัดเจนเต็มสองรูหู
เขาไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นย่อมเดาได้ทันทีว่าอะไรเป็อะไร
‘ใช่สิ! เราก็ไม่ใช่เด็กแบบในอดีตนีหว่า เื่อะไรจะต้องไปอยู่ไอ้สถานสงเคราะห์ที่เหมือนคุกนั่น’ เพราะได้ยินไม่ชัด เฟรีสจึงยังไม่รู้ว่าโจนาธานตั้งใจจะรับเป็ลูกบุญธรรม
ทำให้ตอนนี้เขากำลังคิดหาวิธีหลบหนีจนหัวหมุนอยู่ ขืนถูกส่งไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็คงไม่ต่างอะไรจากติดคุก
‘ให้ตายเถอะ ไม่มีแผนที่ของบริเวณนี้ซะด้วยสิ จะหนีไปที่ไหนดี น้ำคงหาไม่ยาก แต่อาหารนี่สิ ไม่รู้ว่าถังขยะแถวนี้จะมี…อ๊ะ!’
ขณะยังคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงต่อไป จู่ๆก็มีมือหนาหนักมาวางบนศีรษะเข้าเสียก่อน จนทำให้สะดุ้งเล็กน้อย
“ตื่นนานหรือยังเ้าหนู เอ๋…ทำไมทำสีหน้าเหมือนตูดวัวขมิบแบบนั้นล่ะ”
“...."
เป็ตำรวจหนุ่มนั่นเอง
่ก่อนหน้านี้ เพราะว่าอยากจะใช้ความคิดเงียบๆหาวิธีหลบหนีจากโรงพยาบาล เฟรีสจึงแกล้งหลับไปเสีย
ใครจะรู้ว่าหมอนี่จะย้อนกลับมาอีกครั้ง มัวแต่คิดเพลินๆจึงแกล้งหลับต่อไม่ทันซะแล้ว
"นี่เ้าหนู ขอถามหน่อยสิ พ่อแม่เธอล่……" โจนาธานเตรียมสอบถามแต่...
“เฮ้อ…ฮึก ฮึก ง่ะๆๆ”
เด็กน้อยถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะเตรียมไต่ระดับเสียง
ตำรวจหนุ่มงุนงงเล็กน้อย เขาเพิ่งจะเคยเห็นคนถอนหายใจก่อนจะร้องไห้ก็คราวนี้แหละ
“เออ เออ ไม่ถามแล้ว ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก”
โจนาธานรู้ฤทธิ์พลังเสียงของเ้าเด็กตรงหน้าดี เขารีบเบรกก่อนที่เสียงฮึกๆจะวิวัฒนาการไปเป็แง๊
ซึ่งก็ได้ผล อีกฝ่ายหยุดเสแสร้งทันที เพราะทางเฟรีสเองก็แทบจะหมดแรงแล้วเช่นกัน
เดี๋ยวคนโน้นคนนี้ก็มาถาม วันนี้เขาแกล้งร้องไห้เกือบ 30 ครั้งแล้วเห็นจะได้
“นี่.…ระหว่างนี้…เธอมาอยู่กับฉันและเซร่าก่อน...ดีไหม?” โจนาธานเอ่ยถามด้วยเสียงตะกุกตะกัก
เขารู้สึกถูกชะตากับเ้าเด็กแสบนี่ไม่น้อยเลย ถ้าทางนั้นเกิดปฏิเสธขึ้นมาก็คงเสียใจแย่
เฟรีสเงียบไปอยู่ครู่หนึ่งพร้อมกับมองตำรวจหนุ่มอย่างพินิจพิจารณา
'ตาลุงนี่แค่โง่ไปหน่อยแต่นิสัยไม่เลว ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็ช่วยเราไว้ อีกอย่างถ้ารับปากก็จะแก้ปัญหาเื่ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ได้ด้วย อืม…อยู่ตั้งหลักไปก่อนก็ดีเหมือนกัน'
“เลี้ยงผมให้ดีด้วยล่ะ” เด็กน้อยตอบพร้อมกับยื่นมือเล็กๆไปให้ตำรวจตรงหน้า ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบจับตอบอย่างรวดเร็ว
เฟรีสนั้นไม่เคยมีพ่อ ส่วนโจนาธานก็ไม่เคยมีลูก บทสนทนาแปลกๆในครั้งนี้จึงผ่านไปได้ด้วยดี
“นอนที่นี่อีกคืนหนึ่ง แล้วเราค่อยกลับบ้านกันนะ” ตำรวจหนุ่มดีใจมากจนหุบยิ้มไม่อยู่
“นี่ เ้าหนู เราไปเยี่ยมเซร่ากันเถอะ พวกเธอยังไม่ได้ทักทายกันเลยนี่นา” โจนาธานเสนอ ส่วนเด็กน้อยตรงหน้าก็พยักหน้าหงึกหงักตกลง
ยังไงต่อไปก็ต้องอยู่บ้านเดียวกันแล้ว สู้ไปทำความรู้จักกันไว้แต่เนิ่นๆจะดีกว่า
ไม่กี่นาทีต่อมา
“สะ สวัสดีครับ คุณเซซาเรีย”
เด็กน้อยก็กล่าวทักทายสาวสวยผมยาวสีฟ้าด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
เฟรีสอดแปลกใจตัวเองไม่ได้ ทั้งที่เคยควบคุมอารมณ์ได้ดีมาโดยตลอดมา แต่ทำไมพอเจอเธอคนนี้กลับเกิดรู้สึกประหม่าขึ้นมาได้
บางทีอาจเป็เพราะดวงตาเขียวมรกตอันอ่อนโยนคู่นั้นก็ได้
ทางฝ่ายเซซาเรียเองก็เพิ่งเคยเห็นเด็กน้อยแบบชัดๆครั้งแรกเช่นกัน
ผมดำๆกับหน้าตาน่ารักและยังมีแก้มยุ้ยๆเนียนๆนั่นอีก ทำให้เธอแทบจะอดใจคว้าเขามาหอมไม่ได้
ถ้าไม่ติดว่าขาเจ็บอยู่ล่ะนะ
“เข้ามาใกล้ๆหน่อยสิจ๊ะ” หญิงสาวเริ่มล่อหลอก เมื่อไปหาไม่ได้ก็ให้ทางนั้นเข้ามาก็สิ้นเื่
ซึ่งเฟรีสเองก็ขยับเข้าไปใกล้อย่างกับโดนมนต์สะกด
หมั่บ!
ทันใดนั้น แขนข้างที่ยังปกติดีของหญิงสาวตรงหน้าก็คว้าตัวเขามาไว้ในอ้อมกอด
วินาทีนั้นเอง จู่ๆความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยััมาก่อนก็ได้เกิดขึ้นในหัวใจของเฟรีส
“เด็กดี ปลอดภัยแล้วนะ”
เซซาเรียพูดพร้อมกับก้มหน้าลงจูบหน้าผากเด็กน้อยเบาๆ
อาการประหม่าของเฟรีสทำให้หญิงสาวเข้าใจว่าเขายังไม่หายใจากอุบัติเหตุเมื่อวาน
“….”
สมองที่เคยมีความคิดและแผนการซับซ้อนมากมายกลับว่างเปล่า
เฟรีสพยายามกลั้นน้ำตาอุ่นๆที่คอยจะไหลออกมาอย่างสุดความสามารถ....แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไหลออกมาอยู่ดี
แม้จะถือได้ว่ามีอายุมากกว่าสองสามีภรรยาก็ตาม ทว่า หินใหญ่นับหมื่นปี ถ้าเคาะถูกจุดมันก็แตกได้มิใช่หรือ?
นับประสาอะไรกับมนุษย์ปถุชน มีใครที่ไหนบ้างที่ไม่มีจุดอ่อน?
ั้แ่เริ่มจำความได้ เฟรีสก็พบว่าตนเองอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว
ถึงจะมีเ้าหน้าที่คอยดูแลเป็อย่างดี แต่พวกเขาก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น ไม่สามารถให้ความรักความอบอุ่นกับเด็กจำนวนมากๆได้
ที่แย่ไปกว่านั้น เฟรีสในวัยเด็กยังมีปัญหาเื่การสื่อสารอีกด้วย เพราะว่าพูดช้ามากเกินไป จึงทำให้พูดคุยกับคนอื่นไม่รู้เื่
ทางแพทย์เองก็ไม่สามารถหาคำตอบได้เนื่องจากตรวจไม่พบความผิดปกติ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่มีเพื่อนเลยสักคน ผู้ที่สนิทมากที่สุดก็คงเป็หุ่นยนต์กระป๋องซึ่งได้สร้างขึ้นเองไว้พูดคุยคลายเหงาเท่านั้น
ทว่า สิ่งที่ทุกคนไม่เคยรู้มาก่อนนั่นก็คือเด็กน้อยนั้นปกติดี แต่เป็เพราะด้วยความฉลาดที่สูงกว่าคนทั่วไปมาก จึงส่งผลให้เขามีความคิดเยอะตามไปด้วย ซึ่งมันก็ทำให้เขาสื่อสารไม่ทันคนอื่น
ยกตัวอย่างเช่น วันหนึ่งมีคนมาถามว่าหิวไหม? ซึ่งถ้าเป็คนปกติก็คงตอบไปว่าหิวแล้วหรืออาจจะไม่ก็เท่านั้น
ส่วนถ้าเป็เฟรีส เขาจะสำรวจร่างกายตนเองก่อนเลยเป็อันดับแรก เมื่อประเมินแล้วว่ากล้ามเนื้อที่แขนขาดโปรตีนไป 2.2% แต่ในกระเพาะนั้นมีอาหารเต็มแล้วก็จะนำค่านั้นมา…… ฯลฯ
พอคิดคำตอบเสร็จก็มักจะพบว่าตนเองยืนอยู่คนเดียวเสมอๆ เนื่องจากคู่สนทนาคิดว่าเขาไม่้าคุยด้วย
เด็กชายพยายามแก้ไขตนเองหลายครั้ง แต่ก็พบว่าไม่สามารถทำได้เลย เพราะดูเหมือนว่ามันได้กลายเป็สัญชาติญาณของเขาไปซะแล้ว
ดังนั้น เนื่องจากถูกมองว่าเป็เด็กมีปัญหา มันจึงไม่แปลกที่ไม่มีใคร้ารับเลี้ยงเขา
ทว่า ถึงแม้จะมีจุดด้อยเื่การสื่อสาร แต่จุดเด่นเองก็ไม่น้อยเช่นกัน
ทุกครั้งที่ผลการเรียนออกก็จะมีชื่อเขาขึ้นเป็อันดับ 1 เสมอ ด้วยคะแนนซึ่งสูงที่สุดในประเทศ
ทำให้เด็กชายได้ทุนการศึกษาจากรัฐบาลจนสามารถพึ่งพาตนเองได้ั้แ่อายุน้อยๆ
ต่อมาเมื่อเริ่มเติบโตขึ้น เฟรีสก็ได้พบวิธีการทำสมาธิจากนักบวชจากศาสนาโบราณท่านหนึ่ง
หลังจากผ่านการฝึกฝนสติสัมปชัญญะชนิดที่ว่าแทบเอาชีวิตไม่รอด ก็ได้ทำให้เขาสามารถจัดระบบความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัญหาเื่การสื่อสารจึงถูกกลบไป นอกจากนั้นยังได้พลังจิตเล็กๆน้อยๆมาเป็ของแถมอีกด้วยต่างหาก
พอควบคุมความคิดได้ ทีนี้ก็เหมือนกับเสือติดปีก ในเวลาเพียงไม่กี่ปีเฟรีสก็ได้ถีบตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ได้กลายเป็วีรบุรุษของมนุษยชาติ
แต่ใครจะรู้ว่าลึกๆแล้วในใจของวีรบุรุษผู้นี้ ยังคงมีหลุมลึกมาโดยตลอดและมันก็ไม่เคยเต็มเลยสักครั้ง
จนเมื่อได้มาเจอกับเซซาเรีย....แค่เพียงอ้อมกอดเดียวเท่านั้น หลุมลึกไร้ก้นก็ถูกถมจนเต็ม
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าค่อยๆไหลออกมาอย่างหยุดไม่อยู่ น้ำตาที่ไม่เคยไหลั้แ่อายุ 8 ขวบ เป็ต้นมา
โจนาธานเหม่อมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ พร้อมกับเดินเข้าไปกอดทั้งสองคน
ตอนนี้ครอบครัวของเขาสมบูรณ์พร้อมแล้ว
---------------------------------------------------------------
่ค่ำวันเดียวกัน
ภายในห้องวิจัยชั้นใต้ดิน อาจารย์หมอหลายท่านกำลังล้อมวงกันมุงดูผลตรวจร่างกายของหญิงสาว
“นี่มัน…เหลือเชื่อ!” หมอาุโผมหยิกอุทานลั่นห้อง
“เมื่อวานผลตรวจบอกว่าเธอกระดูกหักแต่นี่ดูเหมือนมันแค่ร้าวเอง เป็ไปได้ยังไง ตรวจผิดหรือเปล่า” อาจารย์หมอแว่นดำอีกคนพูดขึ้น
"คุณดูเองละกัน" หมอหนุ่มที่เคยตรวจเซซาเรียยื่นฟิลม์เอ็กซ์เรย์ให้เขา
"เป็ไปได้ยังไง!"
อาจารย์หมอแว่นดำอุทานออกมาแบบเดียวกับคนแรกไม่มีผิด
ทันใดนั้นเอง ขณะที่บรรดาหมอาุโกำลังถกเถียงกันอยู่ จู่ๆก็มีชายอ้วนพลุงพลุ้ยไว้ผมทรงไข่ดาวผลักประตูเข้าอย่างกระทันหันพร้อมกับพูดเสียงดังลั่นห้อง
“จนกว่าพวกแกจะพบคำตอบเื่การฟื้นตัว ห้ามปล่อยผู้หญิงนั่นไปเด็ดขาด”
เขาคือ เซท บาทีโอแกน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรีนไฮ วัย 63 ปี
กว่าที่ชายอ้วนจะได้ตำแหน่งนี้มานั้นไม่ง่ายเลย เขาต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะไปมากโข โดยเฉพาะกับญาติที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุขไซแอน
ดังนั้น นี่จึงเป็โอกาสดีทีเดียวที่จะได้ถอนทุนคืน
ถ้าสามารถไขปริศนาการฟื้นตัวรวดเร็วอย่างผิดธรรมชาตินี่ได้ ก็จะไม่ต้องห่วงเื่เงินทองอีกต่อไป
เมื่อคนยิ่งรวยยิ่งสุขสบายมากเท่าไร ก็ยิ่งไม่อยากตายมากเท่านั้น และถ้าใครไม่อยากตายก็ต้องเอาเงินมาให้เขา
รวยเละ!
“ห้ามใครหลุดปากเื่นี้ออกไป….ไม่อย่างนั้น....พวกแกคงรู้ดีนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ผู้อำนวยการเซทพูดขู่บรรดาหมอทั้งหลาย ซึ่งทุกคนก็ได้แต่ก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว
เพราะพวกเขารู้ดีว่าผู้อำนวยการชั่วคนนี้ทำได้อย่างที่พูดแน่นอน
------------------------------------------
เช้าวันถัดมา
“อะไรนะ! ไหนบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้วไง”
โจนาธานพูดเสียงดังกับหมอที่เข้ามารายงานผลตรวจ
ภาคผนวก
*ยีน (Gene) คือหน่วยที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมต่าง ๆ ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลาน ปรากฏอยู่บนโครโมโซม
-อ้างอิง วิกิพิเดีย