แพทย์หญิงชนบทตัวน้อย พลิกชีวิตสู่ความร่ำรวย [孟婉]

    ตอนที่ 4 อยากโขกหัวนักใช่ไหม โขกสิ โขกแรงๆ!


     

    sds

     

     

     

    “นั่นสิ! มาทำอะไรที่หมู่บ้านของพวกเรากันแน่!”

    “เจ้ามาสร้างเรื่องราวทำให้คนทะเลาะกันเช่นนี้ มีจุดประสงค์ใดกัน”

    “จงใจทำลายชื่อเสียงเด็กสาวในหมู่บ้านเรา เจ้ามันไม่ใช่ของดีอันใด ถุยๆๆ!”

    “อาศัยว่าเป็นญาติผู้ใหญ่บ้าน คงคิดว่ามีอำนาจรังแกพวกเราได้สินะ”

    หลายคนในที่นี้เริ่มรู้สึกแล้วว่าเรื่องราวในวันนี้ไม่ปกติ อีกทั้งก็ยังมีบางคนที่รู้ว่าไช่อู่เฉ่าให้การเท็จมาตั้งแต่แรก หากแต่พวกเขาไม่เข้าใจว่าไช่อู่เฉ่าจะเข้ามาวุ่นวายกับเรื่องนี้ด้วยเหตุใดกัน

    “ตอบคำถามข้ามาให้กระจ่าง เจ้ามาสร้างความวุ่นวายที่หมู่บ้านของข้าด้วยจุดประสงค์ใด”

    เจียงวั่งไฉที่ก่อนหน้านี้เกือบจะหลงกลไช่อู่เฉ่าเข้าให้ เขาจึงได้รีบคาดคั้นเพื่อให้ชาวบ้านเห็นว่าแท้จริงแล้วตนไม่ได้มีเจตนาเข้าข้างญาติฝ่ายภรรยาแต่อย่างใด

    ในใจก่นด่าไช่อู่เฉ่านับสิบรอบ นางหญิงบ้าผู้นี้กำลังทำให้เขาเดือดร้อนไปด้วย!

    “ข้า...ข้ามาเยี่ยมญะ...ญาติ…”

    ไช่อู่เฉ่าวิตกจนเหงื่อไหลอาบแทบเป็นสายน้ำ อยากจะรีบไปให้พ้นๆ หมู่บ้านบ้าบอนี้เต็มทน

    หากแต่ชาวบ้านพวกนี้ก็เหลือเกิน พากันล้อมหน้าล้อมหลังปิดทางเอาไว้หมด มองนางด้วยสายตาบีบคั้นเฝ้ารอคำตอบ ไหนเลยจะปล่อยให้กลับหมู่บ้านได้ง่ายๆ!

    “ลิ่วโก่ว ลิ่วโก่วคือน้องสาวข้า! เพราะนางเพิ่งคลอดลูกข้าจึงมาเยี่ยมนาง”

    เมื่อเห็นสายตาจงเกลียดจงชังของชาวบ้าน ไช่อู่เฉ่าย่อมรู้สึกร้อนรนคิดสิ่งใดไม่ออก รีบชี้ไปยังน้องสาวของนางที่มาร่วมดูในเหตุการณ์วันนี้ด้วย

    เมิ่งหว่านรีบส่งสายตาให้เฉิงเจี๋ยน

    “ลิ่วโก่ว เจ้าออกมานี่” เฉิงเจี๋ยนรีบเรียกไช่ลิ่วโก่วออกมา

    จะว่าไปแล้วเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าไช่อู่เฉ่ามาหาญาติ แล้วเหตุใดจึงมาวุ่นวายกับเรื่องของบ้านเมิ่งได้ หากมองเผินๆ แล้วบ้านเมิ่งก็ไม่เคยรู้จักกับหญิงแซ่ไช่ที่เป็นคนต่างหมู่บ้านผู้นี้มาก่อนด้วยซ้ำไป

    เรื่องนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่!

    “ท่านน้า ท่านยืนยันได้หรือไม่ว่าท่านป้าผู้นี้พูดความจริง” เมิ่งหว่านเริ่มถาม

    ไช่อู่เฉ่าเห็นไช่ลิ่วโก่วเป็นดั่งพระโพธิสัตว์มาโปรด รีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือให้ไช่ลิ่วโก่วช่วยยืนยันให้นาง อย่างน้อยๆ ต่อให้ถูกเปิดโปงว่าพูดโกหกไปก่อนหน้า แต่ก็ยังไม่ถูกจับได้ว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง ฉะนั้นไช่อู่เฉ่าจะถูกทำให้อับอายสักหน่อยก็ไม่เป็นไร แค่รักษาเงินก้อนนี้ไว้ได้เป็นพอ!

    ความจริงแล้วสามีของนางหาได้ลื่นตกเขาแต่อย่างใด แต่เขาติดหนี้พนันจนเจ้าหนี้มาทวงถามและถูกซ้อมปางตาย ไช่อู่เฉ่าจึงได้เร่งเดินทางมาหาน้องสาวต่างหมู่บ้านเช่นนี้

    อยู่ที่หมู่บ้านซิ่งฝู ครอบครัวไช่อู่เฉ่านับว่ายากจนข้นแค้น เงินสองตำลึงจึงมีค่าสำหรับนางมากเหลือเกิน เมื่อใช้หนี้สินหนึ่งตำลึงของสามีสำเร็จ ก็ยังมีเหลือไว้ใช้อีกหนึ่งตำลึง

    นางจะโง่ทิ้งเงินก้อนโตไปได้เช่นไร?

    “ข้ายืนยันได้ พี่สาวมาเยี่ยมข้าจริงๆ” ไช่ลิ่วโก่วพยักหน้า ดวงตาของนางดูซื่อๆ และมีความกังวลหลายส่วน

    ก่อนหน้านี้เพิ่งรู้ว่าพี่สาวตนมาสร้างเรื่องเอาไว้ ในใจยังกังวลกลัวว่าชาวบ้านจะเหมารวมว่านางเป็นคนไม่ดีไปด้วย ฉะนั้นจึงพยายามเอ่ยตอบไปตามความจริง

    “ในเมื่อยืนยันแล้ว เช่นนั้นข้าไปได้แล้วใช่ไหม”

    ไช่อู่เฉ่าเตรียมจะหนีกลับหมู่บ้านท่าเดียว

    “ท่านป้าใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ ข้ายังถามไม่จบเสียหน่อย” เมิ่งหว่านยิ้มเย็น

    คิดว่าก่อนหน้านี้ยังผยองอยู่ไม่ใช่รึ เหตุใดตอนนี้จะรีบกลับแล้วเล่า นางไหนเลยจะยอมปล่อยไปง่ายๆ

    ในเมื่อก้าวขึ้นเวทีแล้ว นักแสดงจะลงจากเวทีก่อนจบเรื่องได้เช่นไร?

    ยังต้องรอผู้ชมตบรางวัลก้อนโตให้เสียก่อนสิ!!

    “เจ้าจะถามสิ่งใดอีก! นางก็บอกไปแล้วว่ามาเยี่ยมญาติ!”

    ครานี้เฉียวชุนฮวาโพล่งเสียงดังออกมาอย่างร้อนรน

    “เฉียวชุนฮวา เจ้าร้อนรนไปทำไม” เฉิงเจี๋ยนแค่นเสียง “หรือว่าเจ้ามีสิ่งใดปิดบังเอาไว้?” สายตาของเฉิงเจี๋ยนทำเอาผู้ถูกมองร้อนรนเหงื่อแตกพลั่ก

    “ข้าจะไปมีสิ่งใดได้!” เฉียวชุนฮวาโก่งคอตะโกนจนหน้าแดง

    ลู่เฟิงกระชากแขนภรรยา “หุบปากเจ้าซะ!” ส่งสายตาข่มขู่อีกรอบ

    เฉียวชุนฮวาจึงทำได้แต่กัดปากเงียบเสียงลงอย่างจนใจ

    หากสามีรู้ว่าไช่อู่เฉ่าถูกว่าจ้างมาเป็นพยานเท็จ เขาคงไม่ทำเช่นนี้แน่

    เสียดายที่ลู่เฟิงไม่รับรู้...

    “ในเมื่อน้องสาวนางยืนยันแล้วว่าเป็นความจริง เอาล่ะ...เจ้ากลับไปได้แล้ว ครั้งหน้าอย่าได้มาก่อความวุ่นวายที่นี่อีก” เจียงวั่งไฉเอ่ยเสียงเข้มโบกมือไล่ ไม่ลืมส่งสายตาข่มขู่ไช่อู่เฉ่าตบท้าย

    ต่อให้ไม่อยากข้องเกี่ยวกัน แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่าไช่อู่เฉ่าเป็นญาติห่างๆ ของภรรยาเขา เรื่องนี้เมื่อก่อนในหมู่บ้านรู้กันไม่กี่คน แต่ตอนนี้รู้กันไปทั่วเสียแล้ว หากว่าเจียงวั่งไฉตัดสินความอย่างยุติธรรมตามที่เมิ่งหว่านต้องการเข้าจริงๆ นี่ไม่เท่ากับว่าเป็นการตบหน้า [1] เขาในทางอ้อมหรอกหรือ

    “เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ! ข้าเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ!”

    ไช่อู่เฉ่ารีบพยักหน้ารับแล้วทำท่าจะจากไปอีกรอบ

    “เดี๋ยวก่อน”

    เท้าไม่ทันเหยียบออกตัวก้าวแรกก็จำต้องหยุดอีกหน

    ในใจไช่อู่เฉ่าร่ำร้องในใจว่าจะอะไรกันนักหนา!

    เจ้าเด็กแซ่เมิ่งนางนี้แซ่โก่ว [2] หรือไงกัน กัดไม่ยอมปล่อยจริงๆ!

    “ข้ายังถามไม่จบเลย ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน...ท่านให้คนที่มาก่อความวุ่นวายในหมู่บ้านเราจากไปเช่นนี้โดยไม่สอบถามให้รู้ความ นี่คือการทำงานของผู้ใหญ่บ้านหรือเจ้าคะ?”

    ชาวบ้านต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเมิ่งหว่าน พากันลอบคิดในใจว่าเด็กสาวผู้นี้ดูจะพูดจาคล่องแคล่วนัก หากไม่เห็นกับตาว่าเป็นแค่เด็กสาวตัวน้อย พวกเขาก็คงคิดว่านางเป็นผู้ใหญ่ไปแล้วจริงๆ

    ผิดกับผู้ใหญ่บ้านเจียง วันนี้ชาวบ้านได้เปิดหูเปิดตาเสียแล้ว

    คนต่างหมู่บ้านมากระทำความเดือดร้อนในหมู่บ้านของตนแท้ๆ แต่กลับปล่อยไปง่ายๆ เช่นนี้?

    ช่างน่าผิดหวัง!

    “สงสัยเห็นว่าเป็นญาติของภรรยาจึงได้จงใจปล่อยผ่านง่ายดาย”

    “ไหนบอกว่ายุติธรรมนักหนา เห็นๆ ว่าลำเอียง”

    “แหม...พี่ภรรยาก็ไม่ใช่ว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านซิ่งฝูหรอกรึ สงสัยกลัวว่าจะบาดหมางกันเพราะเรื่องนี้น่ะสิ!”

    “เงินมันหอมหวาน!”

    เสียงของหญิงสาวหลายคนนินทาอย่างสนุกปาก แม้มือป้องปากเหมือนไม่อยากให้ใครได้ยิน แต่เสียงก็ไม่คล้ายว่าจะเบาสักเท่าใดนัก

    เดิมทีหลายปีมานี้เจียงวั่งไฉชูคอในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมานาน ติดนิสัยชอบวางท่าใหญ่โตบ้าอำนาจ ทำให้มีหลายคนไม่พึงพอใจ แต่ว่าก็แค่เสียงส่วนน้อย จึงไม่อาจทำอะไรได้มากมายนัก

    “หมู่บ้านซิ่งฝูกับหมู่บ้านเรานับเป็นบ้านพี่เรือนน้อง มีสิ่งใดล้วนพึ่งพาอาศัยดุจญาติสนิท เจ้าต้องการทำลายสัมพันธ์อันดีระหว่างสองหมู่บ้านหรือไร ที่ข้าปล่อยให้ไช่ซื่อกลับไป ไม่ใช่เพราะนางเป็นญาติฝ่ายภรรยาข้า แต่ข้าต้องการรักษาสัมพันธ์อันดีระหว่างสองหมู่บ้านเอาไว้ต่างหาก” รีบกระแอมเสียงตีหน้าขรึม ราวกับต้องการแก้ต่างให้กับการตัดสินใจของตนก่อนหน้า

    “คนหมู่บ้านซิ่งฝูมาทำเช่นนี้เรายังไม่ทราบเจตนาที่ชัดเจน หากครั้งหน้ามีคนจากหมู่บ้านซิ่งฝูหรือหมู่บ้านอื่นมาสร้างเรื่องอีก ท่านลุงผู้ใหญ่บ้านก็จะปล่อยไปเช่นนี้หรือเจ้าคะ?”

    เมิ่งหว่านจ้องมองเจียงวั่งไฉด้วยดวงตานิ่งเรียบ หากแต่น้ำเสียงเจือความผิดหวังอย่างเต็มเปี่ยม

    เด็กสาวถอนหายใจเบาๆ “เช่นนั้นแล้วพวกเราจะมีผู้ใหญ่บ้านไว้เพื่อสิ่งใดกัน”

    “เจ้า!” เจียงวั่งไฉหน้าชา ถูกตบหน้าเข้าอย่างจังเป็นรอบที่สอง หูได้ยินเสียงของชาวบ้านอีกหลายคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงถึงการจัดการที่ไม่เป็นธรรมนี้

    ว่ากันว่าต่อให้เป็นฮ่องเต้ผู้อยู่เหนืออำนาจทั้งปวง แต่สุดท้ายแล้วก็หนีไม่พ้นหวาดกลัวคำวิจารณ์ของราษฎรอยู่ดี

    เจียงวั่งไฉก็เป็นแค่ผู้ใหญ่บ้านเล็กๆ ผู้หนึ่ง ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของเขาได้มาเพราะเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ของชาวบ้าน ย่อมเป็นธรรมดาที่เขาจะมีความกังวลอัดแน่นในใจ

    หยิ่งผยองย่อมหยิ่งได้ แต่จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อตนเองมีค่าพอให้ผู้คนพะเน้าพะนอเอาใจด้วย!

    “ผู้ใหญ่บ้านเจียง ตั้งแต่เจ้าเข้ามาจนถึงตอนนี้ ข้ายังไม่เห็นว่าเจ้าจะช่วยอันใดมากไปกว่าการปกป้องหญิงจากต่างหมู่บ้านนางนี้เลย ตกลงแล้วเจ้าเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเราหรือหมู่บ้านซิ่งฝูกันแน่ มิสู้วันนี้เจ้าหอบเสื้อผ้ากลับไปหมู่บ้านซิ่งฝูกับหญิงแซ่ไช่ด้วยเลยดีไหมเล่า!”

    เฉิงเจี๋ยนกระแทกเสียง แต่ใจใจนึกอยากจะหัวเราะให้ดังๆ เสียจริง

    หลานสาวผู้นี้วาจาช่างเชือดเฉือนโดยแท้!

    “ต่อไปหมู่บ้านของพวกเราจะไปร้องทุกข์ต่อผู้ใดได้อีก นี่ไม่เท่ากับว่าพวกเราต้องถูกคนหมู่บ้านอื่นเอารัดเอาเปรียบ ถูกรังแกหยามเหยียดได้ง่ายดายแล้วหรอกหรือ? วันข้างหน้าหากพวกคนต่างหมู่บ้านต้องการทำลายชื่อเสียงคนในหมู่บ้านพวกเรา พวกเราก็ทำได้เพียงยอมรับผลนั้นเงียบๆ ...”

    เมิ่งเฉินเฮ่อเองก็เข้ามาร่วมวงด้วยเช่นกัน

    พูดไปก็แอบลอบยิ้มไป กล่าวชมเชยในใจว่าวันนี้น้องสาวช่างกล้าหาญนัก

    เยี่ยมจริงๆ!

    “ข้าย่อมต้องปกป้องคนหมู่บ้านของตนเองอยู่แล้ว!” เจียงวั่งไฉกลืนความอัปยศลงท้องแล้วหันไปชี้หน้าไช่อู่เฉ่าอย่างเดือดดาลพอควร “อีกเดี๋ยวข้าจะส่งคนไปหมู่บ้านเจ้า แจ้งเรื่องนี้ต่อผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านซิ่งฝูว่าเจ้ากระทำสิ่งใดเอาไว้บ้าง วันนี้ข้าจะต้องเรียกคืนความยุติธรรมให้แก่คนหมู่บ้านข้าให้ได้!”

    เขาแสดงท่าทางราวกับกำลังโกรธแค้นแทนชาวบ้านในหมู่บ้านตน แต่จริงๆ เพราะอับอายขายขี้หน้าต่างหากที่จัดการสิ่งใดไม่ได้เต็มที่สักอย่าง

    ในความทรงจำเดิมของร่างนี้ จดจำได้ว่าเจียงวั่งไฉอาศัยเงินสินเดิมของภรรยาสร้างอำนาจบารมีในหมู่บ้านมาหลายปี การที่เขาจะหวาดเกรงอำนาจเงิน ถือหางคนฝั่งหมู่บ้านซิ่งฝูมากกว่า ย่อมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายดายเหลือเกิน

    กลิ่นเงินทองย่อมหอมหวานกว่าความยุติธรรมที่แทบจะจับต้องไม่ได้

    หาไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่มีขุนนางโกงกินเต็มบ้านเมือง กำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดหรอก

    “ทะ...ท่านผู้ใหญ่บ้านเจียง ข้าไม่ได้มีเจตนาจริงๆ ขอร้องล่ะอย่าแจ้งเรื่องนี้ต่อผู้ใหญ่บ้านของข้าเลย!”

    ไช่อู่เฉ่าคุกเข่าลงพื้นอย่างอ่อนแรง รีบอ้อนวอนต่อเจียงวั่งไฉ

    รู้สึกว่าเรื่องในตอนนี้ยากที่จะควบคุมเอาไว้ได้แล้วจริงๆ

    “แม่นางน้อย ข้าขอโทษจริงๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจ เจ้าให้อภัยข้าเถอะ ข้าโขกหัวให้เจ้าเลยก็ได้!”

    พูดจบก็โขกหัวลงพื้นหลายทีจนผมเผ้ากระเซิง ท่าทางราวกับถูกทำร้ายจนอับจนหนทาง

    ทว่าเมิ่งเฉินเฮ่อกลับมายืนขวางหน้าน้องสาวเอาไว้

    หากไม่ทำเช่นนั้น คนเขาจะได้กล่าวหาว่าเมิ่งหว่านเป็นคนใจแคบ บีบคั้นให้หญิงอายุมากกว่าโขกหัวให้ตนเอง ทำราวกับว่าเป็นบรรพบุรุษที่ต้องการการคำนับ

    นางหญิงแซ่ไช่ผู้นี้รู้สำนึกที่ใดกัน นางกำลังข่มขู่น้องสาวเขาต่างหาก!

    “คนแซ่เมิ่งทั้งหลาย ข้าผิดต่อพวกเจ้า ข้าโขกหัวให้คนแซ่เมิ่งทุกคนแล้ว”

    ไช่อู่เฉ่ายังไม่หยุดโขก เมื่อเห็นว่าเมิ่งเฉินเฮ่อมายืนบังน้องสาวไว้ นางจึงเปลี่ยนมาเป็นคนแซ่เมิ่งทั้งตระกูลในทันที

    ในใจลึกๆ ดูแคลน ดูสิว่านางทำเช่นนี้แล้วเจ้าเด็กหน้าโง่แซ่เมิ่งยังจะทำสิ่งใดได้อีก!

    “น้องสาว เจ้าจะไปที่ใด?” เมิ่งหว่านไม่ได้ตอบคำถามพี่ชาย นางเดินหายเข้าไปในบ้านครู่หนึ่ง ท่ามกลางสายตาจับจ้องของคนทั้งหมู่บ้าน บางคนถึงขนาดวิ่งกลับไปหยิบเมล็ดแตงมานั่งแทะ...

    เมื่อกลับออกมาชาวบ้านก็พากันพูดเสียงเซ็งแซ่ระงม เมล็ดแตงในปากร่วงหล่นพร้อมน้ำลายหยดย้อย เบิกตาค้างมองสิ่งของในมือของเมิ่งหว่าน

    ด้านหลังนั้นมีเมิ่งเฉินอวี่เดินหน้าบึ้งตึงมาพร้อมกับโต๊ะตัวเตี้ย เขาวางกระแทกพื้นด้านหน้าที่ไช่อู่เฉ่ากำลังโขกหัวไม่หยุด

    เด็กหนุ่มเย้ยหยันในใจ คิดว่าหญิงนางนี้โง่เง่านักที่มากดดันน้องสาวด้วยวิธีสิ้นคิดเช่นนี้

    อยากโขกนักก็โขกให้หน้าผากจมเลือดไปเลยสิ!

    “นี่มันหมายความว่าอย่างไร เด็กสาวบ้านเมิ่ง เจ้าเอาป้ายวิญญาณของพ่อเจ้ามาทำสิ่งใด?”

    เจียงวั่งไฉพอจะรู้อักษรอยู่บ้าง เมื่อมองเห็นชื่อบนป้ายวิญญาณ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นมืดครึ้มราวกับฝนที่กำลังตั้งเค้า ความเกลียดชังที่มีต่อเมิ่งฟู่อันปรากฏขึ้นมาผ่านสายตาครู่หนึ่ง

    “ข้าเห็นว่าท่านป้าผู้นี้ชอบโขกหัวให้ผู้อื่นนัก เช่นนั้นคนที่ท่านควรจะโขกหัวให้ที่สุดก็คงจะเป็นท่านพ่อข้า ในเมื่อท่านขอโทษคนแซ่เมิ่ง เช่นนั้นก็โขกหัวบอกท่านพ่อข้าในปรโลกก็แล้วกันเจ้าค่ะ”

    เมิ่งหว่านค่อยๆ วางป้ายวิญญาณของบิดาลงไปอย่างเบามือ

    ในใจคิดเพียงว่ากล้าบีบคันนางดีนัก นางจึงแก้ทางกลับโดยการให้ไช่อู่เฉ่าโขกหัวให้ป้ายวิญญาณของบิดาเสียเลย

    อยากโขกหัวนักใช่ไหม? โขกสิ โขกแรงๆ!

    ในส่วนของไช่อู่เฉ่าก็ชะงักค้าง นั่งนิ่งราวกับคนเป็นใบ้ไปเสียแล้ว

    ‘นี่…นี่มันอะไรกัน?’

    “อ้าว! ความจริงใจไปไหนเสียล่ะ หรือว่าถูกหมามันกลืนลงท้องไปแล้ว?” เฉิงเจี๋ยนกระแทกเสียงใส่ไช่อู่เฉ่า “ถึงเวลาแสดงความจริงใจของเจ้าแล้ว โขกต่อไปสิ!” เขาขึ้นเสียงจนไช่อู่เฉ่าสะดุ้งตัวโหยง

    “ข้าขอโทษ ขะ...ข้าขอโทษ!” ไช่อู่เฉ่าน้ำตาคลอเบ้า “ขอโทษ!” รีบโขกหัวป้ายวิญญาณเมิ่งฟู่อันทั้งน้ำตานองหน้า

    เดิมทีคิดจะกดดันเด็กสาวบ้านเมิ่งเพื่อให้นางจบสิ้นเรื่องราวแต่โดยดี

    ใครจะไปคิดว่านางเด็กผู้นี้ไม่ใช่ว่าจะรังแกได้ง่ายดายเสียทีใดกัน ถึงขนาดกล้ายกป้ายวิญญาณของบิดามาไว้ตรงหน้า เกรงว่าวันนี้หากเลือดไม่ออกหัว นางเด็กนี่คงไม่ยอมแน่!

    ไช่อู่เฉ่าก่นเสียงกรีดร้องในใจนับสิบร้อยครั้ง

    ช่างเป็นเด็กสาวที่มีความแค้นฝังจิตฝังใจยิ่งนัก!

    “เด็กสาวแซ่เมิ่ง เจ้าทำเกินกว่าเหตุไปแล้ว!”

    ตอนนี้ไม่ใช่แม้แต่เจียงวั่งไฉ แต่ชาวบ้านหลายคนก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย

    แรกเริ่มรู้สึกได้ว่าเด็กสาวบ้านเมิ่งมีความกล้าหาญ แต่ในขณะเดียวกันก็ห้าวหาญเกินเด็กไปหน่อย

    เด็กสาวผู้หนึ่งไม่ควรมีจิตพยาบาทมากเกินไป หากเป็นเช่นนี้แล้วต่อไปใครจะกล้าแต่งนางไปเป็นภรรยา?

    หากวันหนึ่งสะใภ้นางนี้ไม่พอใจขึ้นมา เกรงว่าแม่สามีจะต้องเป็นฝ่ายโขกหัวขอขมานางเสียแล้ว!

    “ข้าทำสิ่งใดเจ้าคะ? ท่านป้าผู้นี้จู่ๆ ก็มาโขกหัวให้ข้าและคนแซ่เมิ่งทั้งโคตรเหง้า ท่านพ่อข้าก็ใช้แซ่เมิ่งทั้งยังมีป้ายวิญญาณให้คนในบ้านเคารพ ข้าทำผิดสิ่งใดรึเจ้าคะที่เอาป้ายวิญญาณท่านพ่อออกมาให้ท่านป้าผู้นี้โขกหัวให้ ข้าเองเป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆ ผู้อ่อนแอทั้งยังเป็นแค่ผู้เยาว์ ข้าคงรับการโขกหัวเช่นนี้ไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ”

    คำพูดนี้ทำเอาเจียงวั่งไฉพูดสิ่งใดไม่ออกไปชั่วขณะ

    แม้อยากจะตะโกนด่าออกไป แต่เมื่อคิดให้ถี่ถ้วนก็ไม่พบว่านางทำผิดเรื่องไหน

    อย่างไรเมิ่งหว่านก็เป็นแค่ผู้เยาว์ การกระทำของไช่อู่เฉ่าเองก็เกินกว่าเหตุไปจริงๆ ถึงขั้นบีบบังคับให้ผู้อื่นต้องยอมจำนนเช่นนี้ นับว่านางเด็กแซ่เมิ่งมีไหวพริบแก้กลอุบายได้ดีเยี่ยมจนเจียงวั่งไฉพูดไม่ออก

    “เจ้าจะไม่จบไม่สิ้นเรื่องนี้ใช่ไหม หากว่าข่าวแพร่ออกไปว่าคนหมู่บ้านเราบีบคั้นให้คนต่างหมู่บ้านทำเรื่องเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้จะร้ายแรงเพียงใด เจ้าหัดมีเมตตาเหมือนแม่เจ้าเสียบ้างไม่ได้หรือ”

    “เมตตา?” เมิ่งหว่านขมวดคิ้วเล็กน้อย อยากจะหัวเราะนัก “อีกฝ่ายไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับมาใส่ความข้าเสียๆ หายๆ ฝ่ายหนึ่งยื่นมีดจ่อคอข้าหมายเอาชีวิต วางอุบายบีบให้ข้าไร้หนทางให้ถอยหนี เช่นนี้ข้าต้องโขกหัวขอบคุณให้เพราะเขามีเมตตาหรือเจ้าคะ?”

    เจียงวั่งไฉกระแอมหน้าแดง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ

    “หากวันนี้ไม่ใช่เพราะข้าพึ่งพาตนเองและครอบครัวยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ชื่อเสียงของข้าคงได้เสียหายยับเยินไม่มีชิ้นดี ไม่แน่ว่าข้าอาจจะทนมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ จนต้องหาผ้าขาวไปผูกคอตายให้รู้แล้วรู้รอด!

    ท่านหรือรู้ไม่ว่าชื่อเสียงของสตรีในหมู่บ้านของท่านอีกกี่คนที่จะได้รับผลกระทบไปด้วย ท่านลุงเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ไม่จัดการเรื่องราวให้กระจ่าง ไม่คืนความยุติธรรมให้แก่ชาวบ้าน กลับจะปล่อยคนเช่นนี้ออกไปจากหมู่บ้านของเราหรือเจ้าคะ?”

    เด็กสาวใช้มือหยิกขาตัวเองอย่างแนบเนียน

    “ข้า...ข้าเสียใจเหลือเกิน!”

    เมื่อนั้นน้ำตาจึงคลอเบ้าขึ้นมา ดวงตาสั่นระริก ค่อยๆ ...หยดแหมะอาบแก้ม

    เยี่ยม!

    “น้องสาว!” พี่ชายทั้งสองต่างพากันทำอะไรไม่ถูกเมื่อน้องสาวหลั่งน้ำตาลงมา

    เด็กหนุ่มทั้งสองจ้องเขม็งไปยังเจียงวั่งไฉอย่างเอาเรื่อง

    “แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด ให้นางชดใช้ด้วยเงิน ชดใช้ด้วยสิ่งของงั้นรึ!”

    เจียงวั่งไฉถลึงตากลับไป

    ก็แค่เรื่องไม่เป็นเรื่องไหมล่ะ จำต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต ไม่รู้จักจบจักสิ้นเช่นนี้ด้วยหรือ?!

    “ข้าไม่เอาหรอกเจ้าค่ะ” เมิ่งหว่านส่ายหน้า ยกมือปาดน้ำตา

    ในใจเริ่มวิเคราะห์...

    ไช่อู่เฉ่าเป็นคนจากต่างหมู่บ้าน การแต่งกายบ่งบอกว่านางมีฐานะที่ยากจนไม่ต่างอันใดกับคนบ้านเมิ่ง นางไม่มีปัญญาแม้กระทั่งซื้อเสื้อผ้าใหม่มาสวมใส่ หากเมิ่งหว่านเรียกร้องเงินหรือสิ่งของ ก็เท่ากับว่านางกำลังหวังขูดรีดทรัพย์จากคนต่างหมู่บ้าน การกระทำเรียกร้องความยุติธรรมก่อนหน้าจะสูญเปล่า

    แต่หากวันนี้เมิ่งหว่านทำเรื่องราวให้กระจ่าง ว่าการกระทำของไช่อู่เฉ่ามีคนอื่นอยู่เบื้องหลัง คนหมู่บ้านซิ่งฝูก็จะพาลมาโกรธแค้นนางไม่ได้

    “แล้วจะเอาสิ่งใด!” เจียงวั่งไฉกระแทกเสียงหงุดหงิด

    ตั้งแต่เกิดมานี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาอับอายมากเพียงนี้ ในตอนที่เฉิงเหม่ยเหนียงปฏิเสธแม่สื่อที่เขาส่งไปทาบทามสู่ขอ เขายังไม่อับอายเท่าตอนนี้เลย!

    “ข้าขอถามคำถามต่อเจ้าค่ะ”

    ผู้ใหญ่บ้านเจียงชะงัก คิดว่าที่เด็กสาวบ้านเมิ่งทำเรื่องใหญ่โตออกมา ทั้งหมดเพียงเพราะต้องการถามคำถามอย่างนั้นหรือ?

    ช่างเป็นการกระทำที่สิ้นคิดเสียจริงๆ!

    “อยากถามสิ่งใดก็ถาม!”

    เจียงวั่งไฉอยากจะดูนักว่าเด็กสาวแซ่เมิ่งจะถามสิ่งใด แล้วจะได้รับอะไรจากคำถามพวกนี้

    ยิ่งเมิ่งหว่านกดดันคนหมู่บ้านซิ่งฝูเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็ยิ่งเลวร้ายมากเท่านั้น

    หากวันหน้าคนหมู่บ้านซิ่งฝูมาทวงถามหาเหตุผลที่รังแกคนจากหมู่บ้านพวกเขา เจียงวั่งไฉจะชี้ไปยังเด็กสาวบ้านเมิ่ง ไม่แม้แต่จะออกปากช่วยเหลือสักคำแน่นอน!

    “ขอบคุณท่านลุงผู้ใหญ่บ้านที่ให้ความเป็นธรรมแก่ข้าเจ้าค่ะ”

    นางกำลังพูดกระแทกแดกดันเขา!

    ดวงตาของเจียงวั่งไฉเจือไปด้วยโทสะ ใบหน้าบูดบึ้งราวกับไปดมบ่อเกรอะมา

    เขาแค่นเสียงในลำคอ สองมือไพล่หลัง ตวัดสายตามองไปทางอื่น

    “ท่านน้า ข้าอยากถามท่านเสียหน่อย ว่าวันนี้นอกจากท่านป้าผู้นี้มาเยี่ยมญาติเช่นท่านแล้ว นางยังมาเพราะเหตุผลอื่นอีกหรือไม่เจ้าคะ”

    ไช่ลิ่วโก่วสะดุ้งตกใจเล็กน้อย สายตาขลาดกลัวหันไปหาเจียงวั่งไฉก็พบเพียงสายตาดุดันของเขา ราวกับว่าให้นางรีบๆ ตอบกลับไปเสีย อย่าได้อ้ำอึ้ง!

    ยิ่งมองไปยังไช่อู่เฉ่าที่กำลังโขกหัวให้ป้ายวิญญาณของเมิ่งฟู่อัน นางก็รู้สึกหนาวสั่นอย่างไร้สาเหตุ

    ไช่ลิ่วโก่วกลัวว่าวิญญาณบิดาของเด็กสาวแซ่เมิ่งจะโกรธแค้น กลัวว่าคนหมู่บ้านกู่ไหวซู่จะมองว่านางร่วมมือกับไช่อู่เฉ่าใส่ร้ายเด็กสาวบ้านเมิ่ง เช่นนั้นจึงเอ่ยตอบโดยไม่คิดปิดบัง

    ต่อให้ไช่อู่เฉ่าเป็นพี่สาวของนาง แต่ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็ออกเรือนกันหมดแล้ว นางจึงถือว่าเป็นคนหมู่บ้านกู่ไหวซู่ หาใช่คนหมู่บ้านซิ่งฝูแต่อย่างใด ชีวิตภายหน้าล้วนตายในหมู่บ้านแห่งนี้

    “จริงๆ แล้วพี่สาวมาหาข้ายังมีเหตุผลอื่นอีก นางบอกว่าพี่เขยลื่นตกเขา ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บหนัก จึงต้องการ...” ไช่ลิ่วโก่วเสียงสั่น กัดปากแล้วตอบไป “ต้องการมาหยิบยืมเงินจากข้าหนึ่งตำลึง”

    “หนึ่งตำลึง!”

    “เงินมากมายเพียงนั้น แสดงว่าอาการหนักมากแน่ๆ”

    “นั่นสิ เมื่อครึ่งปีก่อนหลานชายข้าก็ลื่นตกเขา ขาเกือบหัก ใช้เงินไปสี่ร้อยอีแปะเลยนะ!”

    หลายคนพากันพูดคุยเมื่อได้ยินคำนี้

    การเชิญหมอมารักษามีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำอยู่ที่ห้าสิบอีแปะต่อครั้ง ยังไม่นับรวมค่ายาค่ารักษาจิปาถะ การใช้เงินครั้งเดียวกว่าหนึ่งตำลึงย่อมหาพบได้ยาก ฉะนั้นแล้วหากอาการไม่หนักปางตายอย่างเช่นเฉิงเหม่ยเหนียงในครานั้น ก็คงไม่มีใครกล้านำเงินออกมาเพื่อเชิญหมอมารักษาแน่นอน

    ชาวบ้านบางคนรู้จักไช่ลิ่วโก่วดีว่าบ้านสามีของนางไม่ใช่คนมั่งมีอันใด อีกทั้งตอนนี้ยังมีบุตรสาวเพิ่มมาอีกคน ค่าใช้จ่ายในบ้านย่อมมากไปด้วย จะไปมีเงินหนึ่งตำลึงได้เช่นไรกัน หรือต่อให้มีจริงๆ ก็ใช่ว่าจะเอาออกมาให้คนหยิบยืมได้ง่ายดาย

    “แล้วท่านน้าได้มอบเงินหนึ่งตำลึงนี้ให้ไปหรือไม่เจ้าคะ”

    ไช่ลิ่วโก่วรีบส่ายหน้าราวกลองป๋องแป๋ง [3]   “ข้าจะมีได้อย่างไร ข้าเพิ่งคลอดลูกยังทำงานใดไม่ได้ ค่าใช้จ่ายในบ้านก็มีอีกมากมาย สามีข้าเป็นแค่กุลี [4] มีกินวันต่อวันก็ดีมากแล้ว”

    อีกทั้งแม่สามีก็กุมเงินเอาไว้แน่น อีแปะเดียวก็ไม่เคยตกมาสู่มือของนางด้วยซ้ำ

    คำนี้ไช่ลิ่วโก่วไม่ได้พูดออกไป...

    “เช่นนั้นท่านจึงไม่ได้มอบเงินให้?”

    “ใช่ ข้าไม่มีให้หรอก”

    ไช่ลิ่วโก่วพยักหน้า ดวงตาแฝงความกังวลเล็กน้อย

    “ท่านป้าได้บอกหรือไม่ว่าค่ารักษาเท่าใดเจ้าคะ”

    “พี่สาวบอกว่าหนึ่งตำลึง เพราะตัวนางเองไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียว วันนี้จึงไม่แม้แต่จะนั่งเทียมเกวียนมาแต่เดินเท้ามาหาข้า ถือโอกาสตอนมาเยี่ยมคลอดมาหยิบยืมเงิน ข้าเองก็สงสาร แต่ว่า...” นางเล่าไปพร้อมกับดวงตาแดงๆ

    เนื่องด้วยไช่ลิ่วโก่วคลอดลูกสาวมาแล้วถึงสองคน แม่สามีจึงไม่ให้นางดูแลเรื่องเงินในบ้าน ขนาดตอนท้องอยากกินไข่สักฟองก็ยังไม่ได้กิน เพราะชาวบ้านต่างบอกว่าครรภ์ของนางรูปร่างเช่นนี้เป็นเด็กหญิงไม่ใช่เด็กชาย

    สุดท้ายก็เป็นดั่งที่ชาวบ้านว่าไว้จริงๆ!

    “เอาล่ะ ข้าถามจบแล้วเจ้าค่ะ”

    เจียงวั่งไฉมีสีหน้าไม่เข้าใจ ว่านี่จบแล้ว?

    ถามไปถามมา ไม่เห็นได้อะไรแม้แต่นิดเดียว!

    ระหว่างที่เขากำลังจะเปิดปากขึ้นมาด้วยอารมณ์เคืองขุ่น เมิ่งหว่านก็พูดขึ้นมาเสียก่อน

    “ท่านป้าท่านน้าทั้งหลาย ข้าขอความช่วยเหลือจากคนหมู่บ้านเดียวกันเสียหน่อย ข้าต้องการคนสองคน มาช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ เจ้าค่ะ”

    เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกไป คนที่ได้ฟังก็ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันไปมาว่าเมิ่งหว่านจะทำสิ่งใด

    “ข้ามีค่าน้ำชาให้คนละสองอีแปะ”

    คำต่อมาช่างไพเราะเสนาะหู จึงทำให้สีหน้าชาวบ้านเปลี่ยนไป

    เงินสองอีแปะแม้จะไม่มาก แต่ก็นับว่าเป็นเงิน ฉะนั้นคงจะไม่ใช่งานหนักหนาอะไรจึงได้มีคนสนใจหลายคน

    “ข้าเอง!”

    “ข้าดีกว่า!”

    หลายคนรีบยกมือกันใหญ่

    เมิ่งหว่านจึงได้เลือกท่านป้าแซ่จางกับพี่สาวแซ่เฉา แต่ละคนไม่ได้มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับบ้านเมิ่งหรือบ้านลู่แต่อย่างใด

    “ท่านป้า รบกวนท่านหยุดโขกหัวแล้วให้พวกเราค้นตัวด้วยเจ้าค่ะ”

    สีหน้าไช่อู่เฉ่าซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด

    ส่วนหญิงสองนางที่ถูกเลือกก็คิดว่าที่แท้ก็แค่งานค้นตัวหญิงต่างหมู่บ้านนี่เอง งานง่ายเสียจริง!

    แรกเริ่มนึกว่าเรียกให้มาตบหญิงต่างหมู่บ้านสักทีสองทีเสียอีก

    ...อุตส่าห์ง้างมือรอ!

    “ได้เช่นไร! พวกเจ้าคนหมู่บ้านกู่ไหวซู่รังแกกันเกินไปแล้ว ข้าไม่ยอมๆ!” ไช่อู่เฉ่ารีบร้องโวยวายอย่างเร่งด่วน หากว่าให้คนพวกนี้มาค้นร่างกาย เงินสองตำลึงจะต้องถูกพบแน่!

    นางรีบลุกขึ้นแล้วก้าวเท้าทำท่าจะหนีอย่างเดียว

    “พูดมาก! อยู่นิ่งๆ ให้พวกข้าค้นตัว!” ท่านป้าแซ่จางมีรูปร่างใหญ่โตเหมือนบุรุษจับแขนทั้งสองข้างของไช่อู่เฉ่าเอาไว้จนนางดิ้นไม่หลุด ได้แต่ร้องโวยวายว่าคนหมู่บ้านนี้รังแกคนต่างหมู่บ้าน

    ส่วนพี่สาวแซ่เฉาก็ไม่รอช้า จับตัวค้นไปทั่วร่างกายของไช่อู่เฉ่า

    ไม่นานอย่างที่คิด ก้อนสีเงินแวววาวสองก้อนถูกหยิบยกออกมาจากอกเสื้อของไช่อู่เฉ่า

    ครานี้ชาวบ้านพากันพูดเสียงขรม บ้างก็ด่ากราดไช่อู่เฉ่าไม่มีชิ้นดี

    เมิ่งหว่านเหยียดยิ้ม คิดอยู่แล้วว่าเฉียวชุนฮวาต้องมอบเงินว่าจ้างให้ไช่อู่เฉ่ามาก่อเรื่อง หากไม่เช่นนั้นคงจะไม่มีแรงจูงใจอันใดให้คนที่ไม่รู้จักมาใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นแน่

    นางมองออกตั้งแต่คนทั้งสองสบตาท่าทางส่อพิรุธกันแล้ว เพียงแต่ไม่เปิดโปงออกมาตั้งแต่แรกก็เท่านั้น

    ส่วนคนทั้งสองไปรู้จักกันได้เช่นไรล้วนไม่ใช่เรื่องที่เมิ่งหว่านต้องรับรู้

    “นางไม่ใช่บอกหรือว่าไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียว”

    “นั่นเงินสองตำลึงเลยนะ นางเอาเงินมาจากที่ใด?”

    “หรือนางจะขโมยเงินมา!”

    โค่วเสี่ยวม่ายที่หลบซ่อนในฝูงชนได้ทีก็ช่วยตะโกนเสียงออกไป

    “สวรรค์! ขโมยงั้นรึ!?”

    โค่วเสี่ยวม่ายรีบปลุกระคมคนทันที “คนต่างหมู่บ้านมาขโมยเงินของคนหมู่บ้านพวกเรา อย่าปล่อยนางเอาไว้ หมู่บ้านเรามีโจร! มีโจรล่ะ!!”

    สิ้นคำนั้นชาวบ้านต่างพากันเอ่ยเสียงเซ็งแซ่ไม่หยุด ปากร้องจับขโมยกันให้วุ่น

    สวรรค์! หมู่บ้านพวกนางมีโจร! ทั้งยังเป็นโจรที่มาจากหมู่บ้านซิ่งฝูอีกด้วย

    จะปล่อยให้ลอยนวลไปง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด!

     

     

    sds

    เป็นไงล่ะ เกมพลิก!!

    มั่นหน้ามั่นใจกันมาก โดนน้องหว่านหลอกเข้าให้

    กินรอบวงไปเลยจ้า เคี้ยวแบบไม่ให้เหลือกระดูกเลย!

    ใครชอบนิยาย ไม่อยากพลาดตอนใหม่ กดติดตาม+หัวใจ เอาไว้นะคะ

    1 คอนเมนต์ = 1 กำลังใจดีๆ ^___^


     

     

    เชิงอรรถ^ตบหน้า ไม่ได้แปลว่าทำร้ายร่างกายจริงๆ แต่หมายถึง หักหน้า ไม่ไว้หน้า^โก่ว หมายถึง สุนัข^กลองป๋องแป๋ง มีลักษณะเป็นวงกลมคล้ายกับกลองมือ เป็นของเล่นกระดาษที่ทำจากกระดาษแก้วเป็นส่วนประกอบหลัก เกิดเสียงเมื่อกระทบกับก้อนดินน้ำมันที่ติดกับเชือกทั้ง 2 ด้าน เมื่อใช้มือหมุน ทำให้เกิดเสียงที่ไพเราะ^กุลี หมายถึง กรรมกรแบกหาม