วารีสองพิภพ

    32. กระดานประลอง

    ความเดิมตอนที่แล้ว

            หลังจากเรื่องราวในเรือนพักสกุลหลี่ได้ยุติลงสถานการณ์ด้านนอกกลับยิ่งร้อนระอุ เหม่ยซิ่นฮวายังคงเริ่มแผนการทำลายล้างใต้หล้าด้วยการจับมนุษย์มาเป็นเครื่องเซ่นสังเวยเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณและใช้พลังมารหล่อเลี้ยงเดนมนุษย์ที่ถูกแปรสภาพเป็นเครื่องมือสังหารข้างกายนางยังมีชายผู้เป็นลูกสมุน ทำหน้าที่เสาะหาและนำตัวมนุษย์มาตามคำสั่งของนางชายผู้นี้ เหม่ยซิ่นฮวาเอ่ยขานเขาในนามสหายของเหล่าเทพผู้ทรงคุณธรรม แล้วเหตุใดเล่าเขาถึงได้กลายเป็นสุนัขรับใช้ให้กับนางมารผู้โฉดชั่ว ปริศนานี้มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะให้คำตอบ

            และเมื่อข่าวการขนย้ายสิ่งของอันไม่ชอบมาพากลได้แพร่ออกไปจอมยุทธไป๋จึงไม่อาจนิ่งเฉย นางออกติดตามความเคลื่อนไหวโดยหารู้ไม่ว่านี่คือกลลวงหลอกล่อเพื่อให้นางไปติดกับเหล่าชายฉกรรจ์ที่อยู่ในขบวนรถม้าหาใช่ชาวบ้านธรรมดาหรือพ่อค้าต่างถิ่น ทว่าเขาเหล่านั้นเป็นมือสังหารที่ถูกว่าจ้างมาทำงานสกปรกทันทีที่นางปรากฏตัว คนเหล่านั้นก็พากันหยิบอาวุธเข้าจู่โจมนางอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้ว่านางจะจัดการกับพวกเขาได้หากแต่ยังมีมือสังหารฝีมือฉกาจอยู่อีกสอง ชายผู้ใช้โซ่ยาวเป็นอาวุธและหญิงสาวผู้ซุกซ่อนอาวุธลับคือมีดบินอันคมกริบทั้งสองฉวยโอกาสจู่โจมนาง ทว่าพวกเขาก็ยังไม่ใช่คู่ปรับของนาง มือสังหารสาวตายระหว่างการต่อสู้ส่วนชายอีกคนที่ยังคงประมือกันอยู่ก็ได้ใช้วิธีสกปรก ทำให้นางถูกจู่โจมด้วยเข็มพิษจากบุคคลลึกลับซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ด้วยความช่วยเหลือของใครคนหนึ่งจึงทำให้นางพลิกสถานการณ์และจัดการกับชายผู้นั้นได้แต่แล้วจอมยุทธหญิงก็ต้องหมดสติไปเพราะพิษบาดแผล

            ..กุบกับๆ ๆ.. เสียงฝูงฝีเท้าม้าทำให้จอมยุทธไป๋ลืมตาตื่น นางหมดสติอยู่ในอ้อมแขนของใครคนหนึ่งที่ควบม้าพลางโอบร่างของนางไว้แม้จะอยู่ห่างกันเพียงนิด แต่ภาพใบหน้าของเขาช่างเลือนรางยิ่งนัก เมื่อพยายามเพ่งมองอย่างถี่ถ้วนและแล้ว นางก็ต้องสะดุดกับดวงตาของเขาที่งดงามกว่าดวงตาของคู่ใดในโลกหล้า .. “เป็นเขา ” .. นางอุทานขึ้นมาในใจและในตอนนั้นเอง นางได้ตัดสินใจผละออกจากเขาในขณะที่ม้ากำลังวิ่งผ่านสะพานข้ามน้ำ..ตู้ม!.. จอมยุทธหญิงกระโดดลงไปในน้ำและจมหายไปต่อหน้าต่อตาเขา

    “ เจ้าเมืองน้อยขอรับ ”

    เฟยฉีกู่เรียกเฉินเสวี่ยหยางด้วยความตระหนกสององครักษ์คาดไม่ถึงว่าจอมยุทธไป๋จะใช้วิธีนี้เพื่อเลี่ยงปัญหาเฉินเสวี่ยหยางยกมือขึ้นห้ามองครักษ์ของตนเพื่อไม่ให้ติดตามนาง ด้วยรู้ดีว่าการที่นางต้องทำเช่นนี้ก็เพราะไม่อยากให้พวกเขาเข้ามาพัวพันอีกทั้งไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนเฉินเสวี่ยหยางขี่ม้ามายังริมตลิ่งพลางมองดูสายน้ำที่ไหลนิ่งอยู่เบื้องหน้า เขาก้าวลงจากหลังม้าแล้วก้มตัวลงไปใช้มือสัมผัสกับผิวน้ำท่ามกลางสายน้ำอันมืดมิด ร่างอันไร้สติของจอมยุทธหญิงจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของสายนทีอันเย็นยะเยือกนางได้ถูกพลังแห่งสายธาราชำระล้างพิษบาดแผลออกไปทีละนิด ทำให้บาดแผลที่แขนของนางค่อยๆ จางหายไป ร่องรอยจากการต่อสู้เหลือไว้เพียงแขนเสื้อที่ขาดเป็นทาง เมื่อพิษร้ายสูญสลายไปจนหมดสติของนางก็ได้หวนกลับคืน ด้วยเหตุนี้เฉินเสวี่ยหยางจึงรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวของนางและพลันมีแววตาโล่งใจเขาเดินกลับไปขึ้นหลังม้าพลางเอ่ยบอกกับคนของตน

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ กลับ ”

    และในความมืดมิดหลังแนวป่าที่เงียบสงัดข้างตลิ่งริมน้ำได้ปรากฏร่างของบุรุษในชุดสีน้ำตาลผู้หนึ่งกำลังยืนมองสายน้ำที่ไหลนิ่งด้วยความกังวลแววตาของเขาจับจ้องผิวน้ำอย่างมีความหวัง และแล้วก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวเมื่อผิวน้ำที่เคยนิ่งกลับมีคลื่นหมุนวนเหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างก่อคลื่นใต้ผืนธาราครู่เดียว จอมยุทธหญิงก็โผล่ขึ้นมาด้วยสภาพเนื้อตัวแห้งสนิทนางขึ้นมายืนอยู่ที่ริมตลิ่งโดยร่างกายไร้รอยขีดข่วน เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาก็พลันโล่งใจ แล้วคนทั้งสองก็หายลับไปโดยไม่เหลือแม้แต่รอยเท้าทิ้งไว้เพียงสายลมแห่งความตายในคืนอันหฤหรรษ์หลังดินแดนปรโลก

             หลังจากที่เฉินเสวี่ยหยางกลับมาถึงค่ายองครักษ์สังเกตเห็นผู้เป็นนายมีสีหน้าตึงเครียดระหว่างที่เดินตามหลังผู้เป็นนายเพื่อไปยังที่พัก

    เฟยฉี : “ อาหมิง เจ้าว่าเจ้าเมืองน้อยดูแปลกไปหรือไม่หรือเป็นเพราะท่านยังเป็นห่วงนางอยู่? ”

    เฟยหมิง : “ ก็มีส่วน แล้วก็น่าจะเป็นเพราะซ่งจื่อรุ่ยนางไปที่นั่นก็เพื่อจัดการกับคุณชายซ่ง แต่เพราะเราเริ่มลงมือกับเขาวันนี้เขาเลยไม่ได้ปรากฏตัว เจ้าเมืองน้อยก็คงไม่คิดว่านางจะเลือกลงมือวันนี้ ”

    เฟยฉี : “ จะเป็นอย่างนั้นแน่เหรอ ว่าแต่เจ้า บอกข้ามาว่ารู้อะไรบ้าง?”

    เฟยหมิง : “ อะไร? ”

     เฟยฉี : “ ไม่ต้องมาทำไขสือคุณชายสกุลซ่งเหิมเกริมเช่นนี้แต่ที่เรายังเก็บเขาไว้ก็เพราะว่าเขายังมีประโยชน์ไม่งั้นคงได้ไปคุยกับรากมะม่วงนานแล้ว แต่ว่ากับจอมยุทธหญิงผู้นี้เจอกันทีไรก็มีแต่เรื่อง เหตุใดเจ้าเมืองน้อยถึงได้สนใจนางนัก บอกมา เจ้ารู้อะไร? ”

    เฟยหมิง : “ เจ้าไม่รู้ ข้าหรือจะรู้ เป้าหมายครั้งนี้คงเพื่อกำจัดกับนางหากไม่มีนางสักคน หนานจิ้งต้องระส่ำระสายแน่ ”

    เฟยฉี : “ นั่นมันแน่อยู่แล้ว แต่ว่านะอาหมิง จอมยุทธไป๋เจ้าเมืองน้อยก็ให้ความสนใจ ส่วนองค์หญิงก็เป็นว่าที่ชายานี่ยังไม่รวมถึงเจ้าของผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นที่เจ้าเมืองน้อยเฝ้าตามหามาตลอดเวลาสิบกว่าปีอย่างนี้พวกเราไม่ต้องมีนายหญิงถึงสามคนหรอกเหรอ มันจะวุ่นวายเอานา ”

    เฟยหมิง : “ คงไม่หรอก ”

    เฟยฉี : “ เจ้ารู้ได้ยังไงดูอย่างคนที่นั่งบัลลังก์นั่นสิ มีภรรยาอยู่แล้วกลับรับอนุเข้ามาเพิ่มอีกตอนเนี้ยเป็นไงล่ะ ”

    เฟยหมิง : “ เจ้าก็รู้ว่าเจ้าเมืองน้อยของเราเป็นเช่นไรเรื่องไม่มีทางเป็นอย่างนั้นหรอกน่ะ ”

    เฟยฉี : “ พูดแบบนี้แปลว่าเจ้าก็รู้ใช่ไหมว่านางเป็นใครนี่.. รู้ก็บอกข้าหน่อยสิ ข้าไม่บอกใครหรอก ”

    เฟยหมิง : “ เปล่า ข้าไม่รู้ ”

    เฟยฉี : “ อ้าว! ”

    เฟยหมิง : “ เจ้าเมืองน้อยไม่ได้บอก ”

    เฟยฉี : “ โธ่.. ข้าก็นึกว่ารู้ยังนึกสงสัยอยู่ว่าเจ้าเมืองน้อยรู้ตัวตนของนางตั้งแต่เมื่อไหร่? ”

    เฟยหมิง : “ อันนี้ข้าว่าข้ารู้ ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะตั้งแต่ที่รู้ว่านางเป็นสตรี ”

    เฟยฉี : “ หา! ก็ตั้งแต่แรกเลยนี่ งั้นก็ไม่เกี่ยวกับซ่งจื่อรุ่ยแล้วล่ะเจ้าเมืองน้อยของเราฉลาดขนาดนั้นท่านต้องคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่านางจะต้องตามขบวนรถม้านั่นไปข้าคิดว่าเรื่องที่ท่านกังวลอยู่น่าจะเป็นเพราะรู้ทั้งรู้แต่ก็ห้ามไม่ได้มากกว่า ”

    เฟยหมิง : “ อื้ม! ก็อาจเป็นไปได้ ทำไมหนนี้ฉลาด ”

    เฟยฉี : “ ชมเหรอนั่นน่ะ ”

    ขณะที่สองพี่น้องเอาแต่พูดคุยกัน เฉินเสวี่ยหยางก็ได้เดินมาถึงที่พักเขานั่งลงที่โต๊ะทรงกลมพลางครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง .. “เจ้ารู้อยู่แล้วว่านั่นคือกับดัก แต่ก็ยังกระโดดเข้าไปหากวันนึงเจ้าพบความจริงของสิ่งที่เจ้าตามหาอยู่ข้าจะต้องทำเช่นไรเพื่อไม่ให้เจ้าเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง? ” ..ครั้งนี้เฟยฉีเดาได้ถูก จอมยุทธไป๋รู้อยู่แล้วว่านั่นอาจเป็นกับดักและเฉินเสวี่ยหยางก็รู้ดีว่านางจะต้องแอบติดตามคนเหล่านั้นไปทั้งหมดที่นางทำก็เพื่อกดดันผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังให้ยอมเผยตัวออกมาทีละนิด เฉินเสวี่ยหยางรู้ว่ามิอาจห้ามนางจึงทำได้เพียงคอยช่วยเหลือนางอยู่ห่างๆ เท่านั้น

     

    ฝูตง

            รุ่งเช้าวันใหม่แสงอาทิตย์สาดส่องมายังเรือนสกุลซุน ..ตึก ๆ ๆ.. หลัวชิวหยี่ชายาของเจ้าเมืองน้อยซุนเดินทางมาหาสามีที่ห้องพักตามปกติ โดยมีสาวรับใช้ติดตามมาด้วยสองคนคนหนึ่งถือภาชนะใส่น้ำ ส่วนอีกคนถือถาดใส่ผ้าสีขาวสะอาดตาที่ถูกพับวางไว้อย่างดีเมื่อมาถึงด้านหน้าก็มีสตรีนางหนึ่งพรวดพราดออกมาจากห้อง นางดูรีบร้อนจนแต่งกายไม่เรียบร้อยเหมือนผลุนผลันออกมาเพราะรู้ว่าตื่นช้าไปในขณะที่ชายาซุนจะต้องมาถึงที่นี่ในเวลานี้ของทุกวัน นางรีบทรุดลงคุกเข่าพลางก้มหน้างุดต่อหน้าหลัวชิวหยี่อย่างรู้ละอาย

    “ คารวะชายาเจ้าเมืองน้อย ”

    นางพูดด้วยเสียงสั้นและไม่กล้าสบตา ทว่าชายาซุนดูมีสีหน้าเรียบเฉยคล้ายกับว่าเป็นเรื่องปกตินางปัดมือเพื่อบอกสตรีนางนั้นให้ออกไปเสีย บนสีหน้าของนางไร้ความรู้สึกสตรีผู้ร้อนรนจึงได้คารวะนางแล้วเดินลุกลี้ลุกลนออกไป หลัวชิวหยี่ยังคงเย็นชาไม่เปลี่ยนนางดูไม่รู้สึกทุกข์ร้อนและไม่แสดงความหวั่นไหวใด ๆ ใครเลยจะรู้ว่าในใจของนางคิดอะไรอยู่กับการที่ต้องเห็นสามีตนหลับนอนกับสตรีอื่น สาเหตุก็เนื่องมาจากคนทั้งคู่ที่ถึงแม้จะสมรสกันมานานแต่ก็ยังไร้ซึ่งทายาทชายาซุนเข้าไปหาสามีด้วยท่าทีปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เวลานั้น สามีของนางยืนหันหลังให้กับประตูและกำลังใส่เสื้อผ้าเหมือนกับว่าเพิ่งลุกจากที่นอนสภาพฟูกนอน หมอนและผ้าห่มนั้นยับยู่ยี่ เขาหันมาหาภรรยาด้วยสีหน้าเรียบเฉยทว่าไม่แม้แต่จะสบตานางแววตาของเขาเก็บซ่อนความลำบากใจอยู่ลึก ๆ แต่ไหนแต่ไรมา นี่หาใช่ความต้องการของเขาหากแต่เป็นความจำใจเสียมากกว่า ยิ่งเวลานี้ เจ้าเมืองซุนผู้เป็นบิดาป่วยอาการร่อแร่ยิ่งทำให้ซุนเย่ตระหนักว่าการมีทายาทสืบสกุลนั้นจะทำให้บัลลังก์ที่เขาขึ้นครองในอนาคตมั่นคงเพียงใดมันสำคัญพอ ๆ กับอนาคตของฝูตง ซุนเย่เดินผ่านภรรยาของเขาไปที่ห้องอาบน้ำพร้อมกับสาวรับใช้ที่เดินตามไปติดๆ ในขณะที่หลัวชิวหยี่ก้มลงเพื่อจัดที่หลับที่นอนของสามีให้เรียบร้อย ดวงตาของนางนิ่งลึกจนดูน่ากลัวมันอาจเป็นแววตาของสตรีผู้ไม่เคยมีความรักอยู่ในหัวใจ สตรีผู้ไม่ปรารถนาอยู่รับใช้ใกล้ชิดสามีหรือสตรีที่แสร้งทำเป็นนิ่งเฉยเหมือนสายน้ำที่ไม่รู้ว่ามีคลื่นอยู่มากน้อยเพียงใดสายน้ำอันเยือกเย็นแต่เจือไปด้วยความเจ็บปวด

     

    เรือนพักชั่วคราวสกุลหลี่ หนานจิ้ง

            ผืนฟ้าเดียวกันแต่ต่างสถานที่ดูเหมือนสถานการณ์ที่หนานจิ้งช่างแตกต่างจากฝูตงเสียเหลือเกิน ..จิ๊บ ๆ ๆ.. เสียงนกร้องขับขานรับรุ่งอรุณของเช้าวันใหม่หลังจากค่ำคืนอันน่าหวาดหวั่นได้ผ่านพ้นไป สายลมพัดโชยกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ภาพฝัน..แอ๊ด.. หลินเพ่ยหนิงเปิดบานประตูออกมาก็พบว่ามีคนผู้หนึ่งยืนรออยู่ด้านนอกกับม้าสีขาวหนึ่งตัวซึ่งผูกรออยู่หน้าเรือนเฉินเสวี่ยหยางยืนรอต้อนรับนางด้วยแววตาหวานละมุน เมื่อเห็นสตรีคู่หมั้นหมาย เขาก็พลันยื่นมือไปเชื้อเชิญนางร่วมทางไปกับเขานางวางมือเรียวบางลงบนฝ่ามือของเขาอย่างวางใจ ทั้งสองขี่ม้าไปด้วยกันเพื่อเยี่ยมชมความเป็นอยู่และสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหารหาญแน่นอนว่าเฟยหมิง เฟยฉีและหูจิงก็ขี่ม้าตามคุ้มกันอยู่ไม่ห่างนัก ..กุบ กับ กุบกับ.. ฝีเท้าม้าก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเหมือนไม่มีเหตุให้เร่งรีบ เฉินเสวี่ยหยางนั่งคุมบังเหียนโดยมีหญิงงามอยู่ในอ้อมแขนเหล่านักรบผู้กล้าพากันหยุดกิจธุระที่ทำอยู่อย่างรู้งานเพื่อหันมาว่าคารวะผู้ที่อยู่บนหลังม้าพวกเขาแสดงถึงความเคารพอย่างเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างไร้ข้อกังขา เมื่อขี่ม้ามาได้ไม่นานสายตาของทั้งสองก็หันไปเห็นรถม้าสกุลหม่ามุ่งหน้าตรงไปที่เรือนสกุลหลี่เฉินเสวี่ยหยางมองดูด้วยแววตานิ่ง เขาไม่แปลกใจกับภาพที่เห็น ส่วนหลินเพ่ยหนิงนั้นดูประหลาดใจอยู่เล็กน้อย

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ เหนื่อยหรือยัง? ”

    เขาเอ่ยถามสตรีในอ้อมแขนด้วยน้ำเสียงนุ่มนางจึงหันมาสบตาก่อนจะส่ายหน้าตอบทำให้เฟยฉีอดไม่ได้ที่จะซุบซิบกับเฟยหมิงผู้เป็นพี่

    เฟยฉี : “ กลางคืนกอดคนนึง เช้ามากอดอีกคน หึ! ข้าไม่มีบ้างให้มันรู้ไป ”

    เฟยหมิง : “ หูจิง เจ้าน่าจะชวนแม่นางลั่วมาด้วย ”

    หูจิง : “ เสียดาย ข้าชวนแล้ว แต่นางไม่มา นางบอกว่าจะอยู่ช่วยห้องครัวเตรียมอาหารเช้าให้องค์หญิง”

    เฟยฉี : “ ไม่มานั่นแหละดีแล้ว ตีข้าทีเป็นจ้ำไปสองวัน ”

    และเมื่อพวกเขาเห็นรถม้าสกุลหม่า

    เฟยฉี : “ นั่นรถม้าสกุลหม่านี่ ”

    เฟยหมิง : “ เหมือนจะยังมาไม่ครบนะ ”

    เฟยฉี : “ สงสัยจะหมดเวลาเที่ยวแล้วล่ะ ”

    เฉินเสวี่ยหยางได้เปลี่ยนทิศทางม้าเขาพาหลินเพ่ยหนิงไปอีกเส้นทางหนึ่งเพื่อให้นางผ่อนคลายก่อนอาหารมื้อเช้าทางด้านหลี่ซู่เหลยที่ขลุกอยู่ในกระโจมใหญ่ เขากำลังดูแบบร่างสิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นขึ้นสีหน้าดูตึงเครียดเพราะแบบร่างนั้นมีปัญหาและยังหาข้อบกพร่องไม่เจอ ครู่เดียว เฉินเสวี่ยหยางก็พาหลินเพ่ยหนิงเข้ามาในกระโจมโดยที่เหล่าหลีเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดูกระดาษแผ่นใหญ่และแล้ว นิ้วมืออันเรียวบางก็ชี้ไปที่จุดจุดหนึ่งบนกระดาษแผนนั้นทำให้หลี่ซู่เหลยพบจุดที่เป็นปัญหาจากเดิมที่มีสีหน้าตึงเครียด เขาฉีกยิ้มขึ้นมาทันที

    หลี่ซู่เหลย : “ ใช่! ใช่เลย ตรงนั้นแหละ ขอบใจนะ.. ”

    เมื่อหันไปมองเจ้าของมือที่เขาคิดว่าเป็นภรรยาแต่แล้วกลับพบว่าเป็นหลินเพ่ยหนิงและด้านข้างก็คือเฉินเสวี่ยหยาง ..“ เวลาแบบนี้ก็ยังเป็นองค์หญิงที่มาช่วยไว้ได้ทุกครั้ง”.. หลี่ซู่เหลยหวนนึกถึงอดีต แล้วพลันคุกเข่าคารวะองค์หญิงก่อนจะเอ่ยทักทายเฉินเสวี่ยหยาง

    หลี่ซู่เหลย : “ องค์หญิง เจ้าเมืองน้อย ขออภัย ข้าเสียมารยาทแล้วมาตั้งแต่เมื่อใดกัน? ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ นานพอจะเห็นท่านคิ้วขมวดใส่กระดาษแผ่นนั้น ”

    หลี่ซู่เหลยรีบม้วนแบบร่าง พลางกลบเกลื่อน

    หลี่ซู่เหลย : “ ออ.. มันยังไม่เรียบร้อยน่ะนี่ก็ใกล้อาหารมื้อเช้าแล้ว ฮูหยินข้าคงเตรียมสำรับใกล้เสร็จแล้วล่ะท่านพาองค์หญิงไปพักก่อนเถิด ข้าขออยู่ตรวจดูอะไรอีกสักหน่อย ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ได้ ”

    เฉินเสวี่ยหยางรู้ดีว่าหลี่ซู่เหลยต้องการเวลาส่วนตัวเพื่อจัดการกับแบบร่างแผ่นนั้นและยังดูออกว่านั่นน่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์สำคัญที่ช่วยเสริมกำลังทหารเกราะเหล็กซึ่งจะให้คนภายนอกล่วงรู้ไม่ได้เขาจึงพาหลินเพ่ยหนิงปลีกตัวออกไปและปล่อยให้หลี่ซู่เหลยได้อยู่เพียงลำพังหลังจากที่ทั้งสองจากไปแล้ว เหล่าหลีก็นำม้วนกระดาษออกมากางอีกครั้งและหยิบพู่กันจุ่มน้ำหมึกแล้วลงมือจิ้มปลายพู่กันลงบนแบบร่างนั้นทันที ครู่เดียว เขาก็หยิบกระดาษแผ่นใหญ่ขึ้นมาดูด้วยความพึงพอใจก่อนจะม้วนมันและวางรวมกับม้วนภาพวาดเพื่อเป็นอุบายลวงตาหลังจากนั้นไม่นาน หม่าจิ่นเทาหรือผู้นำหม่าแห่งฝ่ายพลเรือนก็ได้เข้ามาทักทายหลี่ซู่เหลย

    หม่าจิ่นเทา : “ ท่านหลี่ ”

    หลี่ซู่เหลย : “ อ้อ! ท่านหม่า จะมาไยไม่บอกไม่กล่าวข้าจะได้เตรียมการต้อนรับ ”

    หม่าจิ่นเทา : “ เฮ่ย.. ไม่ต้องลำบาก ข้าแค่แวะมาเยี่ยมเยียนท่านกับฮูหยินไม่ต้องเตรียมการใดให้มันวุ่นวายหรอก ”

    หลี่ซู่เหลย : “ ช่างบังเอิญจริง ”

    หม่าจิ่นเทารู้สึกประหลาดใจกับถ้อยคำสนทนาของหลี่ซู่เหลยทว่าเมื่อเจ้าบ้านสกุลหลี่พาผู้นำหม่ามาที่บ้านพัก ความประหลาดใจของหม่าจิ่นเทาจึงได้กระจ่างซ่งเผิงจิ่นนั่งรออยู่ภายในโดยมีเฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงนั่งอยู่พร้อมหน้า ก่อนหน้านั้นระหว่างที่หม่าจิ่นเทาแวะเข้าไปทักทายหลี่ซู่เหลยในกระโจมซ่งเผิงจิ่นก็ได้เดินทางมาถึง

    หม่าจิ่นเทา : “ คารวะองค์หญิง เจ้าเมืองน้อย ไม่คิดว่าผู้นำซ่งก็มาเยี่ยมท่านหลี่เช่นกัน”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ ข้าอยู่จวนรู้สึกเบื่อ ๆ ก็เลยอยากมาเยี่ยมดูค่ายทหารเสียหน่อยถือโอกาสนี้แวะมาทักทายท่านหลี่กับหลี่ฮูหยินด้วยเลย ”

    หม่าจิ่นเทา : “ ผู้นำซ่งช่างจิตใจกว้างขวาง คิดเป็นห่วงความเป็นอยู่ของเหล่าทหารนับถือ ๆ ”

    ถ้อยคำชื่นชมที่เจือไปด้วยการรู้เท่าทันถูกเอ่ยออกมา

    ซ่งเผิงจิ่น : “ แล้วนี่คุณชายหม่า ไม่มาด้วยหรือ? ”

    หม่าจิ่นเทา : “ เสียนเย่มีเรื่องต้องจัดการแทนข้าก็เลยมาไม่ได้ ว่าแต่บุตรชายและบุตรสาวท่าน พักนี้ไม่ค่อยเห็นเลยไม่ทราบว่าหายไปไหนกันหรือ? ”

    ซ่งเผิงจิ่นลำบากใจที่ต้องเอ่ยถึงบุตรทั้งสอง จึงวางสีหน้าเสียอารมณ์เล็กน้อยพลางพูดจากลบเกลื่อน

    ซ่งเผิงจิ่น : “ เฮ่ย.. ไอ้พวกลูกไม่รักดีของข้าไหนเลยจะสู้บุตรชายท่าน ป่านนี้คงไปเที่ยวผลาญเงินอยู่ที่ไหนสักที่เนี่ยล่ะท่านอย่าไปสนใจเลย ”

    หม่าจิ่นเทา : “จะว่าไปข้าก็ไม่คิดเลยว่าองค์หญิงและเจ้าเมืองน้อยก็อยู่ที่นี้ด้วย ถือว่าครั้งนี้มาไม่เสียเปล่า”

    หลินเพ่ยหนิงพยักหน้ารับ

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ผู้นำทั้งสองมาพร้อมหน้า ความบังเอิญเช่นนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ ”

    หม่าจิ่นเทา : “ ได้ยินว่าเจ้าเมืองน้อยเฉินชอบเล่นหมากกระดานวันนี้จะให้เกียรติเล่นกับข้าสักตาได้หรือไม่? ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ เป็นเกียรติอย่างยิ่ง เช่นนั้นต้องรบกวนท่านหม่าออมมือให้แล้ว ”

    จากนั้น จ้าวเจี้ยนฟางก็เดินเข้ามายังโถงห้อง

    ฮูหยินหลี่ : “ ทุกท่าน สำรับพร้อมแล้วเชิญทานอาหารเช้ากันก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน ”

    หลี่ซู่เหลย : “ นั่นสิ เชิญทุกท่าน เชิญ ๆ ”

    แล้วเหล่าผู้นำรวมทั้งเฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงก็พากันไปยังห้องรับรอง เวลาผ่านไปจากโต๊ะอาหารภายในห้องเปลี่ยนมาเป็นโต๊ะม้าหินอ่อนในซุ้มกลางสวน หม่าจิ่นเทาตั้งใจหยั่งเชิงเฉินเสวี่ยหยางด้วยหมากกระดานแน่นอนว่าเฉินเสวี่ยหยางให้เกียรติผู้อาวุโสด้วยการใช้หมากสีขาว เมื่อหม่าจิ่นเทาเริ่มวางหมากสีดำเฉินเสวี่ยหยางก็ดูออกถึงเจตนาของผู้นำหม่า เขาทำทีเดินต่อในจุดที่หม่าจิ่นเทาต้องการเพื่อลวงให้ผู้อาวุโสตายใจทว่าไม่เปิดโอกาสให้หม่าจิ่นเทาล่วงรู้ความคิด เขาเบนความสนใจของหม่าจิ่นเทาไปยังจุดอื่นเวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูป ผู้นำหม่ากลับเป็นฝ่ายหน้านิ่วคิ้วขมวดกับการเดินหมากของตนแทนที่จะรู้ความคิดของอีกฝ่าย กลับกลายเป็นว่าถูกเฉินเสวี่ยหยางล้อมกินจนสุดท้ายต้องพ่ายแพ้..แก๊ก!..

    หม่าจิ่นเทา : “ เฮ่ย.. ข้านี่แก่แล้วจริง ๆ ไม่คิดว่าเจ้าเมืองน้อยเฉินเก่งกาจสมคำร่ำลือข้าแพ้แล้ว ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ เพราะท่านหม่าให้เกียรติ ออมมือให้ผู้น้อยอย่างข้า ”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ เช่นนั้น ข้าขอลองหน่อยเป็นไร ”

    ซ่งเผิงจิ่นไม่อยากเชื่อว่าผู้เยาว์อย่างเฉินเสวี่ยหยางจะเก่งกาจเช่นนั้นจริงเขาจึงอยากลองเชิงดูสักครั้ง คราวนี้เฉินเสวี่ยหยางแสร้งยื้อเวลาเล่นกับซ่งเผิงจิ่นเพราะต้องการล้วงเข้าไปในความคิดของผู้นำซ่งว่าแท้จริงแล้วผู้อาวุโสท่านนี้รู้เห็นกับการกระทำอันชั่วช้าสามานย์ของบุตรชายตนเองมากน้อยเพียงใดเมื่อซ่งเผิงจิ่นได้วางหมากลงบนกระดานแล้วเฉินเสวี่ยหยางได้วางต่อจนผ่านไปได้ไม่นานผู้นำซ่งก็หน้าซีด เมื่อเห็นวิถีการเดินหมากของตน ตั้งแต่เริ่มจนบัดนี้ เขาเผลอแบไต๋จนเฉินเสวี่ยหยางอ่านความคิดของเขาได้ทั้งหมดเขาตัดสินใจหยุดเล่นและยอมพ่ายแพ้ไปด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีเท่าใดนัก

    ซ่งเผิงจิ่น : “ ข้าแพ้แล้วจริง ๆ นึกไม่ถึงว่าชาวเยียนเป่ยจะมีฝีมือการเดินหมากที่ยอดเยี่ยมเพียงนี้”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ มิได้ คงเพราะเยียนเป่ยหนาวเย็นเกินไป นี่เป็นการละเล่นที่ใช้คั่นเวลาในยามที่อากาศหนาวจนออกไปไหนไม่ได้เท่านั้น”

    ซ่งเผิงจิ่น : “ อ้อ! เช่นนี้นี่เอง ”

    หลี่ซู่เหลยและหม่าจิ่นเทาต่างยืนดูการเดินหมากอย่างสนอกสนใจทว่าคงมีแต่เฉินเสวี่ยหยางเท่านั้นที่อ่านความคิดของแต่ละคนออก จนกระทั่ง

    หลี่ซู่เหลย : “เช่นนั้นคงต้องรบกวนเจ้าเมืองน้อยเฉินเล่นต่ออีกสักกระดาน ”

    เฉินเสวี่ยหยางมองหลี่ซู่เหลยเพราะคิดว่าคนที่จะมาประลองกับเขาเป็นรายต่อไปคงจะเป็นเหล่าหลีทว่าผิดถนัด เพราะบุคคลที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็คือหลินเพ่ยหนิง นี่ทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อยและก็มีสีหน้ายินดีปรากฏขึ้นในเวลาเดียวกัน

    หลินเพ่ยหนิง : “ หวังว่าเจ้าเมืองน้อยจะไม่รังเกียจเล่นหมากกระดานกับสตรี ” (ภาษามือ)

    เฉินเสวี่ยหยางไม่ตอบเขาเพียงยิ้มรับด้วยแววตาหวาน สีหน้ามีความสุข เดิมที ณซุ้มแห่งนั้นมีเพียงหลี่ซู่เหลย ซ่งเผิงจิ่นและหม่าจิ่นเทาเท่านั้น ส่วนลั่วชีชีกับสององครักษ์รวมทั้งหูจิงยืนคุ้มกันอยู่ห่าง ๆ แต่บัดนี้ พวกเขาต่างสนใจหมากกระดานนี้จึงพากันมายืนรุมล้อมเพราะอยากรู้ว่าผลสุดท้ายใครจะเป็นฝ่ายชนะเวลาผ่านไปเนิ่นนานจากสองชั่วยามเป็นสี่ชั่วยาม ทั้งคู่ก็ยังเล่นกันอยู่โดยผู้ชมรอบข้างไม่คิดจะปลีกตัวไปไหนทำให้หลี่ฮูหยินอดไม่ได้ที่จะขอร่วมชมการเล่นในครั้งนี้ด้วย

    หยินหลี่ : “ นี่ยังเล่นกันอยู่อีกหรือ? ”

    หลี่ซู่เหลย : “ อื้ม! เจ้าดูสิ ”

    หลี่ฮูหยินชะเง้อมองกระดานเดินหมาก

    ฮูหยินหลี่ : “ องค์หญิงเดินหมากเก่งเช่นนี้เชียวดูไม่ออกเลยว่าใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายชนะ ”

    หลี่ซู่เหลย : “ ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนอื่นไม่รู้ ”

     

     

            ติดตามตอนต่อไป