บทที่ ยี่สิบแปด
ตะวันลับขอบฟ้าไร้แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ในต้นยามซวี[1] การเล่นพลุไฟจึงเห็นได้ทั่วไปเต็มท้องถนนทั้งเส้นทางหลักและในตรอกซอย
เมืองคุนเหิงไม่มีแสงจ้าอย่างเมืองใหญ่อื่นมีเพียงแสงจากโคมตามทาง ฉะนั้นเวลาเล่นพลุไม่ว่าจะน้อยใหญ่ก็เห็นชัดเจนลู่อิงิก็หยิบเอาบางส่วนออกมาเล่นกับเด็กน้อยที่ลานกว้างในเมือง
“พี่สาวลู่ดูสิ เคลื่อนไหวเร็วๆ แบบนี้สวยไหมเ้าคะ”เด็กน้อยที่ถือพลุไฟอยู่ก็หมุนตัวเป็วงกลมก้านไฟเลยเป็ขึ้นเป็เส้นยาวๆ
“ระวังด้วยอย่าไปโดนเข้าล่ะ”ลู่อิงิเอ่ยเตือนขณะที่ก้มตัวจุดไฟให้เด็กสาวตัวน้อยเล่น
ตู้อี้เสินเห็นลู่อิงิคอยดูแลน้องสาวก็เกรงใจที่ทั้งซื้อก้านไฟให้แล้วตอนนี้ยังมาจุดไฟให้อีกเขาเลยนั่งลงข้างๆ นางแล้วหยิบก้านไฟมาไว้ในมือ เตรียมจะเป็คนจุดเอง“ข้าทำเองดีกว่าน้องลู่ เ้าไปเล่นกับมู่เอ๋อเถอะ”
“ไม่เป็ไรพี่ตู้ ข้าจุดให้ได้ ท่านดูมู่เอ๋อดีกว่า”แต่เซียนน้อยก็ไม่ยอมเช่นกัน คว้าเอาก้านไปที่ถูกแย่งไปคืนมา
“แค่นี้ข้าก็เกรงใจมากแล้วน้องลู่” ชายหนุ่มคิ้วขมวดเอ่ยอย่างจริงจัง
สิ่งที่สองคนทำจุกจิกอยู่ด้วยกันถูกมองจากสายตาของชายหนุ่มร่างสูงอาภรณ์สีเข้มทั้งหมดสวีจ้าวหรงเห็นทั้งสองพูดคุยแย่งก้านไฟกันไปมาก็เริ่มไม่สบอารมณ์เขาไม่ทันรู้ตัวก็คว้าต้นแขนของเซียนน้อยให้ลุกขึ้นมายืนข้างกาย“เ้าก็ปล่อยให้เขาทำไป นั้นน้องสาวเขา”จอมมารกล่าวเสียงนิ่งลู่อิงิฟังก็ไม่ทันจับสังเกตได้ว่าจริงๆแล้วเจือความไม่พอใจ
“ก็ช่วยๆ กันไม่เห็นเป็ไรเลย”
“เื่แค่นี้ทำไมต้องช่วยกัน ทำอย่างกับเป็งานใหญ่”
“ก็ไม่ใช่งานใหญ่อะไร แต่หรือท่านจะเล่นด้วย ข้าจุดให้ท่านได้นะ”ลู่อิงิไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็อะไร ปกติไม่ว่านางจะทำอะไรก็สังเกตอยู่เงียบๆแต่นี่อยู่ๆก็ห้ามไม่ให้จุดก้านไฟให้ตู้มู่เอ๋อเลยคิดว่าเขาอาจจะอยากเล่นด้วยหรือเปล่าแต่ไม่กล้าพูด
ด้านสวีจ้าวหรงพอได้ยินว่าเซียนน้อยจะจุดก้านไฟให้ตนเองอารมณ์เสียเมื่อครู่หายเป็ปลิดทิ้ง“เอาสิ จุดให้ข้า”
“ได้เลย” นั้นไง ท่านจอมมารอยากเล่นก้านไฟจริงๆ ด้วยนางเลยหยิบแบ่งออกมาส่วนหนึ่งแล้วต่อไฟให้ ก่อนที่ร่างสูงจะตามลงมานั่งข้างๆไม่ห่างกัน เริ่มทำตามอย่างที่ลู่อิงิทำบ้าง
“ไม่ต้องแล้ว เ้าก็มาเล่นด้วยกันเถอะ” สวีจ้าวหรงเงยหน้าขึ้นเอ่ยใกล้ๆหญิงสาว แสงนวลของตะเกียงดวงเล็กตรงหน้าทำบรรยากาศระหว่างทั้งสองดูอบอุ่นจากนั้นแก้มใสของเซียนน้อยก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ขึ้นสีจางจากความชิดใกล้
จังหวะที่ไม่มีใครเอ่ยอะไรมือของทั้งสองก็ค่อยๆจุดไฟพร้อมกันเมื่อที่ปลายของก้านไฟเริ่มมีประกายออกมาลู่อิงิก็ยกก้านยาวนั้นยืนขึ้นสวีจ้าวหรงก็ยืนตามมาติดๆ
นางหันมองก้านไฟในมือของร่างสูงก่อนจะมองขึ้นไปที่ใบหน้าเขาสวีจ้าวหรงตอนนี้ไม่เหมือนจอมมารที่มีอำนาจเทียมฟ้าไร้หัวใจเขาดูเป็เพียงคนหนึ่งที่มีความรู้สึกดูอ่อนโยนอบอุ่นความคิดที่เล็ดลอดเข้ามาในใจเซียนน้อยหลังกำแพงทลายลง
“เราไปเล่นกับมู่เอ๋อเถอะ” ลู่อิงิเอ่ยชวนเพราะนางเกรงกลัวความคิดเมื่อครู่ของตนเองจนต้องหาวิธีหลีกเลี่ยงการอยู่สองต่อสองกับเขากล่าวจบนางก็เดินไปหามู่เอ๋อทันทีแถมแบบนี้เด็กหญิงตัวน้อยยังไปชวนเด็กที่อยู่ในลานกว้างคนอื่นมาเล่นด้วยเป็กลุ่มใหญ่
“หึ” สวีจ้าวหรงที่เห็นร่างโปร่งบางเดินหนีเร็วๆไปหาตู้มู่เอ๋อก็อดจะส่งเสียงผ่านลำคอออกมาไม่ได้่นี้เซียนน้อยช่างหลบเลี่ยงเขาเก่งนักแต่ก่อนไปเขาเห็นแก้มกลมใสนั่นมีสีชมพูจางๆถ้า่นี้นางไม่แปลกไปหาทางหลบสายตาเขาบ่อยๆ สวีจ้าวหรงก็คงไม่อะไรแต่บางทีมันก็ชัดว่านางกำลังหลอกตัวเองว่าไม่รู้ใจเขา ‘เลี่ยงได้เลี่ยงไปดูซิจะทำไม่รู้ได้อีกนานเท่าใด’
ตู้อี้เสินที่เห็นบุรุษร่างสูงยืนมองภรรยาตนเล่นอยู่กับน้องสาวตัวน้อยของเขาว่างอยู่เขาจึงเดินเข้าไปชวนสนทนาก่อน “ข้าขอถามชื่อจริงคุณชายได้ไหมั้แ่น้องสาวเล่าเื่ให้ฟังก็ยังไม่ทราบเลยว่าคุณชายชื่อแซ่อะไร”
“หรง” เพราะอย่างไรเติ้งหยุนก็ไม่ใช่ชื่อตัวเองไม่แปลกตู้อี้เสินจะอยากรู้ความเป็มาแท้จริง
“เพียงหรงหรือ? เช่นนั้นข้าเรียกน้องหรงเท่า..”
“ห้ามเรียกน้อง”สวีจ้าวหรงเอ่ยแทรกประโยคที่กล่าวไม่จบของตู้อี้เสินทันทีที่ได้ยินคำว่าน้องหรงเขารู้ว่าตู้อี้เสินเรียกเช่นนี้ก็นับว่าปกติไม่ได้้าจะกดอีกฝ่ายให้อยู่ในฐานะเด็กกว่าก็อย่างเช่นที่เรียกลู่อิงิว่าน้องลู่แต่สวีจ้าวหรงไม่ใช่อย่างเซียนน้อยที่จะนับญาติพี่น้องไปทั่วใครอื่นจะมาเรียกสนิทสนมเขาไม่อนุญาตเวลานี้เสี่ยวหรงเขาก็ให้เพียงคนเดียวที่เรียกได้
“อ่า..เข้าใจๆ ข้าเรียกคุณชายหรงแล้วกัน”หน้าของตู้อี้เสินเจื่อนลงเล็กน้อยที่ถูกตัดไมตรี แต่เขาก็ไม่คิดมากอีกฝ่ายอาจจะเป็คนไม่ชอบสุงสิงกับใครเห็นก็มีแต่ภรรยาอย่างลู่อิงิที่จะอยู่ในสายตาคนผู้นี้“ไว้เดี๋ยวจากนี้ข้าดูแลน้องสาวเอง ตอนมีพลุไฟท่านก็คงอยากไปกับภรรยากันสองคน”
คำพูดนี้ของตู้อี้เสินทำสวีจ้าวหรงพอใจมากและก็เห็นด้วยที่สุดจนเขาอยากจะบอกเสียเดี๋ยวนี้ว่า ‘รีบพาน้องสาวเ้าไปซะ’แต่เขาก็พอจะเห็นแก่หน้าตู้อี้เสินบ้างจึงเอ่ยกลับเพียงว่า “แล้วพลุไฟเมื่อไรพวกเ้าจะไปตอนไหน?”
“สักครู่ก็ไปแล้วรอให้ก้านไฟพวกนางห่อนี้หมดก็พอ ข้ามีสถานที่แนะนำด้วยเข้าไปตรอกนั้นตรงไปเรื่อยๆ คู่รักชอบพากันไปดูพลุใหญ่ตรงนั้น”ระหว่างที่ตู้อี้เสินเอ่ยแนะนำสถานที่ให้คู่รักลู่อิงิที่เล่นกับตู้มู่เอ๋อก็หันมาเหลือบมองทั้งสองไปพลางด้านตู้อี้เสินก็ไม่คิดอะไรคงว่าแค่บังเอิญ แต่กับสวีจ้าวหรงเขายิ้มมุมปากอย่างย่ามใจรู้ทั้งรู้ว่าตอนนี้เซียนน้อยคงได้ยินทั้งหมดแล้ว เพราะความหูเซียนทำให้ได้ยิน‘สถานที่คู่รักไปกัน’ นั้นทั้งหมด
จนเมื่อห่อก้านไฟที่ตู้อี้เสินกล่าวหมดลงเขาก็เดินไปพาตัวน้องสาวกลับมา“มู่เอ๋อ เ้าไปซื้อรากบัวเชื่อมกับพี่ เอาไว้กินตอนดูพลุ”เด็กน้อยได้ยินชื่อของกินก็ตอบรับทันที วิ่งมาจับมือพี่ชาย
“เดี๋ยวข้าไปด้วย” เป็ลู่อิงิที่รีบเอ่ยตามมาติดๆเพราะนางจะไม่ยอมอยู่กับสวีจ้าวหรงสองคนแน่ๆ
แต่เหมือนตู้อี้เสินนั้นเข้าข้างสวีจ้าวหรงนักรีบหาทางปฏิเสธอ้อมๆ ทันที “เดี๋ยวข้าพามู่เอ๋อไปดูพลุไฟต่อแล้วให้นางค้างที่พักข้าพวกท่านก็ไปดูพลุไปกันเถอะไว้ค่อยมารับนางที่ร้านผ้าตอนเช้าก็ได้”คือคำพูดนี้นอกจากจะไม่ให้ตามไปซื้อขนมด้วย คือบอกลากันตรงนี้ชัดๆไว้เจอกันอีกทีตอนเช้าเลย ‘เท่ากับเปิดทางให้คู่รักอยู่ด้วยกันชัดเจน!’
“ได้ ข้าจะไปรับนางพรุ่งนี้” สวีจ้าวหรงได้ทีก็รีบกล่าวลาให้สองพี่น้องสกุลตู้โบกมือขอตัวจากไปเวลานี้จึงเหลือเพียงหนึ่งเซียนหนึ่งมารยืนอยู่ที่เดิม
ชายหนุ่มเริ่มขยับตัวเดินก่อนแล้วหันมาบอกลู่อิงิหมายจะให้นางเดินตามเขา“ไปกันได้แล้ว”
“ไปที่ไหน?” ลู่อิงิเอ่ยกลับทันทีทั้งยังไม่ยอมขยับตามเขาก็เขาจะพาตนไปสถานที่คู่รักอะไรนั้น!
“เ้าก็ได้ยินแล้ว เพราะฉะนั้นเดินมา”สวีจ้าวหรงโยกหัวไปเส้นทางที่ตู้อี้เสินกล่าวไว้ เป็การกึ่งบังคับให้เซียนน้อยเดินตามแต่ผู้เป็เซียนก็ยังยืนนิ่งไม่ขยับเอาแต่มองเขานิ่งงัน
“...”ไม่รีรออีก สวีจ้าวหรงคว้ามือของร่างบางขึ้นมาแล้วพาเดินไปด้วยกัน‘ถ้าพูดแล้วไม่ขยับก็พาไปเลยแล้วกัน’ ความจริงแรงดึงของบุรุษมิได้รุนแรงมากแล้วตัวของลู่อิงิก็ไม่ได้ต้านเอาไว้ พอถูกจูงไปก็เลยเดินตามง่ายๆ
เสียงลึกเบาๆในหัวบอกว่าอย่าไปกับจอมมารผู้นี่ เขาจะพาเ้าไปสถานที่ของคู่รักแต่ทุกสรรพางค์กายกลับไม่มีอาการต่อต้านตอนนี้ถ้ามองเข้ามาจากภายนอกต้องเหมือนว่านางเดินจูงมือไปกับเขาแน่ๆผลเลยไปกระทบกับอวัยวะภายในที่กำลังเต้นแรงจนใกล้จะหลุดออกมา
‘ไม่ได้การ’ ลู่อิงิคิดได้ก็พยายามจะบิดให้มือค่อยๆลื่นหลุดจากการกอบกุม
“อิงิ” สวีจ้าวหรงกล่าวเสียงทุ้มคล้ายดุที่มือน้อยพยายามหาทางรอดเพราะยิ่งหนีเขาก็ยิ่งจับแน่น แต่ถ้าแน่นไปเขาก็กลัวเซียนน้อยจะเจ็บ
“ปล่อยได้แล้ว ข้ายอมเดินไปแล้วน่า”
สวีจ้าวหรงเลยยอมปล่อยมือบางอย่างที่นาง้าพอลู่อิงิเป็อิสระก็ไม่พูดอะไรต่อ เดินไปพร้อมกันในเส้นทางที่ตู้อี้เสินบอก เส้นทางยาวทอดผ่านตรอกมากมายเมื่อมาจนสุดทางด้านหน้าจึงพบกับทะเลสาบขนาดกว้างและเพราะว่าดูจะกว้างเกินไปโคมไฟที่มีเลยไม่ค่อยจะเกิดประโยชน์ตามหน้าที่ของมันที่จะต้องส่องสว่างคนเลยไม่นิยมมาเพราะมืดสลัวเกินไปแต่ไม่แน่ว่าที่ไม่มากันเพราะเว้นสถานที่เช่นนี้ให้เล่าคู่รักก็ได้เหมือนกัน
ลู่อิงิมองออกไปไกลรอบทะเลสาบก็เห็นผู้คนรางๆยืนกระจายเป็คู่ ก่อนจะมองพื้นน้ำสีดำมืด “ว่าไปดูพลุที่นี่ก็น่าจะสวยมาก”เพราะนางกำลังนึกถึงพลุไฟพุ่งขึ้นที่บนท้องฟ้าแล้วสะท้อนกับพื้นน้ำเท่ากับได้เห็นพลุไฟพร้อมกันสองดวงเชียว เสียดายแทนคนอื่นๆไม่น่าเว้นที่เช่นนี้ให้คู่รัก ใครๆ ก็ต้องอยากมาดูมิใช่หรือ
ระหว่างรอพลุไฟที่กำลังจะมาลู่อิงิจึงเดินเข้าไปใกล้ทะเลสาบมากขึ้นก้มมองพื้นน้ำนอกจากคลื่นน้ำเล็กๆเงียบสงบสีดำก็ไม่เห็นอะไรเลยพลางคิดว่าถ้าอยากชมความสวยงามของทะเลสาบคงจะต้องมาอีกที่กลางวัน
พอดีกับที่ลมเย็นพัดมาพื้นที่กว้างขนาดนี้ลมยิ่งแรงเซียนน้อยจึงยกแขนขึ้นกอดตัวเองลูบท่อนแขนไปมาหวังจะให้ความอบอุ่นกับตัวเองเพราะลมเมื่อครู่ทำผิวรู้สึกเย็นะเืฝ่ายร่างสูงใหญ่ที่ยืนซ้อนหลังมองเห็นหญิงสาวลูบแขนไล่ความหนาวจึงเดินเข้ามาประชิดจนร่างกายแทบติดกัน
“หนาวหรือ?” เขาก้มลงกระซิบถามริมใบหู
ขณะนั้นลู่อิงินิ่งแข็งไปแล้วไม่ใช่เพราะลมหนาวแต่เพราะความอุ่นของลมร้อนที่กระทบใบหูและแผ่นหลังที่เผลอถอยไปเพียงนิดเดียวก็ชนกับอกแข็งแรงของบุรุษเพศ
เมื่อไม่มีเสียงตอบสวีจ้าวหรงก็ยิ่งย่ามใจเขายกแขนโอบรอบร่างบางดึงให้นางเข้ามาพิงที่ตัวเขาคล้ายคนกอดจากด้านหลัง
“ทะ..ท่าน ทำอะไร?” ลู่อิงิแทบพูดไม่ออกนี่ออกจะเกินไปเสียแล้ว ท่านจอมมารจะทำอะไร ้าอะไรจากนาง
“หนาวก็พิงมา”
“ไม่ๆ ข้าไม่หนาว” ลู่อิงิรีบตอบปฏิเสธศีรษะเล็กส่ายไปมาพร้อมคำพูดทำให้เส้นผมไปคลอเคลียกับต้นคอของสวีจ้าวหรงชวนรู้สึกวาบหวิวอยากบอกไม่ถูก
“แต่ไม่หนาวก็พิงได้” ตายแน่ๆ ตายแล้ว นางต้องตายไม่มีทางรอดอีกทำไมจอมมารหน้ามืดมาทำแบบนี้กับเซียนปลายอย่างลู่อิงิทำไมท่านไม่เก็บไว้ไปทำกับผู้หญิงของท่านกันเล่า
แม้ในใจนางกำลังจะร้องไห้แต่สิ่งที่แสดงออกมาเพียงเม้มริมฝีปากเรียกคืนสติห้ามตัวเองอย่าโวยวาย“แต่ข้าไม่หนาวจริงๆ อากาศกำลังดี”
“เช่นนั้นเป็ข้าหนาวเอง” อ้าว! แล้วถ้าท่านจะตอบแบบนี้ข้าจะว่าอะไรได้ลู่อิงิไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาอีกทั้งยังยอมอยู่นิ่งๆ ไปเสียดีกว่าถ้าสวีจ้าวหรงเมื่อยก็คงผละตัวออกไปเองนั่นแหละขอเพียงนางนึกถึงหน้าหยางเฉินอี้เฟิงเอาไว้นางก็จะรอดจากมารผจญผู้นี้เอง
แต่รอแล้วรอเล่าบุรุษผู้นี้ก็ไม่ถอยออกไปจนกระทั่งพลุไฟดวงใหญ่ถูกจุดขึ้นบนท้องฟ้าเรียกความสนใจทั้งหมดของลู่อิงิไปที่ทิวทัศน์เบื้องหน้า
ลู่อิงิเดี๋ยวเงยหน้ามองฟ้าเดี๋ยวก็ก้มหน้าลงพื้นน้ำมองสลับกันอย่างชอบใจพลุไฟที่เมืองคุนเหิงเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่อลังการไม่ใช่น้อยจริงๆว่าไปก็เหมือนจุดฉลองวันชาติของโลกใบเก่านาง
อากัปกิริยาน่าเอ็นดูของเซียนน้อยทั้งหมดอยู่ในสายตาสวีจ้าวหรงศีรษะโยกไปมาเฉี่ยวคางเขาเฉกเช่นแมวที่เอาตัวมาถูอ้อนบางทีก็คันยุบยิบแต่ก็น่าเอ็นดูแล้วเหมือนนางจะตั้งชมพลุไฟมากจนลืมไปแล้วว่าตัวนางเอนพิงอยู่กับร่างเขาโดยสมบูรณ์ไร้อาการเกร็ง
จนเมื่อพลุไฟหายไปนานสักพักก็เป็สัญญาณว่า่เวลาของเทศกาลจบลงลู่อิงิจึงกลับมาสู่ภาวะปกติว่าจะหันตัวหยิบตะเกียงที่พื้นถึงกลับมารู้สึกตัวว่าตนเผลอใช้ท่านจอมมารมาเป็พนักพิงไปเสียแล้ว
“ข้า..ข้าขอโทษ ข้าทำท่านเมื่อยหรือไม่”นางเอ่ยพร้อมโยกตัวพยายามให้หลุดออกแต่อีกฝ่ายกลับกอดนางแน่นกว่าเดิมเสียอีก
“อิงิ ข้ามีอะไรจะบอกเ้า”สวีจ้าวหรงกล่าวขณะที่ยังไม่ยอมปล่อยร่างบางเป็อิสระทั้งยังเขาวางศีรษะลงบนไหล่ของหญิงสาว
เวลานี้บรรยากาศอะไรก็ช่างดูเหมาะสมเหลือเกินเหมาะสมจนจิตใจเซียนน้อยก็อ่อนลงจนยอมให้เขาเอ่ยสิ่งนั้น ทั้งที่ปกติแล้วนางจะต้องหาทางหลีกเลี่ยงทุกทางแทนจะปล่อยให้ความอบอุ่นอวลคลุมรอบกายทั้งคู่เช่นนี้
นางรออีกฝ่ายพูดมันออกมาแต่ขณะเดียวกันก็กลัวว่าคำนั้นไม่น้อย
“ถ้าข้ามีเ้า มีเ้าอยู่เช่นนี้..” อยู่ๆ คำพูดของสวีจ้าวหรงก็หยุดไป
ซึ่งพร้อมกันนั้นก็เกิดเสียงของบ้างสิ่งที่เคลื่อนตัวผ่านหญ้าและพุ่มไม้ไม่ห่างจากทั้งสองเสียงนั้นเรียกความสนใจให้ผู้มีหูทิพย์หันไปมองอยากพร้อมเพียงคนรอก็อดฟังคนพูดก็กลืนคำพูดที่จะเอ่ยลงคอหายไป
สวีจ้าวหรงถอนใจเบาๆก่อนเอ่ยอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ “เดี๋ยวข้ามา” แล้วร่างสูงใหญ่ก็ปล่อยลู่อิงิออก
ทันทีที่เขาผละออกไปอากาศเย็นๆลมหนาวก็พัดมาแทนที่ จากอบอุ่นเปลี่ยนหนาวเย็นสะท้านมันเปลี่ยนเร็วเกินไปจนผิวของเซียนน้อยขนลุกซู่อย่างพร้อมเพรียงตอนนั้นเองที่ลู่อิงิมีความคิดว่าถ้าเขาจะอยู่กับนางเสมอไปก็ดีไม่น้อย
ร่างสูงที่ผละตัวออกมาแล้วก็เดินไปทางพุ่มไม้ที่เกิดเสียงเขายื่นมือออกไปก็มีบ้างสิ่งกระโจนมาใส่มือเขาแต่เพราะว่าจุดที่สวีจ้าวหรงอยู่นั้นมืดเกินไปทั้งตัวเขาก็บังไปครึ่งแล้วลู่อิงิที่มองตามไปั้แ่แรกจึงมองไม่เห็นอยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วไม่เห็นก็จะดีกว่า เกิดเป็ความลับสำคัญขึ้นมาตัวนางไปรู้เข้าจะนำเื่มาให้อันตรายเปล่าๆ
สวีจ้าวหรงที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมเอ่ยสองคำขึ้นมาทันทีคล้ายว่าเร่งร้อน “กลับกัน”
ซึ่งลู่อิงิก็พยักหน้าเห็นด้วยตอนนี้เริ่มดึกแล้ว ชาวบ้านที่มาเล่นไฟทยอยกลับกันหมด อยู่ต่อก็ไม่มีอะไรให้ทำ“อือ กลับโรงเตี๊ยมก็ดี”
“เรากลับไปหาเวยไป๋ฉุนกัน” เขาเอ่ยซ้ำอีกรอบด้วยน้ำเสียงเดิมซึ่งเปลี่ยนจุดหมายจากเดิมทีคืนนี้จะค้างในเมือง
“ขี่ม้ากลับตอนนี้หรือมีอะไรหรือเปล่า?” น้ำเสียงของสวีจ้าวหรงทำให้นางรู้สึกไม่ค่อยดีทั้งอยู่ๆ ก็มาชวนให้กลับบ้าน หรือว่ามีอะไรเกิดขึ้น?
“ข้าหมายถึงกลับโดยเร็วที่สุด”
สายตาจริงจังของสวีจ้าวหรงทำให้นางรู้สึกไม่ดีเลยแล้วที่เร็วที่สุดนี่หมายถึงอะไร ให้ใช้พลังเซียนเหาะกลับหรือ“ท่านหมายความว่ายังไงเร็วที่สุด มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม?”
“อาการเวยไป๋ฉุน” เขาตอบเพียงเท่านี้ก็เข้าใจทั้งหมดเมื่อกี้ที่เขาเดินไปที่พุ่มไม้ไม่รู้ทำอะไร แต่มันจะต้องทำให้เขารู้แน่ๆว่าเกิดอะไรกับเวยไป๋ฉุน ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อยู่ๆ เดินมาพูดให้กลับบ้าน
“ท่านแม่เป็อะไร?”
“เรารีบไปเถอะ อย่าถามอีกเลย” เขาสำทับอีกที ซึ่งลู่อิงิเห็นด้วยคุยต่อก็ไม่ได้ประโยชน์รีบไปดูเองเลยน่าจะดีกว่า
ทั้งสองมองซ้ายแลขวาก่อนจะเหาะขึ้นไปบนฟ้าเวลานี้คนกลับบ้านแยกย้ายกันหมดแล้ว แสงโคมเล็กๆ ส่องไม่ถึงเบื้องบนไม่สามารถมองเห็นสองคนที่ลอยผ่านได้แน่นอน
ตอนมาเมืองคุนเหิงใช้เวลาไปเกือบสองชั่วยามแต่พอตอนกลับมาใช้ไม่กี่เค่อก็มาถึงหมู่บ้านลู่อิงิลงมาที่หน้าบ้านแล้วเดินเข้าไปอย่างรีบเร่งเมื่อดันประตูเปิดก็เห็นหญิงตาบอดนอนอยู่ แต่ไม่ใช่ที่ฟูกนอน นางล้มอยู่ใกล้ๆ ฟูกมือกำแน่นตัวเกร็งไม่เหมือนคนนอนหลับ
“ท่านแม่ๆๆ” ลู่อิงิวิ่งเข้าไปประคองหญิงชรา เรียกนางซ้ำๆ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับ
และตนก็ไม่รู้ต้องทำอย่างไรพลังเซียนรักษาาแได้แต่ไม่สามารถรักษาโรคชราภาพได้ต่อให้โคจรส่งพลังทั้งหมดที่มีไปให้ก็รักษาไม่ได้
“ทำอย่างไรดี? ข้าต้องทำอย่างไร ท่านแม่ๆ”ลู่อิงิมืดแปดด้าน เอ่ยอะไรออกมาบ้างก็ไม่รู้ตัวจนชายหนุ่มอีกคนต้องมารวบตัวนางเข้าไปแนบอก
“อิงิเย็นก่อน” ร่างสูงเอ่ยขึ้นขณะกอดนางเอาไว้ไม่นานหญิงสาวก็เลิกตื่นตระหนกเขาถึงปล่อยนางออก
“เราทำอย่างไรดีเสี่ยวหรง?”
“พาเข้าเมืองเถอะ” ใช่ พาเข้าเมือง ถ้าในเมืองอาจจะมีหมอที่พอรักษาได้
ลู่อิงิจึงรั้งร่างหญิงชราที่แสนจะผ่ายผอมขึ้นมาเพื่อพาร่างไร้สติของนาง
[1] 19.00 – 21.00 น.